-14.1-
ว่ากันว่า...คนเรามักมองข้ามในสิ่งที่ใกล้ตัวเสมอ
องค์รัชทายาทชีวอนประจักษ์แท้แก่ใจในวันนี้
“คนที่วางยาท่านพ่อ...คือแม่นมยองจาครับ”
น้ำเสียงขององค์ชายเล็กซูโฮสั่นเครือ
และยังอยู่ในสภาวะราวกับไม่เชื่อว่าเรื่องราวทุกอย่างที่ตนได้พบนั่นเป็นความจริง
ไม่ต่างจากชายหนุ่มผู้มีฐานะเป็นถึงว่าที่กษัตริย์ เขาทั้งคู่ต่างเติบโตโดยมีหญิงชราผู้นี้คอยเลี้ยงดู
หากจะเปรียบ แม่นมยองจาจึงเป็นดั่งคนในครอบครัวของพวกเขา
คำถามมากมายประดังประเดเข้ามาในหัวสมองว่าเหตุใด...เหตุการณ์ถึงได้กลับตาลปัตร
“แน่ใจแล้วหรือซูโฮ...” ชีวอนถามย้ำ
แต่เมื่อสบตาน้องชายเขาพบว่าซูโฮไม่มีวันโกหก เด็กคนนี้ฉลาดเฉลียวและช่างสังเกต
การที่องค์ชายคนเล็กแห่งชเวนึกระแคะระคายสิ่งใดจวบจนเมื่ออนุมานคำตอบด้วยตนเองโดยไม่เกรงกลัว
มันมากพอที่จะทำให้เขาปักใจเชื่อ แม้ด้านหนึ่งของจิตใจจะยังคงตั้งกำแพงบางๆ
เพื่อปกป้องบุคคลที่เขารักและเทิดทูนก็ตาม
“ทีแรก...ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงด้วยซ้ำ
ยิ่งผมพยายามคิดว่ามันไม่ใช่ ความจริงกลับยิ่งปรากฏชัด พักหลังๆ
ผมลองสังเกตพฤติกรรมของข้ารับใช้ใกล้ตัวท่านพ่อ แม้แต่พฤติกรรมของท่านพ่อเอง
ผมเห็นว่าหนทางเดียวที่จะสามารถวางยาท่านพ่อได้
นั่นคือ...ชาที่ท่านพ่ออ้างว่าต้องดื่มมันทุกวัน”
“ชา?” เขานึกย้อนไปถึงวันที่ผู้ช่วยอย่าง คัง
มินฮยอกนำผลตรวจร่างกายขององค์ราชาแทซันมารายงานแก่เขา
ว่าร่างกายของบิดาได้รับสารพิษจากพืชสมุนไพรมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งล้มป่วยหนัก
และหากเขาจำไม่ผิด...แม่นมยองจานั่นมีความรู้เรื่องเหล่านี้มาทีเดียว
แต่ชายหนุ่มกลับไม่เคยคิดจะสงสัยหรือเพ่งเล็งไปยังหญิงชราผู้นี้เลย
“ไม่มีใครในวังที่ดื่มชานอกจากท่านพ่อ
นี่จึงเป็นการวางยาที่ง่ายและเรากลับมองข้ามไปได้อย่างน่าเจ็บใจ
ผมเข้าไปตรวจสอบที่ครัวของพระราชวัง...ถึงในครัวจะไม่มีสมุนไพรน่าสงสัย
มีเพียงใบชาธรรมดาๆ แต่กลิ่นมันไม่ใช่กลิ่นชาที่ท่านพ่อดื่มทุกวัน
แน่นอนว่าหลักฐานไม่ได้อยู่ในห้องครัว แต่กลิ่นหอมๆ
ที่ว่า...ผมกลับเคยได้กลิ่นนี้มาจากตัวแม่นมยองจาครับ”
“...ทำไมพี่ไม่เคยสงสัยทั้งที่ความจริงมันรายล้อมอยู่รอบกายขนาดนี้”
องค์รัชทายาทผู้เคยเข้มแข็งหนักหนายอมรับโดยดุษณี เด็กชายถอนหายใจแผ่วเบาขณะเล่าเรื่องทุกอย่างต่อ
“ยิ่งเราอยู่ใกล้สิครับ
เรายิ่งมองมันไม่เห็น และที่สำคัญมีความเป็นไปได้สูงมากๆ
ที่สมุนไพรซึ่งเป็นพิษต่อท่านพ่อจะถูกนำไปแปรรูปให้เป็นผงละเอียด
คล้ายแป้งและเพียงแค่ผสมผงพวกนี้ในชาปกติมันก็จะกลายสภาพเป็นยาพิษที่ออกฤทธิ์ได้อย่างร้ายกาจ
พี่ชีวอนยังไม่ต้องเชื่อผมในตอนนี้ก็ได้นะครับ แต่ผมไตร่ตรองมันออกมาอย่างดีแล้ว
ถึงได้กล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับพี่ชีวอนเป็นคนแรก”
“ยังไงซะ...
เราเองก็ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้กับใคร เวลานี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
พี่เป็นห่วงเรา เข้าใจใช่ไหม?” กำชับเสียงหนักแน่นทั้งยังบีบเบาๆ
ที่หัวไหล่ของเด็กชาย โชคดีที่หน้าตำหนักนวลจันทร์มีเพียงพวกเขายืนพูดคุยกันตามลำพัง
และถึงแม้จะมีข้ารับใช้วนเวียนคอยสอดส่องพฤติกรรมของพวกเขาตามคำสั่งขององค์ราชาแทซัน
แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะแอบฟังบทสนทนาระหว่างองค์ชายทั้งสองแห่งราชวงศ์ชเว
“ครับ ผมเข้าใจ”
หลังทำความเข้าใจและตกลงว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่ควรให้ใครต่อใครทราบ
พวกเขาก็กลับมาสนใจกับการค้นหาห้องใต้เดินภายในตำหนักนวลจันทร์ที่อาจเป็นที่กักขังตัวของ
โจ คยูฮยอน ทั้งองค์รัชทายาทชีวอนและองค์ชายเล็กซูโฮต้องฝ่าด่านของทหารรักษาพระองค์สองนายที่ได้รับคำสั่งจากองค์ราชาแทซันเพื่อเฝ้าตำหนักแห่งนี้ไว้
เดาไม่ผิดว่าทหารผู้คอยคุ้มกันดูแลต้องเข้ามาขัดขวางตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบตำหนักร้างอันแสนเงียบเชียบ
“เกรงว่าองค์ชายทั้งสองจะเข้าไปไม่ได้”
ถ้อยเสียงห้าวประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน แต่มีหรือที่องค์รัชทายาทชีวอนจะกริ่งเกรง
“ทำไมเราจึงเข้าไปไม่ได้”
“เป็นคำสั่งจากองค์ราชาแทซัน
กระหม่อมมีความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตาม”
“นั่นก็แสดงว่าคนของเราถูกซ่อนไว้ที่นี่”
จากรูปการทั้งหมด
ชายหนุ่มทราบเป็นแน่ชัดแล้วว่าคยูฮยอนจะต้องอยู่ภายในตำหนักนวลจันทร์ ทว่าการที่ทหารทั้งสองนายพยายามเล่นแง่กับเขาอยู่เช่นนี้
รังแต่จะยิ่งทำให้อารมณ์เกรี้ยวโกรธซึ่งอุตส่าห์มอดดับไปแล้วให้กลับขึ้นมาคุกรุ่นอีกครา
“ให้องค์ชายทั้งสองเข้าไปเถอะ
เวลานี้องค์ราชาแทซันได้ทรงอนุญาตแล้ว” ขณะที่พวกเขาคิดหนทางในการเจรจากับทหารรักษาพระองค์ทั้งสอง
แม่นมยองจากลับปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งแม่น้ำไหลเอื่อยเช่นเคย
ต่างไปที่หนนี้สองพี่น้ององค์ชายแห่งชเวไม่อาจคาดเดาสิ่งใดได้จากหญิงชราผู้เฝ้าเลี้ยงเขามาตั้งแต่เยาว์วัยได้เลย
“องค์ราชาแทซันรับสั่งมาเช่นนั้นจริงๆ
น่ะหรือ?” ทหารหนึ่งในนั้นถามกลับอย่างไม่เชื่อ แต่เมื่อแม่นมยองจาพยักหน้ารับช้าๆ
ด้วยกิริยาน่าเคารพ ทหารทั้งสองนายจึงจำต้องหลีกทางและปล่อยให้ทั้งองค์รัชทายาทชีวอนและองค์ชายเล็กซูโฮเข้าไปภายในตำหนักนวลจันทร์
แม้แม่นมยองจาจะก้าวเข้ามาช่วยพวกเขาในสถานการณ์ยากเย็นเมื่อครู่
หากแต่ความสงสัยเคลือบแคลงก็ไม่อาจสลัดออกไปได้จากจิตใจ
“ห้องใต้ดินภายในตำหนักนวลจันทร์ต้องเดินเข้าไปยังห้องโถง
เมื่อไปถึงองค์ชายจะเห็นพรมเก่าๆ
วางราบกลางห้องแต่เมื่อเปิดมันขึ้นจะเห็นประตูห้องใต้ดิน
คุณคยูฮยอนถูกขังอยู่ที่นั่น” คำบอกเล่าจากปากของแม่นมยองจาส่งผลให้ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าลง
พลางหันกลับมาสบตาเจ้าของเส้นผมสีดอกเลา
“แม่นมยองจารู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่าคยูฮยอนถูกซ่อนไว้ที่ตำหนักแห่งนี้
แต่ไม่ยอมบอกผม” กดน้ำเสียงถามโดยไม่รู้ตัวเลยว่าแววตาวาวโรจน์ไปด้วยความขุ่นเคือง
บางสิ่งบางอย่างในตอนนี้ องค์รัชทายาทชีวอนไม่อาจทราบว่าจริงๆ
แล้วสิ่งที่เขาได้พบได้เจออยู่ทุกวันมันมีเรื่องโกหกปะปนกันไปมากน้อยเพียงใด
หากแม่นมคนสนิทยังกล้าโกหกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ลงคอ
คนในวังแห่งนี้ยังพอมีใครให้เขาไว้วางใจได้อีกกัน!
“หม่อมฉันไม่อาจขัดคำสั่งองค์ราชาแทซันได้”
“แต่อย่างน้อยแม่นมก็ไม่ควรปล่อยให้คยูฮยอนต้องถูกขังอยู่ที่ใต้ดินทั้งที่เขาไม่ผิดอะไร!” เผลอตวาดลั่นเสียจนผู้เป็นน้องต้องวางมือแตะที่หัวไหล่เพื่อปรามอารมณ์อันฉุนเฉียวให้สงบลง
“พี่ชีวอน...พอเถอะครับ
เราควรเข้าไปหาพี่คยูฮยอนก่อน ส่วนเรื่องอื่นไว้ค่อยว่ากันต่อ”
“ทุกอย่างที่หม่อมฉันทำลงไปย่อมมีเหตุผล
หวังว่าองค์ชายจะเข้าพระทัย”
เขารู้สึกได้ว่าคำพูดของแม่นมคนสนิทมีนัยยะแฝงที่สอดแทรกอยู่ภายในรูปประโยคธรรมดาๆ
ทั้งที่อยากจะโพล่งถามทุกความข้องใจ แต่ดูเหมือนเขาคงไม่อาจตั้งรับมันได้ทัน วินาทีนี้ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงผ่อนลมหายใจเพื่อคลายความโกรธขึงก่อนจะสาวเท้าเร็วๆ
ไปยังตำแหน่งที่หญิงชราแจงว่าที่นั่นคือที่กักขังคนในปกครอง
ภายในห้องโถงของตำหนักนวลจันทร์ไม่ได้เปิดต้อนรับใครมานาน
ตัวห้องจึงได้จับไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ องค์ชายทั้งสองต่างนึกย้อนไปถึงเมื่อสภาพตำหนักแห่งนี้ยังคงเป็นที่อาศัยของเหล่านางสนม
และเปิดรับรองการเสพสมอย่างโจ่งแจ้ง
ที่นี่คงรุ่งเรืองหากทว่าคงเต็มไปด้วยเรื่องคาวโลกีย์
องค์รัชทายาทชีวอนปวดร้าวในหัวใจครั้นเมื่อนึกถึงความพยายามของผู้เป็นบิดาซึ่งสร้างกลอุบายอันแสนแยบยลเพื่อตอกย้ำให้โจ
คยูฮยอนเป็นเพียงเครื่องบรรณาการมนุษย์ไร้ค่า
สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสมกับสิ่งล่ำค่าจากพยองอันเลยสักนิด
“นั่นไงครับ
พรมที่แม่นมยองจาพูดถึง”
ซูโฮชี้นิ้วไปที่พรมเก่าๆ กลางห้องโถง
ไม่จำเป็นต้องคิดตรึกตรองให้เสียเวลา ชีวอนคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นพลางจับปลายพรมและเลื่อนมันไปให้พ้นทางก่อนจะพบว่าใต้พื้นพรมเปรอะฝุ่นมีประตูไม้กลไกธรรมดาที่สามารถเปิดออกได้ด้วยแรงปกติแม้จะฝืดไปบ้างเพราะความเก่าไม่ได้รับการดูแล
ครั้นมองลงไปพวกเขาเห็นขั้นบันไดที่ต่อลงไปสู่ชั้นใต้ดิน
สององค์ชายแห่งชเวก้าวลงไปตามบันไดที่ว่าอย่างระมัดระวังทั้งที่ความจริงแล้ว...พวกเขาอยากจะถลาตัวลงไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
กลิ่นอับของชั้นใต้ดินชัดเจนยิ่งขึ้น มันทำให้การหายใจนั่นลำบากไปด้วย รวมไปถึงบรรยากาศเงียบเชียบชวนวังเวง
โชคดีที่ห้องใต้ดินไม่ได้สร้างไว้เพื่อเป็นเขาวงกต ฉะนั้นเจ้าของร่างสูงจึงพบกับประตูเหล็กขนาดใหญ่และกลอนที่มีเพียงแค่แม่กุญแจคล้องไว้หลวมๆ
ราวกับไม่ตั้งใจขังใครอีกคนไว้ตลอดกาล
แต่เพียงแค่แกล้งทรมานหัวใจองค์รัชทายาทให้เกือบแตกสลายก็เท่านั้น!
องค์ชายชีวอนสืบเท้าไปยังหน้าประตูเจ้ากรรมก่อนจะปลดล็อคแม่กุญแจสนิมเขรอะ
ออกแรงเพียงไม่มากประตูหนักๆ
ถูกเปิดออกพร้อมกับเผยให้เห็นห้องลับใต้ดินที่มองดูแล้วยิ่งสร้างอารมณ์ขุ่นเคือง
ปั่นป่วนโทสะให้ถาโถมยิ่งกว่าคราไหนๆ ที่นี่ไม่เหมาะกับสิ่งล้ำค่าจากพยองอัน
ไม่ควรเป็นที่ที่โจ คยูฮยอนต้องถูกกักขัง
อิสรภาพของคนเราไม่ควรถูกกลั่นแกล้งไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม!
เรียวตาคู่คมกวาดไปโดยรอบถึงได้พบเด็กหนุ่มนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง
พร้อมใบหน้าอิดโรยไม่ต่างอะไรไปจากลูกแมวหลงทางคงเพราะความอ่อนเพลียและไม่ยอมแตะสำรับอาหารข้างๆ
ตัว มันไม่ได้พร่องลงไปเลย
คยูฮยอนไม่ยอมกินอะไรแต่กลับอดทนรอเพื่อให้เขาตามหาจนเจอ... นัยน์ตากลมโตนั่นแปรเปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็นแววประกายแห่งสุขในทันใด
โดยไม่ต้องพูดจาเขาคว้าร่างนั้นเขามากอดไว้แนบอกพลางกระซิบพร่ำขอโทษแผ่วเบา
“ฉันขอโทษ...ขอโทษจริงๆ ที่ดูแลเธอไม่ดีพอ”
“อย่าพูดแบบนั้นเลย กระหม่อมเองที่ไม่ระวังตัว”
เด็กหนุ่มลูบฝ่ามือไปตามแผ่นหลังกว้าง รับรู้ได้ว่าอีกคนนั้นก็ทรมานไม่ต่างกัน
คยูฮยอนทราบดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาไม่ตอนนี้มันอาจไม่จบเพียงแค่ห้องขังใต้ดิน
การที่เขาถูกคนในวังทำร้ายถึงขั้นสลบแล้วพาตัวมากักขังมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา
แม้อย่างน้อยพระเจ้ายังใจดีนำพาชายหนุ่มกลับมาพบเขาอีกครั้ง ทว่านี่มันไม่มีหลักประกันอะไรวัดความแน่นอนของโชคชะตาระหว่างโจ
คยูฮยอนและองค์รัชทายาทชีวอนได้เลย
“ยังไงฉันก็ไม่อยากให้อภัยตัวเองอยู่ดี”
คนหัวดื้อยังโทษตัวเองไม่เลิกพลางซบหน้าที่หัวไหล่ของเขา คราวนี้ร่างโปร่งเพียงแค่ขยับตัวเพื่อให้อีกคนคลายกอด
เรียวปากเผยยิ้มบางหวังจะช่วยให้องค์ชายตรงหน้าได้ใจเย็นลง
“กระหม่อมไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ ถ้าจะให้ดี...เราทั้งหมดก็ควรออกไปจากที่นี่ดีกว่า”
คยูฮยอนเอ่ยไปอย่างที่รู้สึก การติดอยู่ห้องใต้ดินหนึ่งคืนมันไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยสักเท่าไหร่เลยจริงๆ
“ใช่แล้วครับพี่ชีวอน
เราออกไปเถอะ...ห้องใต้ดินอากาศไม่ถ่ายเทเลยสักนิด” องค์ชายเล็กซูโฮเสริมขึ้นบ้าง ยิ่งมองไปโดยรอบเขายิ่งจินตนาการถึงภาพในอดีตเมื่อยามสนมบรรณาการถูกขังกักให้ตายอย่างน่าเวทนา
หากต้องอยู่ภายในห้องอับแสงอีกสักนาที ซูโฮคงได้อาเจียนอาหารเช้าออกมาจนหมดกระเพาะ
พวกเขาลาจากตำหนักนวลจันทร์และไม่หวังจะหวนไปเหยียบเป็นครั้งที่สอง
ด้านองค์ชายคนเล็กต้องเข้าเรียนกับครูพิเศษต่อเพื่อเตรียมการสอบวัดผลในวันรุ่งขึ้น
ส่วนองค์รัชทายาทชีวอนและคยูฮยอนกลับไปยังตำหนักรอง ชายหนุ่มปล่อยให้คนในปกครองได้อาบน้ำล้างตัวที่มอมแมมจากการนอนขลุกอยู่กับพื้นห้องใต้ดิน
ความจริงแล้ว...
ภายในใจของเขากำลังร้อนรนพิกลด้วยเพราะไม่อยากให้เด็กหนุ่มจากพยองอันต้องอยู่ภายในพระราชวังซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายอันยากจะคาดเดา
ทันทีที่ร่างโปร่งก้าวออกจากห้องน้ำด้วยชุดลำลองปกติ เสียงทุ้มห้าวจึงโพล่งบอกเจตนาของตน
“พระราชวังไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับเธออีกแล้ว
ฉะนั้น...เราจะไปเกาะพยองอันด้วยกัน”
“องค์ชายจะทำอย่างนั้นไม่ได้”
ชีวอนกะไว้แล้ว ว่าเขานั้นต้องถูกคยูฮยอนคัดค้านความคิด หากแต่เขามองไม่เห็นหนทางอื่นอีกแล้ว
ชายหนุ่มเพียงต้องการให้คนที่เขารักปลอดภัยมากกว่าจะเห็นแก่ตัวฉุดดึงคยูฮยอนให้อยู่ในสถานที่ซึ่งไม่เหมาะกับเจ้าตัวมาตั้งแต่แรก
“ฉันคิดดีแล้วคยูฮยอน...ฉันจะไปส่งเธอที่พยองอัน
ทุกอย่างก็เพื่อความปลอดภัย”
“แต่กระหม่อมจะทิ้งให้องค์ชายต้องเผชิญสถานการณ์เลวร้ายตามลำพังได้อย่างไร”
แววตาคล้ายแมวคู่นั้นฉายแววกึ่งอ้อนวอนให้เขาใจอ่อนเพื่อล้มเลิกความคิด ทว่าชีวอนคิดว่าตนไตร่ตรองเรื่องนี้มาถี่ถ้วน
อีกประการ...ถ้าเกิดเหตุการณ์โดยฝีมือของผู้เป็นบิดาอีก งานนี้องค์รัชทายาทเช่นเขาคงไม่อาจควบคุมความเกรี้ยวโกรธได้อีก
“ฉันขอดื้อกับเธอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว
คยูฮยอน...ฟังนะ ฉันสัญญาว่าหลังจากนี้ฉันจะเชื่อฟังทุกข้อเรียกร้องของเธอ
ขอแค่เธอต้องกลับไปอยู่กับครอบครัวเสียก่อน
เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย...เธอจะสั่งให้ฉันทำอะไร ฉันก็ยอมทั้งนั้น” เกิดความเงียบระหว่างคนทั้งคู่ชั่วขณะ
ท้ายสุดจึงเป็นเจ้าของร่างโปร่งที่ยอมแพ้เหตุผลจากชายหนุ่มด้วยประการทั้งปวง เรียวหน้าหวานพยักหน้ารับแต่โดยดีแม้ในใจยังคิดไม่ตกต่อหน้าที่อันใหญ่หลวงและหนักหนาขององค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเว
“ก็ได้ครับ
กระหม่อมจะทำตามรับสั่งขององค์ชาย”
“อย่าห่วงไปเลย...ทุกอย่างมันจะดีเอง
เชื่อฉันนะ” ฝ่ามือหนาทั้งสองวางลงบนไหล่ของคยูฮยอน แรงบีบเบาๆ
เสมือนเป็นการตอกย้ำคำสัญญาทั้งยังให้กำลังใจซึ่งกันและกันไปในตัว
คยูฮยอนเชื่อว่าตลอดว่าศรัทธาและความเชื่อมั่นทำให้คนเราค้นพบแสงสว่าง
หากเปรียบองค์รัชทายาทเป็นดั่งพระอาทิตย์...
ชายหนุ่มคงเป็นแสงนำทางของประชาชนทั้งประเทศ สำหรับคยูฮยอน...ชเว ชีวอนคงเป็นความอบอุ่นที่แม้บางครั้งจะเร้าร้อนไปสักหน่อย
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากขาดไปแล้ว
ความหวังในชีวิตคนธรรมดาอย่างเขาอาจมอดดับลงเช่นกัน
ท่ามกลางความคลุมเครือที่ไม่อาจไว้วางใจใครได้ง่ายๆ
องค์รัชทายาทชีวอนตระหนักและรู้ซึ้งจากบทเรียนที่ได้จากแม่นมยองจาผู้เลี้ยงดูเขามาแต่เยาว์วัยว่าแท้จริงเธอเองก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เขาไม่อาจหยั่งรู้
มีเพียงซูโฮ ท่านอาจินฮยอกและอาสะใภ้ฮวัง
มิยองเท่านั้นที่เป็นหลักช่วยให้เขาพอตั้งสติกับความชุลมุนปั่นป่วน อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งผู้ช่วยคนสนิทอย่างคัง
มินฮยอก ...เขาก็ไม่อาจไว้ใจ
“เราจะไว้ใจคุณคัง
มินฮยอกได้อย่างไรในเมื่อไม่มีหลักประกันยืนยันว่าคุณเองไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องเลวร้ายในพระราชวัง”
กล่าวเสียงเรียบหากแต่กังวานชัดไปทั่วทั้งห้องทำงาน หรี่ตาสังเกตพฤติกรรมของผู้ช่วยมือขวา
หนุ่มนักเรียนนอกนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นพลางก้มหัวคำนับเสียจนหน้าผากนั้นชิดกับพื้นโดยไม่มีท่าทีนึกทบทวนให้เสียเวลา
พวกเขารู้ดีว่าการโค้งศีรษะเช่นนี้คือการแสดงความเคารพขั้นสูงสุด
...เปรียบได้ดั่งการนอบน้อมด้วยชีวิต
“ครอบครัวของกระหม่อมต่างก็รับใช้ราชวงศ์ชเวด้วยความซื่อสัตย์มาเสมอ...ฉะนั้นแล้ว
ขอให้องค์ชายมั่นใจว่ากระหม่อมไม่เคยคิดคดทรยศ
หากสิ่งที่กระหม่อมพูดเป็นเรื่องโป้ปด ขอให้คัง
มินฮยอกผู้นี้ประสบพบเจอแต่ความพินาศในชีวิต”
“...อย่าถึงกับต้องแช่งตัวเองเลยครับคุณมินฮยอก”
คยูฮยอนเอ่ยปรามหลังตนเงียบมานาน
เจ้าตัวหันไปสบตาองค์ชายคนโตแห่งชเวเพื่อบอกว่า...คนคนนี้ไม่เป็นอันตราย
แม้จะไม่รู้จักผู้ช่วยหนุ่มเป็นการส่วนตัวแต่เขารับรู้ได้จากความเชื่อมโยงของการเป็นคนบ้านเกิดเดียวกัน
ชาวพยองอันมีนิสัยซื่อตรงและสามัคคีเป็นหนึ่ง ซึ่งคุณลักษณะแบบนี้ย่อมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก
เขาถึงได้เชื่อมั่นว่าคัง มินฮยอกไม่ใช่คนประเภทโกหกพกลมหรือคิดทรยศราชวงศ์แต่อย่างใด
ทางด้านองค์รัชทายาทชีวอน
เขาเล็งเห็นแล้วว่าคัง มินฮยอกยังคงเป็นมิตรผู้สัตย์จริงเช่นเดิม
“ลุกขึ้นเถอะ...ได้เวลาที่ต้องเดินทางไปเกาะพยองอันก่อนใครอื่นจะทราบความเคลื่อนไหวของเรา”
“ครับองค์ชาย”
การเดินทางไปเกาะพยองอันหนนี้แม้จะลำบากจากการต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้คนขององค์ราชาแทซันทราบเรื่องแล้ว
พวกเขายังต้องระวังไม่ให้คนของฝ่ายนายกปาร์ค อุนซูทราบเช่นกัน
หนึ่งคือเพื่อปกป้องการลอบทำร้าย สองคือเพื่อไม่ให้นายกปาร์คอาศัยช่องโหว่ในขณะที่องค์รัชทายาทชีวอนไม่ได้พำนักอยู่ภายในพระราชวังเพื่อเล่นอะไรตุกติก
คัง มินฮยอกทำหน้าที่ขับรถยนต์ส่วนตัวไปส่งพวกเขาที่ท่าเรือด้วยเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
การปลอมตัวภายใต้ฝูงชนมากมายแม้จะเสี่ยงหน่อยแต่ก็ย่อมน้อยกว่าการเดินทางไปที่เกาะพยองอันอย่างเปิดเผย
ชายหนุ่มรับสั่งให้ผู้ช่วยคนสนิทกลับไปดูแลและคอยรายงานความเป็นไปในพระราชวังรวมไปถึงช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยคนในราชวงศ์ชเวอย่างใกล้ชิด
หากเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลให้รีบรายงานโดยเร่งด่วน ชีวอนวางแผนจะอยู่ที่เกาะพยองอันประมาณสองวัน
ทั้งนี่ก็เพื่อปรึกษาหารือปัญหาชวนปวดหัวกับอี ดงกันด้วย
หากแน่ใจว่าคยูฮยอนปลอดภัยเมื่ออยู่ในการดูแลของครอบครัว เขาจะเดินทางกลับโซล
ไปสะสางทุกอย่างให้เรียบร้อย องค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวหวังลึกๆ
ว่าเงามืดแห่งความชั่วร้ายจากภัยต่างๆ ที่รุมเร้าประเทศและตัวเขาจะจางหายไปโดยเร็ว
“หมวกเกือบปลิวแหนะ” เสียงนุ่มๆ
นั่นเอ่ยขึ้นและฉุดให้ชีวอนหันไปสนใจเจ้าของรอยยิ้มน่ามองที่ยื่นมือมาจับหมวกแก็ปของเขาเอาไว้
ลมแรงของทะเลทำให้หมวกเจ้ากรรมเกือบจะปลิวหายไปในท้องทะเลกว้าง
บนเรือข้ามฟากเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่ต้องการเดินทางกลับบ้านเกิดอย่างเกาะพยองอัน
สำหรับคยูฮยอนคงไม่ต้องปลอมตัวให้ลำบากด้วยเพราะเจ้าตัวก็เป็นเพียงหนุ่มผิวขาวธรรมดา
แม้ภายนอกจะดูโดดเด่นเสียจนไม่น่าเชื่อว่ามาจากเกาะแดนไกลก็ตาม ผิดไปจากองค์ชายตัวสูงที่ต้องแต่งตัวด้วยชุดลำลองไม่ต่างจากนักท่องเที่ยว
สวมหมวกแก็ปปิดบังใบหน้าเล็กน้อยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
แต่กระนั้นด้วยส่วนสูงที่ดูสง่าผ่าเผย
เขาจึงถูกสายตาหญิงสาวโดยรอบจับจ้องมาเป็นพักๆ นอกเหนือไปกว่านั้น...ชเว
ชีวอนรู้สึกได้ว่าท้องไส้ภายในเกิดสงครามเล็กๆ มากกว่า
“อ-อีกนานไหมกว่าจะถึงเกาะพยองอัน”
“คงประมาณชั่วโมงครึ่งครับ
ทำไม...คุณเมาเรือหรอ” น่าแปลกที่เมื่อคยูฮยอนพูดว่า ‘เมาเรือ’ มันกลับมีอะไรบางอย่างมาจุกที่คอ!
ก่อนเขาจะอาเจียนอาหารทุกมื้อลงทะเลได้อย่างน่าขายหน้า โชคดีเหลือเกินที่พวกเขายืนอยู่ริมเรือ
คยูฮยอนวางมือลูบไปตามแผ่นหลังขององค์ชายจอมเคร่งขรึมถึงอย่างนั้นก็แอบหัวเราะกับตัวเองไม่ได้
“ไม่ตลกเลยนะคยูฮยอน”
หันไปค้อนใส่เจ้าของใบหน้าน่ารัก อยากจะจับเด็กตัวดีมาแก้เผ็ดที่หัวเราะเขาจริงๆ
ติดก็ตรงที่ไอ้อาการคลื่นไส้เมาเรือนี่แหละที่จะทำเอาเขาไม่รอดไปถึงพยองอันเสียก่อน
“คุณคงไม่ชินกับการขึ้นเรือและคลื่นทะเลล่ะมั้งครับ
ถ้าหัดขึ้นเรือบ่อยๆ คุณอาจชินไปเอง”
“ไม่เคยคิดว่าต้องหมดท่าต่อหน้าเธอเลยจริงๆ
ให้ตายสิ...”
“นั่นน่ะสิครับ ใครจะคิดว่าผู้ชายตัวใหญ่บึกบึนอย่างคุณจะเมาเรือง่ายขนาดนี้...ไม่สมกับเป็นคุณเลยเนอะ!”
ครั้นไม่ต้องอยู่ภายในพระราชวังอันหรูหรา
เด็กหนุ่มจึงไม่จำเป็นต้องใช้สรรพนามทางการแทนตัว
และนี่ก็ทำให้คยูฮยอนได้เป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งยังมองเห็นชเว ชีวอน
ที่ไม่ใช่องค์รัชทายาทผู้สูงส่งจนใครก็อาจเอื้อมไม่ได้คนนั้น
น่าประหลาดที่เมื่อเรือข้ามฝากลำนี้เคลื่อนเข้าใกล้เกาะพยองอันมากเท่าใด...ตัวตนของเขาก็ยิ่งอยากออกมาโลดแล่นมากเท่านั้น
ที่สำคัญตัวตนของเขาน่ะ...คงมีแค่
ชเว ชีวอนที่ได้เห็นมันเหมือนกัน
เป็นไปอย่างที่คยูฮยอนคาดไว้...ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งให้หลัง
พวกเขาเดินทางมาถึงท่าเรือภายในเกาะพยองอันโดยสวัสดิภาพและแน่นอนว่าไม่มีใครล่วงรู้สถานะของชายหนุ่มว่าเป็นถึงองค์รัชทายาทของเกาหลี
เกาะเล็กๆ แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายอนุรักษ์นิยมอย่างเห็นได้ชัด
สังเกตได้จากตัวบ้านเรือนหลายๆ
หลังที่ก่อสร้างเป็นบ้านชั้นเดียวสไตล์เกาหลีเรียบง่าย
ผู้คนไม่พลุกพล่านอย่างเมืองหลวงเช่นโซล ที่นี่มีรถบัสประจำทางไม่กี่สาย ความจริงแล้ว
เด็กหนุ่มมักใช้เส้นทางลัดเลาะภายในเกาะเป็นประจำมากกว่าการใช้บริการรถเหล่านี้ แต่สภาพเมาเรือของคนตัวโตกว่าทำให้เขาล้มเลิกความคิดดังกล่าวซึ่งอาจเป็นการกลั่นแกล้งองค์ชายแห่งชเวให้อาการหนักยิ่งกว่าเก่า
ประตูไม้ขนาดใหญ่รวมไปถึงกำแพงเตี้ยๆ
สีขาวสะอาดคือจุดหมายที่เขาทั้งคู่หยุดฝีเท้าหลังก้าวลงจากรถประจำทาง
เด็กหนุ่มสูดหายใจลึกในขณะที่เอื้อมมือไปกดกริ่งหน้าบ้าน... บ้านของเขาเอง
รอสักครู่คยูฮยอนก็เห็นว่าคนที่ออกมาเปิดประตูให้...กลับไม่ใช่สาวใช้
หากแต่เป็น...คุณนายรองของบ้าน
“แม่...”
“คยูฮยอน!!”
แรกเห็นหล่อนนึกว่าภาพที่ตรงหน้าคือความฝันเสียอีก
ทว่า...เมื่อลูกชายคนเดียวของโจ ยอนฮวาโผกอดหล่อนเต็มรัก ยอนฮวาจึงตระหนักว่านี่ไม่ใช่ฝันกลางวันอย่างที่นึกในคราแรก
ความทรมานที่ไม่อาจรู้ข่าวคราวของคยูฮยอนมลายหายไปในทันทีแค่เห็นใบหน้าอันคุ้นชิน
และการกลับมาเด็กหนุ่ม แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดา
เพราะองค์รัชทายาทแห่งเกาหลีกลับเดินทางมาที่เกาะพยองอันพร้อมกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของหล่อนด้วย
เมื่อผู้เป็นใหญ่ของบ้านอย่าง อี อินซา สามีของหล่อนทราบเรื่องรวมไปถึงอี ดงกัน
ลูกชายคนโต
ชายต่างวัยทั้งสามคนก็เข้าไปปรึกษาหารือเรื่องบ้านเมืองภายในห้องรับรองอยู่หลายชั่วโมง
หล่อนเองแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายนอก ทว่าไม่กี่เดือนมานี่ยอนฮวาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมากมาย
กระแสความร้อนระอุของโซล ไหนจะประกาศยกเลิกถวายเครื่องบรรณาการ
การเปลี่ยนแปลงของเกาหลีใกล้เข้ามาทุกขณะ...
“คิดถึงแม่สุดๆ
ไปเลย รู้ไหมครับ”
ประโยคช่างอ้อนออกจากปากของคยูฮยอนหลังเจ้าตัวอาบน้ำอาบท่าก่อนจะเอนตัวนอนหนุนตักผู้เป็นแม่
ความเหินห่างร่วมสองเดือนไม่ได้ทำให้สองแม่ลูกรู้สึกเคอะเขินเมื่อแสดงความรักต่อกัน
ลูกชายตัวขาวยังคงนิสัยเช่นนี้ไว้ดังเดิม
แม้ยอนฮวาจะมองนัยน์ตาคู่โตนั่นได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าเจ้าตัวกำลังเก็บเรื่องเครียดไว้ภายในใจ
และยอนฮวาจะไม่ถามว่าสิ่งใดกำลังบั่นทอนความสุขของลูกชาย
จนกว่าคยูฮยอนจะปริปากเล่าด้วยตนเอง
“แม่ก็คิดถึงลูกเหมือนกัน
มันเป็นเรื่องตลกที่แม่อยากจะออกไปเปิดประตูให้ใครทุกครั้ง
แค่หวังว่าสักวันลูกจะกลับมา...วันนี้เอง แม่ได้เห็นหน้าลูกชายของแม่อีกครั้งแล้ว”
“ความจริง... ผมก็ไม่นึกว่าจะได้กลับมาที่พยองอัน
มันเหมือนฝันที่ทำให้ผมไม่อยากตื่น” ในทุกคำพูดของคยูฮยอนมีนัยความหมายบางซ่อนไว้
ยอนฮวาเป็นห่วงลูกชายเป็นทวีคูณทั้งที่เวลานี้สิ่งล้ำค่าในชีวิตนอนหนุนตักของหล่อนอยู่แท้ๆ
“พยองอันปลอดภัยสำหรับลูกเสมอ
อย่ากังวลไปเลย...เรื่องอะไรที่ลูกกำลังกลัว แม่ไม่รู้หรอกนะ
แต่ถ้าเรามั่นใจว่าตัวเองเป็นคนดี อะไรก็ทำร้ายเราไม่ได้ทั้งนั้น” ฝ่ามือบางลูบไปตามเนินแก้มผ่องเบาๆ
พลางเผยยิ้มบางเพื่อหวังจะปลอบขวัญลูกชาย
“ครับ...ผมรู้”
“เลิกคิดมากซะนะ
นี่ก็ใกล้เวลามื้อเย็นแล้ว เราไปที่ห้องอาหารกันเถอะจ้ะ”
ร่างโปร่งหยัดตัวลุกขึ้นจากตักนิ่มๆ
เมื่อเสียงหวานนั้นเอ่ยชวนโดยไม่นึกอิดออด
น่าประหลาดที่เขารู้สึกหิวขึ้นมาในทันทีทั้งที่ไม่รู้สึกเช่นนี้มาตั้งแต่ถูกขังอยู่ห้องใต้ดิน
คยูฮยอนเดินตามหลังมารดาไปยังห้องอาหารซึ่งอยู่เกือบใจกลางของบ้าน
เขาพบกับคุณแม่ใหญ่หรือยุน โบราตระเตรียมอาหารโดยมีสาวใช้อยู่ใกล้ๆ
นัยน์ตาคู่สวยของเธอเปล่งประกาย ก่อนเธอจะก้าวเข้าโอบกอดเขาให้หายคิดถึง
“รู้สึกเหมือนได้ไข่มุกล้ำค่ากลับสู่พยองอันอีกครั้ง”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นานแล้วที่คยูฮยอนไม่เห็นคุณแม่ใหญ่ร้องไห้
แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ไม่น่าเชื่อว่าความเข้มแข็งของเธอถูกพังทลายลงเพียงเพราะได้พบกับลูกเลี้ยงเช่นเขา
“คิดถึงคุณแม่ใหญ่แทบแย่
คิดถึงเสียงบ่นน่ะครับ” ว่าติดตลกขณะที่เธอพาคยูฮยอนไปนั่งที่โต๊ะอาหาร
คุณแม่โบราใช้เรียวนิ้วปัดน้ำตาเล็กน้อยพลางกลั้วหัวเราะไปตามคำพูดของเขา
“กลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิมแล้ว
แม่จะบ่นให้หูชาไปเลย” เธอหยิกแก้มเขาเบาๆ
ด้วยความหมั่นเขี้ยวพลางพยักพเยิดรอยยิ้มไปยังคุณนายรองของบ้าน
ยอนฮวาส่ายใบหน้าให้กับความน่ารักปนทะเล้นของลูกชาย พูดคุยหยอกล้อกันได้สักพัก...เหล่าชายหนุ่มก็พร้อมหน้าเข้ามาในห้องอาหาร
ประกอบไปด้วยผู้เป็นใหญ่ในบ้าน อี อินซา ลูกชายคนโตอย่างอี ดงกัน
อีกหนึ่งคือแขกพิเศษ องค์รัชทายาทชีวอน
สีหน้ากึ่งเคร่งเครียดของชายทั้งสามบ่งบอกชัดว่าปัญหาการเมืองคงน่าปวดหัวไม่ใช่น้อย
“อาหารโปรดของทุกวันเลยนะคะ
ดิฉันตั้งใจทำเป็นพิเศษเพื่อต้อนรับลูกชายคนเล็กของเรา
รวมไปถึง...องค์รัชทายาทชีวอนด้วยเพคะ” คุณนายใหญ่ของบ้านกล่าวอย่างสุภาพ
หล่อนย่างเท้าไปนั่งที่เก้าอี้ตำแหน่งของเธอ ทุกคนก็เช่นกัน...คยูฮยอนเหลือบสายตามองชายหนุ่มซึ่งกำลังจะหย่อนกายนั่งลงข้างๆ
เขา
“นายไปนั่งอีกฝั่ง”
เสียงเข้มของดงกันฟังราวกับโกรธใครมาเป็นชาติ
คยูฮยอนรู้ข้อนี้ดีว่าแม้คนทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกัน
แต่ดีกรีความเอาแต่ใจนั่นไม่ได้ด้อยกว่ากันเลย
เจ้าของใบหน้าน่ารักทำได้เพียงส่งยิ้มเจื่อนไปยังองค์ชายแห่งชเวซึ่งจำใจต้องเดินอ้อมโต๊ะอาหารไปนั่งฝั่งตรงข้าม
คิ้วเข้มๆ แอบขมวดขึงไหนจะหน้าตาบอกบุญไม่รับในบัดดล
มื้อเย็นวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีและไม่มีแม้สักนาทีที่ใครหลุดพูดเรื่องเหตุบ้านการเมือง
มันเป็นมื้อเย็นที่วิเศษอีกทั้งยังอบอวลไปด้วยความสุขอย่างที่โจ
คยูฮยอนไม่เคยได้สัมผัสมานานหลังเข้าไปอาศัยอยู่ภายในพระราชวังกลางกรุงโซล
ไม่ว่าจะอย่างไร เกาะพยองอัน
คือที่ที่เหมาะสมกับเขามากที่สุดด้วยประการทั้งปวง
ทว่า
สิ่งที่หัวใจเรียกร้องมักไม่เคยฟังเหตุผลกันเลย...ตราบใดที่หัวใจของเขาโบยบินกลับโซลไปพร้อมชเว
ชีวอน คยูฮยอนก็ไม่อาจสัญญากับตนเองได้หรอกว่าจะไม่คิดหวนกลับไปยังที่ที่เคยกักขังอิสรภาพอีกครั้ง
เขายังต้องการเคียงข้างองค์รัชทายาทในทุกๆ
ความเหนื่อยยากและความเจ็บปวดดั่งที่เคยรับปากให้คำมั่นไว้
หากแม้เป็นพระจันทร์ที่ได้เคียงคู่พระอาทิตย์แค่ในบางยาม...
เขาก็ยอมทั้งนั้น
ห้องนอนของเขายังคงสภาพไว้เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
คยูฮยอนเดินทอดน่องไปทั่วห้องหวังจะซึมซับบรรยากาศที่ห่างหายก่อนจะพาตัวเองไปนั่งอิงขอบหน้าต่าง
เงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยดาวหลายล้านดวง
มันอวดโฉมแข่งกันหากจนแล้วจนรอดก็ต้องยอมแพ้ให้แก่นางเอกแห่งค่ำคืนอย่างพระจันทร์
แสงนวลส่องสว่างยังผลให้ทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกมีแสงนำทาง เสียงหับประตูเบาๆ
เรียกความสนใจจากเด็กหนุ่ม เมื่อเหลียวหลังกลับไปจึงพบว่าเป็นพี่ชายต่างมารดาของเขาเอง
“เห็นว่าเราเองมีเรื่องคุยกับพี่เป็นการส่วนตัว”
ชายหนุ่มว่าขณะเดินมาลูบศีรษะเขาแผ่วเบา ดวงตาสีเข้มทอดมองลงมาด้วยความเป็นห่วง
“ครับ...มีเรื่องบางเรื่องที่ผมอยากให้พี่ดงกันรับรู้ไว้”
“หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรหรอกใช่ไหม”
“ก็ไม่เชิงหรอกครับ
ที่จริง...อาจเป็นเรื่องที่ผมอยากให้พี่ดงกันช่วยมากกว่า” คนเป็นพี่หรี่ตามองเล็กน้อย
ดงกันสงสัยระคนปั่นป่วนในอก
ยิ่งเมื่อได้สบตาคยูฮยอน...เขากลับรู้สึกว่านัยน์ตาแฝงความเศร้าคู่นี้มีพลังบางอย่างซึ่งมันมากพอที่จะทำให้เขาไม่กล้ารับปาก
“เรื่องอะไรล่ะ...”
“สัญญาก่อนครับว่าพี่ดงกันจะทำตามที่ผมขอ
และที่สำคัญ...พี่ดงกันห้ามบอกเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทชีวอนนะครับ”
“นี่คยูฮยอน...ตราบใดที่มันไม่เป็นอันตรายต่อน้องของพี่
พี่จะสัญญา มีอะไรก็ว่ามาเถอะ”
ไม่มีครั้งไหนเลยที่อี
ดงกันหวั่นใจเท่ากับหนนี้...เพื่อน้องชายเขาพร้อมทำทุกข้อเรียกร้องเสมอ
ดงกันรู้จักคยูฮยอนดีพอที่จะรู้ว่าเด็กคนนี้ตัดสินใจทำอะไรได้เด็ดเดี่ยวและคาดไม่ถึงอย่างไม่น่าเชื่อ
ลางสังหรณ์ภายในใจกลับกู้ร้องว่าคำขอร้องของคยูฮยอนมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา
อี
ดงกันขอแค่คยูฮยอนอย่าเสี่ยงชีวิตเพื่อใครสักคน แค่นั้นจริงๆ
ที่พี่ชายเช่นเขาปรารถนา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น