-7-
โจ
คยูฮยอนไม่รู้ว่าตนควรจะทำตัวเช่นไรตั้งแต่วันที่ตัดสินใจพันเกี่ยวหัวใจของตนเองไว้กับองค์รัชทายาท...
แน่นอน เขาเก้อเขินทุกขณะเมื่ออีกคนสัมผัสกาย เพริดไปกับรสจูบ
แม้กระทั่งไม่กล้าสบตาเมื่อยามรับประทานอาหารร่วมโต๊ะ
สามสี่วันมานี้...คยูฮยอนพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด หากอีกคนกลับชอบทำให้เขาใจเต้นจนนึกอะไรไม่ออกอยู่เรื่อย
ความสัมพันธ์ที่เมื่อก่อนแทบจะติดลบ ทว่าตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเสียจนคยูฮยอนตั้งรับไม่ทัน...
อีกประการ...เขาไม่อาจไปจากพระราชวังแห่งนี้เพื่อกลับพยองอันได้อย่างไร้เยื่อใยท่ามกลางสถานการณ์อันไม่แน่นอน
ลมหายใจของเด็กหนุ่มดูเหมือนมีกลิ่นอายของผู้ชายคนนั้นอบอวลอยู่ใกล้ๆ เสมอ
ดังเช่นในเวลานี้...
ร่างโปร่งรับอาสาจากแม่นมยองจาที่กำลังวุ่นกับงานในครัวถึงได้เอ่ยปากว่าจะนำกาแฟและของว่างมาให้ชายหนุ่มที่ห้องทำงาน
ซึ่งยามบ่ายคล้อยแบบนี้คนที่ทำงานหนักมาทั้งวันอาจต้องการคาเฟอีนกระตุ้นเป็นปกติ
เรียวมือขาวเคาะประตูห้องสองสามครั้งก็ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยอนุญาต
เจ้าของรูปหน้าคมคายไม่ได้ละสายตาจากหนังสือราชการตรงหน้าถึงได้ไม่ทราบว่าแท้จริงบุคคลผู้มาใหม่
ไม่ใช่แม่นมคนสนิทผู้รับหน้าที่เสิร์ฟของว่างเป็นประจำ เจ้าตัวถึงได้เอ่ยประโยคคำถามเดิมๆ
ดั่งเช่นเคยชิน
“คยูฮยอนเป็นยังไงบ้างครับ
งอแงหรือเปล่า” เจ้าของชื่อเบิกตานิด คำว่า งอแง
ที่ว่าไม่ต่างอะไรไปจากการเปรียบเขากับเด็กเล็กๆ เลยสักนิด
“กระหม่อมโตเกินกว่าจะงอแงแล้ว”
เสียงนุ่มรีบแย้งทำเอาชายหนุ่มเลิกคิ้วประหลาดใจก่อนจะพบว่าผู้นำของว่างมาให้ถึงห้องทำงานในยามนี้ไม่ใช่แม่นมยองจาอย่างที่เขาคาด
และการพลั้งปากออกไปเมื่อครู่ ชีวอนเองก็ไม่ได้นึกว่ามันเป็นเรื่องผิดพลาดอะไร
แต่เขากลับได้เห็นท่าทีน่ารักน่าชังจากอีกคนต่างหาก
“หรือเธอจะเถียงว่าไม่เคยงอแงกับฉันเลย...แล้วเมื่อวานก่อนใครกันที่เอาแต่นอนกอดฉันเสียจนสายตะวันโด่ง”
คนที่จี้จุดเขาได้เสมอว่ากลั้วหัวเราะ ทั้งยังทำเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป เด็กหนุ่มจากพยองอันอ้าปากอยากจะเถียงทว่าก็ต้องงับริมฝีปากลงอย่างช่วยไม่ได้
หากจะโทษ...คงต้องโทษที่เขาฝันร้าย และภาพในความฝันมันช่างน่ากลัวเกินกว่าที่เขาจะปล่อยอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นไปได้
โจ
คยูฮยอนแค่กลัวว่าจะไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาพบกับผู้ชายคนนี้อีกครั้งก็เท่านั้น
“หากองค์ชายจะค่อนขอดกระหม่อมเช่นนี้
กระหม่อมขอตัวดีกว่า” วางถ้วยกาแฟและจานของว่างใบเล็กลงโดยไม่สนใจสายตาคมเข้มที่จ้องมองด้วยประกายแวววับ
ตั้งท่าจะเดินออกจากห้องทำงานอย่างที่ใจคิด
แต่อีกคนก็อาศัยความไวก้าวขามาหยุดอยู่หน้าประตู ขยับปลายเท้าไปทางซ้าย
องค์รัชทายาทแสนเอาแต่ใจกลับเบี่ยงตัวมาขวางทางกันดื้อๆ
ขยับไปทางขวาก็เข้าอีหรอบเดิม... ถึงตอนนี้บรรณาการหนุ่มน้อยจากพยองอันพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยใจ
“นี่ไงล่ะ ที่เรียกว่า งอแง” เน้นประโยคเสียงหนักพลางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ยังผลให้ปลายจมูกโด่งเป็นสันเฉียดปลายจมูกรั้น
รู้สึกได้ถึงแก้มที่เห่อร้อนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหน
องค์รัชทายาทก็มักจู่โจมให้เขาตกใจเล่นเสมอ ร่างโปร่งขยับตัวรักษาระยะห่างแต่ถึงอย่างนั้นคยูฮยอนก็รู้อยู่แก่ใจว่า...ความใกล้ชิดระหว่างเขาและองค์ชายชีวอนมันเลยเถิดเกินกว่ากลับไปตั้งหลักแล้วล่ะ!
“องค์ชาย! ถอยไป... กระหม่อมจะกลับเรือนรับรอง”
“ไม่ให้กลับหรอก”
ไม่ว่าเปล่าแต่แกล้งคว้าเอวคอดอย่างถือสิทธิ์
คยูฮยอนลมหายใจกระตุกเมื่อภาพวันที่เริงรักกับผู้ชายตรงหน้าฉายซ้ำให้จดจำขึ้นใจ
มันหน้าไม่อายที่ร่างกายของเขาตอบสนองทุกสัมผัสวาบหวามและมันก็ทำให้เช้าวันถัดมาเรือนร่างบางแทบไม่มีแรงขยับ
นัยน์ตาใสกะพริบตามองรูปหน้าหล่อเหลาด้วยสภาพตัวแข็งทื่อไปเสียแล้ว
อีกคนหัวเราะเสียงเบาพลางเกลี่ยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มด้วยนึกเอ็นดู
ยิ่งมองดวงหน้าน่ารักเนิ่นนานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากจะครอบครองปากอิ่มให้ชื่นใจ
“องค์ชาย.. เดี๋ยวมีคนมาเห็น”
เรียวนิ้วแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากเป็นการห้ามปราม
แต่คยูฮยอนเองก็น่าจะทราบดีว่าองค์รัชทายาทผู้นี้เอาแต่ใจกับเขาแค่คนเดียว
ก็แค่นิ้วที่แตะห้ามหรือจะสู้เสียงหัวใจที่มันเต้นไม่เป็นส่ำ ร่างสูงอาศัยทีเผลอดันให้คนตัวขาวแผ่นหลังชิดกับตู้หนังสือ
พร้อมแต้มจุมพิตแผ่วเบาเสมือนการขออนุญาต เมื่อเด็กหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธอะไร
ทั้งยังหลับตาพริ้มเช่นนี้ องค์ชายชีวอนก็ไม่อาจห้ามใจตนต่อไปได้อีก
แนบริมฝีปากลงไปหาเป็นหนที่สอง บดคลึงปากนิ่มด้วยความเสน่หาทั้งหมดที่มี
ประคองเรียวแขนบางให้โอบรอบคอก่อนจะเลื่อนฝ่ามือลงไปกอดกระชับช่วงเอวคอด
เฟ้นเนื้อผิวผ่านเสื้อเชิ้ตตัวบาง
ครั้นได้ยินเสียงครางอือพอใจในลำคอถึงได้สอดแทรกเกลียวชิวหาเข้าไปดูดซับน้ำหวานเติมพลังการทำงานในช่วงบ่ายเช่นนี้
เห็นทีว่ากาแฟรสเข้มอาจไม่ใช่คาเฟอีนกระตุ้นร่างกายอีกต่อไป
แต่รสชาติหอมหวานของคยูฮยอนนี่สิที่สามารถทำให้องค์รัชทายาทตื่นเต้นได้ทุกเวลา
“อื้อ...”
เหมือนใจจะขาดเมื่ออีกคนไม่ยอมละริมฝีปากออกห่างไปไหน
แถมไม่ลดละที่กดจูบราวกับลืมไปเสียแล้วว่านี่คือห้องทำงาน แม้จะนึกหวั่นใจว่าจะมีใครเข้ามาเห็น
แต่คยูฮยอนเองก็ลืมทุกสิ่งอย่างเพียงแค่ร่างกายถูกแตะต้องโดยฝ่ามือร้อนจัด
จังหวะที่ดวงตาคู่กลมปรือเปิดเพราะถูกใครอีกคนสอดมือเข้ามาไต่ดะไปตามแนวสันหลัง
เด็กหนุ่มพบว่ามีดวงตาคู่หนึ่งทอดมองมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย...
“คะ คุณยูอี!!”
ร่างโปร่งตกใจจนเผลอจิกเล็บลงบนลำคอขององค์ชายคนโตแห่งชเว
ไม่ต่างกัน...ชายหนุ่มหยุดทุกการกระทำเมื่อได้ยินชื่อของคู่หมั้นสาวจากปากของคยูฮยอนในเวลานี้
เหลือบมองไปที่บานประตูก็พบว่ามันถูกเปิดออกโดยฝีมือของคิม ยูอี หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นในขณะที่ทอดมองมายังคนสองคนที่ยังใช้ร่างกายพัวพันกันอยู่ไม่ห่าง
เสื้อเชิ้ตสีอ่อนนั้นหมิ่นเหม่จะหลุดจากร่างขาวจัดของบรรณาการหนุ่มน้อยจากพยองอันอยู่รอมร่อ
เผลอกัดฟันกรอดพร้อมฝ่ามือที่กำหมัดแน่น หากเธอเข้ามาช้ากว่านี้สักนาที...อาจได้เห็นมากกว่าจูบอันดูดดื่ม
“ฉันแค่...อยากจะเข้ามาคุยกับคุณเรื่องงานการกุศลที่คุณพ่อคุณแม่กำลังจะจัดขึ้น
แต่...เห็นทีว่าคงไม่ใช่เวลา” ยูอีไม่อาจบรรยายความรู้สึกของเธอได้มากไปกว่าคำว่า เจ็บใจ
น้ำเสียงที่เปล่งออกมามันมั่นคงก็จริง แต่ภายในอกเปรียบดั่งไฟลาวาซึ่งปะทุเดือดดาล
เธอหน้าชายิ่งกว่าถูกใครตบหน้าเมื่อเห็นท่าทางนิ่งสงบไม่ทุกข์ร้อนของพระคู่หมั้นหนุ่มที่ดูไม่ยี่หระกับเหตุการณ์ดังกล่าวแม้แต่น้อย
กลับช่วยดึงเสื้อซึ่งร่นตกอยู่ที่หัวไหล่บางของมารความสุขหน้าซื่อให้เข้าที่เข้าทางอย่างทะนุถนอม
“ไม่เป็นไรครับยูอี คุณรอผมอยู่ที่ห้องทำงานละกัน
ผมไปส่งคยูฮยอนที่ตำหนักรองก่อน” มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่บุตรสาวตระกูลคิมแทบขำไม่ออก
องค์รัชทายาทแค่รักษามารยาทเท่านั้น... เธออาจพลาดไปเองที่ประเมินค่าโจ
คยูฮยอนต่ำไป การที่องค์รัชทายาทปฏิบัติต่อเธอเช่นนี้ไม่ต่างอะไรไปจากการยกเครื่องบรรณาการมนุษย์สำคัญกว่าคู่หมั้นคู่หมายชนิดกู่ไม่กลับ!
คิม ยูอีสูดลมหายใจลึก
ปั้นหน้ายิ้มเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันเกรงว่าตัวเองอาจต้องรอเก้อ” ท้ายเสียงประชดประชันอยู่ในที
แต่มีหรือที่องค์รัชทายาทจะล่วงรู้ความรู้สึกของเธอ
“องค์ชาย...กระหม่อมกลับไปที่ตำหนักรองเองได้
อยู่ต้อนรับคุณยูอีเถอะครับ”
สาบานว่าเธอไม่คิดว่าคำพูดและใบหน้าอันแสนซื่อของเด็กหนุ่มจากพยองอันแฝงนัยสงสารเธอ
กลับกัน...คุณหนูตระกูลคิมกำลังถูกเย้ยหยันเสียมากกว่า
เธอมองผ่านร่างโปร่งซึ่งสาวเท้าเร็วๆ ออกจากห้องทำงานไป
ความโมโหที่แผ่ซ่านก่อกวนจิตใจของหญิงสาวได้มากโข
และมันก็ทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าโจ คยูฮยอนคงถวายตัวให้แก่พระคู่หมั้นของเธอได้เด็ดถึงใจเป็นแน่
ไม่เช่นนั้นองค์ชายผู้เย็นชาหนักหนาจะเกิดใจร้อนคิดอยากทำเรื่องคาวสวาทในห้องทำงานได้อย่างไร!
“เชิญนั่งครับ ยูอี” เสียงทุ้มว่าอย่างสบายใจ
องค์รัชทายาทไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอโทษที่เมื่อครู่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นเลยสักคำ
หรือต้องโทษเธอที่เข้ามาเห็นภาพบาดตาด้วยตัวเอง ยูอีได้แต่เค้นยิ้มอย่างฝืนเกร็ง
สืบเท้าไปนั่งที่โซฟารับรองโดยมีชายหนุ่มนั่งในตำแหน่งตรงข้ามกัน หน้าที่ของเธอคือการเป็นคู่หมั้นผู้เพียบพร้อม
และสาวสวยก็เชื่อเหลือเกินว่าการที่เธออยากจะโวยวายออกไปแทบบ้าอาจไม่ใช่หนทางที่ดี
ซ้ำแต่จะยิ่งทำลายภาพลักษณ์ของคู่หมั้นใจกว้าง
“รายละเอียดของงานก็เป็นดังนี้ค่ะ”
เธอพยายามทำตัวเช่นปกติ เปิดกระเป๋าสะพายใบหรูพร้อมหยิบการ์ดเชิญร่วมงานที่บรรจุรายละเอียดงานกุศลครั้งนี้ไว้ครบครัน
“ขอบคุณคุณมากที่อุตส่าห์นำบัตรเชิญมาให้ผมเอง
อันที่จริงคุณจะฝากเข้ามาก็ได้ ไม่เห็นต้องลำบาก” เธอสบตาดวงตาสีเข้มอย่างนึกตัดพ้อ
ที่พูดเช่นนี้...เพราะต้องการตัดรำคาญและกลับไปใช้เวลากับเด็กนั่นเสียมากกว่า!!
“ฉันก็แค่อยากจะเข้ามาพบหน้าคุณให้บ่อยขึ้น
เพราะฉันเป็นห่วงคุณก็เท่านั้น” หวังจะเรียกความเห็นใจ แต่สีหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับองค์รัชทายาทคือสิ่งที่ยูอีได้รับเป็นของตอบแทน
“ครับ ผมทราบดี”
“ฉันเองก็ทำหน้าที่คู่หมั้นไม่เคยบกพร่อง...หวังว่าคุณจะมองเห็นความเป็นห่วงที่ฉันมอบให้คุณบ้าง”
ไม่มีประโยคที่แสดงความห่วงหาเฉกเช่นคู่หมั้นที่ควรมีต่อกัน
นานวันองค์รัชทายาทยิ่งทำตัวห่างเหินและหมางเมินเธอทุกขณะ และคิม ยูอีจำได้แม่นว่าทุกอย่างในชีวิตของเธอมันค่อยๆ
เปลี่ยนไปตั้งแต่มีเครื่องบรรณาการมนุษย์ก้าวเข้ามาในชีวิตขององค์ชายชีวอน อย่างไรก็ตาม...
ไม่ว่าองค์รัชทายาทจะดึงดันต่อไปเพียงใด หรือเด็กนั่นจะลีลาจัดแค่ไหน แต่คิดหรือว่า...คนที่มันได้ชื่อว่าเป็นแค่เครื่องบรรณาการจะได้รับตำแหน่งอันสูงส่งไปครอบครอง
จะด้วยคุณสมบัติสักข้อก็ไม่เข้าขั้น!
บรรณาการไร้ค่าอย่าง โจ คยูฮยอน ก็เป็นได้แค่...อนุรองที่รอวันโดนเขี่ยทิ้ง!!
พระราชวังกลางกรุงโซลเปิดประตูต้อนรับนายกรัฐมนตรีเจ้าปัญหาอย่างไม่เต็มใจเท่าใดนักในวันนี้
เพราะองค์รัชทายาทชเว ชีวอน ทราบดีว่าเหตุที่ทำให้นายกปาร์ค
อุนซูอุตส่าห์บากหน้ามาถึงวัง คงหนีไม่พ้นเรื่องข่าวของคยูฮยอนในฐานะเครื่องบรรณาการจากพยองอันซึ่งแพร่สะพัดไปเมื่อหลายวันก่อน
แม้จะผิดคาดที่ตาแก่นี่วิ่งแจ้นมาถึงวังช้าไปกว่าที่เขาคาด
แต่ดีกรีกวนประสาทและคอยแต่จะหาเรื่องกดดันเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย
“กระหม่อมและทางคณะรัฐมนตรีทั้งหมดไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่พระองค์...รับการถวายตัวของเครื่องบรรณาการมนุษย์จากเกาะพยองอันเช่นนั้น”
สีหน้ามาดมั่นพร้อมจะเอาชนะเขาได้ทุกเมื่อ
ถึงอย่างนั้นคนที่มีตำแหน่งเป็นถึงว่าที่กษัตริย์กลับไม่แสดงทีท่าจะยอมอ่อนข้อ
“แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับนายกปาร์คอย่างไรหรือ...ถึงได้ทุกข์ร้อนกันนัก”
เอ่ยถามกลับพร้อมรอยยิ้มหยัน มองเห็นดวงตาภายใต้กรอบแว่นทรงโบราณนั้นดูไม่ผ่อนคลายขึ้นมากะทันหันราวกับถูกราชสีห์หนุ่มข่มขวัญ
แม้ทีแรกจะทำเป็นใจสู้ต่อกรเพราะความถือดีก็ตาม
“เพราะเด็กหนุ่มนั่นมาจากพยองอันยังไงละพระองค์
องค์ชายน่าจะทราบดีว่าพยองอันเตรียมก่อกบฏล้มล้างพวกเรา รวมถึงราชวงศ์ชเวด้วย”
“เรื่องนี้เราทราบดีอยู่แล้ว
แต่เด็กคนเดียวจะทำลายรัฐบาลอันมั่นคงของพวกคุณได้อย่างนั้นหรือ
เราไม่ยักจะรู้ว่านายกปาร์คตื่นกลัวภัยเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้”
“ทำไมกระหม่อมจะต้องกลัวอะไร...ในเมื่อสิ่งที่กระหม่อมได้เตือนพระองค์คือความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี”
องค์ชายคนโตแห่งชเวยังคงจับสังเกตท่าทีของนายกเจ้าปัญหาอย่างพินิจ
แม้นายกปาร์คจะชอบกดดันเขาทางอ้อมด้วยนานาวิธี
หากชายหนุ่มไม่เคยนึกกริ่มเกรงแต่อย่างใด เขาใช้ดวงตาดุจเหยี่ยวจ้องลึกดั่งต้องการแผดเผาร่างตรงหน้าให้สิ้นซากข้อหาก่อความวุ่นวายแก่ประเทศชาติ
และดูเหมือนตาแก่พุงโรคงอ่านเกมเขาไม่ออก
ถึงได้ไม่ทราบว่าระหว่างราชวงศ์ชเวและกบฏแห่งพยองอันจับมือร่วมกันเพื่อล้มล้างรัฐบาลของนายกปาร์คเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพียงแค่รอวันให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและดำเนินไปตามแผนที่ร่างไว้
...แน่นอนว่า คณะรัฐบาลทั้งหมดจะต้องไม่มีที่ยืนในประเทศเกาหลีอีกต่อไป
“กลับไปทำหน้าที่ของพวกคุณเถอะนายกปาร์ค”
“แต่อย่างไร
กระหม่อมก็เห็นว่าบรรณาการจากพยองอันจะกลายเป็นบ่อนทำลายความมั่นคงเข้าสักวัน
หากพระองค์ยังลุ่มหลงในรสชาติราคะจากเด็กนั่นอยู่ จนอาจไม่มีสติดูแลประเทศอันระส่ำระสาย”
มันไม่ใช่เพียงคำพูดดูถูกเขา...และนี่เป็นการดูถูกความเป็นคนของโจ
คยูฮยอนเสียด้วยว่าเป็นเพียงกาลีบ้านกาลีเมือง นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจ
อีกทั้งยังเดือดดาลขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“จะลุ่มหลงหรือไม่มันก็เป็นเรื่องของเรา...ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิยุ่งกับคนของเราทั้งสิ้น!!”
“องค์ชายกำลังหน้ามืดตามัว”
“เรามีสมองและตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างเองได้
ว่าใครหน้าไหว้หลังหลอกหรือใครที่ต้องการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
อย่าหาว่าเราไม่เตือนเลยนายกปาร์ค
กลับไปซะก่อนที่เราจะสั่งทหารรักษาพระองค์เข้ามาลากตัวคุณไปส่งที่หน้าประตูวัง!” เสียงตวาดก้องกังวานเสมือนเป็นประกาศเตือนระหว่างศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น
ดวงตาวาวโรจน์แต่กลับนิ่งสงบจดจ้องเพียงใบหน้าของชายแก่เจ้าของเส้นผมสีดอกเลา
“หึ...” นายกปาร์ค
อุนซูผุดลุกขึ้นจากโซฟารับรองพร้อมหัวเราะหยันโดยไม่รักษาท่าทางนอบน้อมอีกต่อไป “พระองค์เองก็ไม่ควรประมาท...ไม่ควรจริงๆ”
ทิ้งท้ายประโยคปริศนาดั่งเป็นคำขู่ซึ่งแน่นอนว่าองค์รัชทายาทเช่นชเว ชีวอนไม่คิดจะสนใจ
เพราะเขาทราบดีว่าตนไม่มีวันพลาดพลั้งให้กับคณะรัฐมนตรีของนายกปาร์คไม่ว่าจะด้วยหนทางไหนก็ตาม!!
เขาจะไม่ปล่อยให้คนที่มันโกงกินและคิดเป็นใหญ่ในบ้านเมืองได้เชิดหน้าชูคอต่อไปได้อีกแน่
คยูฮยอนไม่แน่ใจว่าที่ที่ตนยืนอยู่ตรงนี้มันคือที่ไหน...
เขาทราบเพียงแต่ว่ามันฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ชนิดหนึ่งเพียงแต่ไม่ทราบว่ากลิ่นที่ว่าล่องลอยมาจากแห่งหนใด
ดวงตาสีดำนิลทอดสายตาไปโดยรอบก็พบแต่ความว่างเปล่า
หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความหวาดกลัว เด็กหนุ่มมองหาใครไม่เจอนอกเสียจากเงาของตนเองที่ทอดผ่านอยู่บนพื้นเสมือนเป็นเพื่อนคุยไร้ชีวิต
ทว่าความหวังของเขาก็ใช่ว่าจะหมดไปเมื่อโสตประสาทแว่วได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหูจากที่ใดสักแห่ง
สองขาขยับก้าวเดินไปตามเสียงหวังจะได้พบหน้าและโอบกอดร่างสูงไว้ไม่ให้คลาดสายตาไปได้อีก...
“คยูฮยอน...”
“กระหม่อมอยู่นี่...องค์ชายอยู่ที่ไหน”
“คยูฮยอน...”
“องค์ชาย!” แม้จะร้องเรียกออกไปเพียงไรเขากลับไม่พบชายหนุ่มดั่งที่ใจปรารถนา
หัวใจดวงน้อยรู้สึกวูบโหวงขึ้นมาชั่วขณะ กระนั้นก็ยังไม่ลดละความพยายาม
ขาเรียวออกแรงวิ่งอย่างไร้จุดหมาย แสงสีขาวรอบตัวค่อยๆ มืดสนิทลงดั่งมีมัจจุราชวิ่งไล่กรวดอยู่เบื้องหลัง
แต่แล้ว...แผ่นหลังอันคุ้นเคยก็ปรากฏแก่สายตาในระยะใกล้แสนใกล้
หนุ่มน้อยดีใจแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ตั้งใจเอื้อมมือออกไปหวังจะคว้าอ้อมกอดอันแสนคุ้นเคย
หากแต่เถาวัลย์ที่เลื้อยขึ้นมาตวัดเกี่ยวไปรอบขาเสียจนขยับกายไม่ได้ทำให้คยูฮยอนไม่สามารถกระทำได้อย่างใจคิด
พลางร้องเรียกชื่ออีกคนสุดเสียงหวังจะให้ชายหนุ่มหันกลับมาช่วยเขาให้รอดพ้นจากการพันธนาการครั้งนี้
“องค์ชายชีวอน
ช่วยกระหม่อมด้วย!!”
“...คยูฮยอน
อยู่ที่ไหน ตอบฉันที...ฉันหาเธอไม่เจอ คยูฮยอนได้โปรดล่ะ...”
เสมือนอีกคนไม่ได้ยินเขา คยูฮยอนเหลือบมองเถาวัลย์ที่ค่อยๆ เลื้อยรัดร่างของเขาจนยากจะขยับ
และมันก็รัดแน่นขึ้นทุกขณะ แม้แต่หายใจยังเจ็บเมื่อหนามแหลมของมันทิ่มแทงไปทั่วร่าง
เลือดสีแดงฉานหยดลงบนพื้นทีละหยดพร้อมน้ำตาของเขา...มันผสมคละปนกันไปแทบแยกจากกันไม่ออก
ทั้งที่เขาเจ็บเจียนตาย หากแต่...อีกคนกลับมองไม่เห็นเขาเลยสักนิด
ราวสวรรค์กลั่นแกล้ง
“องค์ชาย!! องค์ชาย...ช่วยกระหม่อมที
อย่าไปไหน...กระหม่อมอยู่นี่!”
ยิ่งร้องก็ยิ่งเห็นร่างสูงเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางภาพอันพร่าเลือน และเจ้าของร่างสง่าซึ่งเดินห่างออกไปจนลับตาพร้อมแสงสว่างเรืองรอง
ลมหายใจของหนุ่มน้อยแผ่วเบาลงทุกขณะ อีกไม่นานพื้นตรงนี้คงต้องเต็มไปด้วยโลหิตและน้ำตาของโจ
คยูฮยอน
ท่ามกลางกองเลือดท่วมตัว...ดอกไม้ดอกเล็กสีสวยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวสุขใจที่ได้เลือดเป็นอาหารหล่อเลี้ยง...
เถาของมันเลื้อยปกคลุมร่างขาวจัดดั่งถูกกลืนหายสู่ผืนดิน
มันคือ ดอกไอวี่
ดอกไม้แห่งความซื่อสัตย์
“เฮือก!!”
ดวงตาคู่โตปรือเปิดด้วยความตื่นกลัวพร้อมการหอบหายใจอย่างรุนแรง
หากสิ่งที่คยูฮยอนกลัวกลับไม่ได้ตามมาหลอกหลอนในโลกแห่งความจริง
ยังคงมีอ้อมแขนที่โอบกอดอยู่ไม่ห่าง
ซ้ำเรียวตาคมนั่นจ้องมองใบหน้าของเขาแฝงแววอ่อนโยน พลันเด็กหนุ่มจากพยองอันขยับกายใช้สองแขนกอดร่างหนาไว้แน่นพร้อมอิงซบใบหน้าลงบนอกแกร่งด้วยกลัวว่าจะมีเถาวัลย์ที่เต็มไปด้วยหนามรั้งกายเขาออกจากความอบอุ่นจากองค์ชายผู้สูงศักดิ์
ดวงตาร้อนผ่าวไปด้วยน้ำตากระนั้นกลับสู้อุตส่าห์กะพริบตาถี่ๆ เพื่อกลั้นไม่ให้มันร่วงเผาะจนถูกมองว่า
งอแง อีก
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือ”
คนที่ไม่ทราบว่ามานอนร่วมเตียงภายในเรือนรับรองกับเขาได้อย่างไรเอ่ยถามเสียงเบาพลางแนบริมฝีปากลงบนเรือนผมนิ่ม
ปลอบประโลมบรรณาการตัวขาวโดยการลูบฝ่ามือไปตามแผ่นหลัง
“ครับ...ฝันเหมือนเดิมกับวันนั้น”
พยักหน้ารับเพียงนิดโดยที่อีกคนดูจะไม่แปลกใจอะไร
“แล้วนี่องค์ชายเข้ามาที่เรือนรับรองตั้งแต่เมื่อไหร่” ไม่วายจะถามในสิ่งที่สงสัย
อากาศหนาวเย็นรอบๆ กายบ่งบอกว่านี่คงดึกสงัดมากแล้ว
ผ้าห่มผืนใหญ่อาจไม่ได้ช่วยให้เขาหายหนาว แต่เพราะความอุ่นซ่านที่แผ่มาจากองค์รัชทายาทพระองค์นี้ต่างหาก
“เข้ามาได้สักพักแล้วล่ะ
เห็นเธอนอนกระสับกระส่ายเลยแน่ใจว่าต้องนอนฝันร้ายอีกแน่ และฉันก็เดาไม่ผิดเสียด้วย”
เอ่ยพร้อมใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่ปลายจมูกรั้น
คยูฮยอนเหลือบตามองเสี้ยวหน้าหล่อจัดที่กำลังอมยิ้มบาง
มุ่ยปากเมื่ออีกคนดูสบายใจในขณะที่เขาเพิ่งจะตื่นจากภาพฝันอันน่าสะพรึงกลัวแท้ๆ
“กระหม่อมไม่รู้ว่าความฝันที่ว่ามันคืออะไร
แต่มันน่ากลัว ...กระหม่อมแค่รู้สึกไม่ดี”
“ความฝันมันก็เป็นเพียงความฝัน
ความจริงคือฉันและเธอยังคงอยู่ด้วยกัน ตรงนี้...เวลานี้ และมั่นใจว่าในอนาคต
ฉันก็ยังคงเป็นผู้มอบอ้อมกอดเช่นนี้ให้เธอเสมอ”
“....”
“ไม่ว่ายังไง...ทุกเช้าที่ตื่นมา
ฉันจะเป็นคนแรกที่เธอได้พบหน้า ฝันร้ายยังไง ขอแค่มีฉันอยู่ข้างๆ
ทุกอย่างมันก็จะดีเอง อย่ากลัวไปเลย”
ฟังดูเป็นคำพูดที่จริงใจที่สุดตั้งแต่คยูฮยอนได้รู้จักองค์รัชทายาทชีวอน... ภาพจำที่ว่าผู้ชายคนนี้เย็นชาไร้หัวใจนั่นได้สลายหายไปอย่างสิ้นเชิง
มันน่าประหลาดใจที่เด็กหนุ่มเลือกที่จะเชื่อคำพูดเมื่อครู่โดยไม่มีข้อกังขา อีกทั้งยังหลับตาพริ้มเมื่อแน่ใจแล้วว่าอกกำยำนี้จะเป็นที่พักพิงจิตใจให้เจ้าตัวได้หายหวาดกลัว
หากใครจะมองว่าเขาเป็นแค่บรรณาการใจง่ายที่ยอมมอบร่างกายหรือแม้แต่หัวใจให้ว่าที่กษัตริย์
หากใครจะมองว่าเขามันไม่คู่ควรด้วยประการทั้งปวงกับการยืนอยู่เคียงข้างคนคนนี้
หากใครจะมองว่าเรื่องระหว่างเขาและองค์รัชทายาทต้องจบลงในเวลาอันใกล้
หรือหากใครจะมองว่า...
ทุกสิ่งที่ดำเนินอยู่เป็นเพียงความปรารถนาและหลงใหลในห้วงตัณหา
แต่สำหรับโจ
คยูฮยอน เขาก็เป็นแค่คนคนหนึ่งที่ไม่สามารถปิดกั้นความรู้สึกตนเองได้อีกต่อไป
และเขาเชื่อว่าใครอื่น... คงไม่อาจรู้ซึ้งความหมายของคำว่า กันและกัน
ซึ่งจำกัดความเพียงเขาและองค์รัชทายาทได้แน่
ถ้าจะเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น...บรรณาการชิ้นนี้ขอเป็นเพียงคนซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นที่รักแค่คนเดียวก็พอ
องค์รัชทายาทชีวอนไม่ได้ผิดสัญญาที่ว่า...ตื่นมาในตอนเช้าจะต้องพบเจ้าของใบหน้าคมคายเป็นคนแรก
เด็กหนุ่มยิ้มละมุนเมื่อแรกลืมตาเขาพบว่าตนอยู่ในวงแขนแกร่งเช่นเดิม อยากจะแกล้งอีกคนโดยการดึงริมฝีปากล่างเป็นการปลุกจากนิทราฝันหวานสักหน่อย
แต่ทำไมกลับกลายเป็นเรียวปากอุ่นร้อนได้ครอบครองกลีบปากนิ่มโดยไม่ทันได้ปัดป้องอะไรอีกตามเคย
แสงแดดยามเช้าทอประกายสะท้อนเรือนร่างขาวจัดที่ถูกปอกเปลือกออกอย่างรวดเร็ว
เสื้อผ้าอาภรณ์ตกดิ่งสู่พื้นห้องจากฝีมือขององค์ชายแสนเอาแต่ใจ
หนุ่มน้อยถูกรั้งกอดจนจมหายไปในห้วงทำนองรักลึกซึ้ง เพลิดเพลินไปกับรสจูบหวานซ่านที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นแรงดั่งกลองศึกร่ำไป
กายแกร่งทาบทับลงมาหาพร้อมมอบอารมณ์วาบหวิวปรนเปรอโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
จูบซับไปทั่วเนื้อผิวซึ่งเจือกลิ่นรัญจวนใจ
ไม่ว่าจะครั้งนี้ซึ่งนับเป็นครั้งที่สอง หรือครั้งแรกที่ผ่านมา ชายหนุ่มยอมรับเลยล่ะว่าคยูฮยอนนั้นมีเสน่ห์ที่มากล้นอยู่ในตัว
แถมเด็กหนุ่มเองไม่เคยรู้ว่าแววตาออดอ้อนคล้ายลูกแมวเหมียวนั่นสามารถทำให้เขาคลั่งได้แค่ไหน
จังหวะรักทวีความเร่าร้อนขึ้นทุกขณะ ร่างบางตอบสนองได้อย่างน่ารัก
และทุกเสียงเพรียกชื่อก็ช่างน่าสดับ องค์ชายแห่งชเวแย้มยิ้มเล่ห์เมื่อยิ่งกดแรงสู่ช่องทางหฤหรรษ์มากเท่าใด
อีกคนกลับยิ่งยกขาขึ้นเกี่ยวรัดช่วงเอวแนบแน่น ไม่ปล่อยให้แรงเกี่ยวรัดที่เอวเป็นเพียงการระบายความอึดอัด
สะโพกหนากระทั้นแรงไปตามใจต้องการ ปล่อยให้ฟันขาวขบเขี้ยวไปตามเนินไหล่บ้าง
ปลายคางคมสันบ้าง กระทำรักทุกอย่างด้วยความละเมียดละไม แต่ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
จวบจนอารมณ์รักแตะถึงขีดสุดและได้รับการปลดปล่อยผ่านสัมผัสชื้น
คนอ่อนกว่าทำท่าจะหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย
ไม่เหมือนเมื่อครั้งก่อนที่ต้องต่อทำนองเสียจนยืดยาว เจ้าของร่างสูงกดเรียวปากลงบนแก้มนิ่ม
ในจังหวะที่กำลังจะลุกออกจากเตียงเนื่องด้วยเพราะไม่อยากรบกวนเจ้าของร่างขาวอีกต่อไป...องค์รัชทายาทถึงได้ทราบว่าหน้าประตูจะต้องมีใครสักคนเคาะเรียกหาเจ้าของห้องที่แท้จริง...
“พี่คยูฮยอน...ตื่นหรือยังครับ?
แม่นมยองจาตามให้ไปรับประทานอาหารครับ” เป็นเสียงขององค์ชายเล็กแห่งชเว...
ซูโฮคงไม่ชอบใจแน่ถ้ารู้ว่าพี่ชายตัวแสบเข้ามาเก็บเกี่ยวความสุขจากพี่ชายคนโปรด
เดาไม่ออกทีเดียวว่าจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเห็นหน้าเขาในเวลานี้
แต่ก็เอาเถอะ...มีหรือซูโฮจะไม่ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคยูฮยอนเป็นเช่นไร
“ว่าไง...” เปิดประตูออกไปทักน้องชายเสียงห้วน
ขณะที่กำลังรูดซิปกางกาง ส่วนท่อนบนมีเพียงอากาศห่อหุ้ม
เผยช่วงอกและหน้าท้องซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามและสีผิวคร้ามแดด
“เฮ้ย...พี่ชีวอน
ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนไม่ได้รึไง!” เด็กชายโวยวายเป็นเรื่องใหญ่โต
อีกทั้งยังรับทราบในทันทีว่าเจ้าของห้องตัวจริงคงนอนซมอยู่บนเตียงอย่างไม่ต้องสืบ
“แค่รีบมาเปิดประตูให้”
“อ่า...ครับๆ
ยังไงก็พาพี่คยูฮยอนไปทานอาหารด้วย ดื่มด่ำในห้องนอนมันแค่อิ่มใจแต่ไม่อิ่มท้องหรอกนะครับ
อีกอย่างวันนี้พี่ยูอีเข้ามารอทานอาหารเช้าซะด้วย
งานนี้มีกระอักกระอ่วนทั้งโต๊ะแน่!”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อเช้าไปเป็นอย่างที่ซูโฮคาดการณ์
มีเพียงความเงียบและเสียงของช้อนส้อมกระทบเพียงแผ่วเบาเพื่อบอกให้ทราบว่าการรับประทานอาหารกำลังดำเนินอยู่เท่านั้น
ทีแรกองค์ชายเล็กแห่งชเวคิดว่าพี่ชายคนโปรดจากพยองอันคงนอนซมจนไม่อาจลุกมาทานข้าวแล้วเสียอีก
บอกเพียงว่าไม่อยากวุ่นวายหากต้องให้แม่นมยองจานำอาหารไปส่งให้ถึงเรือนรับรอง
ถึงได้ลงทุนแบกสังขารที่ถูกพี่ชายตัวแสบของเขาเก็บเกี่ยวความสุขไปตั้งแต่เช้าตรู่มานั่งทานอาหารโดยมีคุณหนูตระกูลคิมนั่งตรงข้ามกัน
ส่วนรัชทายาทต้นปัญหากลับดูไม่ทุกข์ร้อนมากที่สุด เขาละอยากรู้จริงเชียวว่าพี่ชายตนเองจะทำเหมือนเรื่องทุกอย่างเป็นปกติสุขไปได้อีกนานแค่ไหน
“อาการขององค์ราชาเป็นอย่างไรบ้างคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อวางมือจากการทานอาหาร
ดวงตาแฝงแววหยิ่งยโสดูอ่อนลงเมื่อทอดมองไปยังพระคู่หมั้น
“ยังคงไม่รู้สึกตัวครับ
แต่ถือว่าดีขึ้นกว่าเดือนก่อนมาก”
“คุณพ่อคุณแม่ดูเป็นห่วงองค์ราชามากจริงๆ
ค่ะ ทุกวันนี้ไปโบสถ์ก็ต้องไปสวดภาวนาให้องค์ราชาหายประชวรในเร็ววัน”
“ยังไงก็ขอบคุณมากครับที่ยังเป็นห่วงท่านพ่อเสมอ”
“เฮ้อ...ท่านเองก็อยากให้มีงานอภิเษกไวๆ
แต่ดูท่าจะอีกนานน่ะสิคะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ คู่หมั้นที่ดีอย่างฉันรอได้อยู่แล้ว”
“ผมอิ่มแล้วครับ
ขอตัวดีกว่า” เป็นซูโฮที่ทนนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารต่อไปไม่ได้ เขาละก็เพิ่งจะเคยเห็นผู้หญิงพูดเรื่องแต่งงานกับผู้ชายก่อน
แอบลอบมองใบหน้าขาวจัดจนเกือบซีดของคู่กรณีอีกคน เด็กชายได้แต่ถอนหายใจ โจ คยูฮยอนก้มหน้ารับประทานอาหารอยู่เงียบๆ
ทว่าซุปครีมหรือแม้แต่อาหารอื่นกลับพร่องลงนิดหน่อย
ตั้งใจจะเอ่ยปากชวนให้ออกจากห้องอาหารไปด้วยกัน
ทว่า...เรือนร่างโปร่งกลับผุดลุกขึ้นเสียก่อน
“กระหม่อมรู้สึกไม่สบาย ขอตัวนะครับ” สาวเท้าอาดๆ
จนพี่ชายของเขามองตามด้วยท่าทางเป็นห่วง
รีบวางช้อนส้อมลงและตัดบทสนทนาอย่างไร้เยื่อใย
“ผมยังไม่คิดเรื่องอภิเษกในเวลานี้ และมันอาจไม่มีวันเกิดขึ้น”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น