วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Heaven Ivy. chapter -13- ฝันร้าย

-13-

            ที่นี่มันอันอึดอัด...มีเพียงความมืด
แต่โจ คยูฮยอนมั่นใจว่าตนยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้นอนหลับฝันร้าย แต่สิ่งที่เผชิญอยู่มันคือความจริงที่ทรมานยิ่งกว่า ดวงตาเรียวกลมปรือเปิดขึ้นช้าๆ พร้อมลมหายใจที่กระตุกไปเล็กน้อยเพราะอากาศรอบตัวไม่ถ่ายเทเลยสักนิด บริเวณท้ายทอยยังคงเจ็บจากการถูกของแข็งฟาดจนสลบ เขาขยับตัวลุกขึ้นจากพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น รวบรวมสติพลางปะติดปะต่อเรื่องราวก่อนหน้า เขาอยู่ในห้องครัว...กำลังจะเตรียมของว่างให้องค์รัชทายาทหลังรับอาสาจากแม่นมยองจา แต่แล้ว...ทุกอย่างก็ดับวูบ...
คยูฮยอนเพ่งสายตาไปโดยรอบถึงได้ทราบว่าที่แห่งนี้อาจเป็นห้องใต้ดินภายในพระราชวังหรือไม่อาจเป็นที่ลับนอกพระราชวัง มันคงไม่เปิดต้อนรับใครมานานมากแล้ว เขาคงเป็นรายแรกในรอบศตวรรษ ตัวห้องปิดทึบรอบด้าน คล้ายห้องขัง มีหน้าต่างระบายอากาศเล็กๆ ที่ผนังด้านหนึ่งเหนือศีรษะขึ้นไป ทว่ามันสูงเกินกว่าที่ร่างโปร่งจะพยายามยืดตัวเพื่อมองลอดออกไปภายนอก และห้องอับแสงนี่ก็ไม่มีเก้าอี้หรือสิ่งอื่นที่พอจะให้เขาใช้เหยียบมันขึ้นไปเช่นกัน
หนุ่มน้อยพยองอันไม่ใช่คนกลัวความมืดหรือกลัวที่แคบ หากเวลานี้กลับรู้สึกเหมือนหัวใจดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความหวาดหวั่น...เขารู้ว่าเหตุผลที่ตนถูกจับมากักขังโดยไร้อิสรภาพเช่นนี้ไม่น่าจะมีเหตุผลใดอื่น นอกจากการถูกกำจัดให้พ้นทางว่าที่กษัตริย์ เบื้องลึกในจิตใจเขาหวังว่าผู้สั่งการจะไม่ใช่องค์ราชาแทซัน กระนั้นก็ตาม...พระราชวังแห่งนี้ยังมีความลับอีกมากที่เขาไม่อาจล่วงรู้ คนเดียวที่เขาพอจะเชื่อมั่นได้มีเพียง องค์รัชทายาทชีวอน แต่...ชายหนุ่มจะหาเขาพบได้อย่างไร ในเมื่อตัวคยูฮยอนเองยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าตนอยู่ที่ไหน!
            ก่อนที่โจ คยูฮยอนจะอ้อนวอนพระเจ้า เขาต้องลองคิดหาวิธีหนีออกไปจากที่นี่ด้วยตนเองเสียก่อน แม้หนทางมันอาจน้อยนิดมากก็ตาม...


            ภาระงานอันยุ่งเหยิงส่งผลให้องค์รัชทายาทชีวอนไม่อาจปลีกตัวออกจากห้องทำงาน รวมไปถึงการหารือปัญหาต่างๆ กับผู้ช่วยคัง มินฮยอก และที่ปรึกษาพิเศษที่ยื่นมือเข้ามาช่วยภายหลังอย่างองค์ชายจินฮยอก ผู้มีศักดิ์เป็นอา ความคืบหน้าต่างๆ ดูท่าจะทวีความรุนแรงขึ้น เกิดการจลาจลในบางแห่งขึ้นแล้ว โชคดีที่พวกเขาเตรียมการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน ด้วยเหตุนี้การจลาจลจึงคลี่คลายลงโดยไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ
            ทางคณะรัฐมนตรีปาร์ค อุนซูออกประกาศฉุกเฉินควบคุมประชาชนไม่ให้ก่อเหตุร้ายแรง อย่างน้อยคงเพราะป้องกันคณะรัฐมนตรีของตนถูกล้มล้างโดยประชาชนเป็นแน่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ประมาทไม่ได้...ใช่ว่าจะมีเพียงเขาที่มีกองกำลังทหารฝ่ายเดียว องค์ชายคนโตแห่งชเวเล็งเห็นว่าทุกอย่างจะจบลงได้โดยง่ายหากผู้เป็นบิดาลงนามยกเลิกการปกครองแบบเก่า ซึ่งนี่จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นโมฆะ ดำเนินไปสู่การเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่โดยไม่มีฝ่ายใดต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ติดก็แต่...ชายผู้เป็นกษัตริย์ ยืนกรานว่าประเทศยังไม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งชีวอนไม่เห็นด้วยเลยสักนิด
            เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะช่วยให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไป...การติดอยู่กับความเชื่อฝังหัว ดีแต่จะทำให้...คนทุกคนตาบอด ไร้ทางเดิน...
            “ทุกอย่างมันไม่ง่ายนะชีวอน อย่าเพิ่งวางใจไป...” เสียงของผู้เป็นอาเตือนสติเขา ชีวอนคิดไม่ตกกับเรื่องนี้ แล้วทุกอย่างก็พานให้เขาเครียดจัด ในบางครา...ชายหนุ่มกลัวว่าทุกอย่างจะล้มไม่เป็นท่า กลัวถ้าคนที่รักต้องพบกับอันตราย
            องค์รัชทายาทสังหรณ์ใจเกินกว่าจะสลัดความคิดนี้ออกไปได้จริงๆ
            “ผมพยายามวางแผนทุกอย่างให้รอบคอบครับ ขอแค่อย่ามีใครเล่นสกปรก”
            “ทางคุณดงกันเองอยากให้องค์ชายรับมือไปก่อน หากไม่สามารถรับสถานการณ์ตึงเครียดไหว... กบฏพยองอันจึงจะดำเนินแผนในขั้นถัดไปครับ” คัง มินฮยอกเป็นเสมือนสื่อกลางระหว่างเขาและกองกบฏพยองอันเสมอ ส่วนท่านอาจินฮยอกก็ทราบเรื่องความร่วมมือดังกล่าวดีแล้ว ท่านเองไม่ได้คัดค้านอะไร และเห็นว่านี่เป็นพลังอันน่าทึ่ง หลังจากนี้อีกสักสองสามวัน...ชายหนุ่มจะเจรจากับองค์ราชาแทซันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเหตุผลอันสมควร หากว่าไม่สำเร็จ...เขาคงต้องคุกเข่าอ้อนวอนบิดา
            องค์รัชทายาทแห่งชเวคิดมาเสมอว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อให้อิสรภาพแก่ประชาชน ทั้งในโซลหรือประเทศราช ชีวอนหวังว่า...ผู้เป็นบิดาจะเข้าใจจุดประสงค์ของเขา และลดทิฐิเพื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า ในฐานะว่าที่กษัตริย์แล้ว...เขาไม่อาจล้มเลิกความคิด แม้กระทั่งเดินถอยหลังกลับสู่เส้นทางการปกครองแบบเดิมซึ่งไร้ความยุติธรรมได้อีกต่อไป!
           
            ล่วงเลยเวลาไปมากจนถึงเวลาหัวค่ำ...เจ้าของใบหน้าคมคายไม่เข้ารับประทานอาหารเย็นด้วยเพราะไม่รู้สึกหิวแต่อย่างใด เขารู้สึกเป็นห่วงหนุ่มน้อยจากพยองอันมากกว่าปกติ...ประกอบกับการที่ทั้งซูโฮ และคุณมิยองถามหาคยูฮยอนเป็นเสียงเดียวกัน จิตใจร้อนรนเสียจนต้องรีบมายังตำหนักรองเพื่อหวังจะเห็นหน้าของเด็กคนนั้นให้คลายความกังวล เคาะประตูไปสองสามครั้งกลับไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีแม้แต่เสียงของความเคลื่อนไหว...พลันชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปภายในตำหนักรอง พบเพียงความว่างเปล่า ไร้เงาของโจ คยูฮยอน!
            “องค์ชาย...มีเรื่องอะไรหรือคะ” จังหวะที่เขาสาวเท้าออกจากห้องของคยูฮยอน เขาพบกับแม่นมยองจาซึ่งกำลังจะเดินมาถึงหน้าเรือนรับรองพอดิบพอดี ในมือถือแก้วบรรจุนมอุ่นๆ เธอเป็นผู้นำมันมาให้เด็กหนุ่มในทุกๆ วัน สีหน้าตื่นตระหนกขององค์รัชทายาทส่งผลให้หญิงชรารับรู้ได้ถึงความร้อนใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
            “แม่นมเห็นคยูฮยอนบ้างไหมครับ...เขาไม่ได้อยู่ในห้อง”
            “คุณคยูฮยอนเธออยู่ที่ศาลาริมน้ำหรือเปล่าคะ ไม่ก็อาจจะอยู่กับองค์ชายซูโฮ”
            “ไม่เจอครับ ผมเดินผ่านมาเมื่อครู่ก็ไม่พบใคร ซูโฮเองอ่านหนังสือทั้งวัน ก่อนผมจะมาที่ตำหนักรอง...ซูโฮเองยังถามหาคยูฮยอนด้วยซ้ำ”
            “หม่อมฉันพบคุณคยูฮยอนครั้งสุดท้ายที่ห้องครัว...คุณคยูฮยอนรับอาสาจะนำของว่างไปให้องค์ชาย...หลังจากนั้น หม่อมฉันก็ไม่พบเธออีก” ฟังดังนั้น...องค์รัชทายาทชีวอนจึงทราบดีแล้วว่าลางสังหรณ์ที่กู้ร้องภายในจิตใจเขามาทั้งวันมันคืออะไร คยูฮยอนไม่ได้นำของว่างมาให้เขาที่ห้องทำงาน ไม่มีใครพบเห็นสิ่งล้ำค่าจากพยองอันตั้งแต่บ่ายจนถึงบัดนี้...
            แม้เขาจะพยายามคิดในแง่ดีว่าคยูฮยอนคงออกไปเดินเล่นในวัง แต่นี่ไม่ใช่วิสัยของเจ้าตัว การอยู่ในห้องอ่านหนังสือ นั่งเล่นชมจันทร์ ณ ศาลาริมน้ำ นอกเหนือไปกว่านั้นก็แทบไม่มีกิจวัตรอื่นที่เรียกความสนใจจากโจ คยูฮยอน หากหนุ่มน้อยจากพยองอันจะหายไปทั้งคนในสถานการณ์อันสับสนละก็... พระราชวังแห่งนี้คงไม่มีใครมีอำนาจมากเกินไปกว่า องค์ราชาแทซันอีกแล้ว!!


            เธอไม่คิดอยากจะเข้ามาเหยียบพระราชวังแห่งนี้อีกหากว่าไม่จำเป็น...ตั้งแต่ถูกชายหนุ่มหักหน้าโดยการถอนหมั้นกันต่อหน้าสื่อมวลชนหลายต่อหลายสำนัก คิม ยูอีแทบไม่อยากจะเอ่ยชื่อองค์รัชทายาทอีก แม้ว่าพ่อแม่ของเธอจะพยายามอย่างยิ่งในการให้เธอได้กลับไปยืนในตำแหน่งว่าที่ราชินีเช่นเดิม แต่หญิงสาวเจ็บช้ำแค้นใจเกินกว่าจะลดค่าตัวเองอีกต่อไป ทว่าในครานี้เธอจำต้องนำของหมั้นทุกอย่างมาคืนแก่ชายสูงศักดิ์ผู้ทะนงตนและเมินเฉยต่อความหวังดีที่เธอมีให้แก่เขา
            “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะที่เข้ามาเสียหัวค่ำ แต่ดิฉัน...ไม่อาจให้ของหมั้นพวกนี้อยู่กับดิฉันอีกต่อไป ตราบที่องค์รัชทายาทหมดเยื่อใดต่อดิฉันแล้ว อีกอย่างคืนนี้ดิฉันก็กำลังจะเดินทางไปอิตาลีเพื่อไปเรียนต่อน่ะค่ะ”
เธอกล่าวขณะที่ยื่นกล่องกำมะหยีสีน้ำเงินขนาดกลาง ซึ่งบรรจุแหวนหมั้นรวมไปถึงเครื่องเพชรราคาแพงอันเป็นสมบัติตกทอดของราชวงศ์ชเว ผู้รับหน้าที่รับของหมั้นคืนจำต้องเป็นองค์ชายจินฮยอกแทนองค์ราชาแทซัน เพราะรายหลังนั้นป่วยอวดๆ แอดๆ เกินกว่าจะมานั่งเจรจาเรื่องยุ่งๆ ของคนหนุ่มสาว ข้างองค์ชายจินฮยอกคือฮวัง มิยอง เธอออกจะแปลกใจไม่น้อย แต่ภายในใจก็อดชื่นชมคิม ยูอีไม่ได้...
ในวินาทีที่เธอลดความหยิ่งยโสลง...คิม ยูอีก็เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น มิยองเชื่อว่าในอนาคตสาวสวยตระกูลดังจะต้องได้เจอคนรักที่แท้จริงอย่างแน่นอน
“จะยังไง อาเองก็ต้องขอโทษแทนตาชีวอนด้วยละกัน กับเหตุการณ์ถอนหมั้นแบบสายฟ้าแลบแบบนั้น” หนุ่มใหญ่ว่าเสียงเรียบ และนั่นก็ทำให้ยูอีทำได้เพียงส่งยิ้มฝืนๆ
“ความจริง...ดิฉันยังโกรธองค์รัชทายาทอยู่เหมือนกัน แต่ก็ช่างเถอะค่ะ...เรื่องมันผ่านไปแล้ว ยังไงดิฉันขอตัวก่อนนะคะ เกรงว่าจะไม่ทันขึ้นเครื่อง” เธอเอ่ยร่ำลาพร้อมโค้งศีรษะทำความเคารพสองสามีภรรยา ก่อนที่ร่างบางของคิม ยูอีจะเดินออกจากห้องรับแขกไป เสียงหวานหากฟังดูมีอำนาจทำให้เธอจำต้องชะงักฝีเท้าเล็กน้อย...รับฟังคำพูดอวยพรจากปากหญิงที่ยูอีมองว่าสง่ายิ่งกว่าใคร...และฮวัง มิยองคนนี้ช่างเหมาะกับตำแหน่งราชินีเสียจนปฏิเสธไม่ได้
“ขอให้เธอโชคดีกับเส้นทางชีวิตที่ไม่มีใครวางเส้นทางให้เธอ...ชีวิตที่เธอเลือกเอง ใช้มันให้คุ้มค่าเถอะนะ”
หญิงสาวเดินออกจากห้องรับแขกของพระราชวังด้วยก้าวที่มั่นคงยิ่งกว่าเวลาไหนๆ คิม ยูอีตัดสินใจแน่วแน่ที่จะละทิ้งทุกเส้นทางที่พ่อแม่เคยวาดไว้และบินไปตามหาความฝันที่อิตาลี อย่างน้อยเธอก็ยังมีสติพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เธอทุ่มเททำลายโจ คยูฮยอน จะอย่างไร...ก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจใครสักคนได้เป็นแน่ โดยเฉพาะกับองค์รัชทายาทชีวอนที่ใครต่อใครก็ไม่อาจหยั่งรู้ความคิดเบื้องลึก ถึงจะยังอคติกับเด็กหนุ่มจากพยองอันมากนัก แต่ยูอีกลับเหนื่อยเกินกว่าจะวิ่งตามใครอีกต่อไป
“ให้ตายเถอะ...ระวังหน่อยสิเธอ” คุณหนูตระกูลคิมขมวดคิ้วยุ่งเมื่อข้ารับใช้สาวเดินสวนเธอไปอย่างรวดเร็วจนเสียหลักสะดุดปลายกระโปรงฮันบกยังผลให้น้ำแกงในถ้วยกระฉอกออกมา ยิ่งไปกว่าอารมณ์หงุดหงิดจากความซุ่มซ่ามของข้ารับใช้ตรงหน้า เธอสงสัยว่า...เวลาที่ทุกคนทานอาหารมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว เหตุใดจึงยังมีการจัดสำรับอยู่อีก? หรือจะนำไปให้เด็กบรรณาการนั่น แต่นี่มันก็ไม่ใช่เส้นทางไปตำหนักรองเสียหน่อย...
“ประทานโทษค่ะ” ข้ารับใช้สาวก้มหน้าขอโทษด้วยท่าทีรนราน เมื่อเป็นเช่นนี้...ยูอีจึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเสียเฉยๆ
“เธอจะนำสำรับอาหารนี้ไปให้ใครหรือ?”
“เอ่อ...คือ” กิริยาอ้ำอึ้งนานสองนานยิ่งทวีความน่าสงสัยสำหรับคิม ยูอี
“ช่างเถอะ...ไปได้แล้ว”
รังแต่จะยิ่งเสียเวลาเปล่าๆ ...หญิงสาวตัดสินใจปล่อยให้ข้ารับใช้สาวเดินจากไป ด้วยเพราะอย่างไรเสีย คนในวังจะทำผิดก็คงไม่ใช่เรื่องของเธอแต่อย่างใด ทำได้เพียงมองหล่อนจนสุดสายตาก็พบว่าสาวใช้เดินหายไปทางตำหนักด้านหลังที่เธอจำได้ว่าเป็นตำหนักเก่าที่ไม่มีใครอาศัยอยู่ น้อยคนนักที่เข้าไปที่นั่นเพื่อเข้าไปทำความสะอาดตามคำบอกเล่าขององค์รัชทายาท ดูเหมือนพระราชวังแห่งนี้ในพักหลังๆ มาชักจะมีเรื่องแปลกมากขึ้นทุกที...หรือไม่แน่ อาจมีความลับอีกนานัปการที่ยูอีไม่อาจล่วงรู้


ความเกรี้ยวโกรธขับอารมณ์คนในวัยหนุ่มเช่นองค์รัชทายาทชีวอนดั่งเช่นสัตว์ป่า เขาแทบพังประตูห้องบรรทมของผู้เป็นบิดา ก่อนจะย่างสามขุมไปยังร่างของชายวัยกลางคนซึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโดยใช้หมอนใบโตรองแผ่นหลัง ในมือมีหนังสือเล่มเก่าๆ มองเผินๆ อาจเหมือนคนเพิ่งหายป่วยที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร แต่หากเมื่อเป็นองค์ราชาแทซัน มีหรือที่บุตรชายเช่นเขาจะไม่ทราบว่าชายผู้นี้เหี้ยมโหดได้มากขนาดไหน ดวงตาที่ขุ่นมัวไปตามวัยมองเขาผ่านแว่นสายตาทรงกลม พลางถอนหายใจราวรับรู้ล่วงหน้าถึงเหตุที่ชายหนุ่มถ่อสังขารพร้อมพายุอารมณ์อันยากจะสงบ
“ท่านพ่อคิดจะทำอะไร!” เสียงทุ้มตวาดลั่นโดยไม่สนใจว่าเบื้องหน้าคือชายผู้ให้กำเนิด พลันรอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาได้ปรากฏบนเรียวปาก เขามองยิ้มนั้นพลางกำหมัดแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว
“หากไม่กำจัดเด็กนั่นด้วยตนเอง...พ่อก็แค่ ช่วยจัดการให้ง่ายขึ้น” องค์ชายคนโตแห่งชเวอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน แน่นอน...เขารักและเคารพบิดามาเสมอ แต่หากคนคนนี้ทำในสิ่งที่โหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว ชายหนุ่มคงไม่อาจปฏิบัติตนตามคำสั่งหรือแม้กระทั่งหน้าที่ของลูกอีกต่อไปเป็นแน่!
“คยูฮยอนอยู่ที่ไหน ลูกต้องการคำตอบนี้...เพียงคำตอบเดียว” กดน้ำเสียงถามขณะเดียวกับที่พยายามข่มอารมณ์โกรธที่ทวีขึ้นในทุกนาที ยิ่งเขาเห็นใบหน้าไม่ทุกข์ร้อนของบิดาแล้ว องค์ชายชีวอนยิ่งไม่อยากเชื่อว่าองค์ราชาที่ใครต่างก็เทิดทูนจะใจไม้ไส้ระกำได้ถึงเพียงนี้
“อยู่ในที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องบรรณาการ” นั่นไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจน แต่กลับคลุมเครือเสียจนไม่อาจตีความได้
“ลูกจะพาตัวเขากลับมาให้ได้ ขอให้ท่านพ่อรู้ไว้ว่ายังไงลูกก็ต้องหาเขาให้เจอ!
“คิดว่าพ่อไม่รู้หรือไง...ว่าชาวพยองอันเคลื่อนไหวสิ่งใดอยู่ คนพวกนั้นมันเป็นกบฏ...และเด็กนั่นก็คือสัญลักษณ์แห่งกบฏ ...ราชวงศ์ชเวที่สั่งสมบารมีมาได้หลายศตวรรษจะไม่มีทางล่มลงเพราะเด็กจากพยองอันแน่!!” นี่คงเป็นเหตุผลที่บิดาของเขาไม่ยอมลงนามรับรองการยกเลิกประเทศราช ชายหนุ่มนึกอย่างหัวเสีย ชีวอนเคยคิดว่าชายผู้นี้มีเหตุผลมากพอที่จะเข้าใจ ทว่า...ท้ายที่สุดองค์ราชาแทซันกลับเลือกที่จะยึดมั่นถือมั่นในอคติที่มีต่อชาวเมืองประเทศราชโดยไม่เล็งเห็นถึงความสุขของประชาชน
อะไรที่ทำให้องค์ราชาแทซันเปลี่ยนไปจนไม่เหลือความเมตตาปรานี...องค์ราชาที่รักของประชาชนหายไปไหนเสียแล้ว...
“กบฏพยองอันไม่เคยคิดจะล้มล้างราชวงศ์ชเว พวกเขาแค่ต้องการทำลายระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรม รวมไปถึงคณะรัฐบาลปาร์ค อุนซูที่ปกครองประเทศได้อย่างระส่ำระสาย อีกประการคยูฮยอนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้...เขาไม่ใช่ทั้งบรรณาการ ไม่ใช่ทั้งผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างที่สื่อเคยเสนอ เขาเป็นเพียงคนที่ผมรัก
“เหอะ...แต่ลูกเองไม่ใช่หรือที่นำตัวโจ คยูฮยอนเข้ามาในวังด้วยกฎเครื่องบรรณาการของราชสำนัก” สิ่งผิดพลาดระหว่างเขาต่อคยูฮยอนคงเป็นเรื่องนี้ และหากย้อนเวลากลับไปได้องค์ชายชีวอนจะไม่ตีค่าคนคนหนึ่งด้วยคำว่า เครื่องบรรณาการ เป็นอันขาด... ชายหนุ่มนิ่งไปกับประโยคแทงใจดำเมื่อครู่
ชเว ชีวอนผิดที่ดึงคยูฮยอนเข้ามาอยู่ภายในพระราชวังที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทั้งที่มั่นใจว่าตราบใดที่สิ่งล้ำค่าจากพยองอันไม่คลาดสายตาไปจากเขา... คยูฮยอนจะปลอดภัย แต่เปล่าเลย เขายังอ่อนด้อยไหวพริบหากเมื่อเทียบกับบิดามากนัก และหากจะชดใช้ความผิดนี้... องค์รัชทายาทพร้อมจะแลกด้วยชีวิตของเขาเอง!
“ลูกจะทำให้ท่านพ่อรู้...ว่าไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อีกทั้งอำนาจในมือไม่ใช่สิ่งหอมหวาน แต่ความจริงมันคือยาพิษที่พร้อมจะทำลายผู้ครอบครองต่างหาก...” องค์รัชทายาทมั่นใจว่าตนไม่ได้ลั่นวาจาเมื่อครู่ไปด้วยอารมณ์ร้อนชั่ววูบ แต่เขาตั้งมั่นจะว่าแสดงให้ผู้เป็นบิดาได้เข้าใจต่อสิ่งที่เขาเพียรสร้างมันขึ้นในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศเกาหลี
ร่างสูงหมุนตัวเดินออกจากห้องบรรทมขององค์ราชาพลันในหัวสมองพยายามนึกหาหนทางในการตามหาสิ่งล้ำค่าจากพยองอันซึ่งถูกนำไปซ่อนไว้ที่ใดสักแห่งภายในพระราชวัง... แน่นอน เขาไม่อาจไว้ใจใครได้อีกต่อไป องค์ชายคนโตแห่งชเวจะต้องตามหาคนในปกครองของเขาให้พบด้วยตนเอง ไม่ว่าใครจะยื่นมือมาช่วย...ชายหนุ่มก็จะไม่ยินดีรับไมตรีทั้งสิ้น


ประตูห้องกักขังถูกเปิดออกโดยฝีมือของข้ารับใช้สาว หล่อนมีสีหน้าไม่สู้ดีคงเพราะรับคำสั่งมาอีกทอด กระนั้นก็ยังสามารถนำสำรับอาหารเข้ามาให้เขาโดยที่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร คยูฮยอนกะพริบตามองทุกการกระทำของเธอในขณะที่ร่างโปร่งนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง สังเกตพฤติกรรมโดยไม่รีบร้อนที่จะหนีออกไป อย่างน้อย...เขาน่าจะยังอยู่ในพระราชวัง และข้ารับใช้คนนี้คงมีหน้าที่ต้องนำอาหารมาให้เขาเป็นเวลาต่อจากนี้ไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
“ผมต้องอยู่ในนี้อีกนานไหม” เขาเอ่ยถามไปอย่างที่คิด ข้ารับใช้สาวซึ่งกำลังจะเดินจากไปเหลียวหลังกลับมามองเขาด้วยแววตาสำนึกผิด
“ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะ ดิฉันรับคำสั่งมา...จึงต้องทำตาม” หล่อนตอบเสียงเบาด้วยเพราะกลัวว่าใครอื่นจะได้อีก คยูฮยอนพยักหน้ารับ ก้มมองสำรับอาหารที่ถูกจัดมาอย่างดี แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความอยากอาหารเลยสักนิด
“...องค์รัชทายาททราบหรือยังครับว่าผมหายตัวไป”
“ในเวลานี้...องค์รัชทายาทคงน่าจะทราบแล้วค่ะ...ข้างนอกมีทหารบางนายจับตาอยู่ คุณไม่ควรขัดขืนพวกเขา ดิฉันเกรงว่าคุณคยูฮยอนอาจได้รับอันตรายไปมากกว่านี้”
หล่อนเดินออกจากประตูพลางลงกลอนล็อคประตูให้แน่นหนาตามเดิม หลงเหลือเพียงความเงียบและกลิ่นของอาหารซึ่งลอยคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอับของห้องใต้ดิน อย่างน้อย...คยูฮยอนก็ได้ทราบว่าข้ารับใช้คนนี้ไม่ประสงค์ร้ายต่อเขา หล่อนเพียงแค่รับคำสั่งมาอีกที... ใบหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดวิตก แน่นอนว่าเจ้าของคำสั่งที่ว่าจะต้องสามารถตัดสินชะตาชีวิตของข้ารับใช้ได้เป็นแน่ หล่อนจึงไม่อาจกระทำการได้นอกเหนือคำบัญชา
หากองค์รัชทายาททราบเรื่องแล้ว เขารู้ว่าชายหนุ่มจะไม่อาจนิ่งเฉย แต่ในเมื่อ...หากคนที่สั่งการทั้งหมดคือองค์ราชาแทซัน มีหรือที่องค์ชายคนโตแห่งชเวจะรับมือไหว คยูฮยอนแค่หวังว่าตัวเขาเองจะไม่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครอีกหลายคนต้องมาเดือดร้อน
หรือหากเขาจะหายไปจริงๆ ...การหายไปอย่างเงียบเชียบคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


หลังซูโฮทราบเรื่องที่คยูฮยอนหายตัวไป เด็กชายไม่เคยคิดว่าผู้เป็นบิดาจะอยู่เบื้องหลัง...เขาไม่อาจนิ่งดูดายและปล่อยให้พี่ชายตามหาตัวสิ่งล้ำค่าจากพยองอันเพียงลำพัง สองพี่น้องไม่คิดขอความช่วยเหลือจากใครด้วยเพราะ...องค์รัชทายาทกล่าวกับน้องชายว่าเมื่อวันที่พระราชวังเกิดเรื่องแบบนี้ คิดหรือว่าคนในวังจะไม่เป็นอันตรายต่อพวกเรา พวกเขาพยายามนึกถึงสถานที่ในวังมากมายที่พอจะใช้เป็นที่กักขัง แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบสิ่งใด ซ้ำร้าย...ทหารในวังบางนายยังรับคำสั่งมาจากองค์ราชาแทซันเพื่อคอยสังเกตสององค์ชายแห่งชเวทุกการเคลื่อนไหว
ราวกับ...พวกเขาเป็นนักโทษเสียเอง
“ซูโฮ ไปพักเถอะ...ดึกมากแล้ว มะรืนมีสอบไม่ใช่หรือ” ชายหนุ่มออกปากเตือนผู้เป็นน้อง ทว่าซูโฮกลับส่ายศีรษะแรงๆ เป็นการปฏิเสธ
“ถ้าผมยังหาตัวพี่คยูฮยอนไม่เจอ...ผมจะนอนหลับได้ยังไง”
“พี่จัดการต่อได้ เชื่อพี่เถอะซูโฮ...เราน่ะไปพักผ่อนซะ” คล้ายว่าเขากำลังโมโห แต่องค์ชายชีวอนไม่ได้นึกโกรธใครนอกเสียจากตัวเขาเองที่ปล่อยให้คยูฮยอนอยู่คลาดสายตา...ทั้งยังวางใจว่าคงไม่น่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในวังได้ หากทุกอย่างก็ผิดคาดไปหมด
“แต่พี่ชีวอน...ผมร้อนใจเกินกว่าจะอยู่เฉยๆ จริงๆ นะครับ”
“พี่รู้...พี่เองคิดว่าตัวเองกำลังทรมานเสียด้วยซ้ำ” คนเป็นน้องนั่นนิ่งไปเมื่อได้ยินพี่ชายสารภาพความอัดอั้นในใจ พวกเขาทั้งคู่แม้จะอยู่ในวังมาตั้งแต่เกิด...แต่พระราชวังกลับเต็มไปด้วยความพิศวงเกินกว่าที่จะหยั่งถึง เขาเองรู้จักพระราชวังแห่งนี้น้อยเสียจนไม่น่าเชื่อ ว่ากันว่าบางสถานที่ในวังก็แทบไม่เคยมีใครได้เข้าไปเหยียบ ทุกอย่างสามารถซุกซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้ทั้งนั้น
“หม่อมฉันคิดว่าองค์ชายทั้งสองควรไปพักผ่อนทั้งคู่นะคะ ล่วงเลยเวลามาขนาดนี้เกรงว่าจะไม่สบายทั้งคู่ อีกอย่าง...หม่อมฉันทราบนิสัยขององค์ราชาแทซันดี คุณคยูฮยอนปลอดภัยแต่ถูกซ่อนให้พ้นสายตาองค์ชายชีวอนเท่านั้น องค์ราชาเพียงแค่ต้องการกดดันองค์ชาย”
เสียงของแม่นมเรียกความสนใจจากทั้งองค์ชายแห่งชเวทั้งสอง หญิงชราเอ่ยเรียบๆ และนั่นทำให้ชีวอนตระหนักในความจริงข้อนี้ดี... สิ่งเดียวที่บิดาของเขาต้องการในตอนนี้มากที่สุดคือการเห็นเขาทุกข์ใจเพื่อท้ายที่สุดเขาจะต้องส่งตัวคยูฮยอนกลับพยองอันไปตามที่ประสงค์
“หากผมเจอตัวคยูฮยอนเมื่อไหร่...ผมจะพาเขากลับเกาะพยองอัน จะไม่มีวันให้ใครได้คิดทำร้ายเขาเองอีก”
“หม่อมฉันแค่อยากให้องค์ชายทั้งสองสบายใจและไปพักผ่อนเพื่อวันพรุ่งนี้ ดิฉันเชื่อว่าคุณคยูฮยอนยังปลอดภัยจริงๆ และจะต้องอยู่ภายในวังแน่นอน เชื่อหม่อมฉันเถอะค่ะ”
ท่าทางสงบตามวิสัยของแม่นมยองจาทำให้องค์ชายแห่งชเวใจเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ ด้านซูโฮยอมที่จะกลับไปพักผ่อน... ส่วนองค์รัชทายาทชีวอนเลือกที่จะกลับไปยังตำหนักรองแทนที่ห้องบรรทมของตนเอง สายลมภายนอกพัดผ่านเข้ามาในห้องแต่กลับไม่ช่วยให้หายว้าวุ่นใจ ชายหนุ่มไม่อาจข่มตาให้หลับลงในขณะที่เขาเองไม่ทราบว่าเด็กหนุ่มนั่นอยู่แห่งหนใด หากนี้มันคือฝันร้าย...ชีวอนหวังว่ามันคงเป็นเพียงฝันข้ามคืนซึ่งเมื่อตื่นขึ้นมา เขาจะพบหน้าโจ คยูฮยอนอีกครั้ง และครั้งนี้เขาจะไม่ยอมปล่อยมือคนรักเป็นอันเด็ดขาด!

            เช้าวันนี้เขาได้รับข้อความจากอดีตคู่หมั้นสาวผ่านโทรศัพท์มือถือ คิม ยูอีแจ้งข่าวว่าตนเพิ่งจะบินไปอิตาลีเมื่อคืน แต่เพราะเหตุผลส่วนตัวจึงไม่อยากเข้ามาบอกลาเขาด้วยตนเอง ทว่า...ท้ายข้อความของเธอกลับมีบางประโยคที่ทำให้เขาฉุกใจ
            ฉันคิดว่าในวังมีเรื่องแปลกๆ ไม่รู้สิ...ตำหนักหลัง คุณเคยบอกว่ามันแทบจะไม่มีใครไปเหยียบหากไม่จำเป็น แต่เมื่อคืนฉันพบว่าที่นั่นราวกับมีบางอย่างถูกซ่อนอยู่
            ตำหนักหลัง...หรือตำหนักนวลจันทร์
          แต่ความจริง เขาเข้าไปค้นหาแล้ว...กลับไม่พบสิ่งใด ตำหนักที่อยู่เกือบหลังสุดของพระราชวัง เขาทราบเพียงว่าเมื่อก่อนเคยเป็นตำหนักของเหล่าสนมเล็กสนมน้อยซึ่งมีฐานะติดตัวเป็นเครื่องบรรณาการ ตัวตำหนักก่อสร้างแบบง่ายๆ ดูไม่ซับซ้อนอะไร จนเขาคิดวันนี่คงไม่ใช่สถานที่ที่องค์ราชาแทซันคิดจะนำคยูฮยอนมาซ่อนไว้แน่ๆ อย่างไรก็ดี...เพราะเมื่อเขานึกย้อนไปถึงคำพูดของผู้เป็นบิดาครั้นเค้นคำตอบถึงที่กักขังตัวเด็กหนุ่ม
อยู่ในที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องบรรณาการ
นี่จึงไม่เสียหายหากเขาจะลองค้นหาให้แน่ชัด...ตราบใดที่เขายังไม่รู้พระราชวังกลางกรุงโซลอันแสนลึกลับดีพอ
เจ้าของร่างสูงรุดหน้าไปยังตำหนักนวลจันทร์ในทันที หนนี้มีข้ารับใช้วนเวียนอยู่ใกล้ๆ นั่นยิ่งเสริมให้ข้อสงสัยของเขาหนักแน่นมากขึ้น ทว่าก่อนที่เขาจะได้ก้าวเข้าไปในตัวตำหนักกลับมีมือของใครสักคนดึงแขนของเขาไว้ เมื่อเหลียวหลังไปจึงพบว่าเป็นน้องชายของเขาเอง องค์ชายเล็กซูโฮ
“มีอะไรหรือซูโฮ”
“พี่ชีวอน...ผมพยายามค้นเอกสารเก่าๆ เกี่ยวกับพระราชวัง มีข้อมูลบางอย่างบอกว่า...ตำหนักนวลจันทร์ที่ใครต่อใครคิดว่าเป็นตำหนักแห่งการเสพสม แท้จริงมีห้องใต้ดินซุกซ่อนอยู่...แถมที่นั่นเมื่อก่อนเคยไว้ใช้ทรมานสนมที่กระทำผิดหรือแม้แต่เล่นชู้กับข้ารับใช้ในวังครับ”
ข้อมูลใหม่จากการที่ซูโฮได้สืบเสาะมาทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าสถานที่ซึ่งบิดาของเขากล่าวไว้ว่า เหมาะสมกับเครื่องบรรณาการนั่น จะต้องเป็นห้องใต้ดินของตำหนักนวลจันทร์ นัยแฝงแห่งการดูถูกเหยียดหยามคงไม่มีใครคิดกลอุบายนี้ได้ลึกซึ้งเท่าองค์ราชาแทซัน ดั่งเช่นที่เคยทำให้โจ คยูฮยอนต้องอับอายเพราะถูกครหาว่าเป็นเพียงกีแซงต่อหน้าแขกเหรื่อในงานเลี้ยงอาคันตุกะมาแล้ว
“ถ้าอย่างนั้น...เราก็ต้องตามหาห้องใต้ดินที่ว่านั่นให้เจอ!
“เดี๋ยวก่อนครับพี่ชีวอน...ผมคิดว่าผมปะติดปะต่อเรื่องสำคัญอีกเรื่องได้” น้ำเสียงของซูโฮสะดุดไป สีหน้าของเด็กชายทำให้คนเป็นพี่เช่นเขาต้องยกมือวางลงบนไหล่ทั้งสองขององค์ชายคนเล็กแห่งชเวเสมือนให้กำลังใจ เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิท ภาวนาว่าเรื่องที่ว่า...อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
“ว่ามาสิ...”


“คนที่วางยาท่านพ่อ...คือแม่นมยองจาครับ”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น