-13-
ที่นี่มันอันอึดอัด...มีเพียงความมืด
แต่โจ คยูฮยอนมั่นใจว่าตนยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้นอนหลับฝันร้าย
แต่สิ่งที่เผชิญอยู่มันคือความจริงที่ทรมานยิ่งกว่า ดวงตาเรียวกลมปรือเปิดขึ้นช้าๆ
พร้อมลมหายใจที่กระตุกไปเล็กน้อยเพราะอากาศรอบตัวไม่ถ่ายเทเลยสักนิด
บริเวณท้ายทอยยังคงเจ็บจากการถูกของแข็งฟาดจนสลบ เขาขยับตัวลุกขึ้นจากพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น
รวบรวมสติพลางปะติดปะต่อเรื่องราวก่อนหน้า
เขาอยู่ในห้องครัว...กำลังจะเตรียมของว่างให้องค์รัชทายาทหลังรับอาสาจากแม่นมยองจา
แต่แล้ว...ทุกอย่างก็ดับวูบ...
คยูฮยอนเพ่งสายตาไปโดยรอบถึงได้ทราบว่าที่แห่งนี้อาจเป็นห้องใต้ดินภายในพระราชวังหรือไม่อาจเป็นที่ลับนอกพระราชวัง
มันคงไม่เปิดต้อนรับใครมานานมากแล้ว เขาคงเป็นรายแรกในรอบศตวรรษ ตัวห้องปิดทึบรอบด้าน
คล้ายห้องขัง มีหน้าต่างระบายอากาศเล็กๆ ที่ผนังด้านหนึ่งเหนือศีรษะขึ้นไป ทว่ามันสูงเกินกว่าที่ร่างโปร่งจะพยายามยืดตัวเพื่อมองลอดออกไปภายนอก
และห้องอับแสงนี่ก็ไม่มีเก้าอี้หรือสิ่งอื่นที่พอจะให้เขาใช้เหยียบมันขึ้นไปเช่นกัน
หนุ่มน้อยพยองอันไม่ใช่คนกลัวความมืดหรือกลัวที่แคบ
หากเวลานี้กลับรู้สึกเหมือนหัวใจดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความหวาดหวั่น...เขารู้ว่าเหตุผลที่ตนถูกจับมากักขังโดยไร้อิสรภาพเช่นนี้ไม่น่าจะมีเหตุผลใดอื่น
นอกจากการถูกกำจัดให้พ้นทางว่าที่กษัตริย์
เบื้องลึกในจิตใจเขาหวังว่าผู้สั่งการจะไม่ใช่องค์ราชาแทซัน กระนั้นก็ตาม...พระราชวังแห่งนี้ยังมีความลับอีกมากที่เขาไม่อาจล่วงรู้
คนเดียวที่เขาพอจะเชื่อมั่นได้มีเพียง องค์รัชทายาทชีวอน
แต่...ชายหนุ่มจะหาเขาพบได้อย่างไร ในเมื่อตัวคยูฮยอนเองยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าตนอยู่ที่ไหน!
ก่อนที่โจ
คยูฮยอนจะอ้อนวอนพระเจ้า เขาต้องลองคิดหาวิธีหนีออกไปจากที่นี่ด้วยตนเองเสียก่อน
แม้หนทางมันอาจน้อยนิดมากก็ตาม...
ภาระงานอันยุ่งเหยิงส่งผลให้องค์รัชทายาทชีวอนไม่อาจปลีกตัวออกจากห้องทำงาน
รวมไปถึงการหารือปัญหาต่างๆ กับผู้ช่วยคัง มินฮยอก และที่ปรึกษาพิเศษที่ยื่นมือเข้ามาช่วยภายหลังอย่างองค์ชายจินฮยอก
ผู้มีศักดิ์เป็นอา ความคืบหน้าต่างๆ ดูท่าจะทวีความรุนแรงขึ้น
เกิดการจลาจลในบางแห่งขึ้นแล้ว โชคดีที่พวกเขาเตรียมการต่างๆ
ไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน ด้วยเหตุนี้การจลาจลจึงคลี่คลายลงโดยไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ
ทางคณะรัฐมนตรีปาร์ค
อุนซูออกประกาศฉุกเฉินควบคุมประชาชนไม่ให้ก่อเหตุร้ายแรง อย่างน้อยคงเพราะป้องกันคณะรัฐมนตรีของตนถูกล้มล้างโดยประชาชนเป็นแน่
ถึงอย่างนั้นเขาก็ประมาทไม่ได้...ใช่ว่าจะมีเพียงเขาที่มีกองกำลังทหารฝ่ายเดียว
องค์ชายคนโตแห่งชเวเล็งเห็นว่าทุกอย่างจะจบลงได้โดยง่ายหากผู้เป็นบิดาลงนามยกเลิกการปกครองแบบเก่า
ซึ่งนี่จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นโมฆะ
ดำเนินไปสู่การเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่โดยไม่มีฝ่ายใดต้องเสียเลือดเสียเนื้อ
ติดก็แต่...ชายผู้เป็นกษัตริย์ ยืนกรานว่าประเทศยังไม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งชีวอนไม่เห็นด้วยเลยสักนิด
เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะช่วยให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไป...การติดอยู่กับความเชื่อฝังหัว
ดีแต่จะทำให้...คนทุกคนตาบอด ไร้ทางเดิน...
“ทุกอย่างมันไม่ง่ายนะชีวอน
อย่าเพิ่งวางใจไป...” เสียงของผู้เป็นอาเตือนสติเขา ชีวอนคิดไม่ตกกับเรื่องนี้
แล้วทุกอย่างก็พานให้เขาเครียดจัด ในบางครา...ชายหนุ่มกลัวว่าทุกอย่างจะล้มไม่เป็นท่า
กลัวถ้าคนที่รักต้องพบกับอันตราย
องค์รัชทายาทสังหรณ์ใจเกินกว่าจะสลัดความคิดนี้ออกไปได้จริงๆ
“ผมพยายามวางแผนทุกอย่างให้รอบคอบครับ
ขอแค่อย่ามีใครเล่นสกปรก”
“ทางคุณดงกันเองอยากให้องค์ชายรับมือไปก่อน
หากไม่สามารถรับสถานการณ์ตึงเครียดไหว... กบฏพยองอันจึงจะดำเนินแผนในขั้นถัดไปครับ”
คัง มินฮยอกเป็นเสมือนสื่อกลางระหว่างเขาและกองกบฏพยองอันเสมอ
ส่วนท่านอาจินฮยอกก็ทราบเรื่องความร่วมมือดังกล่าวดีแล้ว ท่านเองไม่ได้คัดค้านอะไร
และเห็นว่านี่เป็นพลังอันน่าทึ่ง หลังจากนี้อีกสักสองสามวัน...ชายหนุ่มจะเจรจากับองค์ราชาแทซันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเหตุผลอันสมควร
หากว่าไม่สำเร็จ...เขาคงต้องคุกเข่าอ้อนวอนบิดา
องค์รัชทายาทแห่งชเวคิดมาเสมอว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อให้อิสรภาพแก่ประชาชน
ทั้งในโซลหรือประเทศราช ชีวอนหวังว่า...ผู้เป็นบิดาจะเข้าใจจุดประสงค์ของเขา
และลดทิฐิเพื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า
ในฐานะว่าที่กษัตริย์แล้ว...เขาไม่อาจล้มเลิกความคิด
แม้กระทั่งเดินถอยหลังกลับสู่เส้นทางการปกครองแบบเดิมซึ่งไร้ความยุติธรรมได้อีกต่อไป!
ล่วงเลยเวลาไปมากจนถึงเวลาหัวค่ำ...เจ้าของใบหน้าคมคายไม่เข้ารับประทานอาหารเย็นด้วยเพราะไม่รู้สึกหิวแต่อย่างใด
เขารู้สึกเป็นห่วงหนุ่มน้อยจากพยองอันมากกว่าปกติ...ประกอบกับการที่ทั้งซูโฮ
และคุณมิยองถามหาคยูฮยอนเป็นเสียงเดียวกัน จิตใจร้อนรนเสียจนต้องรีบมายังตำหนักรองเพื่อหวังจะเห็นหน้าของเด็กคนนั้นให้คลายความกังวล
เคาะประตูไปสองสามครั้งกลับไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีแม้แต่เสียงของความเคลื่อนไหว...พลันชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปภายในตำหนักรอง
พบเพียงความว่างเปล่า ไร้เงาของโจ คยูฮยอน!
“องค์ชาย...มีเรื่องอะไรหรือคะ”
จังหวะที่เขาสาวเท้าออกจากห้องของคยูฮยอน
เขาพบกับแม่นมยองจาซึ่งกำลังจะเดินมาถึงหน้าเรือนรับรองพอดิบพอดี
ในมือถือแก้วบรรจุนมอุ่นๆ เธอเป็นผู้นำมันมาให้เด็กหนุ่มในทุกๆ วัน
สีหน้าตื่นตระหนกขององค์รัชทายาทส่งผลให้หญิงชรารับรู้ได้ถึงความร้อนใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
“แม่นมเห็นคยูฮยอนบ้างไหมครับ...เขาไม่ได้อยู่ในห้อง”
“คุณคยูฮยอนเธออยู่ที่ศาลาริมน้ำหรือเปล่าคะ
ไม่ก็อาจจะอยู่กับองค์ชายซูโฮ”
“ไม่เจอครับ
ผมเดินผ่านมาเมื่อครู่ก็ไม่พบใคร ซูโฮเองอ่านหนังสือทั้งวัน ก่อนผมจะมาที่ตำหนักรอง...ซูโฮเองยังถามหาคยูฮยอนด้วยซ้ำ”
“หม่อมฉันพบคุณคยูฮยอนครั้งสุดท้ายที่ห้องครัว...คุณคยูฮยอนรับอาสาจะนำของว่างไปให้องค์ชาย...หลังจากนั้น
หม่อมฉันก็ไม่พบเธออีก” ฟังดังนั้น...องค์รัชทายาทชีวอนจึงทราบดีแล้วว่าลางสังหรณ์ที่กู้ร้องภายในจิตใจเขามาทั้งวันมันคืออะไร
คยูฮยอนไม่ได้นำของว่างมาให้เขาที่ห้องทำงาน ไม่มีใครพบเห็นสิ่งล้ำค่าจากพยองอันตั้งแต่บ่ายจนถึงบัดนี้...
แม้เขาจะพยายามคิดในแง่ดีว่าคยูฮยอนคงออกไปเดินเล่นในวัง
แต่นี่ไม่ใช่วิสัยของเจ้าตัว การอยู่ในห้องอ่านหนังสือ นั่งเล่นชมจันทร์ ณ
ศาลาริมน้ำ นอกเหนือไปกว่านั้นก็แทบไม่มีกิจวัตรอื่นที่เรียกความสนใจจากโจ คยูฮยอน
หากหนุ่มน้อยจากพยองอันจะหายไปทั้งคนในสถานการณ์อันสับสนละก็... พระราชวังแห่งนี้คงไม่มีใครมีอำนาจมากเกินไปกว่า
องค์ราชาแทซันอีกแล้ว!!
เธอไม่คิดอยากจะเข้ามาเหยียบพระราชวังแห่งนี้อีกหากว่าไม่จำเป็น...ตั้งแต่ถูกชายหนุ่มหักหน้าโดยการถอนหมั้นกันต่อหน้าสื่อมวลชนหลายต่อหลายสำนัก
คิม ยูอีแทบไม่อยากจะเอ่ยชื่อองค์รัชทายาทอีก แม้ว่าพ่อแม่ของเธอจะพยายามอย่างยิ่งในการให้เธอได้กลับไปยืนในตำแหน่งว่าที่ราชินีเช่นเดิม
แต่หญิงสาวเจ็บช้ำแค้นใจเกินกว่าจะลดค่าตัวเองอีกต่อไป ทว่าในครานี้เธอจำต้องนำของหมั้นทุกอย่างมาคืนแก่ชายสูงศักดิ์ผู้ทะนงตนและเมินเฉยต่อความหวังดีที่เธอมีให้แก่เขา
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ
นะคะที่เข้ามาเสียหัวค่ำ แต่ดิฉัน...ไม่อาจให้ของหมั้นพวกนี้อยู่กับดิฉันอีกต่อไป
ตราบที่องค์รัชทายาทหมดเยื่อใดต่อดิฉันแล้ว อีกอย่างคืนนี้ดิฉันก็กำลังจะเดินทางไปอิตาลีเพื่อไปเรียนต่อน่ะค่ะ”
เธอกล่าวขณะที่ยื่นกล่องกำมะหยีสีน้ำเงินขนาดกลาง
ซึ่งบรรจุแหวนหมั้นรวมไปถึงเครื่องเพชรราคาแพงอันเป็นสมบัติตกทอดของราชวงศ์ชเว
ผู้รับหน้าที่รับของหมั้นคืนจำต้องเป็นองค์ชายจินฮยอกแทนองค์ราชาแทซัน
เพราะรายหลังนั้นป่วยอวดๆ แอดๆ เกินกว่าจะมานั่งเจรจาเรื่องยุ่งๆ ของคนหนุ่มสาว ข้างองค์ชายจินฮยอกคือฮวัง
มิยอง เธอออกจะแปลกใจไม่น้อย แต่ภายในใจก็อดชื่นชมคิม ยูอีไม่ได้...
ในวินาทีที่เธอลดความหยิ่งยโสลง...คิม
ยูอีก็เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น มิยองเชื่อว่าในอนาคตสาวสวยตระกูลดังจะต้องได้เจอคนรักที่แท้จริงอย่างแน่นอน
“จะยังไง อาเองก็ต้องขอโทษแทนตาชีวอนด้วยละกัน
กับเหตุการณ์ถอนหมั้นแบบสายฟ้าแลบแบบนั้น” หนุ่มใหญ่ว่าเสียงเรียบ
และนั่นก็ทำให้ยูอีทำได้เพียงส่งยิ้มฝืนๆ
“ความจริง...ดิฉันยังโกรธองค์รัชทายาทอยู่เหมือนกัน
แต่ก็ช่างเถอะค่ะ...เรื่องมันผ่านไปแล้ว ยังไงดิฉันขอตัวก่อนนะคะ
เกรงว่าจะไม่ทันขึ้นเครื่อง” เธอเอ่ยร่ำลาพร้อมโค้งศีรษะทำความเคารพสองสามีภรรยา
ก่อนที่ร่างบางของคิม ยูอีจะเดินออกจากห้องรับแขกไป เสียงหวานหากฟังดูมีอำนาจทำให้เธอจำต้องชะงักฝีเท้าเล็กน้อย...รับฟังคำพูดอวยพรจากปากหญิงที่ยูอีมองว่าสง่ายิ่งกว่าใคร...และฮวัง
มิยองคนนี้ช่างเหมาะกับตำแหน่งราชินีเสียจนปฏิเสธไม่ได้
“ขอให้เธอโชคดีกับเส้นทางชีวิตที่ไม่มีใครวางเส้นทางให้เธอ...ชีวิตที่เธอเลือกเอง
ใช้มันให้คุ้มค่าเถอะนะ”
หญิงสาวเดินออกจากห้องรับแขกของพระราชวังด้วยก้าวที่มั่นคงยิ่งกว่าเวลาไหนๆ
คิม
ยูอีตัดสินใจแน่วแน่ที่จะละทิ้งทุกเส้นทางที่พ่อแม่เคยวาดไว้และบินไปตามหาความฝันที่อิตาลี
อย่างน้อยเธอก็ยังมีสติพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เธอทุ่มเททำลายโจ คยูฮยอน
จะอย่างไร...ก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจใครสักคนได้เป็นแน่
โดยเฉพาะกับองค์รัชทายาทชีวอนที่ใครต่อใครก็ไม่อาจหยั่งรู้ความคิดเบื้องลึก
ถึงจะยังอคติกับเด็กหนุ่มจากพยองอันมากนัก แต่ยูอีกลับเหนื่อยเกินกว่าจะวิ่งตามใครอีกต่อไป
“ให้ตายเถอะ...ระวังหน่อยสิเธอ”
คุณหนูตระกูลคิมขมวดคิ้วยุ่งเมื่อข้ารับใช้สาวเดินสวนเธอไปอย่างรวดเร็วจนเสียหลักสะดุดปลายกระโปรงฮันบกยังผลให้น้ำแกงในถ้วยกระฉอกออกมา
ยิ่งไปกว่าอารมณ์หงุดหงิดจากความซุ่มซ่ามของข้ารับใช้ตรงหน้า
เธอสงสัยว่า...เวลาที่ทุกคนทานอาหารมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว
เหตุใดจึงยังมีการจัดสำรับอยู่อีก? หรือจะนำไปให้เด็กบรรณาการนั่น
แต่นี่มันก็ไม่ใช่เส้นทางไปตำหนักรองเสียหน่อย...
“ประทานโทษค่ะ”
ข้ารับใช้สาวก้มหน้าขอโทษด้วยท่าทีรนราน
เมื่อเป็นเช่นนี้...ยูอีจึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเสียเฉยๆ
“เธอจะนำสำรับอาหารนี้ไปให้ใครหรือ?”
“เอ่อ...คือ” กิริยาอ้ำอึ้งนานสองนานยิ่งทวีความน่าสงสัยสำหรับคิม
ยูอี
“ช่างเถอะ...ไปได้แล้ว”
รังแต่จะยิ่งเสียเวลาเปล่าๆ ...หญิงสาวตัดสินใจปล่อยให้ข้ารับใช้สาวเดินจากไป
ด้วยเพราะอย่างไรเสีย คนในวังจะทำผิดก็คงไม่ใช่เรื่องของเธอแต่อย่างใด ทำได้เพียงมองหล่อนจนสุดสายตาก็พบว่าสาวใช้เดินหายไปทางตำหนักด้านหลังที่เธอจำได้ว่าเป็นตำหนักเก่าที่ไม่มีใครอาศัยอยู่
น้อยคนนักที่เข้าไปที่นั่นเพื่อเข้าไปทำความสะอาดตามคำบอกเล่าขององค์รัชทายาท
ดูเหมือนพระราชวังแห่งนี้ในพักหลังๆ มาชักจะมีเรื่องแปลกมากขึ้นทุกที...หรือไม่แน่
อาจมีความลับอีกนานัปการที่ยูอีไม่อาจล่วงรู้
ความเกรี้ยวโกรธขับอารมณ์คนในวัยหนุ่มเช่นองค์รัชทายาทชีวอนดั่งเช่นสัตว์ป่า
เขาแทบพังประตูห้องบรรทมของผู้เป็นบิดา ก่อนจะย่างสามขุมไปยังร่างของชายวัยกลางคนซึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโดยใช้หมอนใบโตรองแผ่นหลัง
ในมือมีหนังสือเล่มเก่าๆ มองเผินๆ อาจเหมือนคนเพิ่งหายป่วยที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร
แต่หากเมื่อเป็นองค์ราชาแทซัน มีหรือที่บุตรชายเช่นเขาจะไม่ทราบว่าชายผู้นี้เหี้ยมโหดได้มากขนาดไหน
ดวงตาที่ขุ่นมัวไปตามวัยมองเขาผ่านแว่นสายตาทรงกลม พลางถอนหายใจราวรับรู้ล่วงหน้าถึงเหตุที่ชายหนุ่มถ่อสังขารพร้อมพายุอารมณ์อันยากจะสงบ
“ท่านพ่อคิดจะทำอะไร!”
เสียงทุ้มตวาดลั่นโดยไม่สนใจว่าเบื้องหน้าคือชายผู้ให้กำเนิด
พลันรอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาได้ปรากฏบนเรียวปาก เขามองยิ้มนั้นพลางกำหมัดแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว
“หากไม่กำจัดเด็กนั่นด้วยตนเอง...พ่อก็แค่
ช่วยจัดการให้ง่ายขึ้น” องค์ชายคนโตแห่งชเวอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน
แน่นอน...เขารักและเคารพบิดามาเสมอ แต่หากคนคนนี้ทำในสิ่งที่โหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว
ชายหนุ่มคงไม่อาจปฏิบัติตนตามคำสั่งหรือแม้กระทั่งหน้าที่ของลูกอีกต่อไปเป็นแน่!
“คยูฮยอนอยู่ที่ไหน ลูกต้องการคำตอบนี้...เพียงคำตอบเดียว”
กดน้ำเสียงถามขณะเดียวกับที่พยายามข่มอารมณ์โกรธที่ทวีขึ้นในทุกนาที
ยิ่งเขาเห็นใบหน้าไม่ทุกข์ร้อนของบิดาแล้ว
องค์ชายชีวอนยิ่งไม่อยากเชื่อว่าองค์ราชาที่ใครต่างก็เทิดทูนจะใจไม้ไส้ระกำได้ถึงเพียงนี้
“อยู่ในที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องบรรณาการ” นั่นไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจน
แต่กลับคลุมเครือเสียจนไม่อาจตีความได้
“ลูกจะพาตัวเขากลับมาให้ได้
ขอให้ท่านพ่อรู้ไว้ว่ายังไงลูกก็ต้องหาเขาให้เจอ!”
“คิดว่าพ่อไม่รู้หรือไง...ว่าชาวพยองอันเคลื่อนไหวสิ่งใดอยู่
คนพวกนั้นมันเป็นกบฏ...และเด็กนั่นก็คือสัญลักษณ์แห่งกบฏ
...ราชวงศ์ชเวที่สั่งสมบารมีมาได้หลายศตวรรษจะไม่มีทางล่มลงเพราะเด็กจากพยองอันแน่!!” นี่คงเป็นเหตุผลที่บิดาของเขาไม่ยอมลงนามรับรองการยกเลิกประเทศราช
ชายหนุ่มนึกอย่างหัวเสีย ชีวอนเคยคิดว่าชายผู้นี้มีเหตุผลมากพอที่จะเข้าใจ
ทว่า...ท้ายที่สุดองค์ราชาแทซันกลับเลือกที่จะยึดมั่นถือมั่นในอคติที่มีต่อชาวเมืองประเทศราชโดยไม่เล็งเห็นถึงความสุขของประชาชน
อะไรที่ทำให้องค์ราชาแทซันเปลี่ยนไปจนไม่เหลือความเมตตาปรานี...องค์ราชาที่รักของประชาชนหายไปไหนเสียแล้ว...
“กบฏพยองอันไม่เคยคิดจะล้มล้างราชวงศ์ชเว
พวกเขาแค่ต้องการทำลายระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรม รวมไปถึงคณะรัฐบาลปาร์ค
อุนซูที่ปกครองประเทศได้อย่างระส่ำระสาย อีกประการคยูฮยอนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้...เขาไม่ใช่ทั้งบรรณาการ
ไม่ใช่ทั้งผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างที่สื่อเคยเสนอ เขาเป็นเพียงคนที่ผมรัก”
“เหอะ...แต่ลูกเองไม่ใช่หรือที่นำตัวโจ
คยูฮยอนเข้ามาในวังด้วยกฎเครื่องบรรณาการของราชสำนัก” สิ่งผิดพลาดระหว่างเขาต่อคยูฮยอนคงเป็นเรื่องนี้
และหากย้อนเวลากลับไปได้องค์ชายชีวอนจะไม่ตีค่าคนคนหนึ่งด้วยคำว่า เครื่องบรรณาการ
เป็นอันขาด... ชายหนุ่มนิ่งไปกับประโยคแทงใจดำเมื่อครู่
ชเว ชีวอนผิดที่ดึงคยูฮยอนเข้ามาอยู่ภายในพระราชวังที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทั้งที่มั่นใจว่าตราบใดที่สิ่งล้ำค่าจากพยองอันไม่คลาดสายตาไปจากเขา...
คยูฮยอนจะปลอดภัย แต่เปล่าเลย เขายังอ่อนด้อยไหวพริบหากเมื่อเทียบกับบิดามากนัก
และหากจะชดใช้ความผิดนี้... องค์รัชทายาทพร้อมจะแลกด้วยชีวิตของเขาเอง!
“ลูกจะทำให้ท่านพ่อรู้...ว่าไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
อีกทั้งอำนาจในมือไม่ใช่สิ่งหอมหวาน แต่ความจริงมันคือยาพิษที่พร้อมจะทำลายผู้ครอบครองต่างหาก...”
องค์รัชทายาทมั่นใจว่าตนไม่ได้ลั่นวาจาเมื่อครู่ไปด้วยอารมณ์ร้อนชั่ววูบ
แต่เขาตั้งมั่นจะว่าแสดงให้ผู้เป็นบิดาได้เข้าใจต่อสิ่งที่เขาเพียรสร้างมันขึ้นในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศเกาหลี
ร่างสูงหมุนตัวเดินออกจากห้องบรรทมขององค์ราชาพลันในหัวสมองพยายามนึกหาหนทางในการตามหาสิ่งล้ำค่าจากพยองอันซึ่งถูกนำไปซ่อนไว้ที่ใดสักแห่งภายในพระราชวัง...
แน่นอน เขาไม่อาจไว้ใจใครได้อีกต่อไป องค์ชายคนโตแห่งชเวจะต้องตามหาคนในปกครองของเขาให้พบด้วยตนเอง
ไม่ว่าใครจะยื่นมือมาช่วย...ชายหนุ่มก็จะไม่ยินดีรับไมตรีทั้งสิ้น
ประตูห้องกักขังถูกเปิดออกโดยฝีมือของข้ารับใช้สาว
หล่อนมีสีหน้าไม่สู้ดีคงเพราะรับคำสั่งมาอีกทอด กระนั้นก็ยังสามารถนำสำรับอาหารเข้ามาให้เขาโดยที่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร
คยูฮยอนกะพริบตามองทุกการกระทำของเธอในขณะที่ร่างโปร่งนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง สังเกตพฤติกรรมโดยไม่รีบร้อนที่จะหนีออกไป
อย่างน้อย...เขาน่าจะยังอยู่ในพระราชวัง
และข้ารับใช้คนนี้คงมีหน้าที่ต้องนำอาหารมาให้เขาเป็นเวลาต่อจากนี้ไปเรื่อยๆ
อย่างแน่นอน
“ผมต้องอยู่ในนี้อีกนานไหม”
เขาเอ่ยถามไปอย่างที่คิด ข้ารับใช้สาวซึ่งกำลังจะเดินจากไปเหลียวหลังกลับมามองเขาด้วยแววตาสำนึกผิด
“ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะ ดิฉันรับคำสั่งมา...จึงต้องทำตาม”
หล่อนตอบเสียงเบาด้วยเพราะกลัวว่าใครอื่นจะได้อีก คยูฮยอนพยักหน้ารับ
ก้มมองสำรับอาหารที่ถูกจัดมาอย่างดี แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความอยากอาหารเลยสักนิด
“...องค์รัชทายาททราบหรือยังครับว่าผมหายตัวไป”
“ในเวลานี้...องค์รัชทายาทคงน่าจะทราบแล้วค่ะ...ข้างนอกมีทหารบางนายจับตาอยู่
คุณไม่ควรขัดขืนพวกเขา ดิฉันเกรงว่าคุณคยูฮยอนอาจได้รับอันตรายไปมากกว่านี้”
หล่อนเดินออกจากประตูพลางลงกลอนล็อคประตูให้แน่นหนาตามเดิม
หลงเหลือเพียงความเงียบและกลิ่นของอาหารซึ่งลอยคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอับของห้องใต้ดิน
อย่างน้อย...คยูฮยอนก็ได้ทราบว่าข้ารับใช้คนนี้ไม่ประสงค์ร้ายต่อเขา
หล่อนเพียงแค่รับคำสั่งมาอีกที... ใบหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดวิตก
แน่นอนว่าเจ้าของคำสั่งที่ว่าจะต้องสามารถตัดสินชะตาชีวิตของข้ารับใช้ได้เป็นแน่
หล่อนจึงไม่อาจกระทำการได้นอกเหนือคำบัญชา
หากองค์รัชทายาททราบเรื่องแล้ว
เขารู้ว่าชายหนุ่มจะไม่อาจนิ่งเฉย
แต่ในเมื่อ...หากคนที่สั่งการทั้งหมดคือองค์ราชาแทซัน
มีหรือที่องค์ชายคนโตแห่งชเวจะรับมือไหว คยูฮยอนแค่หวังว่าตัวเขาเองจะไม่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครอีกหลายคนต้องมาเดือดร้อน
หรือหากเขาจะหายไปจริงๆ ...การหายไปอย่างเงียบเชียบคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หลังซูโฮทราบเรื่องที่คยูฮยอนหายตัวไป เด็กชายไม่เคยคิดว่าผู้เป็นบิดาจะอยู่เบื้องหลัง...เขาไม่อาจนิ่งดูดายและปล่อยให้พี่ชายตามหาตัวสิ่งล้ำค่าจากพยองอันเพียงลำพัง
สองพี่น้องไม่คิดขอความช่วยเหลือจากใครด้วยเพราะ...องค์รัชทายาทกล่าวกับน้องชายว่าเมื่อวันที่พระราชวังเกิดเรื่องแบบนี้
คิดหรือว่าคนในวังจะไม่เป็นอันตรายต่อพวกเรา
พวกเขาพยายามนึกถึงสถานที่ในวังมากมายที่พอจะใช้เป็นที่กักขัง
แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบสิ่งใด ซ้ำร้าย...ทหารในวังบางนายยังรับคำสั่งมาจากองค์ราชาแทซันเพื่อคอยสังเกตสององค์ชายแห่งชเวทุกการเคลื่อนไหว
ราวกับ...พวกเขาเป็นนักโทษเสียเอง
“ซูโฮ ไปพักเถอะ...ดึกมากแล้ว
มะรืนมีสอบไม่ใช่หรือ” ชายหนุ่มออกปากเตือนผู้เป็นน้อง ทว่าซูโฮกลับส่ายศีรษะแรงๆ
เป็นการปฏิเสธ
“ถ้าผมยังหาตัวพี่คยูฮยอนไม่เจอ...ผมจะนอนหลับได้ยังไง”
“พี่จัดการต่อได้ เชื่อพี่เถอะซูโฮ...เราน่ะไปพักผ่อนซะ”
คล้ายว่าเขากำลังโมโห แต่องค์ชายชีวอนไม่ได้นึกโกรธใครนอกเสียจากตัวเขาเองที่ปล่อยให้คยูฮยอนอยู่คลาดสายตา...ทั้งยังวางใจว่าคงไม่น่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในวังได้
หากทุกอย่างก็ผิดคาดไปหมด
“แต่พี่ชีวอน...ผมร้อนใจเกินกว่าจะอยู่เฉยๆ จริงๆ
นะครับ”
“พี่รู้...พี่เองคิดว่าตัวเองกำลังทรมานเสียด้วยซ้ำ”
คนเป็นน้องนั่นนิ่งไปเมื่อได้ยินพี่ชายสารภาพความอัดอั้นในใจ
พวกเขาทั้งคู่แม้จะอยู่ในวังมาตั้งแต่เกิด...แต่พระราชวังกลับเต็มไปด้วยความพิศวงเกินกว่าที่จะหยั่งถึง
เขาเองรู้จักพระราชวังแห่งนี้น้อยเสียจนไม่น่าเชื่อ
ว่ากันว่าบางสถานที่ในวังก็แทบไม่เคยมีใครได้เข้าไปเหยียบ
ทุกอย่างสามารถซุกซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้ทั้งนั้น
“หม่อมฉันคิดว่าองค์ชายทั้งสองควรไปพักผ่อนทั้งคู่นะคะ
ล่วงเลยเวลามาขนาดนี้เกรงว่าจะไม่สบายทั้งคู่
อีกอย่าง...หม่อมฉันทราบนิสัยขององค์ราชาแทซันดี
คุณคยูฮยอนปลอดภัยแต่ถูกซ่อนให้พ้นสายตาองค์ชายชีวอนเท่านั้น
องค์ราชาเพียงแค่ต้องการกดดันองค์ชาย”
เสียงของแม่นมเรียกความสนใจจากทั้งองค์ชายแห่งชเวทั้งสอง
หญิงชราเอ่ยเรียบๆ และนั่นทำให้ชีวอนตระหนักในความจริงข้อนี้ดี...
สิ่งเดียวที่บิดาของเขาต้องการในตอนนี้มากที่สุดคือการเห็นเขาทุกข์ใจเพื่อท้ายที่สุดเขาจะต้องส่งตัวคยูฮยอนกลับพยองอันไปตามที่ประสงค์
“หากผมเจอตัวคยูฮยอนเมื่อไหร่...ผมจะพาเขากลับเกาะพยองอัน
จะไม่มีวันให้ใครได้คิดทำร้ายเขาเองอีก”
“หม่อมฉันแค่อยากให้องค์ชายทั้งสองสบายใจและไปพักผ่อนเพื่อวันพรุ่งนี้
ดิฉันเชื่อว่าคุณคยูฮยอนยังปลอดภัยจริงๆ และจะต้องอยู่ภายในวังแน่นอน
เชื่อหม่อมฉันเถอะค่ะ”
ท่าทางสงบตามวิสัยของแม่นมยองจาทำให้องค์ชายแห่งชเวใจเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ
ด้านซูโฮยอมที่จะกลับไปพักผ่อน...
ส่วนองค์รัชทายาทชีวอนเลือกที่จะกลับไปยังตำหนักรองแทนที่ห้องบรรทมของตนเอง
สายลมภายนอกพัดผ่านเข้ามาในห้องแต่กลับไม่ช่วยให้หายว้าวุ่นใจ
ชายหนุ่มไม่อาจข่มตาให้หลับลงในขณะที่เขาเองไม่ทราบว่าเด็กหนุ่มนั่นอยู่แห่งหนใด หากนี้มันคือฝันร้าย...ชีวอนหวังว่ามันคงเป็นเพียงฝันข้ามคืนซึ่งเมื่อตื่นขึ้นมา
เขาจะพบหน้าโจ คยูฮยอนอีกครั้ง และครั้งนี้เขาจะไม่ยอมปล่อยมือคนรักเป็นอันเด็ดขาด!
เช้าวันนี้เขาได้รับข้อความจากอดีตคู่หมั้นสาวผ่านโทรศัพท์มือถือ
คิม ยูอีแจ้งข่าวว่าตนเพิ่งจะบินไปอิตาลีเมื่อคืน แต่เพราะเหตุผลส่วนตัวจึงไม่อยากเข้ามาบอกลาเขาด้วยตนเอง
ทว่า...ท้ายข้อความของเธอกลับมีบางประโยคที่ทำให้เขาฉุกใจ
‘ฉันคิดว่าในวังมีเรื่องแปลกๆ
ไม่รู้สิ...ตำหนักหลัง คุณเคยบอกว่ามันแทบจะไม่มีใครไปเหยียบหากไม่จำเป็น
แต่เมื่อคืนฉันพบว่าที่นั่นราวกับมีบางอย่างถูกซ่อนอยู่’
ตำหนักหลัง...หรือตำหนักนวลจันทร์
แต่ความจริง เขาเข้าไปค้นหาแล้ว...กลับไม่พบสิ่งใด
ตำหนักที่อยู่เกือบหลังสุดของพระราชวัง
เขาทราบเพียงว่าเมื่อก่อนเคยเป็นตำหนักของเหล่าสนมเล็กสนมน้อยซึ่งมีฐานะติดตัวเป็นเครื่องบรรณาการ
ตัวตำหนักก่อสร้างแบบง่ายๆ ดูไม่ซับซ้อนอะไร
จนเขาคิดวันนี่คงไม่ใช่สถานที่ที่องค์ราชาแทซันคิดจะนำคยูฮยอนมาซ่อนไว้แน่ๆ อย่างไรก็ดี...เพราะเมื่อเขานึกย้อนไปถึงคำพูดของผู้เป็นบิดาครั้นเค้นคำตอบถึงที่กักขังตัวเด็กหนุ่ม
‘อยู่ในที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องบรรณาการ’
นี่จึงไม่เสียหายหากเขาจะลองค้นหาให้แน่ชัด...ตราบใดที่เขายังไม่รู้พระราชวังกลางกรุงโซลอันแสนลึกลับดีพอ
เจ้าของร่างสูงรุดหน้าไปยังตำหนักนวลจันทร์ในทันที
หนนี้มีข้ารับใช้วนเวียนอยู่ใกล้ๆ นั่นยิ่งเสริมให้ข้อสงสัยของเขาหนักแน่นมากขึ้น
ทว่าก่อนที่เขาจะได้ก้าวเข้าไปในตัวตำหนักกลับมีมือของใครสักคนดึงแขนของเขาไว้
เมื่อเหลียวหลังไปจึงพบว่าเป็นน้องชายของเขาเอง องค์ชายเล็กซูโฮ
“มีอะไรหรือซูโฮ”
“พี่ชีวอน...ผมพยายามค้นเอกสารเก่าๆ
เกี่ยวกับพระราชวัง
มีข้อมูลบางอย่างบอกว่า...ตำหนักนวลจันทร์ที่ใครต่อใครคิดว่าเป็นตำหนักแห่งการเสพสม
แท้จริงมีห้องใต้ดินซุกซ่อนอยู่...แถมที่นั่นเมื่อก่อนเคยไว้ใช้ทรมานสนมที่กระทำผิดหรือแม้แต่เล่นชู้กับข้ารับใช้ในวังครับ”
ข้อมูลใหม่จากการที่ซูโฮได้สืบเสาะมาทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าสถานที่ซึ่งบิดาของเขากล่าวไว้ว่า
เหมาะสมกับเครื่องบรรณาการนั่น จะต้องเป็นห้องใต้ดินของตำหนักนวลจันทร์
นัยแฝงแห่งการดูถูกเหยียดหยามคงไม่มีใครคิดกลอุบายนี้ได้ลึกซึ้งเท่าองค์ราชาแทซัน
ดั่งเช่นที่เคยทำให้โจ คยูฮยอนต้องอับอายเพราะถูกครหาว่าเป็นเพียงกีแซงต่อหน้าแขกเหรื่อในงานเลี้ยงอาคันตุกะมาแล้ว
“ถ้าอย่างนั้น...เราก็ต้องตามหาห้องใต้ดินที่ว่านั่นให้เจอ!”
“เดี๋ยวก่อนครับพี่ชีวอน...ผมคิดว่าผมปะติดปะต่อเรื่องสำคัญอีกเรื่องได้”
น้ำเสียงของซูโฮสะดุดไป
สีหน้าของเด็กชายทำให้คนเป็นพี่เช่นเขาต้องยกมือวางลงบนไหล่ทั้งสองขององค์ชายคนเล็กแห่งชเวเสมือนให้กำลังใจ
เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิท
ภาวนาว่าเรื่องที่ว่า...อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
“ว่ามาสิ...”
“คนที่วางยาท่านพ่อ...คือแม่นมยองจาครับ”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น