วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Heaven Ivy. chapter -11- เด็ดขาด

-11-

            ผ้าเช็ดหน้าสีครีมคอยซับเลือดที่ปลายนิ้วแผ่วเบา ทั้งที่ความจริง... เส้นสายของคายากึมก็ไม่ได้บาดลึกมากเสียจนทำให้เจ็บไปมากกว่าหัวใจข้างในกระมัง คยูฮยอนยิ้มขอบคุณฝืดเฝื่อนครั้นเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าละมือจากการปฐมพยาบาล ท้องฟ้าในวันนี้ดูมืดสนิทกว่าทุกคืนอาจเพราะพระจันทร์ถูกปิดซ่อนด้วยเมฆหนาคล้ายกับหนทางอันแสนอึมครึม ศาลาริมน้ำอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่เด็กหนุ่มไม่สามารถอธิบายได้
            “เก็บไว้เถอะ” เจ้าของผ้าเช็ดหน้ากล่าวน้ำเสียงนุ่ม ครั้นจะปฏิเสธเขากลับเกรงใจที่ผ้าเช็ดหน้าเนื้อดีเปรอะไปด้วยเลือดแดงคล้ำ คนอ่อนเยาว์กว่าจึงจำต้องพยักหน้ารับเบาๆ พลันนึกข้องใจว่าเหตุใดคนคุ้นเคยถึงได้มางานเลี้ยงภายในพระราชวังได้
            “ว่าแต่...คุณมาร่วมงานเลี้ยงอาคันตุกะได้ยังไง?” หนุ่มลูกครึ่งยิ้มละมุน เฝ้ามองดวงตาโตวาวคล้ายลูกแมวอย่างนึกเอ็นดู
            “เพราะรู้ว่าคยูฮยอนอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ...ประจวบเหมาะกับเพิ่งจะถูกย้ายมาประจำที่สถานทูตเกาหลีพอดิบพอดี”
นิ่งไปกับคำตอบ คยูฮยอนทราบดีว่าแดเนียล ฟิลลิป เฮนนี่ เป็นนักการทูตผู้มีความสามารถด้านการเจรจาเป็นเลิศ นึกย้อนกลับไปเมื่อตอนที่หนุ่มน้อยจากพยองอันต้องบินไปเรียนถึงอังกฤษ เขาต้องใช้ชีวิตในต่างแดนด้วยความยากลำบาก ทั้งเหงาและเปล่าเปลี่ยว ภาษาก็ไม่ได้แข็งแรงอะไร แรกพบกับหนุ่มลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกันแต่มีเชื้อสายอังกฤษจากผู้เป็นพ่อ เพราะความบังเอิญที่เกิดซุ่มซ่ามหลงทางกลางกรุงลอนดอน ด้วยคุยกันถูกคอเรื่องหนังสือและงานศิลป์ถึงได้ติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ในเวลานั้นแดเนียลยังทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งเขาศึกษาอยู่ มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่ออย่างถึงที่สุดว่าชีวิตของพวกเขาเกี่ยวโยงกันเสมอเมื่ออยู่อังกฤษ กระทั่งมันเจริญเติบโตเป็นความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียก ฤดูหนาวนั้นหนุ่มน้อยได้รับรสจูบอบอุ่น มันเป็นจูบแรกอันน่าประทับใจ จวบจนเมื่อชายหนุ่มได้เข้าทำงานเป็นนักการทูต หากแต่ต้องเดินทางไปประจำในประเทศฝั่งยุโรป ...ความห่างเหินก่อตัวขึ้นในภายหลัง
คยูฮยอนเป็นฝ่ายเดินทางกลับบ้านเกิดหลังจากเรียนจบโดยไม่บอกอีกฝ่ายให้ได้รับรู้ เลือกที่จะเก็บความทรงจำที่อังกฤษเป็นภาพวาดอันสวยงามให้นึกถึง
“ขอโทษนะครับที่...ไม่ติดต่อกลับไปเลย” เอ่ยขอโทษเสียงอ่อน เวลานั้น...การเลือกไม่ติดต่อกลับไปคือการตัดใจและการเริ่มต้นใหม่ด้วยตนเอง คยูฮยอนแค่คิดว่าใครอีกคนน่าจะมีโอกาสได้พบรักใหม่โดยไม่จำเป็นต้องยึดติด ทั้งนี้สิทธิ์หัวใจของพวกเขาทั้งคู่มีความเท่าเทียมกันเสมอ
“แต่ผมก็หาคยูฮยอนเจอนะ...” สำเนียงเกาหลีฟังดูมีเอกลักษณ์พูดติดตลก แดเนียลอาจเป็นคนเดียวในอังกฤษที่ออกเสียงชื่อของเขาได้อย่างถูกต้อง ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ใช้เวลานานเชียวล่ะกว่าจะออกเสียงได้โดยไม่เพี้ยนหรือฟังประหลาดหู
“สภาพผมคงดูไม่จืดเท่าไหร่...ไม่น่าประทับใจเหมือนก่อนแล้วล่ะ” ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรกรีกหุบยิ้มลงไปนิดเมื่อได้ยินเขาพูดประโยคค่อนขอดตนเองจบ
“ใครว่าล่ะ...ไข่มุกสีขาวจากพยองอันน่ะสวยงามเสมอ” หนุ่มลูกครึ่งไม่จำเป็นต้องตรึกตรองคำพูดใดๆ เพราะอย่างไรเสีย โจ คยูฮยอนก็ยังคงเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาอยากจะมองให้เนิ่นนาน และไม่อาจละสายตาไปไหน ฝ่ามือหนาเอื้อมหวังจะกอบกุมเรียวมือบาง หากเด็กหนุ่มกลับสงวนท่าที รวบมือประสานวางบนหน้าตักราวกับไม่เปิดโอกาสใดๆ ปฏิกิริยาเช่นนี้ตอกย้ำในเรื่องราวที่เจ้าของดวงหน้าคมเข้มได้รับรู้ตลอดช่วงที่พยายามตามหาคนคนนี้มาเสมอ
โจ คยูฮยอนเป็นคนขององค์รัชทายาทชีวอนไปแล้ว...
อาจทั้งร่างกายและจิตใจ
“ผมคิดว่า...มิสเตอร์เฮนนี่ออกจากงานเลี้ยงมานานแล้วนะครับ”
“อย่าเรียกเป็นทางการอย่างนั้นสิ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วขึง หนนี้คยูฮยอนแสดงออกชัดเจนว่าต้องการทำตัวเหินห่าง...ในความรู้สึกของเขา เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมากนัก หากจะเปลี่ยนคงเป็นเพราะแรงกดดันรอบด้านที่ขีดเส้นทางเดินชีวิตให้เลือกเพียงไม่กี่ทาง เผลอๆ มันคงเต็มไปด้วยขวากหนามเป็นแน่ เหตุการณ์ในงานเลี้ยงเมื่อครู่แดเนียลทราบดีว่ามันทำให้คยูฮยอนเจ็บปวดที่ต้องถูกใครต่อใครดูแคลนต่างๆ นานา
แล้วจะผิดอะไรที่เขาไม่ต้องการให้สิ่งล้ำค่าจากพยองอันต้องตกอยู่ในฐานะเครื่องบรรณาการ...
“กลับเข้างานเลี้ยงไปเถอะครับ ผมเองก็อยากจะกลับไปพักผ่อน” แดเนียล เฮนนี่ถอนหายใจให้กับความดื้อเงียบ นักการทูตเช่นเขาไม่เคยยอมแพ้กับการเจรจา แต่กับเด็กคนนี้...กลับทำให้เขาเหนื่อยใจได้อย่างประหลาด
“ความอดทนของคนเรามันมีขีดจำกัดนะคยูฮยอน...คุณจะทนรับกับสิ่งเลวร้ายรอบด้านไปได้อีกนานแค่ไหน” เกิดความเงียบชั่วขณะ เรือนร่างโปร่งบางภายใต้ชุดฮันบกผุดลุกขึ้นจากที่นั่งภายในศาลาริมน้ำ พลางตอบคำถามของอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลใดอื่นมารองรับ
“นานแค่ไหนน่ะหรือครับ คง...ตราบที่คนคนหนึ่งจะซื่อสัตย์ต่อใครได้”
กระนั้นนักการทูตหนุ่มยังไม่ยอมละลดความพยายาม
ถ้าอยู่ตรงนี้มันเหนื่อยมาก มันเจ็บมาก มันทรมานมาก จะอยู่ไปทำไม ยังไงก็เถอะ อังกฤษน่ะ...ยังรอคุณอยู่นะ แค่เรากลับไปด้วยกัน”
ความเงียบเสมือนเป็นการปฏิเสธคำขอร้องของเขาเป็นแน่ สายลมที่พัดผ่านร่างกายในยามคืนเดือนมืดทั้งเอื่อยเฉื่อยและเยือกเย็น โจ คยูฮยอนในเวลานี้เหมือนตุ๊กตาซึ่งถูกตราชื่อเจ้าของไว้อย่างชัดเจน ซ้ำผู้ถือสิทธิ์ยังสูงศักดิ์ด้วยตำแหน่งองค์รัชทายาท ดวงตาสีชาอ่อนทำได้เพียงเฝ้ามองคนที่หัวใจเขาเพรียกหามาเสมอเดินจากไปอย่างโดดเดี่ยว หนุ่มลูกครึ่งไม่อาจมั่นใจว่าแท้จริง...เจ้าของแผ่นหลังบางนั่นจะเข้มแข็งได้ดั่งที่พยายามแสดงออกครั้นอยู่ต่อหน้าเขา
ลูกแมวขี้เหงาจะอย่างไรก็ย่อมเป็นเพียงลูกแมวที่ต้องการไขว่คว้าหาอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น ขณะเดียวกันหากอ้อมกอดที่ว่าทำร้ายหัวใจดวงนั้นเสียจนชอกช้ำล่ะ? ความซื่อสัตย์ที่ลูกแมวมีต่อเจ้าของจะหมดไปหรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมกันแน่...


            กว่าองค์รัชทายาทชีวอนจะปลีกตัวออกมาจากงานเลี้ยงได้ นี่ก็ล่วงเลยเสียจนงานเลิก นึกโมโหตนเองอยู่ไม่น้อยที่ปล่อยให้คยูฮยอนวิ่งหนีออกไปจากงานแบบนั้น โดยที่เขาไม่สามารถช่วยปลอบใจที่เจ้าตัวถูกพ่อของเขาใช้กลวิธีอันแสนแยบยลสร้างความอับอายต่อหน้าแขกเหรื่อ ทั้งนี้ชายหนุ่มเองมีส่วนผิดไม่น้อยที่ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี คยูฮยอนไม่ควรอยู่ท่ามกลางสังคมของคนกรุงโซลแต่อย่างใด งานเลี้ยงสังสรรค์ในคืนนี้ยิ่งกระตุ้นให้สิ่งล้ำค่าจากพยองอันมีบาดแผลในจิตใจมากขึ้น แม้เขาจะสามารถอ่านใจและมองผู้อื่นได้อย่างถ่องแท้ ทว่ากับองค์ราชาแทซัน เขาไม่อาจเทียบชั้นได้เลยสักนิด...
             ครั้นมาถึงที่เรือนรับรอง...องค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวพบว่าคยูฮยอนนั้นหลับไปแล้ว ชุดฮันบกที่เขาเป็นผู้จัดเตรียมให้ถูกถอดและพับวางไว้อย่างเรียบร้อย อยากจะถามไถ่อีกคนว่าเหนื่อยล้าหรือไม่กลับต้องเปลี่ยนใจด้วยกลัวจะรบกวนการพักผ่อน เขาแทรกกายเข้ามาอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเด็กหนุ่ม ตะคองกอดให้ร่างโปร่งหายหนาว กดริมฝีปากลงบนหน้าผากมนหวังจะให้อีกคนลืมเรื่องราวกันแสนหนักหน่วงในวันนี้ไปเสีย เอื้อนเอ่ยคำขอโทษเบาๆ และสัญญาว่าจะไม่ทำให้คนคนนี้ต้องถูกใครต่อใครรังแกได้อีก พลันหวนคิดถึงหนทางที่องค์รัชทายาทเช่นเขาต้องเลือกเดิน... ใช่ หนทางที่ว่าไม่ได้มีมากนัก แต่มันอาจถึงเวลาที่จะต้องกล้าตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเสียที
            และ...เขาคงไม่จำเป็นต้องรับฟังคำบัญชาจากผู้เป็นบิดาอีกต่อไป!
            ในเช้าวันถัดมา...องค์ชายจอมเอาแต่ใจไม่ฟังคำทัดทานจากเด็กหนุ่มเรื่องที่ให้แม่นมยองจานำอาหารเช้ามาให้ที่เรือนรับรอง ทั้งที่ความจริงแล้ว...เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาจะต้องเข้าไปรับประทานอาหารที่ตำหนักใหญ่ดังเช่นกิจวัตรปกติ คยูฮยอนรู้สึกไม่ดีนักกับการที่อีกคนดูไม่ทุกข์ร้อนเท่าใด แม้จะกระทำการเข้าข่ายขัดคำสั่งองค์ราชา ได้แต่บ่นอุบไปเบาๆ หากท้ายที่สุดกลับถูกเรียวปากคมนั่นแนบจูบปิดคำพูด ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตักเตือนอย่างคราวก่อน
            “องค์ชาย!” เอ็ดเสียงดังเมื่อถูกเอาแต่ใจชนิดไม่ทันได้ตั้งตัว
            “ทำไม?” ถามกลับเสียงห้วน ไม่วายจะเลิกคิ้วยียวน เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจเหนื่อยหน่าย 
            “องค์ชายไม่ควรทำแบบนี้...รู้หรือไม่ว่าองค์ชายจะถูกตำหนิหากยังรั้นไม่ฟังใครเช่นนี้”
คนโดนดุจิ๊ปากราวกับเด็กตัวโตถูกขัดใจ ชายหนุ่มทราบอยู่แล้วว่าคยูฮยอนจะต้องหยิบเรื่องนี้มาพูดย้ำซ้ำๆ ให้เขาเลิกตอแย ในมุมมองของเด็กคนนี้ทุกอย่างอาจต้องดำเนินไปตามเหตุและผล แต่ทว่า...เหตุผลไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์อันย่ำแย่มันดีขึ้น คนเราควรเลือกที่ฟังเสียงหัวใจของตนเองไม่ใช่หรือ อีกประการ...ตำแหน่งองค์รัชทายาทยังคงเป็นหน้าที่หลักที่เขารับผิดชอบ แต่การโดนคลุมถุงชนเพื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับยูอี เขามั่นใจว่ามันไม่ใช่หน้าที่ที่เขาพึงกระทำ...องค์รัชทายาทต้องดูแลประชาชน ไม่ใช่ดูแลคิม ยูอี อย่างไรก็ดี...นอกเหนือจากประชาชนทั้งหมดของประเทศเกาหลี จะมีเพียงโจ คยูฮยอนเท่านั้นที่เขาต้องการดูแลด้วยชีวิต
“ต้องให้ฉันบอกอีกสักกี่ครั้งว่าฉันไม่สนใจใครนอกจากเธอ...และประชาชนของประเทศ”
“แต่องค์ชายมีหน้าที่!
“หน้าที่ของฉันไม่ใช่การแต่งงานกับยูอี” เด็กหนุ่มชะงักไป ก้มหน้าหลบหนีสายตาคู่คมจากอีกฝ่ายเพราะลืมตัวขึ้นเสียงใส่เสียจนแสดงกิริยาไม่น่ารัก
“...กระหม่อมขอโทษ”  
“ฟังฉันนะคยูฮยอน...แค่เรามั่นคง จับมือเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน แค่นี้จริงๆ ที่ฉันต้องการจากเธอ”
เสียงทุ้มห้าวย้ำชัดในความประสงค์อันแรงกล้า เลื่อนฝ่ามือเกี่ยวประสานแนบแน่น ดวงตาสีเข้มอ่อนแสงลงครั้นมองนิ้วมือเรียวยาวซึ่งมีปลาสเตอร์ปิดแผลจากการถูกเส้นสายคายากึมบาด องค์รัชทายาทพร่ำบอกตนเองในใจว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่คยูฮยอนต้องเจ็บตัว แม้มันจะเพียงบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ แต่คนที่เขามองว่าช่างมีค่าเหลือเกินไม่ควรทรมานจากแรงกดดันอันแสนร้ายกาจ เขาโน้มใบหน้าแต้มริมฝีปากจรดที่ปลายนิ้วนั้นแผ่วเบา หนุ่มน้อยจากพยองอันจะทราบหรือไม่ว่าแท้จริง...องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ทนไม่ได้อยู่ร่ำไปที่ต้องเฝ้ามองนัยน์ตาสีดำรัตติกาลแฝงไปด้วยแววเศร้าหมอง
“ทานข้าวต่อเถอะครับ...องค์ชายควรกลับไปที่ตำหนักใหญ่ก่อนจะสายไปมากกว่านี้”
คยูฮยอนสามารถเปลี่ยนบรรยากาศเมื่อครู่ให้กลับสู่สภาวะปกติด้วยคำพูดธรรมดา ทว่าเปรียบเสมือนนาฬิกาซึ่งตีบอกเวลาแห่งความจริงว่าต้องเดินหน้าต่อไป ถึงอย่างชายหนุ่มกลับไม่คิดจะใส่ใจอะไรไปมากกว่าการทานข้าวพร้อมกับไม่ละสายตาไปจากดวงหน้าขาวจัดแต่อย่างใด หัวสมองนึกถึงงานที่ต้องรับผิดชอบในวันนี้...อีกครั้งกับการออกงานร่วมกับยูอี ซึ่งเป็นงานการกุศลที่เธอเคยนำบัตรเชิญมาให้เขาเมื่อคราวก่อนโน้น
โอกาสสำคัญที่ทางพระราชสำนักจะประกาศเรื่องพิธีอภิเษกสมรสต่อหน้าสื่อมวลชนทุกแขนง อีกทั้งมันยังเป็น ...โอกาสเดียวที่เขาจะถอนหมั้นคุณหนูตระกูลคิมอย่างเป็นทางการ!!


พระราชวังกลางกรุงโซลไม่เงียบเหงาดังที่เคยอาจเพราะมีเด็กเล็กๆ คอยวิ่งเล่นทั้งยังทำตัวน่ารักให้คนในวังได้หมั่นเขี้ยวระคนเอ็นดูกระมัง ฮวัง มิยองอมยิ้มบางพลางทอดสายตามองลูกชายคนเดียวของเธอในวัย 2 ขวบนั่งอยู่บนตักขององค์ชายเล็กแห่งราชวงศ์ชเวซึ่งกำลังนั่งอ่านนิทานเรื่องโปรดภายในห้องนั่งเล่น ซูโฮหัวเราะร่าเมื่อเจ้าตัวเล็กพยายามเป็นอย่างยิ่งกับการเลียนเสียงของเขา เสียงแจ้วๆ ชัดถ้อยชัดคำทำให้ทราบว่าเฮนรี่มีพัฒนาการในการเรียนรู้กว่าเด็กทั่วๆ ไปมากทีเดียว อีกด้านองค์ชายจินฮยอกวางมือลงบนหัวไหล่ภรรยาสาว พร้อมจรดจมูกลงบนเรือนผมสีคาราเมลของเธอ
“คุณต้องมีเรื่องกลุ้มใจแน่ๆ” เธอเอ่ยปากถามเพราะสัมผัสได้ว่านัยน์ตาอันแสนคุ้นเคยดูขรึมหม่นลง
“องค์ราชาแทซันหัวดื้อไม่เคยเปลี่ยนเลย ผมเพิ่งจะคุยกับเขาเรื่องตาชีวอนไปเมื่อเช้า...รายนั้นกลับยังยืนยันคำเดิมที่จะให้หลานของผมต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรมกับคิม ยูอีน่ะสิ”
“ฉันเองก็อยากช่วยพูดนะคะ แต่ฉันทราบดีว่าราชสำนักไม่ค่อยพอใจฉัน...พูดอะไรไป คงไม่มีใครฟัง” ดีไซเนอร์สาวถอนหายใจ ใช่อยู่ว่าเธอสามารถรับมือหญิงสาวตระกูลผู้ดีอย่างยูอีได้ แต่สิทธิ์ตัดสินใจในพิธีต่างๆ ย่อมไม่ใช่เธออยู่วันยังค่ำ หากยูอีถอยไปเอง...อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด ทว่ามิยองไม่คิดว่ายูอีและครอบครัวคิมจะยอมลดละความพยายามไปง่ายๆ
“แถมเรื่องบ้านเมืองอีก...วุ่นวายกันเหลือเกิน”
“ท่านอากับคุณมิยองครับ...แต่ผมคิดว่าผมมีวิธีที่จะทำให้พี่ยูอีตัดใจอย่างพี่ชีวอนอย่างเด็ดขาด” เป็นเสียงของซูโฮที่เอ่ยขึ้นบ้าง สีหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองดูจะไม่เชื่อนัก แต่เมื่อดวงตามาดมั่นจากเด็กชายเสมือนเป็นเครื่องยืนยันความมั่นใจเสียขนาดนี้ พวกเขาจึงซักถามวิธีที่ว่าอย่างสนอกสนใจ
“วิธีขององค์ชายซูโฮคืออะไรหรือคะ”
“ทำให้เธอรู้ว่า ตำแหน่งราชินีไม่ใช่ตำแหน่งอันหอมหวานอย่างที่เธอใฝ่ฝัน...มันเต็มไปด้วยภาระและหน้าที่อันหนักอึ้ง ผมทราบครับว่าพี่ยูอีคงได้รับการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในเรื่องประเพณีเกี่ยวกับราชสำนักมามาก...แต่ความลำบากเฉกเช่นผู้ดูแลประชาชนคนทั้งประเทศ เธอต้องไม่เคยได้สัมผัสอย่างแน่นอนครับ แค่ทำให้เธอรู้ว่าตำแหน่งอันสูงส่งเหล่านี้...ไม่มีใครมีความสุขกับมันหรอก” ความคิดของซูโฮทำให้องค์ชายจินฮยอกและฮวัง มิยองอึ้งไปสักหน่อย ถึงแม้วิธีนี้จะไม่ง่ายและต้องใช้เวลาแต่จัดว่าเป็นวิธีที่เด็ดขาดจนอาจเปลี่ยนความคิดของหญิงสาวผู้หญิงยโสไปตลอดกาล
มากไปกว่านั้น...จินฮยอกรู้ซึ้งกับสิ่งที่ซูโฮต้องการจะสื่อเป็นอย่างดี เขาไม่เคยมีความสุขกับการอยู่ในราชวงศ์ชเว ซ้ำยังกดดัน...ทรมานกับชีวิตที่เหมือนจะมีทางเลือกมากมาย แต่แท้จริงกลับเป็นเส้นทางที่คำว่า ราชวงศ์ชเว ขีดเส้นตีกรอบเท่านั้น
“อาว่านี่เป็นความคิดที่ใช้ได้เลยล่ะ”
“แต่...พี่ยูอีเป็นคนหนึ่งที่มีความอดทนสูงครับ เพราะเธอสามารถทำหน้าที่พระคู่หมั้นได้ดีมาเสมอ ทว่าเธอน่ะ...แค่พยายามสร้างภาพขึ้นมาเท่านั้น จริงๆ แล้วผมว่าเธอ...แค่รับคำสั่งของพ่อแม่มากกว่า”
“ถึงอย่างไรก็ประมาทเธอไม่ได้นะคะ ผู้หญิงทุกคนถ้าจะดี...ก็ดีได้อย่างนางฟ้า หากจะร้ายก็ร้ายได้เท่าปีศาจเช่นกัน” มิยองกล่าวเสริม สายตาที่มองเจอผู้คนมาหลากหลายประเภททำให้เธอประเมินคิม ยูอีในระดับที่ต้องคิดแผนเพื่อรองรับเบื้องลึกของจิตใจอันยากจะหยั่งถึง
“นี่คือสิ่งที่ผมกลัวครับ ผมกลัวว่าเธอจะคิดทำอะไรพี่คยูฮยอนหรือเปล่า เธอไม่อาจทำร้ายพี่คยูฮยอนได้ตรงๆ ก็จริง...แต่หากเธอหาเรื่องกดดันพี่คยูฮยอนจนเขาทนไม่ไหวขึ้นมา ผมว่าคราวนี้พี่ชีวอนเจองานหนักแน่ๆ”
“ถือซะว่าวิธีของซูโฮเป็นแผนสำรอง...อายังเชื่อว่าชีวอนสามารถจัดการเรื่องทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพึงเรา แต่ถ้าเจ้าหมอนั่นรับมือไม่ไหวจริงๆ พวกเราคงต้องยื่นมือเข้าไปช่วยประคับประคองจนสุดความสามารถนั่นแหละ”


            องค์รัชทายาทเพิ่งจะทราบเอาเมื่อครู่ว่าวันนี้ผู้เป็นบิดาประทานอนุญาตให้คณะนักการทูตประจำสถานทูตเกาหลีเข้าเฝ้า ความจริงแล้วเขาต้องมีส่วนร่วมในการเข้าเฝ้าครั้งนี้ด้วยทว่าเพราะติดที่ต้องไปงานการกุศลในช่วงเที่ยงจึงถือว่าคลาดกันไป ชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดสูทสีเข้มเช่นเดิม ผู้ช่วยมือขวาอย่าง คัง มินฮยอกต้องตามไปที่งานเช่นเดียวกัน ด้วยเพราะงานในวันนี้จัดกลางแจ้งและสุ่มเสี่ยงต่อสถานการณ์อันยากจะคาดเดา ระหว่างโถงทางเดินในตำหนักใหญ่ดวงตาคู่คมมองเห็นชายคนหนึ่งยืนคุยกับข้ารับใช้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีกิริยาตะขิดตะขวงราวกับไม่กล้าสนทนาด้วย องค์ชายชีวอนรู้สึกประหลาดใจทั้งยังไม่ถูกชะตาจึงได้เดินเข้าไปหาพร้อมถามให้คลายความขัดข้อง
            “มีเรื่องอะไรหรือ?” เอ่ยถามเสียงเข้มยังผลให้ข้ารับใช้สาวรีบก้มหน้าพลางโค้งตัวถวายความเคารพ
            “คุณคนนี้มาถามหาคุณคยูฮยอนเพคะองค์ชาย” หล่อนรีบตอบ เพราะทราบดีว่าเจ้าของชื่อในบทสนทนามีความสำคัญต่อองค์รัชทายาท และแน่นอน...คนขององค์รัชทายาทใครก็ไม่มีสิทธิ์พูดจากล่าวถึงหรือยุ่มย่ามทั้งสิ้น
            องค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวเลิกคิ้วฉงน คนคนนี้...รู้จักคยูฮยอน? ทว่า...รู้จักในฐานะอะไร!
            “กระหม่อมเป็นหนึ่งในคณะนักการทูตครับ...ขอประทานอภัยหากทำให้องค์รัชทายาทไม่พอใจที่วุ่นวายในวังไปสักหน่อย อ้อ...กระหม่อมคงต้องขอแนะนำตัว แดเนียล เฮนนี่ครับ” หนุ่มลูกครึ่งไม่ได้โค้งศีรษะถวายความเคารพเช่นใครๆ เขาเพียงแต่ยื่นมือมาตรงหน้าบ่งบอกถึงการแนะนำตัวในแบบสากล
            “มิสเตอร์เฮนนี่มาก่อนเวลาเข้าเฝ้ามากไป ไม่ทราบว่าจุดประสงค์ที่จะพบคนของผมไปเพื่ออะไร”
            “กระหม่อมแค่อยากเข้ามาพูดคุยกับคยูฮยอนในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง ...ก็เท่านั้นครับ”
            “ผมรู้มาว่าคยูฮยอนมีพี่ชายแค่คนเดียวคือ อี ดงกัน”
            “กระหม่อมยังยืนยันว่าในวันนี้กระหม่อมแค่เข้ามาพบกับคยูฮยอนในฐานะพี่ชาย”
            “หากบริสุทธิ์ใจจริง...ผมจะว่าไปอะไรมิสเตอร์เฮนนี่ได้ เชิญเถอะครับ”
ชายหนุ่มไม่คิดว่าการแสดงตนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคยูฮยอนคือสิ่งที่พึงกระทำนัก ทั้งที่อยากเกรี้ยวโกรธแต่เขาเห็นสมควรว่าคงไม่ใช่เวลา และการโต้วาจากับชายฝีปากกล้าดีกรีนักการทูตคงไม่จบเรื่องง่ายๆ แม้ว่าเขาจะมีตำแหน่งที่สูงศักดิ์กว่าก็ตาม ถ้าวัดกันด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ...จึงไม่ควรใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง หากเกิดเรื่อง...คยูฮยอนเสียเองที่จะไม่ชอบพอใจเขา องค์รัชทายาทชีวอนพยักพเยิดสายตาไปยังข้ารับใช้สาวให้เป็นผู้รับหน้าที่พาหนุ่มลูกครึ่งไปพบคนของเรา ณ ตำหนักรอง สายตาดุดันเชิงกำชับให้หล่อนต้องเฝ้าคนทั้งคู่ห้ามคลาดไปแม้แต่วินาทีเดียว
            ที่สำคัญ...เขาจะไม่ยอมปล่อยผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่ไปเสียเฉยๆ คืนนี้อาจต้องเคลียร์กับคยูฮยอนให้รู้เรื่องเสียแล้ว!!          

งานการกุศลที่จัดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับมูลนิธิช่วยเหลือและส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทั้งองค์รัชทายาทชีวอนและคู่หมั้นสาว คิม ยูอีถูกสื่อจับจ้องเป็นพิเศษในวันนี้ คงรู้กันมาบ้างแล้วว่าทางราชสำนักต้องการให้พวกเขาประกาศเรื่องงานอภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการ ใครหลายคนชื่นชมคุณหนูตระกูลคิมว่าเธอดูสดใส สวยเปล่งประกายยิ่งกว่าหญิงสาวคนไหนในงาน ปกติแล้วเธอไม่เคยถือสิทธิ์ในการคล้องแขนเขาเลยสักครั้ง แต่ในงานเลี้ยงเมื่อคืน ยูอีทำเช่นนั้น...กับวันนี้ก็เช่นกัน ชายหนุ่มไม่เคยคิดว่าตนต้องรู้สึกอึดอัดมากถึงขนาดที่ไม่อยากเข้าใกล้คู่หมั้น บางที...เขาอาจอดทนมาถึงขีดจำกัดที่เคยรับไว้
“องค์ชายครับ...อีกสักครู่จะเป็นการแถลงเรื่องพิธีอภิเษกอย่างเป็นทางการครับ” คัง มินฮยอก ผู้ช่วยมือขวากระซิบบอก เขาพยักหน้ารับเบาๆ มองเห็นโต๊ะแถลงข่าวที่ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยฝีมือจากคนของราชสำนัก
            ไม่นาน...ชายหนุ่มจึงได้มานั่งประจำที่ ณ โต๊ะแถลงข่าว เคียงข้างกันคือคิม ยูอี เธอยิ้มเอียงอายเล็กๆ เมื่อช่างภาพต่างชื่นชมในความงามของเธอไม่ขาดปาก ชายหนุ่มวางท่าทีสงบ จิตใจของเขาตั้งมั่นชัดเจนในวินาทีนี้แล้วว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เขายินดีรับผิดชอบทั้งหมด บรรยากาศการแถลงข่าวเริ่มขึ้นครั้นสื่อมวลชนค่อยๆ ถามคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ ไม่ใช่องค์ชายชีวอนที่ตอบคำถาม โดยมาก...เป็นเสียงหวานของเธอคอยตอบเรื่อยๆ และด้วยเพราะสีหน้าของหนุ่มใบหน้าคมสันอันเรียบเฉยประกอบกับนัยน์ตาดุเป็นแน่ที่ทำให้สื่อไม่กล้ายิงคำถามตรงไปตรงมามากนัก จวบจนเมื่อ...
            “ผมยังเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ต้องการให้ใครต้องมายึดติดกับหัวใจของผม ผมแค่อยากให้เธอได้พบเจอคนที่ดีกว่า และรักเธออย่างแท้จริง ต้องขอโทษที่ผมต้องพูดประโยคนี้ในงานแถลงข่าว ...จะไม่มีพิธีอภิเษกสมรสใดๆ ทั้งสิ้น” เกิดเสียงฮือฮาอื้ออึง ท่ามกลางความคลางแคลงใจมากมาย ไม่ต่างไปจากหญิงสาวข้างกายที่นิ่งไปกับสิ่งที่เขาประกาศกร้าวไปเมื่อครู่
            “พระองค์หมายความว่าอย่างไรเพคะ...ไม่มีพิธีอภิเษก? หรือแท้จริงพระองค์มีใครอื่นนอกจากคุณยูอีหรือคะ”
            “ครับ...” ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ เลือกที่จะไม่สนใจสายตาของคิม ยูอีซึ่งรื้นไปด้วยน้ำตาเต็มหน่วย
            “ผมและคุณยูอี มีความสัมพันธ์กันเพียงฐานะคู่หมั้นคู่หมายที่ไม่มีใจผูกพันกันแต่อย่างใด และผมขอถอนหมั้นเธออย่างเป็นทางการในวันนี้ครับ อย่างไรก็ตาม...หน้าที่ของผมยังดำเนินต่อไปในฐานะองค์รัชทายาท”
            “คุณหักหน้าฉัน...” เธอเอ่ยเสียงเบา พยายามเป็นอย่างยิ่งกับการปิดซ่อนสีหน้าอันแสนเจ็บปวดระคนอับอาย...
            “ผมขอจบการแถลงข่าวแต่เพียงเท่านี้ หวังว่าทุกท่านคงทราบโดยทั่วกัน”
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมโค้งศีรษะทำความเคารพสื่อมวลชนที่อาจวุ่นวายเพราะงานแถลงข่าวในวันนี้กลับตาลปัตรไปหมด เขาเดินออกจากงานโดยมีผู้ช่วยหนุ่มเดินตามไปติดๆ ด้านหญิงสาว...ยูอีรีบสาวเท้าตามหลังอดีตพระคู่หมั้นที่เพิ่งจะประกาศตัดความสัมพันธ์กับเธอชนิดสายฟ้าแลบ ครั้นถึงลานจอดรถเธอคว้าแขนกำยำขององค์รัชทายาทไว้พร้อมบริภาษเขากลับไปด้วยท่าทีไม่พอใจอย่างสุดขีด
“คุณทำเกินไป คุณหักหน้าฉัน... รู้ไหมคะว่าฉันไม่อาจสู้หน้าใครได้แล้ว!!
“ผมทำได้เพียงขอโทษคุณเท่านั้นครับ”
“แค่ขอโทษ...เหอะ ฉันไม่ยินดีกับคำขอโทษของคุณหรอกนะคะ มันกี่ครั้งแล้วที่คุณทำร้ายจิตใจฉัน ตั้งแต่พาตัวเครื่องบรรณาการมนุษย์นั่นมาจากพยองอัน เสพสุขกับมันไม่อายฟ้าอายดิน ไหนจะการที่คุณพามันไปเที่ยวถึงบาหลีอีก คุณเหยียบย่ำหัวใจของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี เข้าใจไหมคะ!!!” คิม ยูอีที่เคยวางตัวเป็นคู่หมั้นผู้แสนดีไม่เหลือคราบคุณหนูผู้เรียบร้อย หากจะเปรียบ...เธอคงเหมือนระเบิดเวลาและไร้ซึ่งขีดความอดทนอีกต่อไป เธอร้องไห้ฟูมฟายทั้งยังใช้ฝ่ามือบางตบแรงๆ ลงบนอกแกร่งหลายต่อหลายครั้ง ร้อนถึงมินฮยอกผู้อยู่ในเหตุการณ์ต้องเข้ามาห้ามปราม
“พอเถอะครับคุณยูอี” เขาบอกเธออย่างใจเย็น หากโสตประสาทของเธออาจถูกทำลายล้างด้วยแรงโทสะ
“เป็นขี้ข้าไม่ต้องมายุ่ง!
“เลิกดูถูกคนอื่นได้แล้ว คิม ยูอี!!” เสียงเข้มตวาดลั่น เธอชะงักไปด้วยเพราะไม่เคยถูกองค์รัชทายาทตะคอกใส่แม้แต่ครั้งเดียว “อย่าให้ผมต้องพูดอะไรไปมากกว่านี้เลย คุณควรสงบสติอารมณ์และกลับไปเถอะครับ” ชายหนุ่มพยายามข่มความเดือดดาลที่มากขึ้นทุกขณะ องค์รัชทายาทชีวอน...แพ้น้ำตาของโจ คยูฮยอน แต่กลับหญิงสาวตรงหน้า... น้ำตาของเธอไม่ได้มีผลต่อจิตใจของเขาเลยสักนิด
“ฉันไม่ดีตรงไหน คุณบอกมาสิ! ในเมื่อเครื่องบรรณาการไร้ค่ามันมีคุณสมบัติเทียบกับฉันไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว!” เธอเถียงเขาเสียงสั่นก่อนจะปากระเป๋าถือใบเล็กใส่องค์รัชทายาทผู้เคร่งขรึมเต็มเหนี่ยว โชคร้ายนิดหน่อยที่สันของกระเป๋ามีมุมแหลมๆ ที่สามารถทำให้บริเวณหน้าผากของเขามีเลือดไหลซึมออกมา หนนี้องค์ชายคนโตแห่งชเวถอนหายใจในความร้ายกาจของอดีตคู่หมั้น พลางจ้องมองเธอนิ่งงัน
“คยูฮยอนมีบางอย่างที่คุณไม่มี...นั่นคือเขาไม่เคยดูถูกใคร


องค์รัชทายาทชีวอนไม่คิดว่าแผลจากการที่ถูกคิม ยูอีปากระเป๋าใบเล็กๆ ใส่จะทำเอาหนุ่มน้อยจากพยองอันแตกตื่นยิ่งกว่าใคร คงเพราะแผลลึกหน่อยทำให้เลือดไหลออกมาเยอะและมันก็เปรอะเสื้อสูทไปตามระเบียบ ภายในเรือนรับรอง...คยูฮยอนกุลีกุจอหากล่องยาสามัญมาทำแผลให้เขาพลางบ่นอุบซักเขายกใหญ่ว่าไปทำอะไรให้คุณหนูตระกูลคิมโกรธถึงขั้นลงไม้ลงมือได้
“ฉันประกาศถอนหมั้นเธอกลางงานแถลงข่าวพิธีอภิเษกนะ อะโอ้ย!” คนมือเบาในทีแรกลงน้ำหนักมือหนักหน่วงครั้นฟังเขาพูดประโยคเมื่อครู่จบ สำลีที่แต้มยาไว้จี้ลงบนแผลเสียจนชายหนุ่มร้องโอดครวญ
“องค์ชายทำอย่างนั้นได้ยังไง...นั่นต้องทำให้เธออายมากแน่ๆ” เอ็ดเขาเสียงดุพร้อมมองค้อนราวกับคาดโทษหนักหนา
“ฉันแค่อยากจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดเท่านั้น...อย่างที่ฉันบอกเธอไปเมื่อเช้า”
“แต่กระหม่อมก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีขององค์ชายอยู่ดี”
“ช่างเถอะ...ถือว่าฉันแสดงความบริสุทธิ์ใจไปแล้ว ว่าแต่...ไอ้หนุ่มลูกครึ่งที่มาขอพบเธอวันนี้น่ะ ตกลงเป็นใครกันแน่” คนมีชนักติดหลังเปลี่ยนเรื่องสนทนาเสียดื้อๆ ไม่วายจะจ้องใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่วางตาราวกับต้องการเค้นคำตอบเสียเดี๋ยวนั้น คยูฮยอนถอนหายใจ มือยังคงทำแผลให้องค์รัชทายาทจอมเอาแต่ใจต่อไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายนั่นคือการปิดปลาสเตอร์ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นจึงเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเงียบๆ แกล้งให้ชายหนุ่มได้รู้จักการรอคอยเสียบ้าง
“คยูฮยอน...ตอบฉันมาสิ ไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร?” กระเซ้าถามซ้ำไม่ลดละ
“มิสเตอร์เฮนนี่เป็นรักแรกของกระหม่อม ได้คำตอบแล้ว... องค์ชายพอใจหรือยังครับ?”
“รักแรก! รักแรกอะไร!! นี่! ทำไมต้องมาเจอกัน...แล้วฉันล่ะ!!” ให้ตายเถอะ... คยูฮยอนนึกสบถในใจ ท่าทีร้อนรนจากชายหนุ่มที่มักทำตัวเคร่งขรึมต่อหน้าใครๆ ทว่าสุดท้ายกลับสติแตกเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ครั้นจะหัวเราะก็เกรงว่าองค์รัชทายาทชีวอนจะโวยวายเสียจนเขาต้องกุมขมับอีก
“ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วครับ...เราเป็นพี่น้องกัน” ไม่ว่าเปล่า...หลังจากการแจกแจ้งเมื่อครู่ เด็กหนุ่มยกฝ่ามือขึ้นลูบแก้มของคนตัวโตไปพลาง อมยิ้มไปพลาง ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ...ที่โจ คยูฮยอนคือคนเดียวที่ได้เห็นองค์รัชทายาททำตัวงอนตุ๊บป่องเสียจนหมดสภาพราชสีห์ผู้น่าเกรงขาม
“แน่ใจนะ...” ตวัดสายตามองกันเสียด้วย!
ชีวิตนี้ กระหม่อมจะมอบให้ใครได้อีก นอกจากองค์ชาย อย่างอนไปเลยนะ” ยิ้มหวานปลอบให้ชายหนุ่มเลิกหน้านิ่วคิ้วขมวดเสียที ได้ผลชะงักล่ะ... องค์ชายชีวอนไม่อาจทานทนต่อน้ำเสียงนุ่มที่กระซิบแผ่วเอาใจได้อีกต่อไป ไหนจะความขุ่นข้องที่รบกวนเขามาตลอดทั้งวัน บางทีอาจต้องลงโทษเด็กคนนี้ให้สมกับที่ทำให้เขาว้าวุ่นใจเสียให้เข็ด!

            โจ คยูฮยอนทำอะไรก็ผิดไปหมดนั่นแหละ ผิดตั้งแต่ที่ทำให้เขารัก ทำให้เขาหลง ทำให้เขาอยากทะนุถนอม ทำให้เขา...กลายเป็นยักษ์ที่ชอบจับเด็กกินทุกวันเลยสิน่า!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น