-11-
ผ้าเช็ดหน้าสีครีมคอยซับเลือดที่ปลายนิ้วแผ่วเบา
ทั้งที่ความจริง... เส้นสายของคายากึมก็ไม่ได้บาดลึกมากเสียจนทำให้เจ็บไปมากกว่าหัวใจข้างในกระมัง
คยูฮยอนยิ้มขอบคุณฝืดเฝื่อนครั้นเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าละมือจากการปฐมพยาบาล
ท้องฟ้าในวันนี้ดูมืดสนิทกว่าทุกคืนอาจเพราะพระจันทร์ถูกปิดซ่อนด้วยเมฆหนาคล้ายกับหนทางอันแสนอึมครึม
ศาลาริมน้ำอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่เด็กหนุ่มไม่สามารถอธิบายได้
“เก็บไว้เถอะ”
เจ้าของผ้าเช็ดหน้ากล่าวน้ำเสียงนุ่ม
ครั้นจะปฏิเสธเขากลับเกรงใจที่ผ้าเช็ดหน้าเนื้อดีเปรอะไปด้วยเลือดแดงคล้ำ
คนอ่อนเยาว์กว่าจึงจำต้องพยักหน้ารับเบาๆ
พลันนึกข้องใจว่าเหตุใดคนคุ้นเคยถึงได้มางานเลี้ยงภายในพระราชวังได้
“ว่าแต่...คุณมาร่วมงานเลี้ยงอาคันตุกะได้ยังไง?”
หนุ่มลูกครึ่งยิ้มละมุน เฝ้ามองดวงตาโตวาวคล้ายลูกแมวอย่างนึกเอ็นดู
“เพราะรู้ว่าคยูฮยอนอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ...ประจวบเหมาะกับเพิ่งจะถูกย้ายมาประจำที่สถานทูตเกาหลีพอดิบพอดี”
นิ่งไปกับคำตอบ คยูฮยอนทราบดีว่าแดเนียล
ฟิลลิป เฮนนี่ เป็นนักการทูตผู้มีความสามารถด้านการเจรจาเป็นเลิศ
นึกย้อนกลับไปเมื่อตอนที่หนุ่มน้อยจากพยองอันต้องบินไปเรียนถึงอังกฤษ
เขาต้องใช้ชีวิตในต่างแดนด้วยความยากลำบาก ทั้งเหงาและเปล่าเปลี่ยว
ภาษาก็ไม่ได้แข็งแรงอะไร แรกพบกับหนุ่มลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกันแต่มีเชื้อสายอังกฤษจากผู้เป็นพ่อ
เพราะความบังเอิญที่เกิดซุ่มซ่ามหลงทางกลางกรุงลอนดอน ด้วยคุยกันถูกคอเรื่องหนังสือและงานศิลป์ถึงได้ติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ
ในเวลานั้นแดเนียลยังทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งเขาศึกษาอยู่ มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่ออย่างถึงที่สุดว่าชีวิตของพวกเขาเกี่ยวโยงกันเสมอเมื่ออยู่อังกฤษ
กระทั่งมันเจริญเติบโตเป็นความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียก
ฤดูหนาวนั้นหนุ่มน้อยได้รับรสจูบอบอุ่น มันเป็นจูบแรกอันน่าประทับใจ
จวบจนเมื่อชายหนุ่มได้เข้าทำงานเป็นนักการทูต หากแต่ต้องเดินทางไปประจำในประเทศฝั่งยุโรป
...ความห่างเหินก่อตัวขึ้นในภายหลัง
คยูฮยอนเป็นฝ่ายเดินทางกลับบ้านเกิดหลังจากเรียนจบโดยไม่บอกอีกฝ่ายให้ได้รับรู้
เลือกที่จะเก็บความทรงจำที่อังกฤษเป็นภาพวาดอันสวยงามให้นึกถึง
“ขอโทษนะครับที่...ไม่ติดต่อกลับไปเลย”
เอ่ยขอโทษเสียงอ่อน เวลานั้น...การเลือกไม่ติดต่อกลับไปคือการตัดใจและการเริ่มต้นใหม่ด้วยตนเอง
คยูฮยอนแค่คิดว่าใครอีกคนน่าจะมีโอกาสได้พบรักใหม่โดยไม่จำเป็นต้องยึดติด ทั้งนี้สิทธิ์หัวใจของพวกเขาทั้งคู่มีความเท่าเทียมกันเสมอ
“แต่ผมก็หาคยูฮยอนเจอนะ...” สำเนียงเกาหลีฟังดูมีเอกลักษณ์พูดติดตลก
แดเนียลอาจเป็นคนเดียวในอังกฤษที่ออกเสียงชื่อของเขาได้อย่างถูกต้อง
ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ใช้เวลานานเชียวล่ะกว่าจะออกเสียงได้โดยไม่เพี้ยนหรือฟังประหลาดหู
“สภาพผมคงดูไม่จืดเท่าไหร่...ไม่น่าประทับใจเหมือนก่อนแล้วล่ะ”
ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรกรีกหุบยิ้มลงไปนิดเมื่อได้ยินเขาพูดประโยคค่อนขอดตนเองจบ
“ใครว่าล่ะ...ไข่มุกสีขาวจากพยองอันน่ะสวยงามเสมอ”
หนุ่มลูกครึ่งไม่จำเป็นต้องตรึกตรองคำพูดใดๆ เพราะอย่างไรเสีย โจ
คยูฮยอนก็ยังคงเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาอยากจะมองให้เนิ่นนาน และไม่อาจละสายตาไปไหน
ฝ่ามือหนาเอื้อมหวังจะกอบกุมเรียวมือบาง หากเด็กหนุ่มกลับสงวนท่าที รวบมือประสานวางบนหน้าตักราวกับไม่เปิดโอกาสใดๆ
ปฏิกิริยาเช่นนี้ตอกย้ำในเรื่องราวที่เจ้าของดวงหน้าคมเข้มได้รับรู้ตลอดช่วงที่พยายามตามหาคนคนนี้มาเสมอ
โจ คยูฮยอนเป็นคนขององค์รัชทายาทชีวอนไปแล้ว...
อาจทั้งร่างกายและจิตใจ
“ผมคิดว่า...มิสเตอร์เฮนนี่ออกจากงานเลี้ยงมานานแล้วนะครับ”
“อย่าเรียกเป็นทางการอย่างนั้นสิ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วขึง
หนนี้คยูฮยอนแสดงออกชัดเจนว่าต้องการทำตัวเหินห่าง...ในความรู้สึกของเขา เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมากนัก
หากจะเปลี่ยนคงเป็นเพราะแรงกดดันรอบด้านที่ขีดเส้นทางเดินชีวิตให้เลือกเพียงไม่กี่ทาง
เผลอๆ มันคงเต็มไปด้วยขวากหนามเป็นแน่
เหตุการณ์ในงานเลี้ยงเมื่อครู่แดเนียลทราบดีว่ามันทำให้คยูฮยอนเจ็บปวดที่ต้องถูกใครต่อใครดูแคลนต่างๆ
นานา
แล้วจะผิดอะไรที่เขาไม่ต้องการให้สิ่งล้ำค่าจากพยองอันต้องตกอยู่ในฐานะเครื่องบรรณาการ...
“กลับเข้างานเลี้ยงไปเถอะครับ
ผมเองก็อยากจะกลับไปพักผ่อน” แดเนียล เฮนนี่ถอนหายใจให้กับความดื้อเงียบ
นักการทูตเช่นเขาไม่เคยยอมแพ้กับการเจรจา แต่กับเด็กคนนี้...กลับทำให้เขาเหนื่อยใจได้อย่างประหลาด
“ความอดทนของคนเรามันมีขีดจำกัดนะคยูฮยอน...คุณจะทนรับกับสิ่งเลวร้ายรอบด้านไปได้อีกนานแค่ไหน”
เกิดความเงียบชั่วขณะ
เรือนร่างโปร่งบางภายใต้ชุดฮันบกผุดลุกขึ้นจากที่นั่งภายในศาลาริมน้ำ พลางตอบคำถามของอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลใดอื่นมารองรับ
“นานแค่ไหนน่ะหรือครับ คง...ตราบที่คนคนหนึ่งจะซื่อสัตย์ต่อใครได้”
กระนั้นนักการทูตหนุ่มยังไม่ยอมละลดความพยายาม
“ถ้าอยู่ตรงนี้มันเหนื่อยมาก มันเจ็บมาก
มันทรมานมาก จะอยู่ไปทำไม ยังไงก็เถอะ อังกฤษน่ะ...ยังรอคุณอยู่นะ แค่เรากลับไปด้วยกัน”
ความเงียบเสมือนเป็นการปฏิเสธคำขอร้องของเขาเป็นแน่
สายลมที่พัดผ่านร่างกายในยามคืนเดือนมืดทั้งเอื่อยเฉื่อยและเยือกเย็น โจ
คยูฮยอนในเวลานี้เหมือนตุ๊กตาซึ่งถูกตราชื่อเจ้าของไว้อย่างชัดเจน ซ้ำผู้ถือสิทธิ์ยังสูงศักดิ์ด้วยตำแหน่งองค์รัชทายาท
ดวงตาสีชาอ่อนทำได้เพียงเฝ้ามองคนที่หัวใจเขาเพรียกหามาเสมอเดินจากไปอย่างโดดเดี่ยว
หนุ่มลูกครึ่งไม่อาจมั่นใจว่าแท้จริง...เจ้าของแผ่นหลังบางนั่นจะเข้มแข็งได้ดั่งที่พยายามแสดงออกครั้นอยู่ต่อหน้าเขา
ลูกแมวขี้เหงาจะอย่างไรก็ย่อมเป็นเพียงลูกแมวที่ต้องการไขว่คว้าหาอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น
ขณะเดียวกันหากอ้อมกอดที่ว่าทำร้ายหัวใจดวงนั้นเสียจนชอกช้ำล่ะ?
ความซื่อสัตย์ที่ลูกแมวมีต่อเจ้าของจะหมดไปหรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมกันแน่...
กว่าองค์รัชทายาทชีวอนจะปลีกตัวออกมาจากงานเลี้ยงได้
นี่ก็ล่วงเลยเสียจนงานเลิก
นึกโมโหตนเองอยู่ไม่น้อยที่ปล่อยให้คยูฮยอนวิ่งหนีออกไปจากงานแบบนั้น โดยที่เขาไม่สามารถช่วยปลอบใจที่เจ้าตัวถูกพ่อของเขาใช้กลวิธีอันแสนแยบยลสร้างความอับอายต่อหน้าแขกเหรื่อ
ทั้งนี้ชายหนุ่มเองมีส่วนผิดไม่น้อยที่ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี
คยูฮยอนไม่ควรอยู่ท่ามกลางสังคมของคนกรุงโซลแต่อย่างใด
งานเลี้ยงสังสรรค์ในคืนนี้ยิ่งกระตุ้นให้สิ่งล้ำค่าจากพยองอันมีบาดแผลในจิตใจมากขึ้น
แม้เขาจะสามารถอ่านใจและมองผู้อื่นได้อย่างถ่องแท้ ทว่ากับองค์ราชาแทซัน
เขาไม่อาจเทียบชั้นได้เลยสักนิด...
ครั้นมาถึงที่เรือนรับรอง...องค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวพบว่าคยูฮยอนนั้นหลับไปแล้ว
ชุดฮันบกที่เขาเป็นผู้จัดเตรียมให้ถูกถอดและพับวางไว้อย่างเรียบร้อย
อยากจะถามไถ่อีกคนว่าเหนื่อยล้าหรือไม่กลับต้องเปลี่ยนใจด้วยกลัวจะรบกวนการพักผ่อน
เขาแทรกกายเข้ามาอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเด็กหนุ่ม
ตะคองกอดให้ร่างโปร่งหายหนาว
กดริมฝีปากลงบนหน้าผากมนหวังจะให้อีกคนลืมเรื่องราวกันแสนหนักหน่วงในวันนี้ไปเสีย
เอื้อนเอ่ยคำขอโทษเบาๆ และสัญญาว่าจะไม่ทำให้คนคนนี้ต้องถูกใครต่อใครรังแกได้อีก
พลันหวนคิดถึงหนทางที่องค์รัชทายาทเช่นเขาต้องเลือกเดิน... ใช่
หนทางที่ว่าไม่ได้มีมากนัก
แต่มันอาจถึงเวลาที่จะต้องกล้าตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเสียที
และ...เขาคงไม่จำเป็นต้องรับฟังคำบัญชาจากผู้เป็นบิดาอีกต่อไป!
ในเช้าวันถัดมา...องค์ชายจอมเอาแต่ใจไม่ฟังคำทัดทานจากเด็กหนุ่มเรื่องที่ให้แม่นมยองจานำอาหารเช้ามาให้ที่เรือนรับรอง
ทั้งที่ความจริงแล้ว...เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาจะต้องเข้าไปรับประทานอาหารที่ตำหนักใหญ่ดังเช่นกิจวัตรปกติ
คยูฮยอนรู้สึกไม่ดีนักกับการที่อีกคนดูไม่ทุกข์ร้อนเท่าใด แม้จะกระทำการเข้าข่ายขัดคำสั่งองค์ราชา
ได้แต่บ่นอุบไปเบาๆ หากท้ายที่สุดกลับถูกเรียวปากคมนั่นแนบจูบปิดคำพูด
ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตักเตือนอย่างคราวก่อน
“องค์ชาย!” เอ็ดเสียงดังเมื่อถูกเอาแต่ใจชนิดไม่ทันได้ตั้งตัว
“ทำไม?”
ถามกลับเสียงห้วน ไม่วายจะเลิกคิ้วยียวน เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจเหนื่อยหน่าย
“องค์ชายไม่ควรทำแบบนี้...รู้หรือไม่ว่าองค์ชายจะถูกตำหนิหากยังรั้นไม่ฟังใครเช่นนี้”
คนโดนดุจิ๊ปากราวกับเด็กตัวโตถูกขัดใจ ชายหนุ่มทราบอยู่แล้วว่าคยูฮยอนจะต้องหยิบเรื่องนี้มาพูดย้ำซ้ำๆ
ให้เขาเลิกตอแย ในมุมมองของเด็กคนนี้ทุกอย่างอาจต้องดำเนินไปตามเหตุและผล
แต่ทว่า...เหตุผลไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์อันย่ำแย่มันดีขึ้น คนเราควรเลือกที่ฟังเสียงหัวใจของตนเองไม่ใช่หรือ
อีกประการ...ตำแหน่งองค์รัชทายาทยังคงเป็นหน้าที่หลักที่เขารับผิดชอบ
แต่การโดนคลุมถุงชนเพื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับยูอี
เขามั่นใจว่ามันไม่ใช่หน้าที่ที่เขาพึงกระทำ...องค์รัชทายาทต้องดูแลประชาชน
ไม่ใช่ดูแลคิม ยูอี อย่างไรก็ดี...นอกเหนือจากประชาชนทั้งหมดของประเทศเกาหลี
จะมีเพียงโจ คยูฮยอนเท่านั้นที่เขาต้องการดูแลด้วยชีวิต
“ต้องให้ฉันบอกอีกสักกี่ครั้งว่าฉันไม่สนใจใครนอกจากเธอ...และประชาชนของประเทศ”
“แต่องค์ชายมีหน้าที่!”
“หน้าที่ของฉันไม่ใช่การแต่งงานกับยูอี”
เด็กหนุ่มชะงักไป ก้มหน้าหลบหนีสายตาคู่คมจากอีกฝ่ายเพราะลืมตัวขึ้นเสียงใส่เสียจนแสดงกิริยาไม่น่ารัก
“...กระหม่อมขอโทษ”
“ฟังฉันนะคยูฮยอน...แค่เรามั่นคง
จับมือเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน แค่นี้จริงๆ ที่ฉันต้องการจากเธอ”
เสียงทุ้มห้าวย้ำชัดในความประสงค์อันแรงกล้า
เลื่อนฝ่ามือเกี่ยวประสานแนบแน่น ดวงตาสีเข้มอ่อนแสงลงครั้นมองนิ้วมือเรียวยาวซึ่งมีปลาสเตอร์ปิดแผลจากการถูกเส้นสายคายากึมบาด
องค์รัชทายาทพร่ำบอกตนเองในใจว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่คยูฮยอนต้องเจ็บตัว
แม้มันจะเพียงบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ แต่คนที่เขามองว่าช่างมีค่าเหลือเกินไม่ควรทรมานจากแรงกดดันอันแสนร้ายกาจ
เขาโน้มใบหน้าแต้มริมฝีปากจรดที่ปลายนิ้วนั้นแผ่วเบา หนุ่มน้อยจากพยองอันจะทราบหรือไม่ว่าแท้จริง...องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ทนไม่ได้อยู่ร่ำไปที่ต้องเฝ้ามองนัยน์ตาสีดำรัตติกาลแฝงไปด้วยแววเศร้าหมอง
“ทานข้าวต่อเถอะครับ...องค์ชายควรกลับไปที่ตำหนักใหญ่ก่อนจะสายไปมากกว่านี้”
คยูฮยอนสามารถเปลี่ยนบรรยากาศเมื่อครู่ให้กลับสู่สภาวะปกติด้วยคำพูดธรรมดา
ทว่าเปรียบเสมือนนาฬิกาซึ่งตีบอกเวลาแห่งความจริงว่าต้องเดินหน้าต่อไป
ถึงอย่างชายหนุ่มกลับไม่คิดจะใส่ใจอะไรไปมากกว่าการทานข้าวพร้อมกับไม่ละสายตาไปจากดวงหน้าขาวจัดแต่อย่างใด
หัวสมองนึกถึงงานที่ต้องรับผิดชอบในวันนี้...อีกครั้งกับการออกงานร่วมกับยูอี
ซึ่งเป็นงานการกุศลที่เธอเคยนำบัตรเชิญมาให้เขาเมื่อคราวก่อนโน้น
โอกาสสำคัญที่ทางพระราชสำนักจะประกาศเรื่องพิธีอภิเษกสมรสต่อหน้าสื่อมวลชนทุกแขนง
อีกทั้งมันยังเป็น ...โอกาสเดียวที่เขาจะถอนหมั้นคุณหนูตระกูลคิมอย่างเป็นทางการ!!
พระราชวังกลางกรุงโซลไม่เงียบเหงาดังที่เคยอาจเพราะมีเด็กเล็กๆ
คอยวิ่งเล่นทั้งยังทำตัวน่ารักให้คนในวังได้หมั่นเขี้ยวระคนเอ็นดูกระมัง ฮวัง
มิยองอมยิ้มบางพลางทอดสายตามองลูกชายคนเดียวของเธอในวัย 2 ขวบนั่งอยู่บนตักขององค์ชายเล็กแห่งราชวงศ์ชเวซึ่งกำลังนั่งอ่านนิทานเรื่องโปรดภายในห้องนั่งเล่น
ซูโฮหัวเราะร่าเมื่อเจ้าตัวเล็กพยายามเป็นอย่างยิ่งกับการเลียนเสียงของเขา
เสียงแจ้วๆ ชัดถ้อยชัดคำทำให้ทราบว่าเฮนรี่มีพัฒนาการในการเรียนรู้กว่าเด็กทั่วๆ
ไปมากทีเดียว อีกด้านองค์ชายจินฮยอกวางมือลงบนหัวไหล่ภรรยาสาว พร้อมจรดจมูกลงบนเรือนผมสีคาราเมลของเธอ
“คุณต้องมีเรื่องกลุ้มใจแน่ๆ”
เธอเอ่ยปากถามเพราะสัมผัสได้ว่านัยน์ตาอันแสนคุ้นเคยดูขรึมหม่นลง
“องค์ราชาแทซันหัวดื้อไม่เคยเปลี่ยนเลย
ผมเพิ่งจะคุยกับเขาเรื่องตาชีวอนไปเมื่อเช้า...รายนั้นกลับยังยืนยันคำเดิมที่จะให้หลานของผมต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรมกับคิม
ยูอีน่ะสิ”
“ฉันเองก็อยากช่วยพูดนะคะ แต่ฉันทราบดีว่าราชสำนักไม่ค่อยพอใจฉัน...พูดอะไรไป
คงไม่มีใครฟัง” ดีไซเนอร์สาวถอนหายใจ
ใช่อยู่ว่าเธอสามารถรับมือหญิงสาวตระกูลผู้ดีอย่างยูอีได้ แต่สิทธิ์ตัดสินใจในพิธีต่างๆ
ย่อมไม่ใช่เธออยู่วันยังค่ำ หากยูอีถอยไปเอง...อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด
ทว่ามิยองไม่คิดว่ายูอีและครอบครัวคิมจะยอมลดละความพยายามไปง่ายๆ
“แถมเรื่องบ้านเมืองอีก...วุ่นวายกันเหลือเกิน”
“ท่านอากับคุณมิยองครับ...แต่ผมคิดว่าผมมีวิธีที่จะทำให้พี่ยูอีตัดใจอย่างพี่ชีวอนอย่างเด็ดขาด”
เป็นเสียงของซูโฮที่เอ่ยขึ้นบ้าง สีหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองดูจะไม่เชื่อนัก
แต่เมื่อดวงตามาดมั่นจากเด็กชายเสมือนเป็นเครื่องยืนยันความมั่นใจเสียขนาดนี้
พวกเขาจึงซักถามวิธีที่ว่าอย่างสนอกสนใจ
“วิธีขององค์ชายซูโฮคืออะไรหรือคะ”
“ทำให้เธอรู้ว่า ตำแหน่งราชินีไม่ใช่ตำแหน่งอันหอมหวานอย่างที่เธอใฝ่ฝัน...มันเต็มไปด้วยภาระและหน้าที่อันหนักอึ้ง
ผมทราบครับว่าพี่ยูอีคงได้รับการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในเรื่องประเพณีเกี่ยวกับราชสำนักมามาก...แต่ความลำบากเฉกเช่นผู้ดูแลประชาชนคนทั้งประเทศ
เธอต้องไม่เคยได้สัมผัสอย่างแน่นอนครับ แค่ทำให้เธอรู้ว่าตำแหน่งอันสูงส่งเหล่านี้...ไม่มีใครมีความสุขกับมันหรอก”
ความคิดของซูโฮทำให้องค์ชายจินฮยอกและฮวัง มิยองอึ้งไปสักหน่อย
ถึงแม้วิธีนี้จะไม่ง่ายและต้องใช้เวลาแต่จัดว่าเป็นวิธีที่เด็ดขาดจนอาจเปลี่ยนความคิดของหญิงสาวผู้หญิงยโสไปตลอดกาล
มากไปกว่านั้น...จินฮยอกรู้ซึ้งกับสิ่งที่ซูโฮต้องการจะสื่อเป็นอย่างดี
เขาไม่เคยมีความสุขกับการอยู่ในราชวงศ์ชเว
ซ้ำยังกดดัน...ทรมานกับชีวิตที่เหมือนจะมีทางเลือกมากมาย
แต่แท้จริงกลับเป็นเส้นทางที่คำว่า ราชวงศ์ชเว ขีดเส้นตีกรอบเท่านั้น
“อาว่านี่เป็นความคิดที่ใช้ได้เลยล่ะ”
“แต่...พี่ยูอีเป็นคนหนึ่งที่มีความอดทนสูงครับ
เพราะเธอสามารถทำหน้าที่พระคู่หมั้นได้ดีมาเสมอ ทว่าเธอน่ะ...แค่พยายามสร้างภาพขึ้นมาเท่านั้น
จริงๆ แล้วผมว่าเธอ...แค่รับคำสั่งของพ่อแม่มากกว่า”
“ถึงอย่างไรก็ประมาทเธอไม่ได้นะคะ
ผู้หญิงทุกคนถ้าจะดี...ก็ดีได้อย่างนางฟ้า หากจะร้ายก็ร้ายได้เท่าปีศาจเช่นกัน” มิยองกล่าวเสริม
สายตาที่มองเจอผู้คนมาหลากหลายประเภททำให้เธอประเมินคิม
ยูอีในระดับที่ต้องคิดแผนเพื่อรองรับเบื้องลึกของจิตใจอันยากจะหยั่งถึง
“นี่คือสิ่งที่ผมกลัวครับ
ผมกลัวว่าเธอจะคิดทำอะไรพี่คยูฮยอนหรือเปล่า เธอไม่อาจทำร้ายพี่คยูฮยอนได้ตรงๆ
ก็จริง...แต่หากเธอหาเรื่องกดดันพี่คยูฮยอนจนเขาทนไม่ไหวขึ้นมา
ผมว่าคราวนี้พี่ชีวอนเจองานหนักแน่ๆ”
“ถือซะว่าวิธีของซูโฮเป็นแผนสำรอง...อายังเชื่อว่าชีวอนสามารถจัดการเรื่องทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพึงเรา
แต่ถ้าเจ้าหมอนั่นรับมือไม่ไหวจริงๆ พวกเราคงต้องยื่นมือเข้าไปช่วยประคับประคองจนสุดความสามารถนั่นแหละ”
องค์รัชทายาทเพิ่งจะทราบเอาเมื่อครู่ว่าวันนี้ผู้เป็นบิดาประทานอนุญาตให้คณะนักการทูตประจำสถานทูตเกาหลีเข้าเฝ้า
ความจริงแล้วเขาต้องมีส่วนร่วมในการเข้าเฝ้าครั้งนี้ด้วยทว่าเพราะติดที่ต้องไปงานการกุศลในช่วงเที่ยงจึงถือว่าคลาดกันไป
ชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดสูทสีเข้มเช่นเดิม ผู้ช่วยมือขวาอย่าง คัง
มินฮยอกต้องตามไปที่งานเช่นเดียวกัน
ด้วยเพราะงานในวันนี้จัดกลางแจ้งและสุ่มเสี่ยงต่อสถานการณ์อันยากจะคาดเดา ระหว่างโถงทางเดินในตำหนักใหญ่ดวงตาคู่คมมองเห็นชายคนหนึ่งยืนคุยกับข้ารับใช้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีกิริยาตะขิดตะขวงราวกับไม่กล้าสนทนาด้วย
องค์ชายชีวอนรู้สึกประหลาดใจทั้งยังไม่ถูกชะตาจึงได้เดินเข้าไปหาพร้อมถามให้คลายความขัดข้อง
“มีเรื่องอะไรหรือ?”
เอ่ยถามเสียงเข้มยังผลให้ข้ารับใช้สาวรีบก้มหน้าพลางโค้งตัวถวายความเคารพ
“คุณคนนี้มาถามหาคุณคยูฮยอนเพคะองค์ชาย”
หล่อนรีบตอบ เพราะทราบดีว่าเจ้าของชื่อในบทสนทนามีความสำคัญต่อองค์รัชทายาท และแน่นอน...คนขององค์รัชทายาทใครก็ไม่มีสิทธิ์พูดจากล่าวถึงหรือยุ่มย่ามทั้งสิ้น
องค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวเลิกคิ้วฉงน
คนคนนี้...รู้จักคยูฮยอน? ทว่า...รู้จักในฐานะอะไร!
“กระหม่อมเป็นหนึ่งในคณะนักการทูตครับ...ขอประทานอภัยหากทำให้องค์รัชทายาทไม่พอใจที่วุ่นวายในวังไปสักหน่อย
อ้อ...กระหม่อมคงต้องขอแนะนำตัว แดเนียล เฮนนี่ครับ” หนุ่มลูกครึ่งไม่ได้โค้งศีรษะถวายความเคารพเช่นใครๆ
เขาเพียงแต่ยื่นมือมาตรงหน้าบ่งบอกถึงการแนะนำตัวในแบบสากล
“มิสเตอร์เฮนนี่มาก่อนเวลาเข้าเฝ้ามากไป
ไม่ทราบว่าจุดประสงค์ที่จะพบคนของผมไปเพื่ออะไร”
“กระหม่อมแค่อยากเข้ามาพูดคุยกับคยูฮยอนในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง
...ก็เท่านั้นครับ”
“ผมรู้มาว่าคยูฮยอนมีพี่ชายแค่คนเดียวคือ
อี ดงกัน”
“กระหม่อมยังยืนยันว่าในวันนี้กระหม่อมแค่เข้ามาพบกับคยูฮยอนในฐานะพี่ชาย”
“หากบริสุทธิ์ใจจริง...ผมจะว่าไปอะไรมิสเตอร์เฮนนี่ได้
เชิญเถอะครับ”
ชายหนุ่มไม่คิดว่าการแสดงตนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคยูฮยอนคือสิ่งที่พึงกระทำนัก
ทั้งที่อยากเกรี้ยวโกรธแต่เขาเห็นสมควรว่าคงไม่ใช่เวลา
และการโต้วาจากับชายฝีปากกล้าดีกรีนักการทูตคงไม่จบเรื่องง่ายๆ
แม้ว่าเขาจะมีตำแหน่งที่สูงศักดิ์กว่าก็ตาม ถ้าวัดกันด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ...จึงไม่ควรใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง
หากเกิดเรื่อง...คยูฮยอนเสียเองที่จะไม่ชอบพอใจเขา องค์รัชทายาทชีวอนพยักพเยิดสายตาไปยังข้ารับใช้สาวให้เป็นผู้รับหน้าที่พาหนุ่มลูกครึ่งไปพบคนของเรา
ณ ตำหนักรอง สายตาดุดันเชิงกำชับให้หล่อนต้องเฝ้าคนทั้งคู่ห้ามคลาดไปแม้แต่วินาทีเดียว
ที่สำคัญ...เขาจะไม่ยอมปล่อยผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่ไปเสียเฉยๆ
คืนนี้อาจต้องเคลียร์กับคยูฮยอนให้รู้เรื่องเสียแล้ว!!
งานการกุศลที่จัดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับมูลนิธิช่วยเหลือและส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
ทั้งองค์รัชทายาทชีวอนและคู่หมั้นสาว คิม ยูอีถูกสื่อจับจ้องเป็นพิเศษในวันนี้ คงรู้กันมาบ้างแล้วว่าทางราชสำนักต้องการให้พวกเขาประกาศเรื่องงานอภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการ
ใครหลายคนชื่นชมคุณหนูตระกูลคิมว่าเธอดูสดใส สวยเปล่งประกายยิ่งกว่าหญิงสาวคนไหนในงาน
ปกติแล้วเธอไม่เคยถือสิทธิ์ในการคล้องแขนเขาเลยสักครั้ง แต่ในงานเลี้ยงเมื่อคืน
ยูอีทำเช่นนั้น...กับวันนี้ก็เช่นกัน
ชายหนุ่มไม่เคยคิดว่าตนต้องรู้สึกอึดอัดมากถึงขนาดที่ไม่อยากเข้าใกล้คู่หมั้น
บางที...เขาอาจอดทนมาถึงขีดจำกัดที่เคยรับไว้
“องค์ชายครับ...อีกสักครู่จะเป็นการแถลงเรื่องพิธีอภิเษกอย่างเป็นทางการครับ”
คัง มินฮยอก ผู้ช่วยมือขวากระซิบบอก เขาพยักหน้ารับเบาๆ
มองเห็นโต๊ะแถลงข่าวที่ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยฝีมือจากคนของราชสำนัก
ไม่นาน...ชายหนุ่มจึงได้มานั่งประจำที่
ณ โต๊ะแถลงข่าว เคียงข้างกันคือคิม ยูอี เธอยิ้มเอียงอายเล็กๆ
เมื่อช่างภาพต่างชื่นชมในความงามของเธอไม่ขาดปาก ชายหนุ่มวางท่าทีสงบ จิตใจของเขาตั้งมั่นชัดเจนในวินาทีนี้แล้วว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
เขายินดีรับผิดชอบทั้งหมด บรรยากาศการแถลงข่าวเริ่มขึ้นครั้นสื่อมวลชนค่อยๆ
ถามคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ ไม่ใช่องค์ชายชีวอนที่ตอบคำถาม
โดยมาก...เป็นเสียงหวานของเธอคอยตอบเรื่อยๆ และด้วยเพราะสีหน้าของหนุ่มใบหน้าคมสันอันเรียบเฉยประกอบกับนัยน์ตาดุเป็นแน่ที่ทำให้สื่อไม่กล้ายิงคำถามตรงไปตรงมามากนัก
จวบจนเมื่อ...
“ผมยังเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ต้องการให้ใครต้องมายึดติดกับหัวใจของผม
ผมแค่อยากให้เธอได้พบเจอคนที่ดีกว่า และรักเธออย่างแท้จริง
ต้องขอโทษที่ผมต้องพูดประโยคนี้ในงานแถลงข่าว ...จะไม่มีพิธีอภิเษกสมรสใดๆ
ทั้งสิ้น” เกิดเสียงฮือฮาอื้ออึง ท่ามกลางความคลางแคลงใจมากมาย
ไม่ต่างไปจากหญิงสาวข้างกายที่นิ่งไปกับสิ่งที่เขาประกาศกร้าวไปเมื่อครู่
“พระองค์หมายความว่าอย่างไรเพคะ...ไม่มีพิธีอภิเษก?
หรือแท้จริงพระองค์มีใครอื่นนอกจากคุณยูอีหรือคะ”
“ครับ...”
ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ เลือกที่จะไม่สนใจสายตาของคิม
ยูอีซึ่งรื้นไปด้วยน้ำตาเต็มหน่วย
“ผมและคุณยูอี
มีความสัมพันธ์กันเพียงฐานะคู่หมั้นคู่หมายที่ไม่มีใจผูกพันกันแต่อย่างใด และผมขอถอนหมั้นเธออย่างเป็นทางการในวันนี้ครับ
อย่างไรก็ตาม...หน้าที่ของผมยังดำเนินต่อไปในฐานะองค์รัชทายาท”
“คุณหักหน้าฉัน...”
เธอเอ่ยเสียงเบา พยายามเป็นอย่างยิ่งกับการปิดซ่อนสีหน้าอันแสนเจ็บปวดระคนอับอาย...
“ผมขอจบการแถลงข่าวแต่เพียงเท่านี้
หวังว่าทุกท่านคงทราบโดยทั่วกัน”
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมโค้งศีรษะทำความเคารพสื่อมวลชนที่อาจวุ่นวายเพราะงานแถลงข่าวในวันนี้กลับตาลปัตรไปหมด
เขาเดินออกจากงานโดยมีผู้ช่วยหนุ่มเดินตามไปติดๆ
ด้านหญิงสาว...ยูอีรีบสาวเท้าตามหลังอดีตพระคู่หมั้นที่เพิ่งจะประกาศตัดความสัมพันธ์กับเธอชนิดสายฟ้าแลบ
ครั้นถึงลานจอดรถเธอคว้าแขนกำยำขององค์รัชทายาทไว้พร้อมบริภาษเขากลับไปด้วยท่าทีไม่พอใจอย่างสุดขีด
“คุณทำเกินไป คุณหักหน้าฉัน...
รู้ไหมคะว่าฉันไม่อาจสู้หน้าใครได้แล้ว!!”
“ผมทำได้เพียงขอโทษคุณเท่านั้นครับ”
“แค่ขอโทษ...เหอะ ฉันไม่ยินดีกับคำขอโทษของคุณหรอกนะคะ
มันกี่ครั้งแล้วที่คุณทำร้ายจิตใจฉัน
ตั้งแต่พาตัวเครื่องบรรณาการมนุษย์นั่นมาจากพยองอัน เสพสุขกับมันไม่อายฟ้าอายดิน
ไหนจะการที่คุณพามันไปเที่ยวถึงบาหลีอีก คุณเหยียบย่ำหัวใจของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี
เข้าใจไหมคะ!!!” คิม
ยูอีที่เคยวางตัวเป็นคู่หมั้นผู้แสนดีไม่เหลือคราบคุณหนูผู้เรียบร้อย
หากจะเปรียบ...เธอคงเหมือนระเบิดเวลาและไร้ซึ่งขีดความอดทนอีกต่อไป
เธอร้องไห้ฟูมฟายทั้งยังใช้ฝ่ามือบางตบแรงๆ ลงบนอกแกร่งหลายต่อหลายครั้ง
ร้อนถึงมินฮยอกผู้อยู่ในเหตุการณ์ต้องเข้ามาห้ามปราม
“พอเถอะครับคุณยูอี” เขาบอกเธออย่างใจเย็น
หากโสตประสาทของเธออาจถูกทำลายล้างด้วยแรงโทสะ
“เป็นขี้ข้าไม่ต้องมายุ่ง!”
“เลิกดูถูกคนอื่นได้แล้ว คิม ยูอี!!” เสียงเข้มตวาดลั่น เธอชะงักไปด้วยเพราะไม่เคยถูกองค์รัชทายาทตะคอกใส่แม้แต่ครั้งเดียว
“อย่าให้ผมต้องพูดอะไรไปมากกว่านี้เลย คุณควรสงบสติอารมณ์และกลับไปเถอะครับ”
ชายหนุ่มพยายามข่มความเดือดดาลที่มากขึ้นทุกขณะ องค์รัชทายาทชีวอน...แพ้น้ำตาของโจ
คยูฮยอน แต่กลับหญิงสาวตรงหน้า... น้ำตาของเธอไม่ได้มีผลต่อจิตใจของเขาเลยสักนิด
“ฉันไม่ดีตรงไหน คุณบอกมาสิ! ในเมื่อเครื่องบรรณาการไร้ค่ามันมีคุณสมบัติเทียบกับฉันไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว!” เธอเถียงเขาเสียงสั่นก่อนจะปากระเป๋าถือใบเล็กใส่องค์รัชทายาทผู้เคร่งขรึมเต็มเหนี่ยว
โชคร้ายนิดหน่อยที่สันของกระเป๋ามีมุมแหลมๆ ที่สามารถทำให้บริเวณหน้าผากของเขามีเลือดไหลซึมออกมา
หนนี้องค์ชายคนโตแห่งชเวถอนหายใจในความร้ายกาจของอดีตคู่หมั้น พลางจ้องมองเธอนิ่งงัน
“คยูฮยอนมีบางอย่างที่คุณไม่มี...นั่นคือเขาไม่เคยดูถูกใคร”
องค์รัชทายาทชีวอนไม่คิดว่าแผลจากการที่ถูกคิม
ยูอีปากระเป๋าใบเล็กๆ ใส่จะทำเอาหนุ่มน้อยจากพยองอันแตกตื่นยิ่งกว่าใคร คงเพราะแผลลึกหน่อยทำให้เลือดไหลออกมาเยอะและมันก็เปรอะเสื้อสูทไปตามระเบียบ
ภายในเรือนรับรอง...คยูฮยอนกุลีกุจอหากล่องยาสามัญมาทำแผลให้เขาพลางบ่นอุบซักเขายกใหญ่ว่าไปทำอะไรให้คุณหนูตระกูลคิมโกรธถึงขั้นลงไม้ลงมือได้
“ฉันประกาศถอนหมั้นเธอกลางงานแถลงข่าวพิธีอภิเษกนะ
อะโอ้ย!” คนมือเบาในทีแรกลงน้ำหนักมือหนักหน่วงครั้นฟังเขาพูดประโยคเมื่อครู่จบ
สำลีที่แต้มยาไว้จี้ลงบนแผลเสียจนชายหนุ่มร้องโอดครวญ
“องค์ชายทำอย่างนั้นได้ยังไง...นั่นต้องทำให้เธออายมากแน่ๆ”
เอ็ดเขาเสียงดุพร้อมมองค้อนราวกับคาดโทษหนักหนา
“ฉันแค่อยากจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดเท่านั้น...อย่างที่ฉันบอกเธอไปเมื่อเช้า”
“แต่กระหม่อมก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีขององค์ชายอยู่ดี”
“ช่างเถอะ...ถือว่าฉันแสดงความบริสุทธิ์ใจไปแล้ว
ว่าแต่...ไอ้หนุ่มลูกครึ่งที่มาขอพบเธอวันนี้น่ะ ตกลงเป็นใครกันแน่”
คนมีชนักติดหลังเปลี่ยนเรื่องสนทนาเสียดื้อๆ
ไม่วายจะจ้องใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่วางตาราวกับต้องการเค้นคำตอบเสียเดี๋ยวนั้น
คยูฮยอนถอนหายใจ มือยังคงทำแผลให้องค์รัชทายาทจอมเอาแต่ใจต่อไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายนั่นคือการปิดปลาสเตอร์ให้เรียบร้อย
หลังจากนั้นจึงเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเงียบๆ
แกล้งให้ชายหนุ่มได้รู้จักการรอคอยเสียบ้าง
“คยูฮยอน...ตอบฉันมาสิ ไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร?”
กระเซ้าถามซ้ำไม่ลดละ
“มิสเตอร์เฮนนี่เป็นรักแรกของกระหม่อม
ได้คำตอบแล้ว... องค์ชายพอใจหรือยังครับ?”
“รักแรก! รักแรกอะไร!! นี่! ทำไมต้องมาเจอกัน...แล้วฉันล่ะ!!” ให้ตายเถอะ...
คยูฮยอนนึกสบถในใจ ท่าทีร้อนรนจากชายหนุ่มที่มักทำตัวเคร่งขรึมต่อหน้าใครๆ
ทว่าสุดท้ายกลับสติแตกเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
ครั้นจะหัวเราะก็เกรงว่าองค์รัชทายาทชีวอนจะโวยวายเสียจนเขาต้องกุมขมับอีก
“ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วครับ...เราเป็นพี่น้องกัน”
ไม่ว่าเปล่า...หลังจากการแจกแจ้งเมื่อครู่ เด็กหนุ่มยกฝ่ามือขึ้นลูบแก้มของคนตัวโตไปพลาง
อมยิ้มไปพลาง ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ...ที่โจ คยูฮยอนคือคนเดียวที่ได้เห็นองค์รัชทายาททำตัวงอนตุ๊บป่องเสียจนหมดสภาพราชสีห์ผู้น่าเกรงขาม
“แน่ใจนะ...” ตวัดสายตามองกันเสียด้วย!
“ชีวิตนี้ กระหม่อมจะมอบให้ใครได้อีก
นอกจากองค์ชาย อย่างอนไปเลยนะ” ยิ้มหวานปลอบให้ชายหนุ่มเลิกหน้านิ่วคิ้วขมวดเสียที ได้ผลชะงักล่ะ...
องค์ชายชีวอนไม่อาจทานทนต่อน้ำเสียงนุ่มที่กระซิบแผ่วเอาใจได้อีกต่อไป
ไหนจะความขุ่นข้องที่รบกวนเขามาตลอดทั้งวัน บางทีอาจต้องลงโทษเด็กคนนี้ให้สมกับที่ทำให้เขาว้าวุ่นใจเสียให้เข็ด!
โจ
คยูฮยอนทำอะไรก็ผิดไปหมดนั่นแหละ ผิดตั้งแต่ที่ทำให้เขารัก ทำให้เขาหลง
ทำให้เขาอยากทะนุถนอม ทำให้เขา...กลายเป็นยักษ์ที่ชอบจับเด็กกินทุกวันเลยสิน่า!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น