-14.2-
เสียงคลื่นทะเลแผ่วๆ
รวมไปถึงสายลมยามค่ำคืนทำให้ชายหนุ่มหวนนึกถึงทริปท่องเที่ยวที่บินข้ามฟ้าไปยังบาหลี
เมืองเล็กๆ ที่ใครก็ไม่รู้จักเขาในฐานะองค์รัชทายาทแห่งเกาหลีและสามารถปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงออกมาได้มากที่สุด
ร่างสูงใหญ่เหยียดกายอยู่บนเตียงนุ่ม ห้องรับรองแขกนี้คุณนายใหญ่ของบ้านท่านผู้นำพยองอันเป็นผู้จัดเตรียมให้ทั้งที่ความจริง...เขาอยากจะนอนกอดโจ
คยูฮยอนเสียมากกว่า ทว่าอุปสรรคด่านใหญ่คงเป็นพี่ชายต่างมารดาของเจ้าตัวอย่าง อี
ดงกันซึ่งพร้อมกันท่าเขาทุกวิถีทางนั่นแหละ
แม้กระทั่งตอนทานมื้อเย็นยังไม่อนุญาตให้เขาเฉียดเข้าใกล้
แต่ใครจะรู้ว่าอี
ดงกัน ห้ามเขาได้... แต่ห้ามคยูฮยอนไม่ได้เสียหน่อย
องค์รัชทายาทชีวอนชำเลืองมองเรือนร่างโปร่งที่ค่อยๆ
แทรกตัวผ่านประตูห้อง อาศัยความเงียบเชียบให้เป็นประโยชน์
รอยยิ้มเผยขึ้นบนเรียวหน้าขาวจัดพร้อมกับการที่เจ้าตัวย่างก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะทิ้งสะโพกนั่งลงบนเตียง
“ไม่คิดว่าคุณจะใส่เสื้อผ้าของคุณพ่อได้พอดี”
เขาก้มมองชุดนอนสีกรมท่าสลับกับมองดวงตาคู่กลมที่กำลังทอประกายบางอย่าง
“นี่จะบอกว่าฉันดูเหมือนคุณพ่อของเธอหรือไง”
“เปล่าเลย...คุณชอบคิดเองเออเองอยู่เรื่อย”
เด็กหนุ่มปฏิเสธข้อกล่าวหาแต่ไม่วายจะพูดกลั้วหัวเราะไปพลางเสียอย่างนั้น
“หยุดทำตัวน่าหมั่นเขี้ยวได้แล้วหน่า”
กดน้ำเสียงต่ำทั้งยังแกล้งให้ลูกแมวตัวดีตื่นนิดๆ
โดยการรั้งเอวจนอีกฝ่ายเสียหลักถลาลงมานอนทับบนอก แต่แปลกที่หนนี้คยูฮยอนไม่เก้อเขินแม้ระยะความใกล้ชิดชั่วคืบหายใจสามารถบ่งชี้ถึงขั้นตอนต่อไปได้โดยไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา
ใบหน้าได้รูปเคลื่อนเข้ามาใกล้พลางแนบริมฝีปากนิ่มลงข้างมุมปากเขาเบาๆ
“มีบางอย่างที่ผมไม่เคยบอกคุณเลย”
คิ้วหนาเลิกขึ้นครั้นฟังเสียงนุ่มว่าเช่นนั้น ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจอีกครา
เขาลูบมือไปตามแผ่นหลังขณะเฝ้ามองเครื่องหน้าได้รูปที่มองอย่างไรก็ไม่รู้เบื่อ
“อย่าทำให้หวั่นใจนักสิ”
ว่าน้ำเสียงเย้าด้วยเกินกว่าจะคาดเดาในสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องการจะเอื้อนเอ่ย
ด้านหนึ่งของจิตใจนึกกลัวนัยน์แฝงแววเศร้าของคนคนนี้เสมอ
กระนั้นองค์ชายแห่งชเวกลับพยายามสลัดความคิดแง่ร้ายออกไป มุมปากยกรอยยิ้มละมุนขณะเงียบเพื่อรอฟัง
“บนโลกนี้เกิดเรื่องไม่คาดฝันได้ทั้งนั้น
ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้นกับผมนั่นคือการได้พบกับคุณ
แม้จะในฐานะเครื่องบรรณาการมนุษย์ก็ตาม
และครั้งที่สอง...คือการที่หัวใจข้างในมันกระซิบบอกว่า ผมรักคุณ
ผมไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมถึงได้ยอมเป็นของคุณ
ผมแค่อยากบอกให้คุณรู้ ว่าคุณคือความทรงจำ คือทุกสิ่งทุกอย่าง คือชีวิต คือศรัทธา
คือความรัก คือพระอาทิตย์ที่ส่องแสงให้พระจันทร์มีตัวตน
ทำให้ผมเป็นตัวของตัวเอง...”
ถ้อยประโยคดังกล่าวพรั่งพรูออกมาราวกับโจ
คยูฮยอนได้เปิดเผยทุกซอกมุมของจิตใจที่พยายามปิดซ่อนเขามาตลอด นัยน์คู่สวยนั่นเคลือบน้ำตาบางๆ
ก่อนเจ้าตัวจะซบหน้าลงบนอกแกร่ง
ใช้สองแขนกอดเขาไว้แนบแน่นราวกับอยากจะหยุดช่วงเวลาตรงนี้ไว้ตลอดกาล ไม่ต่างจากชเว
ชีวอนนัก เขาไม่ต้องการให้เข็มนาฬิกาขยับเคลื่อนเลยสักนิด อยากกอดร่างนิ่มๆ
อยากปลอบโยนและอยากดูแลสิ่งล้ำค่าแห่งพยองอันโดยไม่คลาดสายตา
“ฉันเองก็รักเธอ...เธอจะเป็นรักแรกและรักเดียวในชีวิต
ฉันสาบาน”
เสมือนเป็นคำสัญญาที่เขาใช้ทั้งชีวิตเป็นเครื่องเดิมพัน
ชายหนุ่มแนบริมฝีปากลงบนกลุ่มผมนิ่มเนิ่นนาน
ฟังเสียงหัวใจซึ่งเต้นคล้องเป็นจังหวะเดียวกัน ค่ำคืนอันเงียบสงัดแฝงความรู้สึกไว้อย่างหลากหลาย
เขาทั้งคู่เพียงปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกก่อเกิดและดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
ร่างขาวจัดถูกพลิกให้แผ่นหลังแนบผืนเตียงนุ่มโดยมีเจ้าของใบหน้าดั่งรูปสลักทาบทับลงมา
เบียดกระชับไร้ซึ่งช่องว่างทั้งยังใช้ดวงตาอันทรงเสน่ห์ทอดมองไม่ต่างจากไฟที่พร้อมจะหลอมละลายเขา
เด็กหนุ่มเอื้อมมือประคองแก้มกร้านพลางใช้ข้อนิ้วเกลี่ยไปตามไรหนวดจางๆ
มอบรอยยิ้มเหมือนเทวดาองค์น้อย ก่อนรสจูบหวานๆ
จะแผ่ซ่านและเติมเต็มทุกช่วงเวลาที่ต้องเหินห่างกันแม้เพียงข้ามคืน
ชายหนุ่มผละออกอย่างอ้อยอิ่งในขณะที่เฝ้ามองสิ่งล้ำค่าในชีวิตนอนหอบเล็กๆ
ใต้อาณัติของเขาเอง นัยน์ตาคล้ายแมวนั่นกึ่งร้องขอทั้งยังอ้อนวอนในคราวเดียวกัน
ความจริงแล้ว...เขาค่อนข้างจะเกรงใจพี่ชายต่างมารดาของเด็กคนนี้มากเสียด้วย
แต่จะทำอย่างไรได้...ร่างกายและจิตใจมันห้ามได้เสียที่ไหน
“ดงกันต้องต่อยฉันคว่ำแน่ๆ
ถ้ารู้ว่าเรา...กำลังจะ...”
กระซิบหยอกเย้าพลางใช้ปลายจมูกไล้ไปตามพวงแก้มสีระเรื่อ
“ยังไงสักวันพี่ดงกันก็ต้องรู้อยู่แล้ว...คุณทำต่อเถอะครับ”
คยูฮยอนสร้างความประหลาดใจให้แก่ชเว ชีวอน
เสมอ...เขาเลิกคิ้วนิดพลางแย้มยิ้มมุมปาก หากอีกคนไม่ต้องการให้เสียเวลา
จะขัดศรัทธาได้อย่างไร
ว่าแล้วการบรรเลงทำนองรักก็เริ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเหตุและผลใดอื่น...
จงใจจูบซับไปทั่วใบหน้าก่อนจะวกกลับมาให้ความสนใจกับกลีบปากนิ่มที่ไม่ว่าจะลิ้มรสหลังไหนกลับไม่เคยเบื่อ
ชิวหาอุ่นร้อนสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนให้คนตัวขาวจนมุม
ทว่าหนนี้คยูฮยอนดูจะกระตือรือร้นที่จะจูบตอบได้อย่างน่าอัศจรรย์
ไม่มีแม้ลมหายใจที่ติดขัด มีเพียงสัมผัสวูบวาบที่ค่อยๆ
ก่อกวนทุกส่วนในร่างกายให้ตื่นรับความต้องการจากก้นบึ้ง
มือหนาปัดป่ายไปทั่วร่างโปร่ง วาดมือผ่านสะโพกกลมกลึงไม่วายจะบีบเฟ้นแรงๆ
ให้อีกคนตกใจเล่น แต่ผิดคาด...เพราะนอกจากเด็กหนุ่มจะไม่ตกใจแล้ว
ยังจงใจเบียดตัวให้แนบชิดส่วนนั้นของเขา เล่นเอาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเกมอยู่บ่อยๆ
ประหลาดใจระคนหมั่นไส้ขึ้นมาเสียดื้อๆ
“ทำให้หวั่นใจอีกแล้วนะ” เอ่ยบอกเสียงพร่า
ยิ้มพรายเมื่อคยูฮยอนสอดมือเข้ามาภายใต้เสื้อนอนโดยปราศจากท่าทีเอียงอาย
“ชดเชยที่เราต้องห่างกัน...ไม่ได้หรอครับ”
ได้อยู่แล้ว...ชีวอนตอบคำถามที่ว่าในใจพลางละเมียดชิมเนื้อผิวขาวจัดจบด้วยการทิ้งรอยจางๆ
ไปตามลำคอลามมาจนถึงหัวไหล่บาง
ชุดนอนของพวกเขาดูท่าจะหมิ่นเหม่คล้ายจะหลุดออกจากร่างกายได้ทุกเมื่อ
ไม่ใช่เพียงองค์ชายหนุ่มที่พยายามเกี่ยวแกะเสื้อผ้าให้พ้นทาง
แต่คนอ่อนกว่าก็รู้หน้าที่นี้ดีเช่นกัน ยิ่งส่งมอบความรู้สึกยิ่งกระตุ้นให้สรรพางค์ร้อนรุ่มพร้อมๆ
หัวใจที่เต้นระรัว เรียวปากอิ่มแดงเปล่งเสียงระบายความอึดอัดในบางครั้งเมื่อยอดอกถูกหยอกเอินจากปลายลิ้นซึ่งลากผ่านให้ใจหวิว
ความรัญจวนขับดันให้อุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงเสียจนห้ามไม่อยู่
คยูฮยอนแอบเห็นว่าคนตัวโตนั่นเลื่อนมือกระตุกกางเกงของเขาลงโดยไม่สนใจเสื้อนอนที่ยังคงติดอยู่บนร่างขาวจัด
ทว่าชีวอนคงไม่สนแล้วกระมัง เพราะนอกจากปากชื้นจะมอบจุมพิตโลมเล้าไปทั่วหน้าท้อง
อุ้งมือนั่นยังรู้งานลูบไปตามหน้าขา แกล้งเคลื่อนขึ้นวางลงบนส่วนกลางลำตัวแล้วจึงสอดนิ้วรวบไว้ด้วยมือเดียว
นาทีถัดมาหนุ่มน้อยแห่งพยองอันคล้ายว่าภาพที่เขาเห็นพร่าเลือนเพราะไฟในกายถูกจุดขึ้นอย่างโชติช่วงในที่สุด
ทำได้เพียงแอ่นสะโพกให้ส่วนแข็งขืนได้รับการปรนเปรอ
ไม่ช้าไม่นานเจ้าตัวถึงได้ปล่อยให้ตนนั่นล่องลอยไปกับความสุข
ตากลมปรือปรอยหากเสียงเข้มกลับกระซิบสั่งใกล้กกหู
“อย่าเพิ่งหลับตาสิ...มองดูที่ฉันทุกวินาที
ทุกจังหวะ...”
ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าซุ่มเสียงขององค์รัชทายาทชีวอนนั่นฟังดูเจ้าเล่ห์แต่กลับเร้าร้อนพิกล
แน่นอนคยูฮยอนพยายามมองทุกกระทำของอีกคนเพื่อเก็บสู่ภาพความทรงจำแห่งช่วงเวลาระเริงรัก
แผงอกกำยำเด่นน่ามองไหนจะทุกส่วนกล้ามเนื้อคร้ามแดดซึ่งขยับอยู่เนื้อร่างกายของเขา
ลืมทุกความเจ็บแรกเริ่มที่เคยเกิดขึ้นเมื่อยามมีสิ่งอื่นสอดแทรกเข้ามาภายในช่องทางรัก
ลมหายใจกระตุกแต่แล้วทุกอย่างก็ราบรื่นโดยไม่ต้องเปิดทางให้เสียเวลา...ขอเพียงกายหนานั่นเคลื่อนตัวเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ
“อ๊ะ...”
ครางในลำคอเมื่อตัวเขาตอดรับทุกสัมผัสวาบหวาม
เรียวขาแยกกว้างตั้งชันไปตามธรรมชาติเพื่อให้อีกคนสะดวกที่จะเข้ามากลืนกิน ไม่ว่าจะมีอะไรกันครั้งไหน...แต่ครั้งนี้คยูฮยอนกลับไม่รู้สึกเจ็บอย่างที่เคยเป็น
เสมือนร่างกายของพวกเขาเป็นจิ๊กซอว์ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างพอดิบพอดี
“ให้แรงกว่านี้อีกหรือเปล่า”
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาถามโดยไม่ผ่อนจังหวะรักเนิบนาบแต่สอดลึกในทุกครา
เพราะคยูฮยอนออกแรงจิกแผ่นหลังเขาหนักเรื่อยๆ
เขาจึงทราบว่าบางทีอีกคนคงอยากให้เขามอบทำนองให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอน...ดวงหน้าที่กำลังซับสีพยักหน้ารับ
แล้วคิดว่าเขาควรจะทำตามง่ายๆ
อย่างนั้นนะ...ก็ไม่ใช่ชเว ชีวอนน่ะสิ
“อื้อ...” ร่างบางเริ่มโวยวายเล็กๆ
เพราะไม่ได้ดั่งใจอย่างที่หวัง
แผ่นหลังขององค์ชายสูงศักดิ์จึงเจ็บแสบจนต้องซี้ดปากจากการที่หนุ่มน้อยไม่ยั้งมือข่วนราวกับลูกแมวขี้หงุดหงิด
เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงจำต้องหยุดทุกการล่วงล้ำ
เฝ้ามองคนในปกครองซึ่งตวัดตามองกันเอาเรื่อง
“ข่วนแบบนี้...ฉันเจ็บนะคยูฮยอน” แสร้งเอ็ดไปเบาๆ
ทว่าคุณคนเล็กแห่งบ้านพยองอันกลับมุ่ยปาก
“ผมเคยเจ็บยิ่งกว่า ตอนที่คุณทำผมครั้งแรก”
“มันก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดาอยู่แล้วนี่”
“ขี้แกล้ง” บ่นเบาๆ ไม่วายจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
น่าเอ็นดูนักล่ะ...เขาเผยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้แก้มขาว เพื่อใช้ปลายจมูกโด่งคมกระเซ้าเหย้าแย่ให้เด็กหนุ่มกลับมาสนใจกันอีกครั้ง
มองๆ ดูแล้วองค์รัชทายาทคนนี้แทบไม่เหลือคราบราชสีห์แต่เป็นแมวเหมียวตัวโต
ที่คิดว่าจะเล่นตัวตอนนี้ชีวอนคงต้องล้มเลิกความคิดและมอบความรักให้สมกับที่คยูฮยอนปรารถนาเห็นจะดีกว่า...ว่าแล้ว
ทุกอย่างจึงสานต่อ
...โดยที่ใครอีกคนไม่รู้ สำหรับไข่มุกแห่งพยองอัน
เขาแทบไม่อยากให้เวลาเคลื่อนผ่าน หากลางสังหรณ์และภาพความฝันที่เคยหลอกหลอนเป็นจริงขึ้นมา
โจ
คยูฮยอนก็แค่อยากเก็บความรู้สึกเหล่านี้เป็นภาพวาดในห้วงแห่งความทรงจำที่สวยงามที่สุดเพื่อให้ได้จดจำไปตลอดกาล...เพียงเท่านี้จริงๆ
เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นอีกครั้ง
และคยูฮยอนรู้ดีว่าหลังจากนี้จะต้องเกิดเหตุการณ์ต่างๆ อีกมากมายซึ่งล้วนแล้วยากจะคาดเดาทั้งสิ้น
องค์รัชทายาทชีวอนจำต้องเดินทางกลับโซลโดยที่พี่ชายต่างมารดาของเขาก็จะเดินทางเข้าไปด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่มผู้กองกบฏพยองอันทั้งหมดเตรียมพร้อมที่เจรจาด้านการเมืองการปกครองกับทั้งรัฐบาลของนายกปาร์ค
อุนซูและองค์ราชาแทซัน งานนี้คงหนักหนาเอาการแถมยังไม่ง่ายเสียด้วย
ชายหนุ่มต่างวัยทั้งสามประชุมเป็นครั้งสุดท้ายด้วยบรรยากาศตึงเครียด
ส่วนคยูฮยอนเอง...เขาไม่ได้รับสิทธิให้เข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ
ทั้งพ่อและพี่ชายให้เหตุผลว่าเขาทำทุกอย่างมาเพื่อเกาะพยองอันมากพอแล้ว ยิ่งกับองค์รัชทายาทชีวอน
รายนั่น...แทบไม่อยากให้เด็กหนุ่มกลับเข้าไปในโซลอีกหากเป็นไปได้
ทว่าจิตใจข้างใจมันประท้วงเล็กๆ ตลอดมาเขามีฐานะเป็นเครื่องบรรณการมนุษย์
แท้จริงแล้วคนอย่างโจ
คยูฮยอนได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดมากพอแล้วอย่างนั้นหรือ...เขาไม่อยากนิ่งเฉย
ไม่อยากอดทนรอ ไม่อยากนั่งมองใครอีกคนต้องเหนื่อยขณะที่เขาไม่อาจช่วยอะไรได้
ร่างโปร่งย่างก้าวไปตามโถงทางเดินของบ้าน...ความสับสนก่อตัวเล็กๆ
ในหัวสมอง จวบจนเมื่อเสียงบ่นกระปอดกระแปดของคุณแม่ใหญ่สอดแทรกสู่โสตประสาท
คยูฮยอนประหลาดใจระคนสงสัยว่าใครที่ทำให้หญิงกลางคนต้องหงุดหงิดจึงหมุนปลายเท้าเดินไปยังห้องรับแขก
ที่น่าตกใจคือเขาได้พบกับใครบางคนที่หวังจะได้เจอหล่อนอีกสักครั้ง...
“คุณดาร่า ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณอีก”
เด็กหนุ่มร้องทักพลางสังเกตว่าสาวสวยกำลังนั่งปักผ้าด้วยด้ายสีทอง แม้ท่าทางจะเก้ๆ
กังๆ ไปสักหน่อย ข้างกันคือคุณแม่ใหญ่ เขาเดาว่าเหตุที่ทำให้คุณแม่โบราต้องบ่นไม่หยุดปากน่าจะมาจากการนั่งเพียรสอนการปักผ้าให้หล่อนเป็นแน่
“สวัสดีค่ะ...กะแล้วว่าต้องได้เจอคุณที่นี่”
“ครับ?” เมื่อเจ้าของใบหน้าขาวจัดดูงุนงงกับเหตุการณ์
อดีตไกด์พิเศษจึงเริ่มอธิบาย
“ฉันเพิ่งจะมารู้ว่าคุณแม่ของฉันและคุณน้าโบราเป็นเพื่อนรักสมัยเรียนด้วยกัน
ท่านไม่อยากให้ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้วัฒนธรรมเกาหลี ฉันเลยพลอยถูกส่งมาเรียนการบ้านการเรือนไว้ใช้ติดตัวกับคุณน้าโบรา
หลังจากนั้นฉันถึงได้รู้ว่าคุณคยูฮยอนเป็นทายาทคนเล็กของท่านผู้นำแห่งพยองอัน
ฉันมาที่นี่ในวันว่างตามโอกาส และนี่ก็ย่างเข้าอาทิตย์ที่สองแล้วละค่ะ”
นับว่าสร้างความกระจ่างแก่ใจแล้ว คยูฮยอนพยักหน้ารับก่อนจะพาตัวเองมานั่งข้างๆ
หญิงทั้งสอง ชะโงกหน้าดูผลงานของดาร่าจึงอมยิ้มบาง...ฝีมือปักผ้าจัดว่าใช้ได้
แถมลวดลายยังมีเอกลักษณ์แตกต่างจากรูปแบบเก่าๆ
“คุณดาร่าปักผ้าได้สวยมากเลยครับ...ลวดลายแบบนี้ผมไม่ค่อยได้เห็นเลย”
“แต่ลายเส้นของด้ายแข็งเกินไป
ให้มันอ่อนช้อยมองดูสบายตาอีกหน่อย” คุณนายโบราบ่นพึมพำไปตามประสา
หากสิ่งที่คยูฮยอนสนใจกว่านั่นคือสิ่งที่เขาหวังลึกๆ
ในใจว่าพี่ชายต่างมารดาจะเคยพบและให้ความสนใจในตัวสาวเก่งคนนี้หรือไม่นี่สิ อยากถามออกไปตรงๆ
แต่ติดที่เด็กหนุ่มเกรงใจคุณนายใหญ่ของบ้านเหลือเกิน
“ค่ะคุณน้าโบรา”
ดาร่ารับคำอย่างเสียไม่ได้
จังหวะที่หล่อนกำลังจะปักเข็มเพื่อร้อยเรียงด้ายทองลงบนเนื้อผ้าสีสวย
บานประตูของห้องก็ถูกเลื่อนเปิดออกโดยฝีมือของคนใจร้อน ซึ่งนั่นทำให้หล่อนตกใจจนเข็มเล่มเล็กๆ
ทิ่มลงบนปลายนิ้ว...อดีตไกด์สาวจะไม่ถือโทษโกรธเคืองชายหนุ่มตัวสูงหากว่านี่ไม่ใช่ครั้งที่สองที่นิ้วเจ้ากรรมได้แผลได้เลือด
“คยูฮยอน...ไอ้ชีวอนอยากคุยด้วย
มันรออยู่ที่สวนหลังบ้านน่ะ” เสียงเข้มว่าห้วนๆ
ไม่ลืมจะปรายหางตามามองหล่อนคล้ายกับกำลังยียวนกวนประสาท
ทายาทคนเล็กของบ้านหยัดตัวลุกขึ้นจากพื้นก่อนจะหายไปจากห้องรับแขกตามประโยคบอกเล่ากึ่งคำสั่งของพี่ชายต่างมารดา
ดาร่าสังเกตเห็นว่าคยูฮยอนชำเลืองมองทั้งหล่อนและดงกันสลับไปมาอยู่พักหนึ่งด้วยความฉงนก่อนรอยยิ้มบางๆ
จะปรากฏให้เห็นบนรูปหน้าขาวจัด
อย่าได้คิดจับคู่หล่อนกับผู้ชายหุนหันพลันแล่นคนนี้เชียว...
ไม่เคยได้ยินหรือว่าเสือสองตัวมักอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้!
“มองหน้าทำไมยัยเจ๋อ”
สาบานว่านั่นคือคำพูดทักทาย!!
“ไม่มีใครอยากมองหน้าไอ้คนเหมือนลูกหมาอดนอนอย่างนายหรอก!” บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นความคุกรุ่นของสองหนุ่มสาวที่เจอกันเป็นไม่ได้ต้องได้แลกหมัดผ่านวาจาร่ำไป
งานนี้เห็นทีว่าคนที่ปวดหัวที่สุดคงหนีไม่พ้นคุณนายใหญ่โบราอย่างแน่นอน...
เขาก็แค่อยากรู้ว่ามุมมองที่โจ
คยูฮยอนเห็นจากตรงนี้ มันน่าหลงใหลตรงไหน...
องค์รัชทายาทหนุ่มนึกครุ่นคิดในใจขณะนั่งห้อยขาอยู่ ณ
ตำแหน่งที่เด็กหนุ่มจากพยองอันโปรดปราน
ต้นไม้ต้นใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่นทั้งยังผ่อนคลายเมื่อได้สุดสายตามองออกไปเห็นท้องทะเลสีคราม
หลับตาฟังเสียงคลื่นเซาะฝั่งได้ไม่เท่าไหร่ เสียงอุทานระคนตกใจก็แทรกสู่โสตประสาทเสียจนต้องก้มลงไปมองเจ้าของเรือนร่างอันคุ้นเคย
“คุณขึ้นไปทำอะไรบนนั้น”
“แค่อยากรู้ว่าทำไมเธอถึงชอบขึ้นไปนั่งกินลมชมวิวบนต้นไม้น่ะ
อืม จะว่าไปมันทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน” องค์ชายชีวอนตอบลูกชายคนเล็กของนายกพยองอันพลางก่อนกระโดดแผล็วลงยืนบนพื้นหญ้าได้โดยไม่มีปัญหา
ซ้ำยังอมยิ้มกริ่มเมื่อสังเกตเห็นดวงตาของคนตรงหน้ากำลังตั้งคำถามในพฤติกรรมที่ผิดแผกไป
ปล่อยให้ความเงียบครอบงำไม่ถึงอึดใจ ชายหนุ่มจึงล้วงกระเป๋ากางเกงซึ่งซุกซ่อนบางอย่างเอาไว้
กลอกตาลอกแลกแกล้งให้อีกคนทวีความสงสัย
แหวนเกลี้ยงสีเงินเรียบๆ
ทว่ากลับมีอักษรภาษาอังกฤษสลักไว้ด้านใน
‘Always’
ราวกับมีใครหยุดเวลา...หยุดสรรพสิ่งรอบข้าง
จนเหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวง
“แค่อยากให้เธอรับมันเอาไว้ก่อน...หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยดี
มันจะเปลี่ยนจากแหวนธรรมดาๆ เป็นคำมั่นสัญญาชั่วชีวิต”
ให้ตายเถอะ...
นี่ชเว ชีวอน คิดว่าคำพูด ‘ขอแต่งงาน’ ที่เขาคิดมันขึ้นมาสดๆ
ร้อนๆ จากเบื้องลึกในจิตใจมันออกจะเท่ไม่หยอก
เรียวปากคมยกยิ้มกว้าง
ในหัวสมองของเขามีภาพความทรงจำฉายซ้ำไปซ้ำมา แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
และไม่สวยหรูนักแต่ถึงอย่างนั้น
ชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งเกาหลีกลับเชื่อว่าความสุขที่เขาได้มาอย่างท่วมท้นในทุกวันนี้คือการได้มีคนสักคนอยู่เคียงข้าง
ใครสักคนที่พร้อมจะจับมือเขาด้วยความมั่นคง ใครสักคนที่เขาพร้อมจะปกป้องดูแล
เพราะ โจ
คยูฮยอน คือคำตอบสุดท้ายของทุกสิ่ง
“สำหรับผม...คุณไม่จำเป็นต้องสัญญาตราบชั่วนิรันดร์ก็ได้”
ใบหน้าขาวจัดไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ไปมากว่ายิ้มบางๆ พร้อมดวงตาซึ่งหลายต่อหลายครั้ง
ชเว ชีวอนไม่เคยอ่านออก... กระนั้นเขายังรอฟังเสียงนุ่มของคยูฮยอนเอื้อนเอ่ยตอบตกลงด้วยหัวใจที่เต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ
“คยูฮยอนนา...”
“ผมจะตอบตกลงในวันที่คุณกลับมาที่พยองอันอีกครั้งนะครับ
เมื่อถึงวันนั้น...ผมไม่มีทางปฏิเสธคุณได้อยู่แล้ว” ดวงตาคู่โตหลุบลงครู่หนึ่งก่อนจะช้อนมองเขาพร้อมคำตอบที่ทำเอาชายหนุ่มที่มักได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอต้องหุบรอยยิ้มเปล่งประกายลงช้าๆ
ชีวอนทบทวนสิ่งที่คยูฮยอนสื่อกระทั่งตีหมายความว่า
บางทีเด็กคนนี้อาจต้องการให้เขาสะสางเรื่องประเทศเสียก่อน นี่ไม่ใช่การปฏิเสธ
แต่เป็นการทำให้เขารู้จักคำว่า ‘รอคอย’
แหวนเกลี้ยงเจ้ากรรมถูกเก็บลงกระเป๋ากางเกงอีกครั้ง
แม้เขาอยากจะสวมมันที่นิ้วนางข้างซ้ายของสิ่งล้ำค่าแห่งพยองอันมากเพียงใดก็ตาม
สีหน้าคล้ายแมวเหมียวตัวยักษ์ผิดหวังเช่นนั้นคงสร้างความน่าสงสารได้เต็มประดา
เสียงหัวเราะใสๆ พร้อมปากนิ่มที่เคลื่อนมาแนบเบาๆ ที่ข้างแก้มอาจช่วยปลอบใจเขาได้สักหน่อย
ซึ่งแน่นอน...เขากดเรียวปากที่เรือนผมสีเข้ม พึมพำเบาๆ ว่าอีกไม่นาน...อะไรๆ
มันจะดีขึ้น
วันของเราอยู่ไม่ไกลจากนี้แล้ว
พระราชวังกลางกรุงโซลเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวกว่าที่เคยเป็น
ทว่าองค์ราชาแทซันกลับพยายามมองข้ามสิ่งกวนใจเหล่านี้ไป แน่นอนว่าความวุ่นวายในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเพียงเพราะองค์รัชทายาทหายตัวไปพร้อมกับเครื่องบรรณาการมนุษย์เป็นที่น่ากริ้วโกรธก็จริง
แต่ชายผู้ผ่านโลกมามากผู้นี้เชื่อว่าลูกชายคนโตซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท ย่อมไม่ทิ้งหน้าที่ดั่งที่เคยลั่นสัตย์วาจาเมื่อเข้ารับตำแหน่งในคราโน้น
ไอ้ครั้นจะถามจากองค์ชายเล็กซูโฮ รายนั้นไม่เคยให้ความร่วมมือใดๆ อยู่แล้ว คนของสำนักพระราชวังจึงตามสืบตามกลิ่นอย่างเงียบๆ
จวบจนวันนี้ก็น่าจะทราบว่าคนทั้งคู่หายตัวไปที่ไหน...
“ชาร้อนเพคะ
องค์ราชา”
เสียงนุ่มน่าฟังของแม่นมยองจาสามารถเรียกความสนใจของเขาได้เป็นอย่างดี
หญิงชราเจ้าของเรือนผมสีดอกเลาก้าวเท้าอย่างสุภาพเข้ามาในห้องบรรทมส่วนตัว
ชายวัยกลางคนขยับตัวเพียงนิดจากการนั่งนิ่งบนเก้าอี้นวมมานานสองนาน
มือที่ดูอ่อนแรงนั้นเอื้อมออกไปหยิบแก้วชาสมุนไพรซึ่งเจ้าตัวจะต้องได้จิบแก้กระหายทั้งยังช่วยบำรุงร่างกายทุกๆ
วัน ทว่าในวันนี้...รสชาติของชาที่อ่อนละมุนกลับมีความเข้มขึ้นเสียจนฝืดคอ
“แม่นม...วันนี้รสชาติชาเปลี่ยนไปนะ”
เขาทักท้วงออกไป
“เป็นชาที่หม่อมฉันลองปลุกขึ้นใหม่
สรรพคุณเปลี่ยนไปเล็กน้อยเท่านั้น” แม่นมยองจาตอบเสียงเรียบ
และในจังหวะนั้นเองที่ปลายมือขององค์ราชาแทซันเริ่มสั่นเทา ภายในไม่กี่นาที หัวใจกลับเต้นรัวเร็วคล้ายควบคุมไม่ได้
มันลามมาสู่การหายใจที่ติดขัด แน่นหน้าอกจนฝ่ามือหนาจำต้องยกขึ้นกำที่อกเสื้อ
เขามองภาพที่ค่อยๆ พล่าเลือนก่อนจะถลาล้มลงเก้าอี้ที่ไปสู่พื้น แก้วชาใบเล็กๆ
นั่นกลิ้งหกเปรอะพรม
มันเกิดอะไรขึ้น!
“แม่นมยองจา! ชานั่น...มันคืออะไรกันแน่!!” เท่าที่เสียงของเขาจะกลั่นกรองออกมาได้
องค์ราชาผู้มีอำนาจยิ่งกว่าใครเอ่ยถามอย่างสุดจะทน
อาการทางร่างกายมีแต่จะเลวร้ายขึ้นทุกที
“มันถึงเวลาที่หม่อมฉันจะเรียกร้องหาความยุติธรรมของครอบครัวของหม่อมฉันเสียที”
ประโยคที่ออกจากปากของแม่นมซึ่งปฏิบัติงานรับใช้ราชวงศ์มานับสิบปีสร้างความฉงนให้แก่องค์ราชายิ่งนัก
สีหน้าไม่สู้ดีของเขาไม่ได้ทำให้แม่นมผู้เคยใจดียอมอ่อนข้อให้แต่อย่างใด เธอยังคงยืนนิ่งพร้อมแววตาอันสุมไปด้วยดวงไฟแห่งความโกรธแค้น...
“หมายความว่ายังไง?
เราไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่นมยองจากล่าวหา” กระนั้น...องค์ราชายังคงอุทธรณ์ต่อการกระทำของตนเอง
“หากเช่นนั้น...หม่อมฉันคงต้องทบทวนความจำแก่องค์ราชาสักนิด...
ลูกชายของหม่อมฉันต่างก็ตกเป็นเชลยสังคมในข้อหา กบฏ คิดคดล้มล้างระบบการปกครองของประเทศ
ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาถูกใส่ความ
ผู้อยู่เบื้องหลังคงมิใช่ใครที่ไหนนอกจากกลุ่มนายกปาร์ค อุนซู พวกเขาต้องโทษประหาร
ทุกข์ทรมานและไม่ได้รับความยุติธรรม แม้แต่การเรียกร้องสิทธิในศาลยังไม่มี
นั่นเพราะพระองค์ปักใจเชื่อนายกปาร์คอย่างสุดโต่งโดยไม่ไต่สวน
ท้ายที่สุดแล้ว...ลูกของหม่อมฉันกลับกลายเป็นเพียงเศษธุลีไร้เสียงร้องขอชีวิต” เรื่องเล่าของแม่นมยองจาทำให้องค์ราชาแทซันสับสน
เท่าที่เขาทราบ...แม่นมยองจาเป็นสาวโสด ไม่ได้สมรสกับใคร
อีกประการ...ผู้ต้องโทษประหารกบฏในช่วงสิบปีมานี้...มีเพียงไม่กี่คน
และคณะรัฐมนตรีที่ว่าก็คือ อิม ซูฮวาน และ อิม โซยัง สองพี่น้องผู้ทะเยอทะยานจนสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง
สองพี่น้องกบฏคือลูกชายของแม่นมยองจา
อย่างนั้นหรือ?
“เป็นไปไม่ได้...”
“หม่อมฉันเองจำต้องเข้ามาทำงานรับใช้ราชวงศ์เพราะพระมารดาขององค์ราชามีพระคุณต่อหม่อมฉัน
ลูกชายทั้งสองของหม่อมฉันเกิดกับทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งจากความพลั้งพลาด
เราไม่ได้สมรสกันด้วยเหตุผลบางประการ
เป็นกฎข้อห้ามของการมีความสัมพันธ์ระหว่างคนในวังเอง
หม่อมฉันจำต้องปิดบังเรื่องมีลูก หม่อมฉันทำได้เพียงส่งตัวลูกชายไปเรียนโรงเรียนประจำ
ส่งเสียค่าเล่าเรียนจบจน กระทั่งทั้งสองเป็นใหญ่เป็นโต
พวกเขาอยากให้หม่อมฉันออกจากพระราชวัง แต่ด้วยพระคุณอันล้นพ้นทำให้หม่อมฉันปฏิเสธไป
จึงได้อยู่รับใช้เรื่อยมา...แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หม่อมฉันมีชีวิตอยู่ได้เพื่อรอเวลาให้ใครสักคนต้องชดใช้...”
น้ำเสียงของหญิงชราไร้แววสั่นเครือ
บางทีความเศร้าของเธออาจแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นไปตลอดการ
“....”
หากท้ายที่สุด องค์ราชาแทซันกลับไม่มีข้อแก้ตัว เขายังคงอคติต่อกลุ่มชนอื่นที่คิดแย้งต่อการปกครองในโซล
เมื่อถูกยุยงหนักเข้าจากนายกปาร์ค
ความเห็นของราชาผู้มีอำนาจจึงโน้มเอียงและไม่คิดจะฟังความเห็นของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกบฏ
แม้จะถูกใส่ความโดยที่เขาเองไม่ทราบเบื้องลึกเบื้องหลังก็ตาม สิ่งเดียวที่พอจะนึกออกคือกำจัดคนเช่นนี้ให้เหมดแผ่นดิน
ไม่ให้ใครลุกขึ้นมาคัดค้านใดๆ ทว่าใครจะรู้ว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นเพียงภาพลวง
ราชาเช่นชเว แทซันคงก้าวพลาดครั้งใหญ่หลวง
“พอได้แล้วครับแม่นมยองจา!!”
องค์ชายเล็กแห่งชเวถลาเข้ามาภายในห้องบรรทมของบิดาพร้อมองค์ชายจินฮยอก
ก่อนจะเข้าไปช่วยพยุงร่างอันอ่อนแรงขององค์ราชาแทซัน
ซูโฮได้ยินทุกช่วงบทสนทนาหากต้องใจเย็นเพื่อล่วงรู้ทุกความลับที่หญิงชราผู้นี้ปิดซ่อนตามแผนของคัง
มินฮยอก ผู้ช่วยคนสนิทขององค์รัชทายาท มินฮยอกพยายามตามสืบเรื่องแม่นมยองจามาได้สักพัก
จนเมื่อแน่ใจจึงนำแผนดังกล่าวมาบอกแก่องค์ชายจินฮยอกและองค์ชายเล็กซูโฮ ประกอบกับได้โอกาสที่หญิงชราต้องการจะปลงพระชนม์องค์ราชาในวันนี้
ดวงตาของเด็กชายจ้องมองไปยังแม่นมซึ่งเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก...เขาไม่เคยเห็นเธอในรูปลักษณ์เช่นนี้...
ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะแสดงทีท่าอาฆาตพยาบาทใคร ชเว ซูโฮแทบไม่อยากจะเชื่อ!
“เราจำเป็นต้องคุมตัวแม่นมยองจาไปสอบสวนเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น”
องค์ชายจินฮยอกในเวลานี้เปรียบเสมือนตัวประสานของทุกฝ่าย เขาลดสายตามองพี่ชายซึ่งนอนหมดสติบนพื้นพลางถอนหายใจ
โชคดีที่พวกเขารู้ทันแม่นมยองจาจึงได้สับเปลี่ยนชาที่ว่าได้ทันท่วงที และโชคดีครั้งที่สองคือ
ฮวัง มิยอง ภรรยาของเขามีความรู้เรื่องชาเป็นอย่างดี
หล่อนสามารถปรุงชาให้มีกลิ่นใกล้เคียง
อาการที่ส่งผลเมื่อจิบแต่ไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต
องค์ชายจินฮยอกได้แต่นึกพร่ำบ่นใจ...แม้แต่คนที่สู้อุตส่าห์ทำดีมาทั้งชีวิต
ยังมีไฟแค้นสุมอยู่ในทรวง นับประสาอะไรกับปัจเจกชนทั่วไป... ความแค้นเอย กิเลสเอย
ความโลภเอย มนุษย์ทุกคนล้วนยากแท้หยั่งถึง
“หม่อมฉัน...ทำไปเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่คนตายไม่มีสิทธิพูด”
แม่นมยองจากล่าวเป็นคำสุดท้าย
แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเรียกร้องความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด
แม้การเรียกร้องสิทธิที่ว่าจะผิดที่คิดแลกชีวิตด้วยชีวิต
องค์ชายจินฮยอกทราบดีว่าบนโลกนี้ย่อมไม่มีความเท่าเทียมกัน
แต่คนเราทุกคน...ควรใช้ชีวิตด้วยสติและจิตที่มั่นคงต่อสิ่งเลวร้ายมากมายซึ่งพร้อมจะทำลายพื้นที่สีขาวในหัวใจ
ภายหลังจากนั้น ทหารรักษาพระองค์จึงเข้ามานำตัวเธอไปยังสำนักไต่สวนกลางแห่งพระราชวังเพื่อดำเนินเรื่องให้เงียบเชียบ
อย่างไรก็ดี...นี่คงไม่เข้าท่าหากเรื่องเหล่านี้รู้ถึงหูสื่อสาธารณะในช่วงเวลาที่ง่ายต่อการปลุกเร้าอารมณ์ทางการเมือง
จากนี้แล้ว...เมื่อเรื่องของแม่นมยองจาคลี่คลาย
คงเหลือเพียงเรื่องความวุ่นวายของประเทศ บทพิสูจน์สำคัญขององค์รัชทายาท ชเว ชีวอน