วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Heaven Ivy. chapter -12- ลางสังหรณ์

-12-

            ภายหลังการประกาศตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างองค์รัชทายาทชีวอนและคู่หมั้นสาว อย่าง คิม ยูอี ดูเหมือนจะเกิดเหตุการณ์ความปั่นป่วนเล็กน้อยบนหน้าหนังสือพิมพ์หลายต่อหลายฉบับ การพาดหัวข่าวที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมเนื้อความทั้งหมดเป็นไปตามที่องค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวได้เล่าแจ้งแถลงไข บางแหล่งข่าวตั้งข้อสงสัยมากมายซึ่งแน่นอนว่าปรากฏชื่อของ โจ คยูฮยอน ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้คู่หมั้นคู่หมายแห่งเกาหลีมีอันต้องเลิกรา
            น่าแปลกที่องค์ราชาแทซันไม่ปริปากพูดเรื่องนี้แต่อย่างใด แม้ชีวอนจะเคลือบแคลงในปฏิกิริยาของผู้เป็นบิดาอยู่มาก กระนั้นเขากลับเลือกที่จะไม่สนใจพิธีอภิเษกที่เขาล่มมันลงกับมือ และมุ่งให้ความสำคัญกับหน้าที่หลักขององค์รัชทายาท นั่นคือการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ทางการเมืองซึ่งใกล้ถึงจุดสิ้นสุด ไม่กี่วันมานี้ผู้ช่วยคนสนิท คัง มินฮยอกรายงานความคืบหน้าทั้งจากฝั่งกบฏพยองอันและคณะรัฐมนตรีปาร์ค อุนซู ต่างฝ่ายต่างมีแผนการในมือ...ยิ่งสถานการณ์คุกรุ่นมากเท่าใด ยิ่งเดาท่าทีฝ่ายตรงข้ามยากเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ประชาชนผู้ไม่พอใจการปกครองของนายกปาร์คเริ่มแสดงสิทธิทางการเมืองมากขึ้น มีการชุมนุมประท้วงในทั่วทุกมุมเมือง เขาหวั่นว่าอีกไม่นานจะเกิดเหตุการณ์จลาจล
            “เกาะพยองอันยังคงปลอดภัยดีภายใต้การดูแลของทหารที่องค์ชายรับสั่งให้เข้าไปดูแลเขตพื้นที่ รวมไปถึงประเทศราชอื่นๆ ก็เช่นกันครับ” บรรยากาศภายในห้องทำงานของชายหนุ่มแปลกไปจากทุกวัน คงเพราะลางสังหรณ์ประหลาดที่ก่อกวนจิตใจของชีวอนมาตั้งแต่เช้าตรู่ แม้สองหูจะฟังเสียงทุ้มจากผู้ช่วยคนสนิทกล่าวอธิบาย เขาก็ไม่อาจสลัดความฟุ้งซ่านนั้นไปได้
            “นายกปาร์คคงนิ่งเฉยไปได้อีกไม่นานแน่ ยิ่งประชาชนแสดงตัวว่าต่อต้านตาแก่นั่นมากเท่าไหร่ เราเกรงว่าประชาชนจะไม่ปลอดภัย” ชายหนุ่มว่าเสียงเครียด พักหลังๆ มา อาจหลังจากปะทะคารมกับเขาคราวนั้น ชีวอนสังเกตว่านายกปาร์คไม่เข้ามายุ่มย่ามในพระราชวัง เก็บตัวเงียบ ออกงานแต่พอควรเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าจากงานต้อนรับอาคันตุกะ ตาแก่พุงโรไม่ยักจะโผล่หน้ามาทั้งที่ปกติต้องเข้ามาเลียแข้งเลียขาองค์ราชาแทซัน ...เขาสัมผัสได้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่างมากขึ้นทุกที ถึงอย่างนั้น... การรับมือกับคณะรัฐมนตรีจิ้งจอกไม่ใช่เรื่องยากอะไร
            หากเจ้าเล่ห์มา...เขาก็พร้อมจะเจ้าเล่ห์กลับ
            “กระหม่อมทราบดีครับ ตอนนี้ทางเราทำได้เพียงเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมและรอบคอบที่สุด หากนายกปาร์คกระนั้นการร้ายแรงเกินกว่าจะรับไหว...กองกบฏจะดำเนินการตามแผนอย่างเต็มขั้น” แว่วมาว่าอี ดงกันประสานงานกับคณะผู้ปกครองประเทศราชอื่นๆ ไว้พอควร กองกบฏพยองอันไม่เป็นอันตราย ซ้ำยังต่อสู้อย่างสันติ นับว่าเป็นการใช้พลังประชาชนอย่างแท้จริง อีกไม่นานจะมีการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งการเลือกตั้งใหม่ รวมไปถึงตีแผ่ข้อมูลการบริหารประเทศอันผิดพลาดของรัฐบาล นี่ถือเป็นสถานการณ์ที่ก้าวขึ้นสู่ความสุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ดี...พวกเขาและกองกบฏพยองอันมีแผนสำรองไว้ทุกเมื่อ
            “จนวันนี้เรายังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใด...ท่านพ่อถึงได้ไว้วางใจนายกปาร์คนัก แต่ก็เอาเถอะ...เราจะสะสางเรื่องทุกอย่างให้จบลงและปราศจากการนองเลือด หรือหากจะมีเลือดใครสักคนหยดลงแผ่นดิน มันจะต้องเป็นของคนทรยศชาติเท่านั้น” ฝ่ามือหนากำหมัดแน่น หวนนึกถึงใบหน้าจองหองของตาแก่นายกหัวหมอเขาก็ชักจะเดือดดาล องค์ชายคนโตแห่งชเวยังไม่ลืมว่าคนคนนั้นพูดจาดูถูกคยูฮยอนไว้มากขนาดไหน ขณะเดียวกัน...แผนสกปรกอีกอย่างของนายกปาร์คอาจเป็นการดึงคนในปกครองของเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง
            ว่ากันว่า...พันธะทางจิตใจสามารถทำให้ใครต่อใครไขว้เขวมานักต่อนัก และองค์รัชทายาทอย่าง ชเว ชีวอนจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนแตะต้องสิ่งล้ำค่าจากพยองอันเป็นอันขาด!
            “ประกาศยกเลิกรับเครื่องบรรณาการต่างๆ ได้ส่งไปยังเมืองประเทศราชทั้งหมดแล้วครับองค์ชาย เหลือเพียงประกาศยกเลิกการปกครองแบบประเทศราช ซึ่งต้องได้รับการยินยอมจากองค์ราชาแทซันเสียก่อน”
ผู้ช่วยหนุ่มรายงานขั้นตอนดำเนินงานที่เพิ่งจัดการไปพลางยื่นเอกสารจากประเทศราชต่างๆ ในเนื้อความแสดงถึงความยินดีในประกาศยกเลิกถวายเครื่องบรรณาการ องค์รัชทายาทพยักหน้าเล็กน้อย พอใจกับผลตอบรับดังกล่าว ดวงตาคู่คมเหลือบมองเอกสารร่างประกาศยกเลิกประเทศราช หรืออีกนัยคือการเปลี่ยนรูปแบบการเมืองการปกครอง รวมไปถึงการร่างกฎหมายฉบับใหม่ เรื่องสำคัญเช่นนี้จะต้องผ่านสายตาขององค์ราชาซึ่งถือสิทธิ์การปกครองโดยภาพรวมของประเทศ
            “เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร เราจะจัดการเรื่องนี้เอง” ขึ้นชื่อว่าบิดาหัวรั้นยิ่งกว่าใคร หน้าที่พูดคุยเจราจาคงเป็นใครอื่นไปไม่ได้ ความเป็นกษัตริย์ทำให้องค์ราชาแทซันมีมิติทางความคิดด้านภาวะความเป็นผู้นำสูงและเคร่งครัดในเรื่องการปกครอง บุคลิกแข็งกร้าวนิดๆ แต่ให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างทั่วถึงแม้จะขัดกันเล็กน้อย นี่จึงทำให้ประชาชนทุกคนล้วนแล้วแต่รักองค์ราชาทั้งสิ้น
            “ส่วนเรื่องที่องค์ชายให้กระหม่อมเร่งสืบ...โดยผลการตรวจร่างกายขององค์ราชาแทซันอย่างละเอียดจากอาการที่องค์ราชาประชวรจนหมดสติไปเกือบ 2 เดือน นั่นน่าจะเป็นผลมาจากสารพิษบางชนิดในร่างกายครับ แต่สารพิษที่ว่าไม่ได้รับเข้าไปในคราวเดียว แต่เป็นการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งส่งผลให้องค์ราชาประชวรหนัก” ข้อสันนิษฐานของซูโฮถูกต้องอย่างที่เจ้าตัวพยายามบอกเขามาตลอด ชายหนุ่มถอนหายใจ หากน้องชายตัวดีไม่เข้ามาซักไซ้ไล่เลียงเขาเมื่อวันก่อน ชีวอนอาจไม่เร่งรัดให้คัง มินฮยอกตามสืบในสิ่งที่เขามองข้ามไปได้อย่างน่าเจ็บใจ
            “ทำไมทางโรงพยาบาลถึงได้ไม่บอกเรื่องนี้กันแต่เนิ่นๆ เหตุใดถึงได้อ้ำอึ้งบอกว่าสรุปอาการไม่ได้”
            “ดูเหมือนมีใครบางคนกำลังเล่นตลกกับพวกเราครับองค์ชาย” สีหน้าของผู้ช่วยหนุ่มขรึมเข้ม บ่งบอกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลภายในพระราชวัง
            “แล้วสารที่ว่ามันคืออะไรล่ะ?”
            “เป็นสารพิษที่มาจากพืชสมุนไพรครับ ดูเหมือนเป็นสมุนไพรที่ชาวเกาหลีอย่างเราไม่คุ้นเคยนัก ในช่วงแรกองค์ราชาน่าจะได้รับสารพิษจากพืชที่เรียกว่า จันทน์เทศ ซึ่งจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทำให้ชีพจรเต้นช้า มีอาการปวดศีรษะ เกิดอาการเพ้อหรือภาพหลอน และสารพิษที่ร้ายแรงตัวต่อมา เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้องค์ราชาทรุดหนักขั้นโคม่าจนหมดสติไปมันมาจากพืชมีพิษซึ่งเรียกว่า ลำโพงกาสลัก แทบจะทุกส่วนของพืชตัวนี้มีพิษทั้งนั้นครับ คำถามคือ...องค์ราชาได้รับสารจากพืชอันตรายเช่นนี้มาได้อย่างไร”
เขาจับจ้องสายตาของผู้ช่วยหนุ่มและเดาความคิดของคนตรงหน้าได้แจ่มแจ้ง พวกเขาสงสัยว่าคนในวังจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มากไปกว่านั้น การที่สารจะเข้าไปในร่างกายได้ย่อมต้องเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารเหล่านี้เจือปน ขึ้นชื่อว่าเป็นสำรับอาหารของกษัตริย์แล้ว จะต้องได้รับการตรวจสอบด้านโภชนาการและความปลอดภัยเสมอ เมื่อเป็นเช่นนี้...ก็เท่ากับข้าราชบริพารในห้องครัวของวังอาจมีส่วนรู้เห็น...ที่สำคัญ เขาไม่ควรประมาทต่ออาหารทุกมื้อ!
            หากสารพิษที่ว่าสามารถทำร้ายองค์ราชาได้ มีหรือจะมันจะไม่ทำร้ายเขาในฐานะองค์รัชทายาท
            “ส่งคนเข้าไปตรวจสอบและดูแลห้องครัวอย่างใกล้ชิด อาหารทุกมื้อทุกจานหากมีส่วนผสมหรือขั้นตอนที่ผิดแปลกไปให้รีบรายงานเรา บางทีถ้าจัดทหารรักษาพระองค์ปลอมตัวเข้าไปเป็นผู้ช่วยในครัวน่าจะทำให้สืบเรื่องนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ฝากทีล่ะ”
            “ครับองค์ชาย” คัง มินฮยอกรับคำสั่งจากองค์รัชทายาทในทันที เขาโค้งศีรษะเล็กน้อยเสมือนเป็นการเอ่ยลาเพื่อไปทำหน้าที่อื่น ร่างสูงได้สัดส่วนผลักประตูออกจากห้องทำงานอันโอ่โถง จังหวะพอดีกับที่เด็กหนุ่มจากพยองอันเดินมาหยุดที่หน้าประตูพร้อมถาดเล็กๆ ซึ่งบรรจุแก้วกาแฟและจานขนมของว่าง ต่างคนต่างโค้งให้แก่กัน ท้ายที่สุดจึงเป็นคยูฮยอนที่ส่งยิ้มบางๆ ให้เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าขรึมเครียดเสียเหลือเกิน
            ครั้นเดินเข้ามาภายในห้องทำงานขององค์รัชทายาท ชายหนุ่มตัวโตก็ไม่ได้มีท่าทีต่างไปจากผู้ช่วยคนสนิทเลยสักนิด เด็กหนุ่มสืบเท้าไปยังตำแหน่งโต๊ะทำงานพลางวางของว่างยามบ่ายที่ตนเผอิญรับอาสาจากแม่นมยองจาอีกที ปกติแล้ว...คยูฮยอนไม่ใช่คนที่จะเดินเพ่นพ่านไปทั่ววัง แต่เพราะวันนี้เขาแค่หวังจะนำสูทที่องค์ชายจอมเอาแต่ใจลืมไว้ในเรือนรับรองมาส่งคืนแก่เจ้าของเท่านั้น สูทสีเข้มถูกส่งไปซักเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องด้วยแม่นมยองจาแอบเห็นรอยเปื้อนของคราบเลือดกรังๆ จากเหตุที่องค์ชายชีวอนหัวแตกโดยฝีมือของอดีตคู่หมั้น
            “แผลดีขึ้นแล้วหรือยังไงครับ” เสียงนุ่มๆ เอ่ยถาม ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ทีแรกทำตัวตัวเคร่งขรึมกลับรีบปรับสีหน้าราวกับสิงโตป่วยเสียอย่างนั้น ฝ่ามือหนานั้นกวักเรียกให้เจ้าของใบหน้าหวานจัดมานั่งที่ตัก และคนในปกครองของเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอิดออดแต่อย่างใด
            “ดีขึ้นอยู่หรอก แต่ถ้าแผลหาย...เธอจะไม่ดูแลฉันแล้วหรือไง” คยูฮยอนหัวเราะขบขันพลางส่ายหน้านิดๆ คำพูดตัดพ้อขององค์รัชทายาทคงน้อยคนนักที่ใครเคยได้ยิน เผลอๆ อาจมีเพียงเขา... ไหนจะท่าทีเหมือนแมวเหมียวตัวโตนั่นอีก หลังจากผ่านเรื่องการยกเลิกพิธีอภิเษกมา ท่าทีขององค์ราชาแทซันต่อเขายังเช่นเดิม คือการถูกเมินเฉยไร้ตัวตน ทว่าอย่างน้อยที่สุด...เขายังตื่นขึ้นมาพบกับรอยยิ้มขององค์ชายชีวอนเสมอ หัวใจของเขามันยังทำงานได้ดี แต่...ใช่ว่าทุกอย่างมันจะไม่พลิกผัน เพียงแค่มันอาจยังไม่ถึงเวลาที่แท้จริง
            “กระหม่อมจะไปดูแลใครได้อีก ขืนไปดูแลคนอื่น...องค์ชายคงได้ไล่ตะเพิดคนคนนั้นแน่” เพราะรู้ว่าบรรยากาศเงียบๆ ที่เกิดขึ้นประกอบกับสีหน้าของเขาทำให้ชายหนุ่มจ้องนัยน์ตากันราวกับไม่อยากปล่อยผ่านให้เกิดเรื่องไม่สบายใจ คยูฮยอนจึงดึงบทสนทนากลับมากู้สถานการณ์ทั้งยังแกล้งแหย่คนขี้โมโห
            “แน่นอน...โดยเฉพาะไอ้หนุ่มลูกครึ่งนั่น” ว่าน้ำเสียงฉุนเฉียว แถมยังสอดมือเข้ารัดช่วงเอวเขาเสียแน่น ใบหน้าคมสันก้มลงมาใกล้พร้อมกับวางซบลงบนไหล่ลาดของเด็กหนุ่ม ออดอ้อนเสียจนหมดภาพลักษณ์ที่ใครต่างเกรงกลัว
            “ผมกับเขา เรามีเส้นทางที่เลือกเดินคนละทาง หากจะเกี่ยวข้องก็เพียงแค่ไมตรีเก่าเท่านั้น”
            “สัญญากับฉันสิ...ว่าเธอจะไม่เห็นไอ้หมอนั่นดีกว่าฉันน่ะ” นอกจากจะกระซิบริมหูแล้ว คนที่ได้ชื่อว่าเป็นองค์รัชทายาทยังอ้าปากงับลงบนเนื้อผิวบริเวณหัวไหล่ซึ่งพ้นเขตเสื้อเชิ้ตออกมาล่อตาล่อใจ เด็กหนุ่มสะดุ้งตัวเล็กน้อยจากฟันที่ขบลงมาเบาๆ ดั่งการสร้างรอยรักซ้ำในจุดเดิมๆ
            “กระหม่อมไม่อาจสัญญา แต่กระหม่อมอยากใช้การกระทำเป็นคำตอบ” ประคองใบหน้าของชายหนุ่มไว้ภายในอุ้งมือก่อนจะแนบจูบเบาๆ ลงบนเรียวปากที่มอบจูบหอมหวานให้เขาเสมอ คยูฮยอนผ่อนลมหายใจอุ่นแผ่วเบาพลางเบียดชิดกายกำยำ สอดนิ้วไปตามเรือนผมสั้นสีเข้ม คำตอบของหนุ่มน้อยจากพยองอันคงทำให้ใครอีกคนพึงใจมากเป็นแน่ เพราะนอกจากจะยกฝ่ามือขึ้นโอบแผ่นหลังบางไว้แล้ว จุมพิตที่ว่ากลับน่าประทับใจระคนไปด้วยความร้อนแรงยิ่งขึ้น โสตประสาทได้ยินเสียงหัวใจซึ่งกำลังเต้นคล้องเป็นจังหวะเดียวกัน
            เป็นจูบที่เนิ่นนาน...ราวกับกลัวว่าจะไม่ได้รับความรู้สึกเช่นนี้อีก
            เด็กหนุ่มผละออกอย่างอ้อยอิ่ง นิ้วเรียวยกขึ้นกั้นริมฝีปากที่หวังจะตักตวงความสุขเป็นครั้งที่สอง หนนี้คยูฮยอนไม่อาจแน่ใจว่าจะมีใครเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานเช่นดังที่เคยเกิดขึ้นเพราะฝีมือคิม ยูอี สิ่งล้ำค่าจากพยองอันเผยยิ้มละมุนเมื่อได้จับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มปนแววดุดันแต่กลับอ่อนแสงลงหากได้สบตากับเขา ชเว ชีวอน...ในสายตาของโจ คยูฮยอน แม้จะมียศถาบรรดาศักดิ์ติดตัวมากำเนิด ทว่าแท้จริงกลับเป็นเพียงชายหนุ่มนิสัยโผงผางมุทะลุคนหนึ่ง
คือ...ผู้มอบความรักอันแสนจริงใจให้แก่เขา
ถึงมันจะเป็นความรักที่ก่อเกิดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว...เป็นความรักที่โลดโผนบนโชคชะตาที่ไม่เคยเข้าข้างพวกเขา เป็นความรักที่เขาจะยอมซื่อสัตย์ต่อผู้ชายคนนี้ตลอดไป และมันจะเป็นความรักที่เขาไม่ลืมเลือนหากวันใดวันหนึ่ง... ใครสักคนต้องกลับไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมของตนเอง
คำว่า รัก มันเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ คยูฮยอนเคยได้ยินมาอย่างนั้น และเขาจะไม่มอบให้ใครหรอก นอกจาก...ชเว ชีวอนเพียงผู้เดียว


ด้วยเพราะยังไม่วางใจในสถานการณ์ของประเทศประกอบกับเป็นห่วงหลานชายและพี่ชายบังเกิดเกล้า องค์ชายจินฮยอกจึงตัดสินใจพำนักอยู่ที่พระราชวังกลางกรุงโซลต่อไปจนกว่าจะแน่ใจว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี มิยองเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ส่วนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างเจ้าหนูเฮนรี่แม้จะยังไม่ประสีประสา แต่เมื่อมีเพื่อนเล่นเป็นองค์ชายเล็กซูโฮกลับร่าเริงแจ่มใสมากกว่าครั้งอยู่เมืองนอกเป็นไหนๆ ในวันนี้เขาเข้าไปเยี่ยมและพูดคุยกับองค์ราชาแทซันเป็นปกติ ถามไถ่เรื่องบ้านเมือง ความคืบหน้า และอาการป่วยของพี่ชายเช่นทุกวัน
จินฮยอกประหลาดใจที่เนื้อตัวขององค์ราชาดูซีดเซียวเหลือเกินทั้งที่ออกจากโรงพยาบาลมาหลายวันแล้ว เทียบกับวันจัดงานเลี้ยง...ชายวัยกลางคนมีอาการดีกว่าตอนนี้มากนัก ครั้นออกปากให้เรียกแพทย์มาดูแลสักหน่อย อีกคนกลับบอกปัดเสียดื้อๆ ไม่ใส่ใจราวกับอาการที่ว่าเป็นสิ่งปกติซึ่งเคยชินอยู่แล้ว
“แน่ใจหรือครับว่าท่านพี่อาการดีขึ้น ผมว่าไปตรวจร่างกายอีกครั้งคงไม่เสียหายอะไร” เขาย้ำกล่าวจุดประสงค์ในความเป็นห่วงเป็นใย
“ช่างเถอะ...คนเพิ่งหายป่วยก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น” ได้ฟังเสียงแหบพร่าบอก จินฮยอกจึงพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ สังเกตเห็นว่าคนตรงหน้าเอื้อมมือไปรินน้ำชากลิ่นหอมจิบดื่มไปพลาง ชายหนุ่มขมวดคิ้วขึงเมื่อกลิ่นหอมของชาไม่ใช่กลิ่นที่เขาคุ้นเคยนักทั้งที่เขาเคยลิ้มลองรสชาติชามาอย่างหลากหลาย ภรรยาของเขาชื่นชอบที่จะสะสมชาชนิดต่างๆ  ทว่า...ชาในมือขององค์ราชาส่งกลิ่นอบอวล ถึงมันจะหอมละมุนมากแค่ไหนก็จริง...แต่หอมเสียจนนึกไม่ออกว่าชานี้สกัดมาจากพืชชนิดใด
“ชาที่ว่านี่...มันชาอะไรหรือครับ มันหอมติดจมูกมากทีเดียว” จินฮยอกถามให้คลายความขุ่นข้อง
“มันแค่ชาบำรุง...ว่าแต่เราเถอะ ไม่กลับไปทำงานที่เมืองนอกหรอกหรือ ทิ้งงานมาแบบนี้ประเดี๋ยวทางนั้นจะได้ติงเอา”
“จนกว่าตาชีวอนจะเคลียร์ปัญหาบ้านเมืองทุกอย่างเรียบร้อยดี ผมก็จะกลับครับ”
“อืม... ถ้าเช่นนั้นก็ร่วมงานอภิเษกภายหลังจากนี้ด้วยเลยละกัน” องค์ราชาแทซันว่าอย่างสบายใจ แต่กลับทำให้องค์ชายจินฮยอกนึกฉงน ในเมื่อหลานชายของเขาได้ทำการถอนหมั้นจากคุณหนูตระกูลคิมแล้ว...จะยังมีพิธีอภิเษกได้เช่นไร!
“ถอนหมั้นไปแล้ว...ก็ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่ต้องจัดงานอภิเษกหนิครับ”
“กษัตริย์ย่อมต้องมีคู่คิดคู่ชีวิต แม้ไม่ใช่คิม ยูอี ก็ยังหญิงสาวคนอื่นที่เพียบพร้อมเหมาะสม”
“ชีวอนไม่ยอมแน่ ครั้งนี้ยังกล้าถอนหมั้นได้ ครั้งหน้าคงได้ล่มพิธีอภิเษกด้วยตนเอง ไหนจะคู่รักของชีวอนก็มีอยู่แล้วทั้งคน” เขาออกความเห็นไปตามสมควร แต่ดูเหมือนองค์ราชาหัวดื้ออาจไม่ยอมฟัง ท่าทีนิ่งสงบที่ผ่านมาหลายๆ วันคงเพราะคิดแผนสำรองไว้แล้วอย่างนั้นหรอกหรือ... ร้ายกาจสมกับเป็นพี่ชายของเขาจริงๆ!!
“โจ คยูฮยอนน่ะหรือ...”
“ครับ...ผมมองว่าถึงเขาจะเป็นเด็กหนุ่ม แต่กลับฉลาดปราดเปรื่องเป็นคู่คิดองค์รัชทายาทได้แน่ สังคมสมัยนี้ใช่ว่าจะไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้เสียหน่อย ถึงแม้สองคนนั้นจะเข้าพิธีอภิเษกตามประเพณีของราชสำนักไม่ได้ก็ตาม”
กฎของราชสำนักถูกบัญญัติไว้อย่างมากมาย จึงไม่แปลกที่เขาจะทนไม่ได้ ทั้งที่ฮวัง มิยองเป็นหญิงสาวที่ไม่มีราคีใดๆ ฉลาดและรอบคอบ รูปร่างหน้าตาสวยจัดยิ่งกว่าดาราบางคนเสียอีก หากหล่อนก็ไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร...คงเพราะอาชีพนางแบบที่เคยทำมาก่อนหน้าและความคิดหัวสมัยใหม่ แต่กับโจ คยูฮยอน จินฮยอกสังหรณ์ใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้คงได้รับศึกหนักยิ่งกว่ามิยองอย่างแน่นอน
ทั้งที่...ปัจจุบันก็แทบหืดขึ้นคอ
“ตำแหน่งราชินีจะเป็นว่างเว้นนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว และอีกประการ... ไม่ใช่เรื่องยากอะไร หากจะทำให้เด็กคนนั้นหายไปจากชีวิตองค์รัชทายาท


“ไม่เอาหน่า...เฮนรี่ จะดึงเสื้อพี่เขาแบบนั้นไม่ได้นะ”
ฮวัง มิยองอ้าแขนรับลูกชายของเธอกลับมานั่งที่หน้าตักเช่นเดิม หลังจากเจ้าลูกเล็กแผลงฤทธิ์ใส่เพื่อนใหม่ ทั้งเธอและหนุ่มน้อยจากพยองอันนั่งพูดคุยกันอยู่ ณ ศาลาริมน้ำของตำหนักรอง เจ้าของใบหน้าขาวจัดไม่ได้ถือสาอะไรหลังจากเฮนรี่พยายามปีนขึ้นมานั่งบนตักพร้อมกับแหวกเสื้อของเขาออกเพราะเห็นรอยแดงแปลกๆ ที่โผล่พ้นเสื้อออกมา แน่นอน...มันเป็นรอยที่เกิดจาก...องค์รัชทายาทชีวอน ไม่ใช่รอยแมลงกัดอย่างที่เจ้าหนูบ่นเจื้อยแจ้ว
“หม่าม๊าทายาให้พี่คยูฮยอนเหมือนที่หม่าม๊าทาให้เฮนรี่สิ...เนี้ยๆ รอยเต็มไปหมดเลย”
            “จ้ะๆ เดี๋ยวหม่าม๊าจะเอายามาให้พี่คยูฮยอนหลังจากหม่าม๊าพาหนูไปเข้านอนนะ” มิยองว่าเสียงกระซิบกับเด็กชายตัวเล็กๆ ซึ่งมีสีหน้าขี้สงสัยระคนใสซื่อได้อย่างน่ารักน่าชัง แต่เพราะความเงียบในบรรยากาศหัวค่ำกระมังจึงทำให้คยูฮยอนได้ยินในสิ่งที่เธอกล่าวอย่างชัดเจน เด็กหนุ่มทำได้เพียงอมยิ้มเล็กๆ เก้อเขินไปบ้างเนื่องด้วยรู้อยู่เต็มอกว่าอย่างไรเสีย...หญิงสาวตรงหน้าจะต้องเดาออกอยู่แล้วว่ารอยประหลาดไม่ใช่ฝีมือใครอื่น
“หม่าม๊า ผมอยากไปหาปะป๊า” ท่าทางจะเริ่มงอแงหลังจากเล่นซนไม่หยุดหย่อน อุ้งมือเล็กยกขึ้นป้องปากขณะหาวนอน มิยองยกยิ้มขำพลางแนบริมฝีปากลงบนหน้าผากของลูกชายตัวดีด้วยนึกหมั่นเขี้ยวเสียเต็มประดา
“พาเฮนรี่ไปนอนเถอะครับคุณมิยอง นี่ก็ดึกเกินไปสำหรับเด็กเล็กๆ แล้ว” 
“ค่ะ...ยังไงดิฉันก็ขอตัวก่อน ราตรีสวัสดิ์นะคะ”
หญิงสาวอุ้มลูกชายคนเดียวไว้แนบอก เขาส่งยิ้มให้แก่เธอซึ่งมีศักดิ์เป็นอาสะใภ้ขององค์รัชทายาท ต้องขอบคุณที่ฮวัง มิยองอุตส่าห์สละเวลามานั่งเล่นเป็นเพื่อนคุย เนื่องจากองค์ชายชีวอนมีธุระสำคัญที่ต้องเข้าไปพูดคุยกับองค์ราชาแทซันเป็นส่วนตัว ส่วนองค์ชายเล็กซูโฮง่วนอยู่กับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบวัดผล เธอคงกลัวเขาจะเหงา มิยองหมุนตัวเดินออกจากศาลาริมน้ำ ขณะเดียวกันคยูฮยอนยังคงนั่งชื่นชมพระจันทร์เสี้ยวที่ถึงแม้แสงของมันจะไม่เรืองรองส่องสว่างมาก กระนั้นกลับยังดูงดงามเช่นเคย สิ่งเดียวในพระราชวังที่เขาสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามันสวยที่สุด คงเป็นเงาจันทร์สะท้อนบนผิวน้ำอันนิ่งสงบของสระน้ำหน้าตำหนักรอง เพราะไม่ว่าจะอยู่ยามสุขหรือทุกข์ เงาจันทร์เสมือนเป็นเพื่อนรับฟังความในใจ...ที่สำคัญ เด็กหนุ่มสัมผัสได้พระจันทร์ไม่เคยบึ้งตึงใส่เขา
แถมลองมองดูดีๆ จะพบว่าพระจันทร์เสี้ยวมักแย้มยิ้มไม่รู้เบื่อ
“นี่ก็ดึกแล้ว อากาศเย็น...เข้าไปที่เรือนรับรองเถอะ” เสียงอันคุ้นเคยเอ่ยทักอยู่เบื้องหลังพร้อมฝ่ามือที่เอื้อมมาลูบเรือนผมของเขา คยูฮยอนเงยหน้าสบตาเจ้าของใบหน้าคมสัน มองเห็นความเหนื่อยล้าในดวงตาสีเข้ม แปลกใจที่องค์รัชทายาทใช้เวลาพูดคุยกับผู้เป็นบิดาไม่นานอย่างที่คิด ในเวลานี้เขาควรว่าง่ายและไม่ดื้อพยศให้อีกคนเหนื่อยใจถึงได้ยอมเดินตามร่างสูงกลับเข้าไปภายในเรือนรับรองดั่งที่อีกคนต้องการ
“องค์ชายน่าจะอาบน้ำให้สบายตัวสักหน่อย” เอ่ยบอกขณะก้าวเข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว แต่ชายหนุ่มกลับก้าวเอื่อยไปนั่งลงที่เตียงกลางห้องก่อนจะดึงร่างโปร่งให้เข้ามายืนระหว่างขา สองมือยกขึ้นแตะไว้ที่เอวคอดหลวมๆ
“ฉันประกาศยกเลิกการรับเครื่องบรรณาการทั้งหมด... และเธอก็ไม่ใช่เครื่องบรรณาการอีกต่อไปแล้วด้วย” คยูฮยอนย่นหัวคิ้วเมื่อฟังประโยคที่ว่าจบ หนุ่มน้อยพยองอันเงียบเพื่อใช้ความคิดอยู่สักครู่จึงเข้าใจในสิ่งที่องค์รัชทายาทชีวอนต้องการจะสื่อต่อเขา
“หากกระหม่อมไม่ใช่เครื่องบรรณาการแล้ว...นั่นแสดงว่ากระหม่อมย่อมมีสิทธิ์ที่จะกลับเกาะพยองอัน อย่างนั้นใช่ไหมล่ะครับ”
            ...ว่าแล้วเชียว ถ้าพูดแบบนี้ต้องมุ่ยปาก พ่นหายใจเหอะเหมือนงอนกันแบบนี้
            “แล้วจะกลับหรือเปล่าล่ะ?” กระเซ้าถามทั้งที่ฝ่ามือนั่นออกแรงรั้งเอวเขาแน่นขึ้น คนอ่อนวัยกว่าแสร้งเงียบปากราวกับกำลังชั่งใจ อยากให้คนขี้หงุดหงิดรู้จักรอ...และได้ผล องค์ชายชีวอนแข็งใจรอฟังคำตอบจากเขาโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี ผู้ชายโผงผางบทจะอ้อนเป็นแมวก็น่ารักใช่ย่อย
            “กระหม่อมคงไม่สามารถไปจากที่นี่ได้ ในเมื่อกระหม่อมเคยบอกให้เราจับมือและต่อสู้กับอุปสรรคไปด้วยกัน ไม่ว่าจะกระหม่อมจะอยู่ในฐานะอะไร...ขอให้องค์ชายจำไว้ว่ากระหม่อมจะซื่อสัตย์และเคียงข้างองค์ชายเสมอ”
เป็นคำตอบที่น่าฟัง ชัดเจนและตรงใจชายหนุ่ม ได้แต่แย้มยิ้มละไมพลางรั้งร่างของคนที่เขารักมากที่สุดสู่อ้อมแขน รับรู้ได้ถึงเรียวมือบางซึ่งลูบไปตามแผ่นหลังของเขา ภายหลังการพูดคุยกับผู้เป็นบิดา...องค์ราชาแทซันยังไม่รับรองประกาศการเลิกการปกครองแบบประเทศราช ให้เหตุผลว่าทุกอย่างยังไม่พร้อม แม้เขาจะได้ทำการประกาศยกเลิกการรับ/ถวายเครื่องบรรณาการไปแล้วก็ตาม ชีวอนเหนื่อยที่ต้องปะทะวาจากับบุพการีร่ำไป ไหนจะคำขู่ขั้นเด็ดขาดไม่เข้าท่านั้นอีก
            ชีวิตขององค์รัชทายาท...ไม่ควรมีชื่อ โจ คยูฮยอนร่วมทางในชีวิต เครื่องบรรณาการชิ้นเล็กๆ ยังโยนทิ้งให้พ้นทางได้ นับประสาอะไรกับ...เครื่องบรรณาการมนุษย์!’
          แม้ไม่มีกฎเรื่องเครื่องบรรณาการ...คยูฮยอนก็ยังคงเป็นเครื่องบรรณาการในสายตาองค์ราชาแทซันเสมอ ประกอบกับกฎของราชสำนักที่บัญญัติการแต่งงานระหว่างพวกเขาเป็นเรื่องต้องห้าม แต่เขาจะไม่เกรงกลัวสิ่งใด...จะเดินหน้าต่อสู้กับสิ่งกีดขวางต่างๆ นานาโดยไม่สนใจเสียงทัดทาน สองมือของเขาจะโอบอุ้มประเทศ...และโอบอุ้มหัวใจของเขา ปกป้องด้วยชีวิตทั้งหมดที่มี
            “ฉันจะซื่อสัตย์ต่อเธอเช่นกัน...และถึงแม้ใครมันพรากเธอจากฉันไปไหน ซ่อนเธอให้พ้นสายตาฉันเพียงใด ฉันสาบานว่าฉันจะต้องตามหาเธอให้เจอ”


            ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้คยูฮยอนย่างกรายเข้ามายังห้องครัวของพระราชวัง...คงเพราะอยากจะรับหน้าที่นำกาแฟและอาหารว่างไปให้องค์รัชทายาทในยามบ่ายคล้อย ร่างโปร่งแย้มยิ้มให้กับข้ารับใช้สาวซึ่งเดินสวนเขาเมื่อครู่ ปลายจมูกได้กลิ่นชาหอมๆ ซึ่งเด็กหนุ่มไม่ทราบว่ามันคือชาชนิดใด ภายในห้องครัวเขาไม่พบใคร...บรรยากาศเงียบเชียบจนผิดวิสัยทั้งที่ปกติมักวุ่นวายกับการเตรียมอาหารเป็นประจำ ดวงตาคู่กลมสำรวจมองไปทั่วชั้นวางเครื่องปรุงและเครื่องเทศ น่าสนใจที่มีสมุนไพรหลากหลายชนิดตั้งเรียงราย ทั้งยังถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ ติดป้ายชื่อไว้อย่างชัดเจน ทว่า...มีเพียงไม่กี่ขวดโหลที่ปราศจากป้ายชื่อ
            เรียวมือหวังจะเอื้อมไปหยิบขวดโหลเจ้ากรรมขึ้นมาสำรวจด้วยความอยากรู้อยากเห็น หากแต่...
            “อ้าว...คุณคยูฮยอน มาทำอะไรหรือคะ” เป็นเสียงของแม่นมยองจาที่เอ่ยทักเบื้องหลัง เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเพราะตกใจที่หญิงชราโผล่มาเงียบๆ
            “ผมเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาดื่มกาแฟขององค์รัชทายาทพอดี...เลยกะจะอาสานำเข้าไปให้แทน เกรงว่าแม่นมยองจาจะยุ่งกับงานส่วนอื่นในครัวน่ะครับ” คยูฮยอนยังสามารถตั้งสติและให้คำตอบต่อสิ่งที่แม่นมยองจาสงสัยได้คล่องปร๋อ
            “ดิฉันเพิ่งจะสอนงานข้ารับใช้คนใหม่เสร็จมาหยกๆ วุ่นวายกันเหลือเกิน... นี่เลยยังไม่ทันได้เตรียมของว่างและกาแฟไว้ หรือคุณคยูฮยอนจะเตรียมให้องค์รัชทายาทเองละคะ” แม่นมยองจาพร่ำบ่นพลางพรูลมหายใจเหนื่อยหน่ายหากยังดูสุภาพตามวิสัยของเธอ คยูฮยอนเฝ้ามองท่าทีของหญิงเจ้าของเส้นผมสีดอกเลา เห็นได้ชัดว่าเขาน่าจะให้แม่นมผู้นี้ไปพักเสียดีกว่า
            “ถ้าอย่างนั้น... แม่นมยองจาไปพักเถอะครับ เดี๋ยวผมรับหน้าที่นี้เอง”
            “ค่ะ...รบกวนทีนะคะ” เธอเผยยิ้มใจดีตามแบบฉบับ ก่อนจะเดินออกจากห้องครัวไป เหลือทิ้งไว้เพียงเขา คยูฮยอนต้องจัดเตรียมของว่างยามบ่ายสำหรับองค์รัชทายาทชีวอนโดยไม่ทราบว่ามีใครบางคนก้าวเข้ามาใกล้เบื้องหลังได้อย่างเงียบเชียบ

            และ...

            ตุ้บ!
            เสมือนของแข็งกระแทกลงที่หลังคอเต็มเหนี่ยวส่งผลให้เด็กหนุ่มไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ร่างโปร่งทรุดลงกับพื้น ภาพทุกอย่างพร่าเลือน สติค่อยๆ เลือนดับกลับกลายเป็นห้วงนิทราสีดำมืด...


            หรือนี่จะถึงเวลา...แห่งการแยกจากแล้วจริงๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น