วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Heaven Ivy. chapter -14.2- ความจริง...

-14.2-

            เสียงคลื่นทะเลแผ่วๆ รวมไปถึงสายลมยามค่ำคืนทำให้ชายหนุ่มหวนนึกถึงทริปท่องเที่ยวที่บินข้ามฟ้าไปยังบาหลี เมืองเล็กๆ ที่ใครก็ไม่รู้จักเขาในฐานะองค์รัชทายาทแห่งเกาหลีและสามารถปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงออกมาได้มากที่สุด ร่างสูงใหญ่เหยียดกายอยู่บนเตียงนุ่ม ห้องรับรองแขกนี้คุณนายใหญ่ของบ้านท่านผู้นำพยองอันเป็นผู้จัดเตรียมให้ทั้งที่ความจริง...เขาอยากจะนอนกอดโจ คยูฮยอนเสียมากกว่า ทว่าอุปสรรคด่านใหญ่คงเป็นพี่ชายต่างมารดาของเจ้าตัวอย่าง อี ดงกันซึ่งพร้อมกันท่าเขาทุกวิถีทางนั่นแหละ แม้กระทั่งตอนทานมื้อเย็นยังไม่อนุญาตให้เขาเฉียดเข้าใกล้
            แต่ใครจะรู้ว่าอี ดงกัน ห้ามเขาได้... แต่ห้ามคยูฮยอนไม่ได้เสียหน่อย
            องค์รัชทายาทชีวอนชำเลืองมองเรือนร่างโปร่งที่ค่อยๆ แทรกตัวผ่านประตูห้อง อาศัยความเงียบเชียบให้เป็นประโยชน์ รอยยิ้มเผยขึ้นบนเรียวหน้าขาวจัดพร้อมกับการที่เจ้าตัวย่างก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะทิ้งสะโพกนั่งลงบนเตียง
            “ไม่คิดว่าคุณจะใส่เสื้อผ้าของคุณพ่อได้พอดี” เขาก้มมองชุดนอนสีกรมท่าสลับกับมองดวงตาคู่กลมที่กำลังทอประกายบางอย่าง
            “นี่จะบอกว่าฉันดูเหมือนคุณพ่อของเธอหรือไง”
            “เปล่าเลย...คุณชอบคิดเองเออเองอยู่เรื่อย” เด็กหนุ่มปฏิเสธข้อกล่าวหาแต่ไม่วายจะพูดกลั้วหัวเราะไปพลางเสียอย่างนั้น
            “หยุดทำตัวน่าหมั่นเขี้ยวได้แล้วหน่า” กดน้ำเสียงต่ำทั้งยังแกล้งให้ลูกแมวตัวดีตื่นนิดๆ โดยการรั้งเอวจนอีกฝ่ายเสียหลักถลาลงมานอนทับบนอก แต่แปลกที่หนนี้คยูฮยอนไม่เก้อเขินแม้ระยะความใกล้ชิดชั่วคืบหายใจสามารถบ่งชี้ถึงขั้นตอนต่อไปได้โดยไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา ใบหน้าได้รูปเคลื่อนเข้ามาใกล้พลางแนบริมฝีปากนิ่มลงข้างมุมปากเขาเบาๆ
            “มีบางอย่างที่ผมไม่เคยบอกคุณเลย” คิ้วหนาเลิกขึ้นครั้นฟังเสียงนุ่มว่าเช่นนั้น ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจอีกครา เขาลูบมือไปตามแผ่นหลังขณะเฝ้ามองเครื่องหน้าได้รูปที่มองอย่างไรก็ไม่รู้เบื่อ
            “อย่าทำให้หวั่นใจนักสิ” ว่าน้ำเสียงเย้าด้วยเกินกว่าจะคาดเดาในสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องการจะเอื้อนเอ่ย ด้านหนึ่งของจิตใจนึกกลัวนัยน์แฝงแววเศร้าของคนคนนี้เสมอ กระนั้นองค์ชายแห่งชเวกลับพยายามสลัดความคิดแง่ร้ายออกไป มุมปากยกรอยยิ้มละมุนขณะเงียบเพื่อรอฟัง
            “บนโลกนี้เกิดเรื่องไม่คาดฝันได้ทั้งนั้น ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้นกับผมนั่นคือการได้พบกับคุณ แม้จะในฐานะเครื่องบรรณาการมนุษย์ก็ตาม และครั้งที่สอง...คือการที่หัวใจข้างในมันกระซิบบอกว่า ผมรักคุณ ผมไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมถึงได้ยอมเป็นของคุณ ผมแค่อยากบอกให้คุณรู้ ว่าคุณคือความทรงจำ คือทุกสิ่งทุกอย่าง คือชีวิต คือศรัทธา คือความรัก คือพระอาทิตย์ที่ส่องแสงให้พระจันทร์มีตัวตน ทำให้ผมเป็นตัวของตัวเอง...”
ถ้อยประโยคดังกล่าวพรั่งพรูออกมาราวกับโจ คยูฮยอนได้เปิดเผยทุกซอกมุมของจิตใจที่พยายามปิดซ่อนเขามาตลอด นัยน์คู่สวยนั่นเคลือบน้ำตาบางๆ ก่อนเจ้าตัวจะซบหน้าลงบนอกแกร่ง ใช้สองแขนกอดเขาไว้แนบแน่นราวกับอยากจะหยุดช่วงเวลาตรงนี้ไว้ตลอดกาล ไม่ต่างจากชเว ชีวอนนัก เขาไม่ต้องการให้เข็มนาฬิกาขยับเคลื่อนเลยสักนิด อยากกอดร่างนิ่มๆ อยากปลอบโยนและอยากดูแลสิ่งล้ำค่าแห่งพยองอันโดยไม่คลาดสายตา
            “ฉันเองก็รักเธอ...เธอจะเป็นรักแรกและรักเดียวในชีวิต ฉันสาบาน”
เสมือนเป็นคำสัญญาที่เขาใช้ทั้งชีวิตเป็นเครื่องเดิมพัน ชายหนุ่มแนบริมฝีปากลงบนกลุ่มผมนิ่มเนิ่นนาน ฟังเสียงหัวใจซึ่งเต้นคล้องเป็นจังหวะเดียวกัน ค่ำคืนอันเงียบสงัดแฝงความรู้สึกไว้อย่างหลากหลาย เขาทั้งคู่เพียงปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกก่อเกิดและดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ร่างขาวจัดถูกพลิกให้แผ่นหลังแนบผืนเตียงนุ่มโดยมีเจ้าของใบหน้าดั่งรูปสลักทาบทับลงมา เบียดกระชับไร้ซึ่งช่องว่างทั้งยังใช้ดวงตาอันทรงเสน่ห์ทอดมองไม่ต่างจากไฟที่พร้อมจะหลอมละลายเขา เด็กหนุ่มเอื้อมมือประคองแก้มกร้านพลางใช้ข้อนิ้วเกลี่ยไปตามไรหนวดจางๆ มอบรอยยิ้มเหมือนเทวดาองค์น้อย ก่อนรสจูบหวานๆ จะแผ่ซ่านและเติมเต็มทุกช่วงเวลาที่ต้องเหินห่างกันแม้เพียงข้ามคืน
ชายหนุ่มผละออกอย่างอ้อยอิ่งในขณะที่เฝ้ามองสิ่งล้ำค่าในชีวิตนอนหอบเล็กๆ ใต้อาณัติของเขาเอง นัยน์ตาคล้ายแมวนั่นกึ่งร้องขอทั้งยังอ้อนวอนในคราวเดียวกัน ความจริงแล้ว...เขาค่อนข้างจะเกรงใจพี่ชายต่างมารดาของเด็กคนนี้มากเสียด้วย แต่จะทำอย่างไรได้...ร่างกายและจิตใจมันห้ามได้เสียที่ไหน
“ดงกันต้องต่อยฉันคว่ำแน่ๆ ถ้ารู้ว่าเรา...กำลังจะ...” กระซิบหยอกเย้าพลางใช้ปลายจมูกไล้ไปตามพวงแก้มสีระเรื่อ
“ยังไงสักวันพี่ดงกันก็ต้องรู้อยู่แล้ว...คุณทำต่อเถอะครับ” คยูฮยอนสร้างความประหลาดใจให้แก่ชเว ชีวอน เสมอ...เขาเลิกคิ้วนิดพลางแย้มยิ้มมุมปาก หากอีกคนไม่ต้องการให้เสียเวลา จะขัดศรัทธาได้อย่างไร ว่าแล้วการบรรเลงทำนองรักก็เริ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเหตุและผลใดอื่น...
จงใจจูบซับไปทั่วใบหน้าก่อนจะวกกลับมาให้ความสนใจกับกลีบปากนิ่มที่ไม่ว่าจะลิ้มรสหลังไหนกลับไม่เคยเบื่อ ชิวหาอุ่นร้อนสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนให้คนตัวขาวจนมุม ทว่าหนนี้คยูฮยอนดูจะกระตือรือร้นที่จะจูบตอบได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีแม้ลมหายใจที่ติดขัด มีเพียงสัมผัสวูบวาบที่ค่อยๆ ก่อกวนทุกส่วนในร่างกายให้ตื่นรับความต้องการจากก้นบึ้ง มือหนาปัดป่ายไปทั่วร่างโปร่ง วาดมือผ่านสะโพกกลมกลึงไม่วายจะบีบเฟ้นแรงๆ ให้อีกคนตกใจเล่น แต่ผิดคาด...เพราะนอกจากเด็กหนุ่มจะไม่ตกใจแล้ว ยังจงใจเบียดตัวให้แนบชิดส่วนนั้นของเขา เล่นเอาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเกมอยู่บ่อยๆ ประหลาดใจระคนหมั่นไส้ขึ้นมาเสียดื้อๆ
“ทำให้หวั่นใจอีกแล้วนะ” เอ่ยบอกเสียงพร่า ยิ้มพรายเมื่อคยูฮยอนสอดมือเข้ามาภายใต้เสื้อนอนโดยปราศจากท่าทีเอียงอาย
“ชดเชยที่เราต้องห่างกัน...ไม่ได้หรอครับ” ได้อยู่แล้ว...ชีวอนตอบคำถามที่ว่าในใจพลางละเมียดชิมเนื้อผิวขาวจัดจบด้วยการทิ้งรอยจางๆ ไปตามลำคอลามมาจนถึงหัวไหล่บาง ชุดนอนของพวกเขาดูท่าจะหมิ่นเหม่คล้ายจะหลุดออกจากร่างกายได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เพียงองค์ชายหนุ่มที่พยายามเกี่ยวแกะเสื้อผ้าให้พ้นทาง แต่คนอ่อนกว่าก็รู้หน้าที่นี้ดีเช่นกัน ยิ่งส่งมอบความรู้สึกยิ่งกระตุ้นให้สรรพางค์ร้อนรุ่มพร้อมๆ หัวใจที่เต้นระรัว เรียวปากอิ่มแดงเปล่งเสียงระบายความอึดอัดในบางครั้งเมื่อยอดอกถูกหยอกเอินจากปลายลิ้นซึ่งลากผ่านให้ใจหวิว
ความรัญจวนขับดันให้อุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงเสียจนห้ามไม่อยู่ คยูฮยอนแอบเห็นว่าคนตัวโตนั่นเลื่อนมือกระตุกกางเกงของเขาลงโดยไม่สนใจเสื้อนอนที่ยังคงติดอยู่บนร่างขาวจัด ทว่าชีวอนคงไม่สนแล้วกระมัง เพราะนอกจากปากชื้นจะมอบจุมพิตโลมเล้าไปทั่วหน้าท้อง อุ้งมือนั่นยังรู้งานลูบไปตามหน้าขา แกล้งเคลื่อนขึ้นวางลงบนส่วนกลางลำตัวแล้วจึงสอดนิ้วรวบไว้ด้วยมือเดียว นาทีถัดมาหนุ่มน้อยแห่งพยองอันคล้ายว่าภาพที่เขาเห็นพร่าเลือนเพราะไฟในกายถูกจุดขึ้นอย่างโชติช่วงในที่สุด ทำได้เพียงแอ่นสะโพกให้ส่วนแข็งขืนได้รับการปรนเปรอ ไม่ช้าไม่นานเจ้าตัวถึงได้ปล่อยให้ตนนั่นล่องลอยไปกับความสุข ตากลมปรือปรอยหากเสียงเข้มกลับกระซิบสั่งใกล้กกหู
“อย่าเพิ่งหลับตาสิ...มองดูที่ฉันทุกวินาที ทุกจังหวะ...” ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าซุ่มเสียงขององค์รัชทายาทชีวอนนั่นฟังดูเจ้าเล่ห์แต่กลับเร้าร้อนพิกล แน่นอนคยูฮยอนพยายามมองทุกกระทำของอีกคนเพื่อเก็บสู่ภาพความทรงจำแห่งช่วงเวลาระเริงรัก แผงอกกำยำเด่นน่ามองไหนจะทุกส่วนกล้ามเนื้อคร้ามแดดซึ่งขยับอยู่เนื้อร่างกายของเขา ลืมทุกความเจ็บแรกเริ่มที่เคยเกิดขึ้นเมื่อยามมีสิ่งอื่นสอดแทรกเข้ามาภายในช่องทางรัก ลมหายใจกระตุกแต่แล้วทุกอย่างก็ราบรื่นโดยไม่ต้องเปิดทางให้เสียเวลา...ขอเพียงกายหนานั่นเคลื่อนตัวเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ
“อ๊ะ...” ครางในลำคอเมื่อตัวเขาตอดรับทุกสัมผัสวาบหวาม เรียวขาแยกกว้างตั้งชันไปตามธรรมชาติเพื่อให้อีกคนสะดวกที่จะเข้ามากลืนกิน ไม่ว่าจะมีอะไรกันครั้งไหน...แต่ครั้งนี้คยูฮยอนกลับไม่รู้สึกเจ็บอย่างที่เคยเป็น เสมือนร่างกายของพวกเขาเป็นจิ๊กซอว์ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างพอดิบพอดี
“ให้แรงกว่านี้อีกหรือเปล่า” เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาถามโดยไม่ผ่อนจังหวะรักเนิบนาบแต่สอดลึกในทุกครา เพราะคยูฮยอนออกแรงจิกแผ่นหลังเขาหนักเรื่อยๆ เขาจึงทราบว่าบางทีอีกคนคงอยากให้เขามอบทำนองให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอน...ดวงหน้าที่กำลังซับสีพยักหน้ารับ
แล้วคิดว่าเขาควรจะทำตามง่ายๆ อย่างนั้นนะ...ก็ไม่ใช่ชเว ชีวอนน่ะสิ
“อื้อ...” ร่างบางเริ่มโวยวายเล็กๆ เพราะไม่ได้ดั่งใจอย่างที่หวัง แผ่นหลังขององค์ชายสูงศักดิ์จึงเจ็บแสบจนต้องซี้ดปากจากการที่หนุ่มน้อยไม่ยั้งมือข่วนราวกับลูกแมวขี้หงุดหงิด เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงจำต้องหยุดทุกการล่วงล้ำ เฝ้ามองคนในปกครองซึ่งตวัดตามองกันเอาเรื่อง
“ข่วนแบบนี้...ฉันเจ็บนะคยูฮยอน” แสร้งเอ็ดไปเบาๆ ทว่าคุณคนเล็กแห่งบ้านพยองอันกลับมุ่ยปาก
“ผมเคยเจ็บยิ่งกว่า ตอนที่คุณทำผมครั้งแรก”
“มันก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดาอยู่แล้วนี่”
“ขี้แกล้ง” บ่นเบาๆ ไม่วายจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง น่าเอ็นดูนักล่ะ...เขาเผยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้แก้มขาว เพื่อใช้ปลายจมูกโด่งคมกระเซ้าเหย้าแย่ให้เด็กหนุ่มกลับมาสนใจกันอีกครั้ง มองๆ ดูแล้วองค์รัชทายาทคนนี้แทบไม่เหลือคราบราชสีห์แต่เป็นแมวเหมียวตัวโต ที่คิดว่าจะเล่นตัวตอนนี้ชีวอนคงต้องล้มเลิกความคิดและมอบความรักให้สมกับที่คยูฮยอนปรารถนาเห็นจะดีกว่า...ว่าแล้ว ทุกอย่างจึงสานต่อ
...โดยที่ใครอีกคนไม่รู้ สำหรับไข่มุกแห่งพยองอัน เขาแทบไม่อยากให้เวลาเคลื่อนผ่าน หากลางสังหรณ์และภาพความฝันที่เคยหลอกหลอนเป็นจริงขึ้นมา โจ คยูฮยอนก็แค่อยากเก็บความรู้สึกเหล่านี้เป็นภาพวาดในห้วงแห่งความทรงจำที่สวยงามที่สุดเพื่อให้ได้จดจำไปตลอดกาล...เพียงเท่านี้จริงๆ


เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นอีกครั้ง และคยูฮยอนรู้ดีว่าหลังจากนี้จะต้องเกิดเหตุการณ์ต่างๆ อีกมากมายซึ่งล้วนแล้วยากจะคาดเดาทั้งสิ้น องค์รัชทายาทชีวอนจำต้องเดินทางกลับโซลโดยที่พี่ชายต่างมารดาของเขาก็จะเดินทางเข้าไปด้วยเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่มผู้กองกบฏพยองอันทั้งหมดเตรียมพร้อมที่เจรจาด้านการเมืองการปกครองกับทั้งรัฐบาลของนายกปาร์ค อุนซูและองค์ราชาแทซัน งานนี้คงหนักหนาเอาการแถมยังไม่ง่ายเสียด้วย
            ชายหนุ่มต่างวัยทั้งสามประชุมเป็นครั้งสุดท้ายด้วยบรรยากาศตึงเครียด ส่วนคยูฮยอนเอง...เขาไม่ได้รับสิทธิให้เข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ ทั้งพ่อและพี่ชายให้เหตุผลว่าเขาทำทุกอย่างมาเพื่อเกาะพยองอันมากพอแล้ว ยิ่งกับองค์รัชทายาทชีวอน รายนั่น...แทบไม่อยากให้เด็กหนุ่มกลับเข้าไปในโซลอีกหากเป็นไปได้ ทว่าจิตใจข้างใจมันประท้วงเล็กๆ ตลอดมาเขามีฐานะเป็นเครื่องบรรณการมนุษย์ แท้จริงแล้วคนอย่างโจ คยูฮยอนได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดมากพอแล้วอย่างนั้นหรือ...เขาไม่อยากนิ่งเฉย ไม่อยากอดทนรอ ไม่อยากนั่งมองใครอีกคนต้องเหนื่อยขณะที่เขาไม่อาจช่วยอะไรได้
            ร่างโปร่งย่างก้าวไปตามโถงทางเดินของบ้าน...ความสับสนก่อตัวเล็กๆ ในหัวสมอง จวบจนเมื่อเสียงบ่นกระปอดกระแปดของคุณแม่ใหญ่สอดแทรกสู่โสตประสาท คยูฮยอนประหลาดใจระคนสงสัยว่าใครที่ทำให้หญิงกลางคนต้องหงุดหงิดจึงหมุนปลายเท้าเดินไปยังห้องรับแขก ที่น่าตกใจคือเขาได้พบกับใครบางคนที่หวังจะได้เจอหล่อนอีกสักครั้ง...
            “คุณดาร่า ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณอีก” เด็กหนุ่มร้องทักพลางสังเกตว่าสาวสวยกำลังนั่งปักผ้าด้วยด้ายสีทอง แม้ท่าทางจะเก้ๆ กังๆ ไปสักหน่อย ข้างกันคือคุณแม่ใหญ่ เขาเดาว่าเหตุที่ทำให้คุณแม่โบราต้องบ่นไม่หยุดปากน่าจะมาจากการนั่งเพียรสอนการปักผ้าให้หล่อนเป็นแน่
            “สวัสดีค่ะ...กะแล้วว่าต้องได้เจอคุณที่นี่”
            “ครับ?” เมื่อเจ้าของใบหน้าขาวจัดดูงุนงงกับเหตุการณ์ อดีตไกด์พิเศษจึงเริ่มอธิบาย
            “ฉันเพิ่งจะมารู้ว่าคุณแม่ของฉันและคุณน้าโบราเป็นเพื่อนรักสมัยเรียนด้วยกัน ท่านไม่อยากให้ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้วัฒนธรรมเกาหลี ฉันเลยพลอยถูกส่งมาเรียนการบ้านการเรือนไว้ใช้ติดตัวกับคุณน้าโบรา หลังจากนั้นฉันถึงได้รู้ว่าคุณคยูฮยอนเป็นทายาทคนเล็กของท่านผู้นำแห่งพยองอัน ฉันมาที่นี่ในวันว่างตามโอกาส และนี่ก็ย่างเข้าอาทิตย์ที่สองแล้วละค่ะ” นับว่าสร้างความกระจ่างแก่ใจแล้ว คยูฮยอนพยักหน้ารับก่อนจะพาตัวเองมานั่งข้างๆ หญิงทั้งสอง ชะโงกหน้าดูผลงานของดาร่าจึงอมยิ้มบาง...ฝีมือปักผ้าจัดว่าใช้ได้ แถมลวดลายยังมีเอกลักษณ์แตกต่างจากรูปแบบเก่าๆ
            “คุณดาร่าปักผ้าได้สวยมากเลยครับ...ลวดลายแบบนี้ผมไม่ค่อยได้เห็นเลย”
            “แต่ลายเส้นของด้ายแข็งเกินไป ให้มันอ่อนช้อยมองดูสบายตาอีกหน่อย” คุณนายโบราบ่นพึมพำไปตามประสา หากสิ่งที่คยูฮยอนสนใจกว่านั่นคือสิ่งที่เขาหวังลึกๆ ในใจว่าพี่ชายต่างมารดาจะเคยพบและให้ความสนใจในตัวสาวเก่งคนนี้หรือไม่นี่สิ อยากถามออกไปตรงๆ แต่ติดที่เด็กหนุ่มเกรงใจคุณนายใหญ่ของบ้านเหลือเกิน
            “ค่ะคุณน้าโบรา” ดาร่ารับคำอย่างเสียไม่ได้ จังหวะที่หล่อนกำลังจะปักเข็มเพื่อร้อยเรียงด้ายทองลงบนเนื้อผ้าสีสวย บานประตูของห้องก็ถูกเลื่อนเปิดออกโดยฝีมือของคนใจร้อน ซึ่งนั่นทำให้หล่อนตกใจจนเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มลงบนปลายนิ้ว...อดีตไกด์สาวจะไม่ถือโทษโกรธเคืองชายหนุ่มตัวสูงหากว่านี่ไม่ใช่ครั้งที่สองที่นิ้วเจ้ากรรมได้แผลได้เลือด
            “คยูฮยอน...ไอ้ชีวอนอยากคุยด้วย มันรออยู่ที่สวนหลังบ้านน่ะ” เสียงเข้มว่าห้วนๆ ไม่ลืมจะปรายหางตามามองหล่อนคล้ายกับกำลังยียวนกวนประสาท ทายาทคนเล็กของบ้านหยัดตัวลุกขึ้นจากพื้นก่อนจะหายไปจากห้องรับแขกตามประโยคบอกเล่ากึ่งคำสั่งของพี่ชายต่างมารดา ดาร่าสังเกตเห็นว่าคยูฮยอนชำเลืองมองทั้งหล่อนและดงกันสลับไปมาอยู่พักหนึ่งด้วยความฉงนก่อนรอยยิ้มบางๆ จะปรากฏให้เห็นบนรูปหน้าขาวจัด
            อย่าได้คิดจับคู่หล่อนกับผู้ชายหุนหันพลันแล่นคนนี้เชียว... ไม่เคยได้ยินหรือว่าเสือสองตัวมักอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้!
            “มองหน้าทำไมยัยเจ๋อ” สาบานว่านั่นคือคำพูดทักทาย!!
            “ไม่มีใครอยากมองหน้าไอ้คนเหมือนลูกหมาอดนอนอย่างนายหรอก!” บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นความคุกรุ่นของสองหนุ่มสาวที่เจอกันเป็นไม่ได้ต้องได้แลกหมัดผ่านวาจาร่ำไป
            งานนี้เห็นทีว่าคนที่ปวดหัวที่สุดคงหนีไม่พ้นคุณนายใหญ่โบราอย่างแน่นอน...


            เขาก็แค่อยากรู้ว่ามุมมองที่โจ คยูฮยอนเห็นจากตรงนี้ มันน่าหลงใหลตรงไหน... องค์รัชทายาทหนุ่มนึกครุ่นคิดในใจขณะนั่งห้อยขาอยู่ ณ ตำแหน่งที่เด็กหนุ่มจากพยองอันโปรดปราน ต้นไม้ต้นใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่นทั้งยังผ่อนคลายเมื่อได้สุดสายตามองออกไปเห็นท้องทะเลสีคราม หลับตาฟังเสียงคลื่นเซาะฝั่งได้ไม่เท่าไหร่ เสียงอุทานระคนตกใจก็แทรกสู่โสตประสาทเสียจนต้องก้มลงไปมองเจ้าของเรือนร่างอันคุ้นเคย
            “คุณขึ้นไปทำอะไรบนนั้น”
            “แค่อยากรู้ว่าทำไมเธอถึงชอบขึ้นไปนั่งกินลมชมวิวบนต้นไม้น่ะ อืม จะว่าไปมันทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน” องค์ชายชีวอนตอบลูกชายคนเล็กของนายกพยองอันพลางก่อนกระโดดแผล็วลงยืนบนพื้นหญ้าได้โดยไม่มีปัญหา ซ้ำยังอมยิ้มกริ่มเมื่อสังเกตเห็นดวงตาของคนตรงหน้ากำลังตั้งคำถามในพฤติกรรมที่ผิดแผกไป ปล่อยให้ความเงียบครอบงำไม่ถึงอึดใจ ชายหนุ่มจึงล้วงกระเป๋ากางเกงซึ่งซุกซ่อนบางอย่างเอาไว้ กลอกตาลอกแลกแกล้งให้อีกคนทวีความสงสัย
            แหวนเกลี้ยงสีเงินเรียบๆ ทว่ากลับมีอักษรภาษาอังกฤษสลักไว้ด้านใน
            ‘Always’
          ราวกับมีใครหยุดเวลา...หยุดสรรพสิ่งรอบข้าง จนเหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวง
            “แค่อยากให้เธอรับมันเอาไว้ก่อน...หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยดี มันจะเปลี่ยนจากแหวนธรรมดาๆ เป็นคำมั่นสัญญาชั่วชีวิต”
            ให้ตายเถอะ... นี่ชเว ชีวอน คิดว่าคำพูด ขอแต่งงานที่เขาคิดมันขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ จากเบื้องลึกในจิตใจมันออกจะเท่ไม่หยอก
             เรียวปากคมยกยิ้มกว้าง ในหัวสมองของเขามีภาพความทรงจำฉายซ้ำไปซ้ำมา แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ และไม่สวยหรูนักแต่ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งเกาหลีกลับเชื่อว่าความสุขที่เขาได้มาอย่างท่วมท้นในทุกวันนี้คือการได้มีคนสักคนอยู่เคียงข้าง ใครสักคนที่พร้อมจะจับมือเขาด้วยความมั่นคง ใครสักคนที่เขาพร้อมจะปกป้องดูแล
            เพราะ โจ คยูฮยอน คือคำตอบสุดท้ายของทุกสิ่ง             
            “สำหรับผม...คุณไม่จำเป็นต้องสัญญาตราบชั่วนิรันดร์ก็ได้” ใบหน้าขาวจัดไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ไปมากว่ายิ้มบางๆ พร้อมดวงตาซึ่งหลายต่อหลายครั้ง ชเว ชีวอนไม่เคยอ่านออก... กระนั้นเขายังรอฟังเสียงนุ่มของคยูฮยอนเอื้อนเอ่ยตอบตกลงด้วยหัวใจที่เต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ
            “คยูฮยอนนา...”
            “ผมจะตอบตกลงในวันที่คุณกลับมาที่พยองอันอีกครั้งนะครับ เมื่อถึงวันนั้น...ผมไม่มีทางปฏิเสธคุณได้อยู่แล้ว” ดวงตาคู่โตหลุบลงครู่หนึ่งก่อนจะช้อนมองเขาพร้อมคำตอบที่ทำเอาชายหนุ่มที่มักได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอต้องหุบรอยยิ้มเปล่งประกายลงช้าๆ ชีวอนทบทวนสิ่งที่คยูฮยอนสื่อกระทั่งตีหมายความว่า บางทีเด็กคนนี้อาจต้องการให้เขาสะสางเรื่องประเทศเสียก่อน นี่ไม่ใช่การปฏิเสธ แต่เป็นการทำให้เขารู้จักคำว่า รอคอย
            แหวนเกลี้ยงเจ้ากรรมถูกเก็บลงกระเป๋ากางเกงอีกครั้ง แม้เขาอยากจะสวมมันที่นิ้วนางข้างซ้ายของสิ่งล้ำค่าแห่งพยองอันมากเพียงใดก็ตาม สีหน้าคล้ายแมวเหมียวตัวยักษ์ผิดหวังเช่นนั้นคงสร้างความน่าสงสารได้เต็มประดา เสียงหัวเราะใสๆ พร้อมปากนิ่มที่เคลื่อนมาแนบเบาๆ ที่ข้างแก้มอาจช่วยปลอบใจเขาได้สักหน่อย ซึ่งแน่นอน...เขากดเรียวปากที่เรือนผมสีเข้ม พึมพำเบาๆ ว่าอีกไม่นาน...อะไรๆ มันจะดีขึ้น
            วันของเราอยู่ไม่ไกลจากนี้แล้ว
             
           
            พระราชวังกลางกรุงโซลเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวกว่าที่เคยเป็น ทว่าองค์ราชาแทซันกลับพยายามมองข้ามสิ่งกวนใจเหล่านี้ไป แน่นอนว่าความวุ่นวายในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเพียงเพราะองค์รัชทายาทหายตัวไปพร้อมกับเครื่องบรรณาการมนุษย์เป็นที่น่ากริ้วโกรธก็จริง แต่ชายผู้ผ่านโลกมามากผู้นี้เชื่อว่าลูกชายคนโตซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท ย่อมไม่ทิ้งหน้าที่ดั่งที่เคยลั่นสัตย์วาจาเมื่อเข้ารับตำแหน่งในคราโน้น ไอ้ครั้นจะถามจากองค์ชายเล็กซูโฮ รายนั้นไม่เคยให้ความร่วมมือใดๆ อยู่แล้ว คนของสำนักพระราชวังจึงตามสืบตามกลิ่นอย่างเงียบๆ จวบจนวันนี้ก็น่าจะทราบว่าคนทั้งคู่หายตัวไปที่ไหน...
            “ชาร้อนเพคะ องค์ราชา”
เสียงนุ่มน่าฟังของแม่นมยองจาสามารถเรียกความสนใจของเขาได้เป็นอย่างดี หญิงชราเจ้าของเรือนผมสีดอกเลาก้าวเท้าอย่างสุภาพเข้ามาในห้องบรรทมส่วนตัว ชายวัยกลางคนขยับตัวเพียงนิดจากการนั่งนิ่งบนเก้าอี้นวมมานานสองนาน มือที่ดูอ่อนแรงนั้นเอื้อมออกไปหยิบแก้วชาสมุนไพรซึ่งเจ้าตัวจะต้องได้จิบแก้กระหายทั้งยังช่วยบำรุงร่างกายทุกๆ วัน ทว่าในวันนี้...รสชาติของชาที่อ่อนละมุนกลับมีความเข้มขึ้นเสียจนฝืดคอ
            “แม่นม...วันนี้รสชาติชาเปลี่ยนไปนะ” เขาทักท้วงออกไป
            “เป็นชาที่หม่อมฉันลองปลุกขึ้นใหม่ สรรพคุณเปลี่ยนไปเล็กน้อยเท่านั้น” แม่นมยองจาตอบเสียงเรียบ และในจังหวะนั้นเองที่ปลายมือขององค์ราชาแทซันเริ่มสั่นเทา ภายในไม่กี่นาที หัวใจกลับเต้นรัวเร็วคล้ายควบคุมไม่ได้ มันลามมาสู่การหายใจที่ติดขัด แน่นหน้าอกจนฝ่ามือหนาจำต้องยกขึ้นกำที่อกเสื้อ เขามองภาพที่ค่อยๆ พล่าเลือนก่อนจะถลาล้มลงเก้าอี้ที่ไปสู่พื้น แก้วชาใบเล็กๆ นั่นกลิ้งหกเปรอะพรม
          มันเกิดอะไรขึ้น!
            “แม่นมยองจา! ชานั่น...มันคืออะไรกันแน่!!” เท่าที่เสียงของเขาจะกลั่นกรองออกมาได้ องค์ราชาผู้มีอำนาจยิ่งกว่าใครเอ่ยถามอย่างสุดจะทน อาการทางร่างกายมีแต่จะเลวร้ายขึ้นทุกที
            “มันถึงเวลาที่หม่อมฉันจะเรียกร้องหาความยุติธรรมของครอบครัวของหม่อมฉันเสียที” ประโยคที่ออกจากปากของแม่นมซึ่งปฏิบัติงานรับใช้ราชวงศ์มานับสิบปีสร้างความฉงนให้แก่องค์ราชายิ่งนัก สีหน้าไม่สู้ดีของเขาไม่ได้ทำให้แม่นมผู้เคยใจดียอมอ่อนข้อให้แต่อย่างใด เธอยังคงยืนนิ่งพร้อมแววตาอันสุมไปด้วยดวงไฟแห่งความโกรธแค้น...
            “หมายความว่ายังไง? เราไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่นมยองจากล่าวหา” กระนั้น...องค์ราชายังคงอุทธรณ์ต่อการกระทำของตนเอง
            “หากเช่นนั้น...หม่อมฉันคงต้องทบทวนความจำแก่องค์ราชาสักนิด... ลูกชายของหม่อมฉันต่างก็ตกเป็นเชลยสังคมในข้อหา กบฏ คิดคดล้มล้างระบบการปกครองของประเทศ ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาถูกใส่ความ ผู้อยู่เบื้องหลังคงมิใช่ใครที่ไหนนอกจากกลุ่มนายกปาร์ค อุนซู พวกเขาต้องโทษประหาร ทุกข์ทรมานและไม่ได้รับความยุติธรรม แม้แต่การเรียกร้องสิทธิในศาลยังไม่มี นั่นเพราะพระองค์ปักใจเชื่อนายกปาร์คอย่างสุดโต่งโดยไม่ไต่สวน ท้ายที่สุดแล้ว...ลูกของหม่อมฉันกลับกลายเป็นเพียงเศษธุลีไร้เสียงร้องขอชีวิต” เรื่องเล่าของแม่นมยองจาทำให้องค์ราชาแทซันสับสน เท่าที่เขาทราบ...แม่นมยองจาเป็นสาวโสด ไม่ได้สมรสกับใคร อีกประการ...ผู้ต้องโทษประหารกบฏในช่วงสิบปีมานี้...มีเพียงไม่กี่คน และคณะรัฐมนตรีที่ว่าก็คือ อิม ซูฮวาน และ อิม โซยัง สองพี่น้องผู้ทะเยอทะยานจนสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง
            สองพี่น้องกบฏคือลูกชายของแม่นมยองจา อย่างนั้นหรือ?
            “เป็นไปไม่ได้...”
            “หม่อมฉันเองจำต้องเข้ามาทำงานรับใช้ราชวงศ์เพราะพระมารดาขององค์ราชามีพระคุณต่อหม่อมฉัน ลูกชายทั้งสองของหม่อมฉันเกิดกับทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งจากความพลั้งพลาด เราไม่ได้สมรสกันด้วยเหตุผลบางประการ เป็นกฎข้อห้ามของการมีความสัมพันธ์ระหว่างคนในวังเอง หม่อมฉันจำต้องปิดบังเรื่องมีลูก หม่อมฉันทำได้เพียงส่งตัวลูกชายไปเรียนโรงเรียนประจำ ส่งเสียค่าเล่าเรียนจบจน กระทั่งทั้งสองเป็นใหญ่เป็นโต พวกเขาอยากให้หม่อมฉันออกจากพระราชวัง แต่ด้วยพระคุณอันล้นพ้นทำให้หม่อมฉันปฏิเสธไป จึงได้อยู่รับใช้เรื่อยมา...แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หม่อมฉันมีชีวิตอยู่ได้เพื่อรอเวลาให้ใครสักคนต้องชดใช้...” น้ำเสียงของหญิงชราไร้แววสั่นเครือ บางทีความเศร้าของเธออาจแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นไปตลอดการ
            “....” หากท้ายที่สุด องค์ราชาแทซันกลับไม่มีข้อแก้ตัว เขายังคงอคติต่อกลุ่มชนอื่นที่คิดแย้งต่อการปกครองในโซล เมื่อถูกยุยงหนักเข้าจากนายกปาร์ค ความเห็นของราชาผู้มีอำนาจจึงโน้มเอียงและไม่คิดจะฟังความเห็นของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกบฏ แม้จะถูกใส่ความโดยที่เขาเองไม่ทราบเบื้องลึกเบื้องหลังก็ตาม สิ่งเดียวที่พอจะนึกออกคือกำจัดคนเช่นนี้ให้เหมดแผ่นดิน ไม่ให้ใครลุกขึ้นมาคัดค้านใดๆ ทว่าใครจะรู้ว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นเพียงภาพลวง ราชาเช่นชเว แทซันคงก้าวพลาดครั้งใหญ่หลวง
            “พอได้แล้วครับแม่นมยองจา!!
องค์ชายเล็กแห่งชเวถลาเข้ามาภายในห้องบรรทมของบิดาพร้อมองค์ชายจินฮยอก ก่อนจะเข้าไปช่วยพยุงร่างอันอ่อนแรงขององค์ราชาแทซัน ซูโฮได้ยินทุกช่วงบทสนทนาหากต้องใจเย็นเพื่อล่วงรู้ทุกความลับที่หญิงชราผู้นี้ปิดซ่อนตามแผนของคัง มินฮยอก ผู้ช่วยคนสนิทขององค์รัชทายาท มินฮยอกพยายามตามสืบเรื่องแม่นมยองจามาได้สักพัก จนเมื่อแน่ใจจึงนำแผนดังกล่าวมาบอกแก่องค์ชายจินฮยอกและองค์ชายเล็กซูโฮ ประกอบกับได้โอกาสที่หญิงชราต้องการจะปลงพระชนม์องค์ราชาในวันนี้
ดวงตาของเด็กชายจ้องมองไปยังแม่นมซึ่งเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก...เขาไม่เคยเห็นเธอในรูปลักษณ์เช่นนี้... ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะแสดงทีท่าอาฆาตพยาบาทใคร ชเว ซูโฮแทบไม่อยากจะเชื่อ!
            “เราจำเป็นต้องคุมตัวแม่นมยองจาไปสอบสวนเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น” องค์ชายจินฮยอกในเวลานี้เปรียบเสมือนตัวประสานของทุกฝ่าย เขาลดสายตามองพี่ชายซึ่งนอนหมดสติบนพื้นพลางถอนหายใจ โชคดีที่พวกเขารู้ทันแม่นมยองจาจึงได้สับเปลี่ยนชาที่ว่าได้ทันท่วงที และโชคดีครั้งที่สองคือ ฮวัง มิยอง ภรรยาของเขามีความรู้เรื่องชาเป็นอย่างดี หล่อนสามารถปรุงชาให้มีกลิ่นใกล้เคียง อาการที่ส่งผลเมื่อจิบแต่ไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต
            องค์ชายจินฮยอกได้แต่นึกพร่ำบ่นใจ...แม้แต่คนที่สู้อุตส่าห์ทำดีมาทั้งชีวิต ยังมีไฟแค้นสุมอยู่ในทรวง นับประสาอะไรกับปัจเจกชนทั่วไป... ความแค้นเอย กิเลสเอย ความโลภเอย มนุษย์ทุกคนล้วนยากแท้หยั่งถึง
            “หม่อมฉัน...ทำไปเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่คนตายไม่มีสิทธิพูด” แม่นมยองจากล่าวเป็นคำสุดท้าย แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเรียกร้องความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด แม้การเรียกร้องสิทธิที่ว่าจะผิดที่คิดแลกชีวิตด้วยชีวิต องค์ชายจินฮยอกทราบดีว่าบนโลกนี้ย่อมไม่มีความเท่าเทียมกัน แต่คนเราทุกคน...ควรใช้ชีวิตด้วยสติและจิตที่มั่นคงต่อสิ่งเลวร้ายมากมายซึ่งพร้อมจะทำลายพื้นที่สีขาวในหัวใจ
ภายหลังจากนั้น ทหารรักษาพระองค์จึงเข้ามานำตัวเธอไปยังสำนักไต่สวนกลางแห่งพระราชวังเพื่อดำเนินเรื่องให้เงียบเชียบ อย่างไรก็ดี...นี่คงไม่เข้าท่าหากเรื่องเหล่านี้รู้ถึงหูสื่อสาธารณะในช่วงเวลาที่ง่ายต่อการปลุกเร้าอารมณ์ทางการเมือง

            จากนี้แล้ว...เมื่อเรื่องของแม่นมยองจาคลี่คลาย คงเหลือเพียงเรื่องความวุ่นวายของประเทศ บทพิสูจน์สำคัญขององค์รัชทายาท ชเว ชีวอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น