วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

[Fic WK] Rose Addict : Chapter 7

Rose Addict


- 7 -

            “ท่านประธานจากกลุ่มคิม...มีธุระอะไรหรือ? ถึงต้องอุตส่าห์เดินทางมาด้วยตนเอง ทั้งที่ปกติแล้ว...มักใช้วิธีลอบกัด คิม ยองอุน
            “โธ่...คุณชเว ผมแค่อยากจะคุยเรื่องกลุ่มของพวกเรานิดๆ หน่อยๆ ก็เท่านั้น...อย่าเพิ่งโกรธไป...”
            ท่านประธานจากกลุ่มคิมว่าเช่นนั้น...คิม ยองอุนปั้นยิ้มสบายใจ วางท่าทีเฉกเช่นเรื่องที่ตนเคยก่อไม่เคยเกิดขึ้น ชเว ชีวอนมองศัตรูคู่อาฆาตราวกับจะจุดไฟให้เผาร่างอีกฝ่ายให้เป็นจุณเสียเดี๋ยวนี้ อีกทั้งชั่ววินาทีหนึ่งที่คิ้วหนากระตุกขึ้น ดวงตาคล้ายสุนัขจิ้งจอกลอบมองคนของเขา ถึงจะมองอย่างมีชั้นเชิงเหมือนไม่ใคร่จะสนใจอะไร แต่ความตะกละตะกลามก็แฝงอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
            “โจวมี่...ออกไปก่อน” เสียงเข้มเอ่ยขึ้น ไม่ใช่ประโยคคำสั่งที่ชัดเจนแต่บอดี้การ์ดหนุ่มก็ทราบดีถึงจุดประสงค์ของผู้เป็นนาย... ร่างสูงโปร่งก้าวไปยืนตรงหน้าเด็กหนุ่มก่อนจะผายมือไปยังหน้าประตูห้องทำงาน ความสุขุมนุ่มลึกของโจวมี่ในเวลานี้ทำให้คยูฮยอนไม่กล้าจะเอ่ยขัดอะไรให้มากนัก
            “นายน้อย...เชิญครับ”
คยูฮยอนอยากจะค้านความคิดของ ชเว ชีวอน ในตอนนี้เหลือเกิน บางทีถ้าการที่เขาจะต้องเป็นนายน้อยของกลุ่มชเว...เขาก็ควรจะเรียนรู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูสิ... ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มเองก็ไม่อยากให้บรรยากาศที่ว่าตึงเครียดอยู่แล้วต้องทวีคูณขึ้นไปอีก ร่างโปร่งยอมก้าวเท้าออกจากห้องทำงานของชเว ชีวอนโดยมีโจวมี่พาออกไปอีกที ไม่ลืมที่จะเหลือบสายตากลับไปมองท่านประธานชเวผู้น่าเกรงขาม ชายหนุ่มไม่ต่างอะไรไปจากราชสีห์ แววตาเด็ดเดี่ยวทำให้เขามั่นใจว่าอย่างไรเสียงานนี้ฝั่งชเวไม่มีทางเสียเปรียบกลุ่มคิมเป็นแน่
            “เจอกันอีกแล้วนะ...นายน้อยของกลุ่มชเว อ้อ...และเพื่อนผู้แสนดี” ทันทีที่เปิดประตูห้องทำงานของชีวอนออกมา ทั้งเขาและโจวมี่ก็ต้องพบกับชายหนุ่มอีกคน... ร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงกำแพงอยู่อีกฝั่ง ลักษณะท่าทางแบบนี้ก็คงไม่พ้นพวกของกลุ่มคิมอีกตามเคย คยูฮยอนจ้องมองใบหน้าได้รูปซึ่งกำลังเลิกคิ้วยียวนเขาอยู่เช่นนั้น...การเอ่ยทักของฝ่ายนั้นบ่งบอกว่าหมอนี่เคยเจอเขามาก่อน เด็กหนุ่มนิ่งคิด...จวบจนนึกขึ้นได้...
            หรือจะเป็นเหตุการณ์ในวันนั้น ...วันที่ย่านการค้าของกลุ่มชเววุ่นวายไปด้วยเหตุการณ์เสียงปืนปริศนาที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ ตอนที่เขารับโทรศัพท์จากชีวอนและวินาทีถัดมา ร่างของใครบางคนมายืนตรงหน้าตามด้วยกระบอกปืนที่กระแทกลงบนหลังคอ...
            ไอ้หมอนี่งั้นสิ...
            “ฮวัง ชานซอง...ก็ยังคงเป็นสุนัขรับใช้ของกลุ่มคิมได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่น่าเชื่อจริงๆ” เป็นโจวมี่เองต่างหากที่เอ่ยประโยคเมื่อครู่ ส่วนใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายกลับมีรอยยิ้มที่มองอย่างไหร่ก็ไม่ต่างไปจากประธานของกลุ่มคิมเผยขึ้น
            “เอาเถอะเพื่อน... พวกเรามันมีอุดมการณ์กันคนละอย่าง...นายเป็นมือขวาของกลุ่มชเว ฉันเป็นมือขวาของกลุ่มคิม มันก็สมน้ำสมเนื้อกันแล้วหนิ” คนที่เพิ่งประกาศตัวว่าเป็นมือขวาของกลุ่มคิมว่าอย่างสบายใจ คยูฮยอนพิจารณาคำพูดของฮวัง ชานซองอย่างถี่ถ้วนก็ได้ข้อสรุปที่ว่า คนคนนี้ต้องเคยทำงานให้กลุ่มชเวก่อนจะไปอยู่กับกลุ่มคิมอย่างแน่นอน... โจวมี่ดูไม่สบอารมณ์ขึ้นมานิดหน่อยเนื่องด้วยเขาสังเกตเห็นเรียวมือที่กำหมัดแน่นของบอดี้การ์ดข้างกาย ดูเหมือน...วันนี้ใครๆ ต่างคุกรุ่นในอารมณ์ แม้แต่คนที่นิ่งสงบมาเสมอเช่นโจวมี่ก็ตาม...ส่วนต้นเหตุหนีไม่พ้นคนจากกลุ่มคิมทั้งสิ้น
            “ไปเถอะครับนายน้อย” สุดท้ายแล้วคนจากกลุ่มชเวก็ย่อมต้องแสดงท่าทีดั่งน้ำไหลเอื่อยเสมอ ชายหนุ่มชาวจีนถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปฏิกิริยาจากคู่สนทนามีเพียงส่งเสียงหัวเราะกวนประสาทอย่างที่คยูฮยอนเองยังนึกหงุดหงิดไปด้วย
            “อื้ม...” คยูฮยอนพยักหน้ารับ เขาเดินนำหน้าโจวมี่เพื่อตรงไปยังลิฟต์ที่จะส่งให้เขาขึ้นไปยังส่วนพักอาศัยชั้นบนสุดของตึกแห่งนี้ ส่วนโจวมี่ก็ทำหน้าที่เพียงส่งเขาที่หน้าลิฟต์ เจ้าตัวอาจต้องกลับไปสู่รบปรบมือกับสงครามเย็นที่ประธานของสองกลุ่มสร้างขึ้น ใจจริงแล้ว...คยูฮยอนไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งเรื่องระหว่างสองกลุ่มสักเท่าไหร่นัก เขารู้ว่าชีวอนเองก็ไม่ชอบใจที่จะให้เขาไปยุ่งย่ามมากนัก เหตุการณ์ครั้งที่แล้วมันสอนเขาแบบนั้น อีกทั้งเพราะชายหนุ่มเป็นคนดึงเขาให้มาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายตรงนี้ บางทีชีวอนเองอาจแค่อยากให้เขาอยู่อย่างสบายที่สุด มั่นคงที่สุด และปลอดภัยที่สุดมากกว่า
            กระนั้นก็เถอะ...ถ้าหากการที่คนอื่นเรียกเขาว่า นายน้อยของกลุ่มชเว เพียงเพราะเขาเป็นคนของชเว ชีวอนเท่านั้น... คยูฮยอนกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกตีค่าเป็นเพียงสมบัติของกลุ่มที่ใครก็แตะต้องไม่ได้... คนที่ไม่ได้สร้างประโยชน์จนบางทีอาจเป็นภาระอย่างเขาจะมั่นคงอยู่เคียงข้างชเว ชีวอนได้อย่างไร?
            ท่าทาง...สิ่งที่เขาเคยวาดไว้มันอาจไม่ได้สวยงามเช่นโรยด้วยกลีบกุหลาบ เส้นทางแห่งความแตกต่างมันเต็มไปด้วยขวากหนามต่างหาก...โลกแห่งความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่าความฝันอยู่แล้ว โจ คยูฮยอนน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วหนินะ...

            ห้องทำงานของชเว ชีวอนจำต้องต้อนรับประธานจากกลุ่มคิมเป็นครั้งแรก...แน่นอน การพบกันระหว่างพวกเขาส่วนใหญ่มักเจอกันตามงานของกลุ่มผู้มีอำนาจในเกาหลีใต้ซึ่งจัดโดยกลุ่มสมาพันธ์ส่วนกลาง ชเว ชีวอนไม่เคยหลีกเลี่ยงที่ต้องเจอศัตรูหมายเลข 1 อยู่แล้ว...อีกฝ่ายก็เช่นกัน แต่ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา...ปัญหาระหว่างกลุ่มชเวและกลุ่มคิมทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วยเพราะธุรกิจย่านการค้าของกลุ่มชเวดำเนินไปด้วยดี...ในขณะที่กลุ่มคิมกลับโทษว่าที่ตนเสียรายได้ไปมากก็เพราะอิทธิพลจากกลุ่มชเวเข้ามาครอบงำคนในโซลมากจนเกินไปเสียจนคนบางพวกเลือกที่จะขึ้นตรงต่อชเว และหันหลังให้กลุ่มคิมที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม มีการต่อสู้ระหว่างลูกน้องระดับล่าง ระดับกลาง... ในขณะเดียวกัน...กับคนในโซลเองที่รู้เช่นเห็นชาติกลุ่มคิมเป็นอย่างดีว่ามักเอาเปรียบเรื่องค่าเช่าที่ดิน ลามไปถึงการเก็บค่าคุ้มครอง การมอมเมาผู้คนด้วยยาเสพติดหรือการพนันผิดกฎหมาย ซึ่งกลุ่มชเวไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้ ไม่แปลกอะไรที่คนส่วนใหญ่จะไว้ใจคนจากชเวมากกว่า...
            ทางเดียวที่กลุ่มคิมจะแก้แค้นกลุ่มชเวได้ ก็เห็นจะเป็นการลอบกัดเมื่อมีโอกาส...และหวังจะโค่นล้มบริษัทในเครือชเวให้สิ้นซาก...ทว่า...มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคิม ยองอุนนัก หากชเว ชีวอนยังคงเป็นท่านประธานของกลุ่มชเวที่เฉลียวฉลาดและยากจะคาดเดาเกมเช่นนี้... ถึงอย่างนั้นคิม ยองอุนก็ยังพอมองเห็นช่องทางที่จะเอาชนะชายหนุ่มราชสีห์จากชเว โชคกำลังจะเข้าข้างเขาเป็นแน่ที่มีเด็กคนนั่นเข้ามาเอี่ยวในเรื่องนี้ มองปราดเดียวก็ทราบแล้วว่า โจ คยูฮยอนมีผลต่อชเว ชีวอนมากขนาดไหน
ถ้าต้องการให้ชเว ชีวอนตายอย่างช้าๆ ก็คงต้องกระชากหัวใจออกมาย้ำให้ป่นปี้!
            “ช่วงนี้คนของกลุ่มชเว...แลจะมีอิทธิพลก้าวล้ำเข้ามาในเขตของกลุ่มคิมมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีกนะครับคุณชเว” คิม ยองอุนว่าเสียงเรียบ ใบหน้าระบายยิ้มเล่ห์อย่างที่ชเว ชีวอนอยากจะซัดหมัดเข้าให้ หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่เขาเป็นวัยรุ่นและเพิ่งได้เรียนรู้งานภายในกลุ่มชเวใหม่ๆ ไม่ค่อยจะควบคุมความโกรธได้มากเท่าในตอนนี้ อย่าได้วางปืนไว้ใกล้ๆ เชียวล่ะ เขาชักมันขึ้นมาระเบิดสมองคนตรงหน้าเป็นแน่!
            “หึ...คนจากกลุ่มคิมก็ใช่ย่อย...ข้ามมาปล่อยยาในเขตของกลุ่มชเวเสียแล้ว อย่างน้อยก็ต้องขอบคุณผู้กำกับสน.ในเขตคังนัมที่รู้ว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของทางเรา” ชั้นเชิงในการโต้วาจาไม่มีใครยอมใคร...ชเว ชีวอนยกยิ้มเสมือนคนที่ถือไพ่เหนือกว่า คุณปู่สอนเขาเสมอในเรื่องมีไมตรีต่อผู้อื่น...การที่เขารู้จักผูกมิตรไว้กับผู้กำกับประจำ สน.คังนัมอย่างชอง ยุนโฮไว้ ทำให้การทำงานของกลุ่มชเวไม่เคยติดขัดนั่นเพราะพวกเขาไม่เคยทำอะไรผิดกฎหมายอย่างที่กลุ่มคิมกระทำเป็นประจำ แม้ผู้กำกับยุนโฮจะไม่รับปากในการปกป้องสิทธิของกลุ่มชเวในทุกๆ เรื่องแต่สำหรับลูกผู้ชายเช่นเขา ไม่มีครั้งไหนที่กลุ่มชเวทำเรื่องสกปรก หรือเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง...ลูกน้องของเขาทำงานได้ดี ซื่อสัตย์ เว้นเสียแต่คนที่มันทรยศไปอยู่กับกลุ่มคิม เช่น ฮวัง ชานซอง...
            “เรื่องปล่อยยามันเป็นความผิดพลาดของเจ้าพวกลูกน้องระดับล่าง...ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลยสักนิดเลยคุณชเว คุณก็ทราบดีว่าพวกเราต่อสู้กันด้วยเรื่องธุรกิจขนาดใหญ่...โรงแรม คาสิโน ศูนย์การค้า อย่าใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลยดีกว่า” คิม ยองอุนกล่าวคล้ายโบ้ยความผิดไปให้ลูกน้องเต็มกระบุง แต่ชีวอนก็ทราบดีอยู่แล้วว่างานนี้ไม่มีทางที่ประธานของกลุ่มจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
            “งั้นหรือ? หากเป็นเช่นนี้แล้วก็เท่ากับท่านประธานของกลุ่มคิมไม่จัดการดูแลลูกน้องให้อยู่ในความปกครอง ไม่สมกับเป็นท่านประธานผู้ทรงอำนาจเลยนะครับคุณคิม ไม่มีความเป็นผู้นำที่น่ายกย่องหรือ...บางทีอำนาจที่คุณมีอาจไม่มากพอจะดูแลคนในกลุ่ม นี่ส่อถึงความบกพร่องในการทำงานของกลุ่ม ลูกน้องของคุณถึงได้เที่ยวระรานกลุ่มชเวอย่างนั้น? จริงไหมครับ”
            “เหอะ...” กลับกลายเป็นผู้มาเยี่ยมเยือนที่ถูกหมัดฮุคผ่านวาจาแสกเข้ากลางหน้า...ถึงอย่างนั้นคิม ยองอุนก็ยังสามารถปั้นยิ้มด้วยท่าทางเป็นมิตรแม้ในใจชักจะเดือดดาลขึ้นมาหน่อย
            “ว่าอย่างไรล่ะครับ?”
            “ผมจะถือว่ามันเป็นคำแนะนำจากกลุ่มชเวที่น่าเก็บไปคิดทบทวน”
            “ก็ดีครับ...กลุ่มคิมอาจได้ปรับปรุงนิสัยช่างลอบกัดเช่นนี้เสียที”
            “วาจาร้ายกาจไม่เปลี่ยนจริงๆ คุณชเว...”
            “ผมก็จะถือว่านี่เป็นคำชมเช่นกัน” ชเว ชีวอนกดยิ้มเพียงนิด บางทีการใช้วาจาเป็นอาวุธในการต่อสู้มันก็สนุกไปอีกแบบ อย่างไรเสีย...ขึ้นชื่อว่านี่คือถิ่นของชเวแล้ว คนจากกลุ่มคิมก็ยากจะต่อกรใดๆ การพบหน้ากันครั้งนี้แม้เขาจะทราบดีว่าจุดประสงค์ของคิม ยองอุน คือการเข้าดูความเคลื่อนไหวในองค์กรของเขารวมไปถึงการเข้ามาลอบชมดอกกุหลาบเพียงหนึ่งเดียวซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งเลอค่าของกลุ่มชเว ชเว ชีวอนก็ไม่อาจปล่อยให้คนพวกนี้มันถือดีไปกว่าเดิม บางทีนิสัยของกลุ่มคิมก็ไม่ต่างกันมากนักทั้งลูกพี่ลูกน้อง...ฉลาดเป็นกรดแต่ความโง่ก็ฉุดให้ตกม้าตายได้เสมอ
            “ยินดีกับคาสิโนแห่งใหม่...หวังว่ามันจะไปได้สวยนะคุณชเว” คิม ยองอุนกล่าวขณะที่กำลังจะก้าวออกจากห้องทำงาน...เสี้ยววินาทีที่ชเว ชีวอนฉุกคิดในใจ... นั่นไม่ใช่คำยินดี แต่คำพูดของหมอนี่กำลังจะบอกว่าคาสิโนแห่งใหม่ของกลุ่มชเวและกลุ่มฮันกำลังจะถูกปั่นป่วนในเร็ววันต่างหาก!
            ถ้าหากคิดว่าสามารถเอาชนะกลุ่มชเวและกลุ่มฮันได้...หึ กลุ่มคิมจะลองดูสักตั้งก็คงไม่เสียแรง!
            “มันจะไปได้สวยแน่...อย่าห่วงไปเลยครับ อ้อ...คราวนี้ก็ควบคุมลูกน้องระดับล่างของกลุ่มคิมอย่าให้มาวุ่นวายที่คาสิโนล่ะ งานนี้ผมอาจไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น!
             
           
            คอนโดฯปิดไฟมืดสนิทในตอนที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามา...ชเว ชีวอนทราบในทันทีว่าลูกแมวของเขาคงอยู่ในห้องนอน แล้วก็ไม่ผิดคาด...กองผ้าห่มรวมไปถึงแอร์คอนดิชั่นที่เปิดไว้จนรู้สึกหนาวทำให้ชายหนุ่มอดจะส่ายหน้ากับตัวเองไม่ได้ เขาเดินไปกดปุ่มเพิ่มอุณหภูมิของแอร์ให้อุ่นขึ้น พลางพาตัวเองไปนั่งลงบนเตียงข้างเจ้าของร่างโปร่งที่ยังคงหลับไม่รู้เรื่อง ชีวอนสังเกตเห็นคอปกชุดนักเรียนก็ทำให้ทราบดีว่าเจ้าตัวยังไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยเสียด้วยซ้ำแถมยังนอนขลุกตัวอยู่เช่นนี้จนถึงหัวค่ำ
            “คยูฮยอน...” น่าแปลกที่เจ้าของชื่อรู้สึกตื่นขึ้นในเวลาเพียงไม่นานมากนัก เจ้าตัวขยับตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาราวกับไม่อยากจะลุกไปไหน มิหนำซ้ำยังเขยิบตัวออกห่างจากเขา ทั้งยังจงใจจะหลับตาเข้าสู่ห้วงนิทราต่อ ท่านประธานของกลุ่มชเวขมวดคิ้วมุ่น...อาการแบบนี้...มันผิดปกติ
            “คยูฮยอน...ไปอาบน้ำแล้วมาทานข้าวเย็น แล้วค่อยมานอนต่อ”
            “...........” ไม่มีเสียงตอบรับ...ชายหนุ่มถอนหายใจ เกิดจะพยศอะไรใส่เขาอีกล่ะ เด็กคนนี้...
            “ได้...อยากให้ฉันอาบน้ำให้อย่างนั้นหรือ?”
            “...........”
            “ถือว่าเธอตกลง” ชายหนุ่มปัดเอาผ้าห่มออกจากร่างของเด็กหนุ่มพลางรวบร่างเด็กตัวขาวให้ลุกขึ้นจากเตียง คนในปกครองตวัดสายตามองเขาอย่างตัดพ้อทั้งยังไม่ยอมโวยวายอย่างที่ควรจะเป็น ถึงตรงนี้แล้วกลับเป็นเขาเองต่างหากที่อ่านสายตาคู่นี้ออกอย่างชัดเจน ชีวอนจำต้องวางร่างนั้นลงบนตัก กระถดตัวขึ้นไปพิงหัวเตียงปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ กระทั่งเป็นเจ้าลูกแมวเองนั่นแหละที่เอ่ยปากพูดบางอย่างออกมา
            “ผมกำลังเป็นภาระของคุณหรือเปล่า...บางทีผมรู้สึกอย่างนั้น รู้สึกว่ากำลังทำตัวไร้ประโยชน์ให้กลุ่มชเว”
            “ไปเอาความคิดนี้มาจากไหนกัน หื้ม?”  ชายหนุ่มกดเรียวปากลงที่ข้างขมับของคนบนตัก เอ็นดูกับคำพูดเมื่อครู่...ถึงอย่างนั้นเขาก็ทราบดีว่าคยูฮยอนต้องการจะสื่ออะไร... เหตุการณ์หลายๆ อย่างเริ่มสร้างความกดดันในเด็กที่ยังไม่ทันจะบรรลุนิติภาวะดี แม้คยูฮยอนจะพูดออกมาอย่างนั้น สำหรับชเว ชีวอนแล้ว เขาไม่อยากจะให้เด็กคนนี้ได้รับอันตรายใดๆ ถึงได้ดูแลและไม่ต้องการให้ดอกกุหลาบของเขาต้องเฉามือต่างหาก อย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรก...เขาเดาไม่ผิดว่าคยูฮยอนมีบางอย่างที่น่าค้นหา... ตัวตนที่แท้จริงของเด็กหนุ่มที่เขามองว่าน่าทะนุถนอม บางทีอาจแข็งแกร่งมากกว่าภาพลักษณ์ภายนอกเสียอีก
            “ผมมานึกๆ ดูแล้ว ดูเหมือนใครหลายๆ คนจะคิดว่าผมเป็นแค่คู่นอนของคุณ ซึ่งนั่นมันทำให้ผมรู้สึกไม่ชอบ ไม่พอใจ แถมยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่กาฝากที่เกาะคุณไปวันๆ”
            “...อย่าคิดมากนักสิ” เขาพูดปลอบไปตามประสากระนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้คยูฮยอนอารมณ์เย็นลงสักเท่าไหร่ เจ้าตัวถึงได้พรั่งพรูความในใจออกมาจนหมด
            “ผมไม่ได้คิดมาก...ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่าผมไม่ได้มีประโยชน์แค่นอนกับคุณ หรือฝากชีวิตทั้งหมดไว้ที่คุณ แต่ผมอยากจะเป็นคนที่เคียงข้างคุณได้อย่างมั่นคง แข็งแกร่งก็เท่านั้น”
            “คยูฮยอนนา...ฉันรู้แล้ว สำหรับฉัน เธอก็รู้ว่าเธอเป็นมากกว่าทุกสิ่งที่ฉันเคยมี”
            “แล้วอีกอย่าง ผมไม่รู้ว่าสิทธิ์ของการเป็นคนของชเวจะอยู่กับผมไปอีกได้นานแค่ไหน แต่ผมจะไม่คืนสิทธิพิเศษนี้ให้คุณแน่ เพราะผม...” ลูกแมวตัวขาวเงียบเสียงฉับพลัน เจ้าตัวเม้มปากราวกับกลัวจะเผลอพูดอะไรออกมา ชายหนุ่มโอบร่างบนตักให้หันมาเผชิญหน้าตรงๆ กับเขา เฝ้ามองดวงตาสีนิลแวววาว มองเรียวปากสีระเรื่อที่ขยับมุบมิบไม่กล้าจะพูดออกมาเสียอย่างนั้น
            “เพราะอะไร? บอกมาสิ...”
            “...ไม่บอกหรอก!
            “ได้ไงล่ะเด็กคนนี้หนิ!!
มาทำให้เขาอยากรู้แล้วก็ทิ้งปริศนาไว้เสียเฉยๆ ถึงอย่างนั้นแล้วใช่ว่าชเว ชีวอนจะเดาไม่ออกเชียวล่ะ... โจ คยูฮยอนทำท่าจะปีนลงจากตักเขา ทว่าความว่องไวระดับท่านประธานของกลุ่มชเวก็สามารถรวบเอาร่างของเด็กหนุ่มไว้ในอ้อมแขนได้ชนิดทันท่วงที เขาพลิกตัวจนร่างของเด็กหนุ่มตกอยู่ภายใต้อาณัติของเขา เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่ใบหน้าขาวกลับขึ้นสีแดงน่ารักเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น และเพราะแรงดึงดูดของโลกกระมังที่ทำให้เขาโน้มหน้าลงไปคลอเคลียใกล้ผิวแก้มนวลก่อนจะวกมาลิ้มชิมรสที่กลีบปากสีอ่อน มอบจูบละมุนเพื่อยืนยันถึงความรู้สึกที่แม้ไม่ต้องพูดจาก็เข้าใจความหมายแฝงในรสจุมพิตนี้เป็นอย่างดี ทั้งที่ตั้งใจว่าจะยอมเว้นระยะเพื่อให้ร่างขาวหายจากการอาการบอบช้ำจากเพศรสเมื่อคืนก่อนๆ แต่ทว่า...ชายหนุ่มกลับไม่สามารถห้ามใจแตะต้องดอกกุหลาบดอกนี้อยู่ร่ำไป...
            “ไปอาบน้ำกัน...” เสียงทุ้มกระซิบบอก เขาสอดแขนใต้ขาพับพลางโอบอุ้มร่างโปร่งตรงไปยังห้องน้ำ แกะเกี่ยวเสื้อผ้าอย่างไม่รีบร้อน รอให้น้ำอุ่นในอ่างอยู่ในระดับที่สามารถลงไปแช่ตัวได้ บางทีถ้าการที่คยูฮยอนได้พูดความรู้สึกในใจออกมาให้เขาได้ทราบเช่นนี้แล้ว ชเว ชีวอนอาจสามารถจัดการกับระบบความคิดของอีกคนได้ง่ายขึ้น รับมือได้ไม่ยากอย่างที่เคยเป็นมา และเขาก็สามารถผลักดันให้คยูฮยอนแข็งแกร่งพอที่จะเป็นนายน้อยของชเวมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก...
            เขาไม่ต้องการซื้อใจคยูฮยอนด้วยความเสน่หา ด้วยเงินทองแม้กระทั่งอำนาจจากกลุ่มชเว แต่เขาต้องการการยอมรับจากคยูฮยอนเองต่างหาก...ต้องการให้คยูฮยอนผนึกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาโดยที่เจ้าตัวไม่ต้องนึกลังเลใดๆ แค่ต้องการจะให้เด็กคนนี้...ขาดเขาไปไม่ได้เหมือนที่เขาก็ขาดโจ คยูฮยอนไม่ได้เช่นเดียวกัน
            จากทีแรกที่เพียงแช่น้ำอุ่นด้วยกัน...จมูกโด่งกลับไล่ไต่ไปตามเนื้อผิวหลังเนินคอ ร่องรอยจากคืนก่อนๆ จางลงไปบ้าง ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่รีรอที่จะสร้างรอยซ้ำๆ ลงไปอีก...ในเมื่อเด็กคนนี้คือคนของเขา เขาไม่ต้องการที่จะให้ใครมาแตะต้องทั้งนั้น...เสียงครางหวิวดังขึ้นเมื่อยามที่ฝ่ามือร้อนเค้นคลึงสะโพกนิ่ม ยิ่งผู้นำเกมวาดมือผ่านไปที่ใดเสียงอื้อที่ร้องประท้วงก็ดังก้องเสียจนเด็กหนุ่มหน้าแดงซ่าน ดูน่ารักจนห้ามใจไม่อยู่จริงๆ  การปลุกเร้าอารมณ์ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า กลิ่นหอมจากเครื่องอาบน้ำอาจเทียบไม่ได้กับกลิ่นกายจากร่างขาว สองเรือนร่างขยับกายเข้าหากันราวกับไม่สามารถต้านแรงดึงดูด สูญเสียซึ่งการควบคุมใดๆ คยูฮยอนหลับตาปล่อยให้ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของชีวิตของเขากระทำแต่ใจต้องการแม้ความเจ็บระคนสุขจะประดังประเดมาในเวลาเดียวกัน คลื่นอารมณ์โหมพัดรัวแรง ไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ประสานเป็นหนึ่งเดียว กายบางสั่นสะท้านทุกคราที่ถูกกระตุ้นถึงจุดกระสัน น้ำอุ่นช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ช่องทางรักสีอ่อนเปิดรับความรุมร้อนที่แทรกกายเข้ามาหาอย่างต่อเนื่อง เรียวปากอิ่มเผยอร้องครางเสียจนเจ้าตัวนึกกระดากอาย ค่ำคืนนี้คงไม่อาจสิ้นสุดที่การปลดเปลื้องอารมณ์แต่เพียงเท่านี้เป็นแน่... แขนกลมกลึงโอบรอบกายกำยำ เผลอจิกเล็บไปบนต้นแขนซ้ายซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามทั้งยังมีรอยสักมังกรเล่นไฟเป็นพยาน
            ชเว ชีวอนทำให้ความต้องการของโจ คยูฮยอนไม่มีที่สิ้นสุด
            ...อาจไม่ต่างจากชายหนุ่มนักหรอก...
            ชเว ชีวอนก็คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเป็นโรคเสพติด โจ คยูฮยอนไปเสียแล้ว
           

            โจ คยูฮยอนไม่คิดว่าตัวเองจะได้มายืนอยู่ในงานเลี้ยงระดับผู้บริหารขนาดนี้...เด็กหนุ่มภายใต้ชุดสูทสีเทาอ่อนเหลือบสายตามองใครอีกคนที่เดินอยู่ข้างกาย... ชุดสูทสีดำเรียบหรูแต่แปลกที่ผู้ชายคนนี้กลับดูดีมากอย่างที่คยูฮยอนเองอดจะชื่นชมในใจไม่ได้...ทั้งที่ปกติชเว ชีวอนก็ใส่สูทไปทำงานเป็นประจำ แต่วันนี้กลับดู...หล่อมากอย่างที่เขา...ไม่อาจสบตาได้นานๆ
            โรงแรมของตระกูลอีคือที่จัดงานของสมาพันธ์ส่วนกลาง... คยูฮยอนจำได้ในทันทีว่าที่นี่คือโรงแรมของคุณพ่อซอนมี... แน่นอนว่าวันนี้หล่อนจะต้องมางานเป็นแน่ ทว่า...เรื่องหนึ่งที่คยูฮยอนสงสัย ถ้ากลุ่มชเวทำงานกับครอบครัวของซอนมีอยู่บ่อยๆ เหตุใดหล่อนถึงได้ไม่รู้จักชเว ชีวอนกัน...ครั้นที่แล้วชายหนุ่มไปส่งเขาที่โรงเรียนหล่อนก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร...บางทีเขาอาจต้องถามซอนมีให้รู้เรื่องเสียเองกระมัง...แต่ ถ้าซอนมีเจอเขาที่งานนี้ ก็เท่ากับ...ซอนมีต้องรู้เรื่องที่เขาเป็นคนของชเวน่ะสิ!
            ไม่ทันจะได้คิดทางหนีทีไล่...เรือนร่างบอบบางภายใต้ชุดเดรสสีโอลโรสก็เด่นสง่ามาแต่ไกล...คยูฮยอนอาศัยจังหวะนั้นหลบแผ่นหลังชายหนุ่มชั่วคราว
            “หลบใครหรือ? หรือว่าเธอเจอคนรู้จัก” เสียงเข้มเอ่ยถาม...คยูฮยอนเงยหน้ามองใบหน้าคมคายพลางระบายยิ้มแหย
            “ครับ...เพื่อนร่วมชั้น เธอเป็นลูกสาวของเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ เธอชื่อ ซอนมี” เด็กหนุ่มเล่าแจ้งแถลงไขให้อีกคนได้เข้าใจทว่าใบหน้าดั่งรูปสลักกลับระบายยิ้มขำเสียอย่างนั้น
            “อ้อ... ลูกสาวคุณดงวานสินะ ไม่ต้องกลัวไปหรอก...เธอน่าจะรู้จักซอนมีดีหนิ ว่าหล่อนเป็นเด็กผู้ดี มารยาทจัดว่าใช่ได้... แต่ก็นับว่าเป็นเด็กที่ไม่ชอบสังคมผู้ใหญ่สักเท่าไหร่อีกเช่นกัน ฉันคิดว่าซอนมีคงไม่เที่ยวโพนทะนาเรื่องของเธอหรอก”
            “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคุณชีวอน...แต่ว่า เอ๊ะ...” คยูฮยอนสังเกตเห็นซอนมีเดินหลบออกจากงานเมื่อคุณพ่อของหล่อนเผลอและมัวแต่คุยกับแขกเหรื่อ ทันใดนั้น...เขาเห็นซอนมีเดินตรงไปหาโจวมี่ที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประตูห้องจัดเลี้ยง
            ...ก็เพราะไม่เคยเข้าไปในงาน ไม่สนใจใครต่อใครนอกจากโจวมี่สินะ ซอนมีถึงได้ไม่รู้จักผู้เป็นนายของบอดี้การ์ดชาวจีนที่หล่อนมักเข้าไปพูดคุยด้วยเสมอ...
            “เธอจะเข้าไปในงานกับฉันไหม? ผู้ใหญ่ค่อนข้างเยอะ ฉันกลัวเธอจะอึดอัด แต่ฉันก็แค่เข้าไปพูดคุยกับคนในสมาพันธ์ไม่นานหรอก เธอคิดว่ายังไง?” เสียงของชเว ชีวอนฉุดความคิดของคยูฮยอนให้กลับมาสนใจจุดประสงค์หลักที่เขามางานใหญ่เช่นนี้ในฐานะนายน้อยของกลุ่มชเว ถึงจะรู้ว่าในใจกำลังประหม่าแต่คยูฮยอนก็พยักหน้าตอบรับที่จะเข้าไปในงานกับชายหนุ่ม ในเมื่อตัดสินใจมางานแทนที่จะนอนอยู่คอนโดฯเฉยๆ เขาก็ต้องลองดึงความมั่นใจตัวเองออกมาสักครั้ง...แค่อย่าทำตัวเงอะงะจนชเว ชีวอนขายหน้าก็พอ...แสดงตัวตนว่าเขาไม่ใช่นายน้อยของกลุ่มชเวเพราะเป็นเพียงคู่นอนของท่านประธานกลุ่มเท่านั้น แต่จะเป็นคนที่เคียงข้างชเว ชีวอนได้อย่างมั่นคงต่างหาก!
            ดูเหมือนคนในงานจะแปลกใจไม่น้อยที่ท่านประธานของกลุ่มชเวมีเด็กหนุ่มขนาบข้างกาย นี่ยิ่งเรียกความสนใจต่อสายตาใครหลายๆ คนยิ่งนัก... การปรากฏตัวของชเว ชีวอนทำให้คนภายในงานหยุดสายตาไว้แต่เพียงชายหนุ่มซึ่งขึ้นชื่อว่ามีอิทธิพลมากที่สุดในโซล ผู้ใหญ่จากสมาพันธ์คือกลุ่มคนแรกที่เขาจำต้องเข้าไปทักทาย
            “สวัสดีครับคุณจาง วูบิน และคุณนายจาง”
            “ครับคุณชเว แล้วนี่...” ผู้ใหญ่จากสมาพันธ์มองใบหน้าของเด็กหนุ่มตัวขาวอยู่ชั่วครู่ พิจารณาเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูเหมือนจะถือสิทธิ์มากกว่าใครๆ ชเว ชีวอนไม่เคยพาใครออกงาน และเด็กคนนี้ก็คือคนแรก...
            “โจ คยูฮยอนครับ ยินดีที่ได้รู้จัก...ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ คุณจางวูบินและคุณนายจาง”
            “เป็นเด็กที่พูดจาฉะฉานดีจริงนะครับ...”
            “หน้าตาน่ารักจริงเชียวนะคะ”
            ชเว ชีวอนเองยังนึกทึ่งในตัวเด็กหน้าแมวในวันนี้...จากเด็กที่ดวงตาแฝงไปด้วยความไม่มั่นใจ...แต่วันนี้คยูฮยอนกลับทำให้เขาเชื่อว่าเลือกคนไม่ผิด... เป็นดอกกุหลาบที่เหมาะกับกลุ่มชเวมากอย่างที่ชายหนุ่มอดภูมิใจไม่ได้ คยูฮยอนมีบุคลิกที่เข้ากับผู้ใหญ่ได้ดี...เผลอคิดๆ ว่าบางทีที่คุณปู่และคุณย่าของเขาชอบคยูฮยอนมากอาจเพราะเจ้าตัวมีเสน่ห์ในด้านนี้ เขาเฝ้ามองคยูฮยอนพูดคุยกับคนจากสมาพันธ์ส่วนกลางอย่างเพลินตา จนกระทั่งดวงตาคู่คมเหลือบเห็นมือขวาของกลุ่มคิมอยู่ไม่ห่าง ฮวัง ชานซอง อยู่ในงานขนาดนี้มีหรือท่านประธานอย่าง คิม ยองอุนจะไม่มาด้วย?
            “เฮ้ย!” สูทตัวสวยเปรอะไปด้วยน้ำหวานจากบริกรที่ไม่ทันระวัง... คยูฮยอนก้มมองเสื้อสูทของตนเองที่ดูไม่จืดสักเท่าไหร่ ทันใดที่ชเว ชีวอนคว้าเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเสื้อสูทที่มีรอยเปื้อนอย่างเบามือ เสียงทุ้มกระซิบบอกว่าจะพาเขาไปล้างตัวที่ห้องน้ำ ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่อาจเสียมารยาทที่จะให้ชเว ชีวอนเดินออกจากงานเสียดื้อๆ
            “ไม่เป็นไรครับคุณชีวอน...ผมไปได้เอง ไม่ต้องเป็นห่วง” คยูฮยอนไม่รอให้ใครอีกคนคัดค้าน ร่างโปร่งเดินออกจากงานไปยังห้องน้ำซึ่งอยู่ถัดไปจากห้องจัดเลี้ยงไม่ไกล...อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ซุ่มซ่ามเองจนชีวอนต้องขายหน้าละกัน...จะถือว่านี่เป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ทว่าใครจะคิดว่าเขาจะเจอใครที่หน้าห้องน้ำเข้า...ถ้าไม่ใช่...ท่านประธานจากกลุ่มคิม!
            “นายน้อยของกลุ่มชเว...ยินดีที่ได้พบกัน”
            “อ่าครับ” เด็กหนุ่มแค่ตอบรับไปตามมารยาท... ดวงตาจอมเจ้าเล่ห์มองเขาอย่างวางมาด ไม่ชอบเลยจริงๆ กับการถูกจับจ้องแบบนี้...เห็นทีเขาควรต้องหลีกหนีสถานการณ์น่าอึดอัดนี่...เมื่อตั้งท่าจะเดินหนี ร่างใหญ่กลับเอี้ยวตัวมายืนตรงหน้าเด็กหนุ่มจนได้ คยูฮยอนตวัดสายตามองอย่างไม่ชอบใจ...ซึ่งสำหรับคิม ยองอุนแล้วกลับมองว่าท่าทางแบบนี้ช่างน่าปราบพยศยิ่งนักล่ะ!
            “ฉันแค่อยากจะบอกอะไรกับเธอหน่อย...”
            “.....”
            “คิดจะเป็นนายน้อยของกลุ่มชเวมันไม่ง่ายนักหรอกเด็กน้อย...โลกของหมอนั่นมันแตกต่างจากเธออย่างสิ้นเชิง...เผลอๆ เธออาจเป็นแค่นายน้อยคั่นเวลาของชเว ชีวอนก็ได้... ฉันแค่เตือนด้วยความหวังดี”
            บอกเขาที...ว่านี่มันคือความหวังดี? คยูฮยอนระบายยิ้มเหยียด...เขาไม่เคยคิดว่าตนจะต้องมายกยิ้มเช่นนี้ให้แก่ใครสักคน...ซึ่งคนผู้นั้นก็คือศัตรูหมายเลข 1 ของชเว ชีวอน...เป็นคนที่คิดหมายมั่นจะโค่นล้มชเว คนที่คิดจะฆ่าคนที่เขารักมากที่สุด... เด็กหนุ่มมั่นใจว่าคำพูดจากปากคนคนนี้ไม่สำคัญไปกว่าความรู้สึกที่เขาและชีวอนรับรู้กันเพียงแค่สองคน...
            ถ้าจะหวังให้เขาหมดความมั่นใจในการเป็นคนของชเวด้วยคำพูดพล่อยๆ ล่ะก็...บางทีท่านประธานคิมคงคิดตื้นไปเสียแล้วล่ะ
            “ขอบคุณสำหรับความหวังดีครับคุณคิม...แต่ผมไม่ขอรับมันไว้ดีกว่า...”
            “.....”
            “...คยูฮยอน! นายมาที่นี่ได้ยังไงกันน่ะ”
เป็น อี ซอนมีที่ร้องเรียกชื่อเขาเสียงดัง หล่อนอาจกำลังตกใจที่เจอเขาในเวลานี้ แต่แน่นอน...คยูฮยอนขอบคุณที่ซอนมีสามารถทำให้เขาหลุดจากสถานการณ์น่าปวดหัวนี้ได้...เด็กหนุ่มก้าวผ่านร่างหนาของท่านประธานคิม เดินตรงไปยังซอนมี ข้างหลังของหล่อนมีโจวมี่เดินตามมาติดๆ เขารู้ว่าโจวมี่เองต่างหากที่เป็นคนช่วยพาให้ซอนมีมาเจอเขาและช่วยให้หลุดพ้นจากการโต้เถียงวาจากับคิม ยองอุนได้อย่างหวุดหวิด สาวสวยยิงคำถามรัวใส่เขาในสิ่งที่สงสัย อาจไม่จำเป็นที่ต้องปิดบังเพื่อนคนนี้อีกต่อไป...คยูฮยอนจำต้องเปิดปากเล่าความเป็นไปเป็นมาในสิ่งที่สามารถพูดได้ให้หล่อนฟัง...อย่างน้อยก็เพราะซอนมีคือคนพิเศษของโจวมี่...เขาไว้ใจหล่อนพอๆ กับไว้ใจคนจากกลุ่มชเวทุกคน...
            ฟากคนที่เพิ่งจะโดนเพิกเฉยใส่มองตามร่างขาวจัดอย่างนึกรำคาญใจ...เด็กคนนี้ยากจะรับมือ ผิดคาดไปจากที่วางแผนไว้ในทีแรก...คิม ยองอุนประเมินค่าเด็กคนนี้ต่ำไปเสียแล้ว โจ คยูฮยอนไม่ใช่เด็กไม่ประสีประสาที่จะโอนอ่อนต่อคำพูดใครง่ายๆ นิสัยแบบนี้...ชเว ชีวอนต้องเป็นคนหล่อหลอมให้แก่เด็กนี่เป็นแน่... นับว่างานนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ ที่จะกระชากหัวใจของชเว ชีวอนมาทำลายให้สาใจ!

            แต่เชื่อได้เลย...ว่าประธานจากกลุ่มคิมจะไม่มีวันแพ้ไอ้พวกกลุ่มชเวอีกต่อไป !!!

                                   


                                   
Talk*
จริงๆ คือยังสอบไม่เสร็จนะ แต่ว่างเลยรีบมาอัพ ก่อนหน้านี้คือซ้อมเต้นรัวๆ เอาล่ะจังหวะนี้ก็คลอดตอน 7 ออกมาได้สักที ฮอลลลลลลลลลลล ขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้มี 10 ตอนจบนะ ><
จะว่าไปตอนนี้มีฉากนั้นเบาๆ อย่าโดนอะไรเลย 5555555
ปล.เรื่องรวมเล่ม อีกไม่นานนะ เดี๋ยวจะมาแจ้งรายละเอียด เก็บตังค์รอเถิดจะเกิดผล TvT

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

[Fic WK] Rose Addict : Chapter 6


Rose Addict

- 6 -

            ลวดลายมังกรซึ่งพาดผ่านไปตามหัวไหล่หนากำลังเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เจ้าของร่างสูงใหญ่เงยหน้ารองรับสายน้ำเย็นภายใต้ฟักบัว สายเอาการกว่าเขาจะพาตัวเองลุกออกจากเตียงนอน ภารกิจรักเมื่อคืนแม้จะจบลงในเวลาอันสั้นอาจด้วยเพราะปัจจัยหลายๆ แต่แปลกที่เขากลับหลับลึกตลอดทั้งคืน มันนานมากแล้วที่หัวสมองของท่านประธานชเวจะไม่มีเรื่องงานเข้ามารบกวนทว่ากลับมีเพียงแต่เด็กตัวขาวที่ปั่นป่วนใจเขาแทบจะทุกวินาที เพียงแค่ตื่นนอนเขาก็ห้ามใจที่จะจุมพิตอรุณสวัสดิ์ไม่ได้ ห้ามไม่ให้ป้อนจูบดูดดื่มไม่ได้ และห้ามไม่ให้แตะสัมผัสเรือนร่างสวยงามนั่นไม่ได้เช่นกัน...กว่าจะยับยั้งชั่งใจไม่ทำให้ร่างนี้ต้องบอบช้ำไปมากกว่าเก่า ลูกแมวของเขาก็แทบกลั้นเสียงครางจนตัวอ่อน
            ชเว ชีวอนเสียงานราวกับเด็กวัยคะนองและดูเหมือนลูกน้องของเขาก็คงจะทำเป็นปิดหูปิดตา...ไม่แม้แต่จะขึ้นมารบกวนทั้งที่วันนี้ไม่ใช่วันหยุดแท้ๆ
            หลังทำธุระส่วนตัวเสร็จ เขาก้าวออกมาจากห้องน้ำพลางทอดสายตาไปยังเตียงนอนกว้างขวางซึ่งยังคงมีกองผ้าห่มกองใหญ่ ภายในบรรจุเด็กหนุ่มที่กำลังนอนขดตัวเนื่องด้วยอาการอ่อนเพลียจากบทรักเมื่อคืน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ควรปลุกเจ้าตัวให้ตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวเสียดีกว่านอนขลุกอยู่เช่นนั้น เมื่อคิดได้ชเว ชีวอนก็นั่งลงที่ปลายเตียง ส่งฝ่ามือใหญ่ไปลูบแผ่นหลังบางภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ไม่นานลูกแมวตัวขาวก็สะดุ้งตื่น ดวงตาคู่โตตวัดมองกันเล็กน้อย พร้อมด้วยใบหน้าที่จู่ๆ กลับขึ้นสีขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขายิ้มขำในขณะที่สวมเสื้อกล้ามไปด้วย
            “ไปอาบน้ำเถอะ...สายมากแล้ว”
            “อ่าครับ...” เสียงนุ่มทุ้มฟังดูพร่าไปเสียหน่อย ใบหน้าที่เหยเกไปเล็กน้อยเมื่อขยับตัวบ่งบอกถึงความบอบช้ำทางร่างกายได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มนึกปลง บางทีเขาควรต้องเว้นระยะการมีสัมพันธ์สวาทไปคยูฮยอนอีกนานแม้จิตใต้สำนึกภายในจะต้องการเด็กคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม
            “ลุกไหวหรือเปล่า...” เมื่อไม่มีการตอบรับ...เขาจึงเลือกที่จะอุ้มร่างโปร่งซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มไปส่งถึงหน้าห้องน้ำให้รู้แล้วรู้รอด เจ้าตัวอ้าปากจะพูดอะไรต่อ หากท่านประธานชเวก็ไม่อยากให้ใครอีกคนต้องเอ่ยอะไรไปมากกว่านี้ เขากดจูบลงไปเบาๆ บนปลายจมูกรั้น ส่วนมือก็รับเอาผ้าห่มจึงห่อตัวเรือนร่างโปร่งกลับมาอีกที ประตูห้องน้ำปิดสนิทซึ่งชายหนุ่มเองคงไม่รู้ว่าเบื้องหลังประตูที่ว่าใครอีกคนใจเต้นจนอกแทบจะระเบิด...
            เรือนร่างตรงหน้าในเงากระจก...มันคือตัวเขาจริงๆ น่ะหรือ...เรียวนิ้วลูบใบหน้าไล่ลงมาที่ริมฝีปาก...ลำคอของเขามีรอยคิสมาร์คไม่ค่อยเด่นชัดมากอาจเพราะชเว ชีวอนรู้ดีว่าหากมีใครมาพบเข้า มันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไหร่ ทั้งโจ คยูฮยอนก็คงไม่มีคำอธิบายแก้ข้อสงสัยแด่ผู้พบเห็นมากไปกว่าการอ้างว่าถูกแมลงกัด มันฟังดูไม่เข้าท่าหรอก... เนินอกราบเรียบมีรอยแดงประปรายมากจนน่าตกใจ เนื้อผิวสีขาวจัดตัดกับรอยประทับสีกุหลาบ เด็กหนุ่มไม่กล้าไล่สายตามองช่วงล่าง มันปวดหนึบทิ้งความเจ็บแรกบริสุทธิ์ ไม่สบายตัวเพราะคราบรักและเลือดที่เปื้อนตรงโคนขา
            ความฝันในตอนนั้น...มันอาจหมายถึงสิ่งนี้...
            เขาตกเป็นของใครคนนั้นอย่างสมบูรณ์...ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่ในหัวใจก็กำลังถูกกัดกิน...
            มันเป็นช่วงเวลาอันสั้นที่เต็มไปด้วยอันตราย...เวลาสั้นๆ ที่ได้พบกันมันอาจไม่ได้สร้างความมั่นคงให้กับคนอื่น แต่สำหรับโจ คยูฮยอน...มันเป็นข้อยกเว้น
            หลังจากอาบน้ำอุ่นจนสบายตัว เด็กหนุ่มคว้าเอาเสื้อคลุมที่ดูเหมือนจะเป็นไซส์ของเจ้าของห้องซึ่งมันแขวนไว้ราวกับรอให้กายบางนำมันมาปกปิดร่างกายชั่วคราว ทุกก้าวที่ย่างเดินลำบากขึ้นมานิดหน่อย บางทีคยูฮยอนกลับยังรู้สึกว่าผู้ชายคนคนนั้นยังคงอยู่ในตัวเขาด้วยซ้ำ อดจะกัดริมฝีปากล่างไม่ได้เมื่อรู้สึกถึงความเจ็บที่แล่นแปลบขึ้นมาจากช่วงล่าง ในตอนนี้ชเว ชีวอนไม่ได้อยู่ในห้องนอนเสียแล้ว เตียงนอนหลังใหญ่ถูกเปลี่ยนผ้าปูใหม่เอี่ยม น่าแปลกที่ใช้เวลาเพียงไม่นานแถมยังเงียบเชียบ แม้แต่แม่บ้านซึ่งเป็นคนของชเวยังน่าทึ่งอยู่ไม่หยอก ใกล้กันนั้นมีชุดลำลองของเขาว่างเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ
            “...ชุดนักเรียนล่ะ?” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง... ห้วนนึกถึงตอนฝ่ามือใหญ่เกี่ยวแกะชุดที่ว่าแล้วแก้มนวลยิ่งแดงซ่าน โจ คยูฮยอน สะบัดใบหน้าไล่ภาพที่ติดผนึกในห้วงความคิด เขาคิดว่าตัวเองควรใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วออกไปหาอะไรทานตามที่กระเพาะส่งเสียงเรียกร้องเสียที!
            ชายหนุ่มที่มีดีกรีเป็นถึงท่านประธานของกลุ่มชเวก็ยังคงดูดีเสมอแม้ไม่ได้ใส่สูทผูกไทด์ เส้นผมสีเข้มที่ไม่ได้เซ็ตเป็นทรง ร่างกำยำสวมเสื้อกล้ามเผยรอยสักตรงหัวไหล่ซ้าย ภาพลักษณ์แบบนี้ทำให้ท่านประธานชเวที่ใครต่อใครเกรงขามกลับดูเด็กลงหลายปี เป็นอีกมุมหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นจากคนคนนี้ คยูฮยอนสืบเท้าไปยังโต๊ะอาหารซึ่งมีเจ้าของรูปหน้าคมคายนั่งรออยู่ก่อนแล้ว คยูฮยอนเหลือบสายตามองนาฬิกาฝาผนังแล้วก็ต้องเบิกตาโพลง แหงล่ะ...ที่มันเกือบเที่ยงแล้วหรือ? ถึงอย่างนั้นบนโต๊ะกลับมีออมเล็ตหน้าตารับประทานส่งกลิ่นหอมยวนสายตา เคียงด้วยแซนวิชขนาดพอดีคำ มันน่าทานเสียจนนึกอยากจะจับช้อนตักเข้าปากเลยเสียเดี๋ยวนี้...ติดก็ตรงที่อีกคนมัวแต่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่เช่นนั้น...
            “คุณชีวอน...” เด็กหนุ่มเรียกชื่ออีกคนเสียงเบากระนั้นเจ้าของชื่อก็ลดหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งบดบังโครงหน้าได้รูปลงในทันที
            “ทานสิ...เสียงท้องของเธอมันดังมากเสียจนฉันหิวแทนแล้วล่ะ” เสียงหัวเราะทุ้มๆ พร้อมรอยยิ้มขำๆ ชวนน่าหงุดหงิดดีเป็นบ้า คยูฮยอนไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าตัวเองจะดูน่าตลกในสายตาของคนอายุมากกว่าอย่างไร เจ้าตัวจับช้อนส้อมให้ถนัดมือก่อนจะลงมือทานอาหารมื้อแรกของวันท่ามกลางสายตากึ่งหมั่นเขี้ยวกึ่งเอ็นดู
            “ว่าแต่...คุณไม่ไปทำงานหรอ?” ทั้งที่ยังตั้งใจทานออมเล็ตแต่มันก็อดถามไม่ได้ ท่านประธานของกลุ่มชเวขาดงานไปเสียเฉยๆ แบบนี้ได้อย่างไรกันล่ะ? ทว่าท่าทีสบายๆ ของชเว ชีวอนก็ทำให้คยูฮยอนเดาคำตอบได้ไม่ยากนัก
            “หยุดพักสักวันก็ไม่เห็นจะเป็นไร”
            “แหงสินะ...คนเป็นประธานบริษัทจะขาดงานวันไหนก็ได้นี่...อ่า แย่แล้ว!” นั่นน่ะสิ!!! เขาลืมไปได้อย่างไรว่าวันนี้มีสอบเก็บคะแนนวิชาภาษาจีน...แถมคาบเรียนยังเป็นคาบเช้าอีกต่างหาก คิดได้ดังนั้นคยูฮยอนก็ถลาตัววิ่งไปหยิบโทรศัพท์มือถือภายในห้องนอน กดเบอร์โทร.หาเพื่อนสนิทตาตี่ ชายหนุ่มมองภาพโกลาหลเล็กๆ ของเด็กหน้าแมว ร่างโปร่งเดินวนไปวนมารอบห้องในขณะที่คุยโทรศัพท์ไปด้วย เรียวคิ้วที่ขมวดมุ่นบ่งบอกถึงความวิตก เมื่อวางสายคยูฮยอนก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะอาหารพร้อมใบหน้าที่บูดบึ้งเสียยิ่งกว่าเดิม
            “ผมลืมไปเลยว่าวันนี้มีสอบเก็บคะแนนภาษาจีนน่ะครับ”
            “แล้วเพื่อนเธอว่ายังไงล่ะ?”
            “ซองกยูบอกว่าถ้าใครไม่สอบก็คือไม่มีคะแนนเก็บส่วนนี้ แต่ถ้าอยากมีคะแนนสักครึ่งหนึ่งก็ต้องคัดจีนไปส่ง...ดูเหมือนว่าต้องเขียนเป็นความเรียงซะด้วย ผมเก่งภาษาจีนที่ไหนกันล่ะ!” ยิ่งพูดเด็กหนุ่มยิ่งมีน้ำโห ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณครูลีอินแล้ว เธอเป็นครูสาวชาวจีนที่เข้มงวดเสียจนน่าปวดหัว แล้วเขาเองไม่ได้มีคะแนนที่ดีในวิชานี้เลยเสียด้วยซ้ำ นี่อาจต้องคว้าเกรดแบบลุ่มๆ ดอนๆ อีกแล้ว นึกกระฟัดกระเฟียดกับตัวเองได้สักพัก เจ้าของเสียงทุ้มก็กล่าวขึ้น
            “ภาษาจีนกับฉันมันเป็นของคู่กันอยู่แล้ว ไหนๆ วันนี้ฉันก็ไม่ได้ไปทำงาน ถือว่ามาเป็นครูสอนพิเศษให้เธอล่ะกันนะคยูฮยอน” ไม่มีเหตุผลอันใดที่คยูฮยอนจะไม่เชื่อในทักษะภาษาจีนของท่านประธานชเวซึ่งเพิ่งจะไปติดต่อเจรจามาหมาดๆ กับทางกลุ่มฮัน แต่มากไปกว่านั้น เขามองรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของอีกฝ่ายอย่างรู้เชิงต่างหาก ถึงแม้ชเว ชีวอนจะไม่ใช่คนแสดงออกทางสีหน้ามากนัก...แต่น้อยครั้งที่รอยยิ้มที่ว่าจะปรากฏ และน้อยครั้งมากอีกนั่นแหละที่ดวงตาคู่คมกำลังฉายแววขี้เล่น
            ชเว ชีวอน เป็นผู้ชายที่เดาอารมณ์ได้ยากยิ่ง...นั่นคือสิ่งที่คยูฮยอนประจักษ์แก่ใจ
“หวังว่าคุณจะไม่คิดค่าจ้างหรอกนะ!
“แน่นอน...ก็แค่อาจมีรางวัลตอบแทนนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น... รีบทานอาหารเถอะ เดี๋ยวมันจะเย็นชืดหมด” อดจะหมั่นไส้ท่าทีสบายๆ ไม่ได้ ชายหนุ่มละเมียดทานออมเล็ตโดยไม่สนใจสายตาคาดโทษของเด็กตัวขาวอีกต่อไป
...ขอให้ไอ้รางวัลตอบแทนที่ว่าไม่ส่งผลเสียต่อตัวเขาเป็นพอ!

สำเนียงภาษาจีนของชเว ชีวอนน่าฟังแถมยังใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา โชคดีที่อย่างน้อยในกระเป๋าเป้ของคยูฮยอนยังก็อุตส่าห์พกหนังสือวิชาภาษาจีนไว้ สำหรับเด็กหนุ่มที่เรียนภาษาจีนมาก็นาน แต่ทักษะก็ไม่ได้แน่นอะไร พอมีครู(คนพิเศษ)มาสอนแบบนี้ก็นับว่าช่วยได้มากทีเดียว ปลายดินสอจรดคัดอักษรจีนตามรูปประโยคไปทีละคำ...คำไหนที่ผิดก็จะถูกปลายปากกาจากอีกคนตีที่หลังมือเบาๆ แล้วแก้คำใหม่ให้อยู่เช่นนั้น ถ้าหากเขาไม่ชินกับใบหน้าคมดุของผู้ชายคนนี้แล้วล่ะก็ คงได้หัวตื้อคิดอะไรไม่ออกมากว่าเดิมแน่ๆ
“ไม่ใช่คยูฮยอน...เขียนผิดรูปประโยคอีกแล้ว” เด็กหนุ่มมุ่นหน้าเป็นรอบที่ร้อยของวัน
“ก็...” พูดได้แค่นั้นก็ต้องก้มหน้าใช้ยางลบลบแล้วแก้ใหม่โดยที่คราวนี้ชายหนุ่มไม่บอกเสียด้วยว่าไอ้คำที่เขาเขียนผิดมันผิดตรงไหน อย่างไร ในสายตาคยูฮยอนแล้ว...มันก็เขียนถูกแล้วนี่!
“ภาษาจีนมันไม่ได้ยากหรอกนะ...ถ้าเธอขยันอ่าน ขยันทบทวนมากกว่านี้ สำเนียงภาษาจีนเธอก็นับว่าใช้ได้ ฝึกอีกหน่อยเดี๋ยวก็เก่ง” นับว่าเป็นคำปลอบใจที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย คยูฮยอนวางดินสอลงอย่างจนใจ ฟุบใบหน้าลงกับกระดาษที่เต็มไปด้วยความเรียงที่เขาเขียน หัวสมองของเขามันหยุดนิ่งชั่วขณะ แค่เห็นอักษรภาษาจีนก็ตาลายไปหมด อดจะบ่นอุบอิบไม่ได้
“ยากจะตาย ใครจะอยากทบทวน”
斗、寻觅发现,而不屈服。[人丁尼生](Fèndòu, xúnmì, fāxiàn, ér bù qūfú [Shīrén dīng ní shēng]) ประโยคคำคมภาษาจีนเมื่อครู่ทำให้คยูฮยอนเงยหน้าขึ้นสบตาใครอีกคนที่มองมาอย่างเอ็นดูก่อนริมฝีปากได้รูปจะขยับเอ่ยความหมาย ต่อสู้ ค้นหา ค้นพบ และไม่ยอมแพ้”
“........” ใบหน้าขาวพยักหน้ารับฟัง เพราะอย่างนี้สินะ...ความแตกต่างระหว่างเขากับผู้ชายคนนี้ ดูเหมือนความเป็นเด็กในตัวเขาช่างแตกต่างกับมุมมองความเป็นผู้ใหญ่ของชเว ชีวอนอย่างสิ้นเชิง
“ฉันสักคำว่า 斗、(ต่อสู้) ไว้ที่อกซ้ายก็เพื่อทำให้ตระหนักอยู่เสมอว่า ฉันเดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่เหมือนคนอื่น... การต่อสู้เท่านั้นคือสิ่งที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไป”
“อ่า ผมจำได้แล้ว...” เด็กหนุ่มรับคำอ้อมแอ้มในลำคอพลางนึกถึงตอนที่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของเจ้าของร่างสูงใหญ่เมื่อคืน นอกเหนือจากลวดลายมังกรเล่นไฟตรงหัวไหล่ของผู้ชายคนนี้แล้ว รอยสักที่เขาสงสัยว่ามันคือคำว่าอะไร ก็คือคำๆ นี้อย่างนั้นสินะ
“เธออายุก็แค่นี้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งท้อใจอะไรง่ายๆ นักสิ อีกหน่อยพอเป็นนายน้อยของกลุ่มชเวจริงๆ แล้วจะบ่นเหนื่อยไม่ได้เชียว” ว่าพลางกลั้วหัวเราะ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาขยี้กลุ่มผมสีเข้มก่อนจะเลื่อนลงมาดีดปลายนิ้วลงบนสันจมูกรั้นเบาๆ ดวงตาคู่โตตวัดมองเอาเรื่อง คนที่ชอบทำตัวเหมือนแมวอ้าปากจะงับปลายนิ้วที่บังอาจมายุ่งย่ามบนเครื่องหน้าของเขา ทว่าไม่ทันจะได้งับลงหรอก เรียวปากอุ่นๆ ก็เคลื่อนมาแตะสัมผัสลงที่ข้างมุมปากเสียก่อน...รูปหน้าหล่อเหลาผละออกพร้อมรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ จุดอ่อนของเขากลายเป็นเรื่องที่ชเว ชีวอนเดาได้ไม่ยากแถมยังรู้ดีเสียยิ่งกว่าอะไรไปแล้ว...
“เมื่อกี้น่ะ...ผมถือเป็นค่าจ่างที่คุณมาสอนพิเศษผมแล้วนะ” ฟังจบคนอายุมากกว่าก็หัวเราะในลำคอ
“เธอจะตอบแทนท่านประธานของกลุ่มชเวด้วยค่าจ้างเพียงเท่านี้ ไม่เอาเปรียบกันไปหน่อยหรือไง?”
“ผมก็มีเท่านี้ก็เอาไปเท่านี้สิครับ!” เด็กตัวขาวเลือกที่จะเถียงชายหนุ่มผู้ซึ่งถือไพ่เหนือกว่ากันเห็นๆ
“ฉันไม่เร่งรีบสำหรับค่าจ้างสอนพิเศษเธอหรอกนะ...ยังไงเสีย พอถึงตอนนั้น...ค่าจ้างที่ฉันต้องการ อาจกลายเป็นความสุขของเรา” ท้ายประโยคจงใจเคลื่อนใบหน้ามากระซิบที่ข้างหู ไหนจะน้ำเสียงฟังดูไม่น่าไว้ใจแบบนั้น...คิดว่าเขาไม่รู้หรือไงว่าไอ้ความสุขที่ว่า...มันหมายถึง...
..............โว้ย!! ที่แท้ก็ตาลุงลามกล่ะนะ! ผู้ชายคนนี้น่ะ!!!


สายตาของไอ้ซองกยูกำลังทำให้คยูฮยอนต้องนั่งเรียนอย่างเป็นสุขตั้งแต่มาถึงห้องเรียนในตอนเช้า ขาดเรียนไปหนึ่งวันกับการบ้านมากมายทำให้เด็กหนุ่มก้มหน้าก้มตาเขียนการบ้านอย่างรีบร้อนเพื่อนำไปส่งให้ตรงเวลา นั่นก็คือเที่ยงวันของวันนี้...โชคดีที่คาบเรียนวิชาเคมีงดคลาสเพราะคุณครูชินฮเยไปราชการต่างจังหวัด ชั่วโมงว่างก่อนพักกลางวันจึงเป็นเวลาอันเหมาะเจาะที่จะเคลียร์งานที่คั่งค้างให้หมดไป ทว่า...เขาก็จำต้องถอนหายใจพรูใหญ่ครั้นทนไม่ไหวที่ถูกจ้องไม่คลาดสายตาแบบนี้ อดไม่ได้ต้องหันแหวเสียงใส่อย่างนึกรำคาญ
“ซองกยู มึงจ้องอะไรกูนักหนา!
“ห๊ะ...!?” ไอ้เพื่อนตาตี่สะดุ้งโหยงราวกับไม่รู้ตัวว่าตนทำอะไรอยู่ คยูฮยอนหรี่ตามองอีกคนพลางเอ่ยต่อ
“เอ่อ! มึงอ่ะจ้องกูทำไม”
“เออ.......โทษนะคยูฮยอน กูว่า...ช่วงนี้มึงดูแปลกๆ อ่ะ คือ....มึงดู....” ซองกยูมีท่าทางแปลกๆ ที่คยูฮยอนเองมองแล้วยังนึกหงุดหงิด หมอนี่ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ คราวนี้มันไม่หันมาสบตาเขา แถมยังพูดเสียงงึมงำๆ ในลำคอ...เงี่ยหูฟังอย่างไรก็ฟังไม่ได้ศัพท์
“ทำไม...กูดูเป็นยังไง?”
“เออ...มึงดูปากแดงแปลกๆ ดูน่ารักแปลกๆ อ่ะมึง”
“อะไรของมึง?”
“โอเคๆ กูเข้าใจล่ะ...คนมีผัวแล้วมันเป็นแบบมึงสินะ...”
“ไอ้....” คนฟังถึงกับหมดคำจะพูด...คยูฮยอนไม่อาจพูดอะไรได้มากนอกจากถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้เขาหมดความข้องใจที่ถูกเพื่อนตาตี่จ้องแล้วล่ะ ช่างมันล่ะกัน...จะคิดยังไงเกี่ยวกับตัวเขาก็ช่างเถอะ ขืนต่อความยาวสาวความยืด ตัวเขาเองสิที่จะเป็นคนเผลอพูดอะไรๆ ที่ส่อไปในทางเผยความลับตัวเองเสียมากกว่า เด็กหนุ่มหันมาตั้งใจทำโจทย์เลขคณิต ปล่อยให้ซองกยูมันจ้องเขาอยู่พักหนึ่ง ไม่นานมันก็เป็นฝ่ายเดินไปหาดงอูกับยงกุกที่นั่งเล่นกีต้าร์อยู่หลังห้อง คอร์ดกีต้าร์ง่ายๆ ถูกบรรเลงขึ้น คยูฮยอนหยุดฟังเสียงร้องของเจ้าพวกนั้นเพราะเนื้อเพลงมันมีความหมายที่ตรงไปตรงมาอย่างบอกไม่ถูก...
...บางที เขากำลังนึกถึงชเว ชีวอน เพราะเพลงๆ นี้

I'll be your hero
Cause I, I can be everything you need
If you're the one for me
Like gravity, I'll be unstoppable
I, yeah I believe in destiny
I may be an ordinary guy with heart and soul
But if you're the one for me
Then I'll be your hero

(ผมจะเป็นฮีโร่ของคุณ
เพราะผม... ผมสามารถเป็นทุกสิ่งที่คุณต้องการ
แค่เพียง คุณเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว
มันช่างเหมือนแรงดึงดูด ไม่มีอะไรหยุดผมได้เลย
ผมน่ะ เชื่อในโชคชะตา
ผมอาจเป็นเพียงผู้ชายธรรมดา ซึ่งมีทั้งหัวใจและจิตวิญญาณ
แต่... ถ้าคุณเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว
ผมจะเป็นฮีโร่ของคุณเอง...)
                       
            สำหรับคยูฮยอนแล้ว... ชเว ชีวอนคือผู้ชายธรรมดาที่แบกรับหน้าที่อันหนักอึ้ง การเป็นท่านประธานของกลุ่มชเวคงทำให้คนคนนี้เหนื่อยมากเลยทีเดียว ชีวิตของคนคนหนึ่งต้องแบกรับอะไรหลายๆ อย่างได้มากขนาดนั้นเชียวหรือ...นอกจากหน้าตาชื่อเสียงของกลุ่มชเวแล้วยังมีคนในกลุ่มอีกมากที่ต่างก็ตั้งใจทำงานอยู่ภายใต้การปกครองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่ผ่านมา... เขาเหมือนมีชีวอนเป็นฮีโร่ที่เข้ามาช่วยชีวิตไว้เสมอ...
            โจ คยูฮยอนเคยโทษโชคชะตาที่ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเป็นความตายหลายครั้ง...ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากจะขอบคุณโชคชะตาอีกเหมือนกัน...ที่ทำให้มีใครอีกคนก้าวเข้ามาในชีวิต เขาเองก็ก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของใครอีกคนเช่นกัน...
            my hero choi
ปลายปากกาจรดเขียนลงบนหลังมือ คยูฮยอนมองตัวอักษรสีน้ำเงินพลางระบายยิ้มบาง
การเป็นคนของชเว...คือเรื่องดีที่สุดในชีวิตของเขาแล้วล่ะ...
           
            หลังเลิกเรียน โจวมี่มารับเขาที่โรงเรียนเพราะเห็นว่าชเว ชีวอนต้องเคลียร์งานเอกสารกองพะเนินจากเมื่อวานที่ไม่ยอมไปทำงาน ดูเหมือนชายหนุ่มบอดี้การ์ดจะดูแปลกไป ปกติเจ้าตัวมักจะเงียบตลอดทางแต่วันนี้กลับเอ่ยปากถามถึงเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนเสียอย่างนั้น... ฟังๆ ดูแล้ว... ดูเหมือนโจวมี่กำลังตั้งใจถามถึงใครบางคนที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของคยูฮยอนเอง... เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กหน่อย เฝ้ามองใบหน้าคมคายของหนุ่มชาวจีนผ่านกระจกมองหลังซึ่งสะท้อนภาพรอยยิ้มของคนคนนี้ที่มักไม่ค่อยจะได้เห็นนัก...รอยยิ้มอย่างกับ...คนมีความรักแน่ะ!
            “นี่ชอบซอนมีหรอ?” คยูฮยอนถามออกไปตรงๆ เด็กหนุ่มลอบยิ้มขำ การที่โจวมี่หลุดพูดว่าเธอคนนั้นคือเด็กสาวน่ารักที่มีคุณพ่อเป็นถึงเจ้าของโรงแรมชื่อดังในโซล นั่นคือสิ่งที่เพื่อนๆ ในห้องรู้ดีอยู่แล้ว และจากปากบอดี้การ์ดหนุ่ม...ท่าทางโรงแรมแห่งนี้คงทำงานร่วมกับกลุ่มชเวบ่อยๆ ด้วยเหตุนี้ล่ะมั้งที่ทำให้ผู้ชายจอมเฉยชาซึ่งทำหน้าที่เป็นถึงมือขวาของท่านประธานชเวเกิดอาการ...สะดุดรักเข้าน่ะ!
            “ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับนายน้อย” คนตอบทำสีหน้าเก้อเขิน มองๆ ดูแล้วไม่สมกับเป็นโจวมี่เอาเสียเลย!
            “แล้วถึงขั้นไหนกันล่ะ...เธอดูมีท่าทางสนใจคุณหรือเปล่าล่ะ?”
            “ผมคิดว่า...เธอก็อาจจะ...สนใจผมบ้างล่ะมั้ง เพราะเราเจอกันทีไร เธอมักเข้ามาพูดคุยกับผมอย่างเป็นกันเองเสมอ...”
            “ได้ข่าวว่าซอนมีก็ยังไม่มีแฟนนะ รีบจีบเธอสิครับ...อายุอย่างคุณควรจะมองหาใครสักคนได้แล้วนะ”
            “บางที...ผมก็ไม่อยากให้เธอต้องมาผูกพันกับชีวิตของผมมากหรอกครับ ในเมื่อ...ชีวิตแบบนี้มันตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน...” บรรยากาศภายในตัวรถเงียบลง... คยูฮยอนรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่โจวมี่ต้องการจะสื่อ... บางทีหนุ่มชาวจีนอาจคิดว่า...คนที่ทำงานอยู่บนความเสี่ยงอยู่เสมออาจมีชีวิตไม่ยืนยาวพร้อมที่จะปกป้องคนที่รัก แปลกที่คยูฮยอนกลับค้านความรู้สึกของบอดี้การ์ดหนุ่ม
            “ไม่หรอกครับคุณโจวมี่...สำหรับผม จริงอยู่ที่ชีวิตของคนเรามันไม่แน่นอน แต่...แค่สักครั้งในชีวิตที่ได้มีความสุขและมีคนที่รักอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจให้กัน...มันก็เพียงพอแล้วนะ การจากลามันน่ากลัว ผมรู้...แต่... ผมแค่เชื่อมั่นในตัวคุณชีวอนเท่านั้น...เชื่อว่าเขาจะไม่จากผมไปไหน เหมือนที่ผมจะไม่จากเขาไปเหมือนกัน...”
            “.......”
            “ในเมื่อคุณบอกให้ผมเชื่อมั่นในตัวคุณชีวอนได้... ผมคิดว่า ซอนมีก็ต้องเชื่อมั่นในตัวคุณเหมือนกัน... ขอให้โชคดีในเรื่องความรักนะครับ...”


            เหมือนมีลูกแมวมานั่งเล่นในห้องยังไงยังงั้น...
            ชเว ชีวอนเหลือบสายตามองเด็กหนุ่มซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟารับแขกภายในห้องทำงานของเขา เจ้าตัวหยิบเอาหนังสือเรียนมาเปิดอ่านได้สักพักก็ทำท่าเหมือนจะหลับ ไม่นานก็สะดุ้งตัวตื่นแล้วกลับมานั่งสับผงกอีกรอบ...ดูน่ารักดีไม่หยอก...เห็นแล้วชักอยากจะบิดแก้มขาวๆ นั่นให้หายหมั่นเขี้ยว ติดที่ต้องนั่งอ่านเอกสารเกี่ยวกับการก่อสร้างคาสิโนที่ไต้หวันให้แล้วเสร็จเสียก่อนนี่สิ... 
            “เธอจะขึ้นไปรอที่คอนโดฯก่อนก็ได้นะ” ชายหนุ่มว่าในขณะที่ก้มหน้าอ่านเอกสารต่อ ชเว ชีวอนนึกขอบใจความคิดของตัวเองที่สร้างส่วนพักอาศัยไว้บนชั้นบนสุดของตึกแห่งนี้ นอกจากมันจะช่วยให้เขาสามารถอยู่ทำงานได้ดึกตามต้องการแล้ว...มันยังช่วยประหยัดเวลาในการฝ่าฟันการจราจรของโซลไปยังบ้านหลังใหญ่ที่อยู่แถบชานเมือง บางที...ช่วงนี้เขาก็ไม่ค่อยอยากกลับบ้านใหญ่สักเท่าไหร่หรอก... ขืนปล่อยเด็กคนนี้ไว้ไกลตา...เขาสิที่จะทนคิดถึงไม่ไหวเสียเอง
            “ไม่เป็นไรครับ...ผมรอคุณทำงานจนเสร็จก็ได้...”
            “ไม่หิวข้าวใช่ไหม”
            “ยังครับ...คุณชีวอนทำงานเถอะ ผมไม่อยากกวนคุณนะ อ้อ... วันนี้คุณแม่โทร.มาบอกว่าทั้งคุณพ่อกับคุณแม่จะกลับมาถึงบ้านอาทิตย์หน้าน่ะครับ” นั่นก็แสดงว่าอีกประมาณ 4-5 วัน...
            “แย่หน่อยนะ...เธออาจต้องคิดถึงฉันมากกว่าปกติ” เขาแกล้งแหย่ลูกแมวในปกครอง ทว่าผลที่ได้คือดวงหน้าขาวจัดที่หันมาเบะปากใส่เขาพร้อมอมยิ้มขำกันเสียอย่างนั้น
            “คุณต่างหากที่ต้องคิดถึงผมมากกว่า...หรือไม่จริงล่ะ?”
            ข้อนั้นจะยอมรับก็ได้ล่ะนะ...ปฏิเสธไม่ลงหรอกว่าตอนนี้ โจ คยูฮยอน เปรียบเสมือนสารเสพติดชั้นเยี่ยม ยิ่งได้อยู่ใกล้ยิ่งติดใจ...ยิ่งได้สัมผัสยิ่งอยากจะลิ้มลองทุกครั้งไป ...บางทีชเว ชีวอนก็อาจจะลงแดงเข้าให้สักวัน
            ...ไม่สมกับเป็นท่านประธานชเวอีกแล้ว
            หากไม่ติดที่เขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานส่วนเด็กหนุ่มนั่งอยู่อีกฟากของห้องทำงานแล้วล่ะก็...บางทีอาจได้ดึงเจ้าของร่างโปร่งมาจูบแก้มอย่างที่ใจต้องการ ถึงอย่างนั้นเขาก็คงต้องปล่อยให้เด็กคนนี้กระหยิ่มยิ้มย่องไปก่อน...ไม่ทันจะได้ตั้งใจอ่านเอกสารอีกรอบ เรียวคิ้วเข้มก็เป็นอันต้องกระตุกขึ้นเมื่อประตูห้องทำงานของเขาถูกเปิดออกโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต...ผู้ไร้มารยาทที่ว่าก้าวเท้าเข้ามาในห้องของเขาช้าๆ พร้อมใบหน้าปั้นยิ้มที่มองอย่างไรก็ไม่ต่างไปจากพวกสุนัขจิ้งจอก
            “ผมบอกให้เขารอแล้วครับท่านประธาน แต่...” โจวมี่ก้าวตามผู้มาใหม่มาติดๆ โครงหน้าคมคายมีสีหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับชายหนุ่มซึ่งเก็บอารมณ์เก่งเป็นเลิศ แต่หากฟังจากน้ำเสียงก็พอจะทราบว่าบอดี้การ์ดหนุ่มกำลังไม่พอใจอยู่ไม่มากก็น้อย
            “สวัสดีครับ...คุณชเว ยินดีที่ได้พบ” ชายหนุ่มซึ่งอายุน่าจะไล่เลี่ยกับชเว ชีวอนกล่าวทักทาย คยูฮยอนรู้สึกถึงบรรยากาศที่ชักจะตึงเครียดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแต่เขาก็พอจะเดาได้ลางๆ ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนดี ที่สำคัญ...จะต้องเป็นคนจากกลุ่มคิมเป็นแน่!
            “ท่านประธานจากกลุ่มคิม...มีธุระอะไรหรือ? ถึงต้องอุตส่าห์เดินทางมาด้วยตนเอง ทั้งที่ปกติแล้ว...มักใช้วิธีลอบกัด คิม ยองอุน
            คิม ยองอุนหัวเราะกับคำกล่าวที่เขาจะเหมาว่ามันเป็นคำชม... ดวงตาของเขามองใบหน้าของศัตรูทางธุรกิจเช่นชเว ชีวอน สลับกับเด็กหนุ่มภายใต้ชุดนักเรียนจากสถาบันรัฐชื่อดัง ร่างนั้นยังคงนั่งนิ่ง ไม่ขยับตัวไปไหน ไม่แม้แต่จะยืนโค้งศีรษะเฉกเช่นเด็กที่ควรทำความเคารพผู้ใหญ่ ดวงตาคู่นั้นแสนเย่อหยิ่งไม่แม้แต่จะหลบสายตาทั้งยังไม่หวั่นเกรง...เผลอๆ แววตาคู่นั้นฉายแววเกลียดชังอย่างชัดเจน  

            ...นี่น่ะหรอ ว่าที่นายหญิงของกลุ่มชเว...
            ทว่าหากเป็นเด็กผู้ชายก็คงต้องเรียกว่า นายน้อย อย่างนั้นสินะ
           
            ก็นับว่าเป็นเด็กที่น่าสนใจ...มีคุณสมบัติภายนอกที่น่าดึงดูด
            ควรค่าแก่...

            การแย่งชิง!