วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Heaven Ivy. chapter -5- จุดเปลี่ยน


-5-

            วันนี้อะไรๆ ก็ดูแปลกไป...
            คยูฮยอนเหลือบสายตามองเจ้าของเรือนร่างสูงสง่าซึ่งยังคงยึดพื้นที่ภายในเรือนรับรอง น่าแปลกที่ผู้ชายตัวโตทำให้ที่นี่แคบไปขนัดตาด้วยการเดินสำรวจห้องพร้อมฮัมเพลงในลำคอหลังจากสั่งให้แม่นมยองจานำชุดมาเปลี่ยนพร้อมอาบน้ำที่เรือนรับรองแห่งนี้ทั้งที่ควรจะกลับตำหนักใหญ่ แปลกวิสัยจนน่าทึ่งระคนประหลาดใจ แต่ความจริงแล้วจะบอกว่าองค์รัชทายาทเข้ามายึดพื้นที่ก็คงไม่ถูกนักหรอก ในเมื่อทุกตารางนิ้วของพระราชวัง...องค์ชายชเว ชีวอนย่อมมีสิทธิ์จะเข้าออกอยู่แล้ว เขาเองต่างหากที่เป็นเพียงผู้อาศัย
อุบัติเหตุเมื่อเช้าตรู่จากการผลัดตกลงไปในสระน้ำหน้าตำหนักรองทำให้บรรยากาศระหว่างบรรณาการจากพยองอันและว่าที่กษัตริย์แห่งเกาหลีดูไม่น่าอึดอัดเช่นวันก่อนๆ ใบหน้าคมสันในยามนี้ติดจะมีรอยยิ้มบางๆ และมันก็น่ามองอย่างที่คยูฮยอนปฏิเสธไม่ได้...
            คนคนนี้เป็นมนุษย์ที่พระเจ้าคงตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมาจริงๆ ถึงอย่างนั้นความสมบูรณ์แบบที่ได้มาย่อมต้องแลกกับหัวใจที่ด้านชาอย่างนั้นหรือเปล่า.. เด็กหนุ่มตั้งคำถามในใจขณะที่ขยับกายนั่งชันเข่าบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง เลือกที่จะไม่สนใจชายหนุ่มสูงศักดิ์ทำตัวเข้าใจยาก เรียวมือยังคงใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม ความชื้นของเส้นผมประกอบกับความหนาวตามสภาพอากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงสร้างความรำคาญใจอยู่ไม่น้อย...
ท่าทางความซุ่มซ่ามคงทำให้เขาได้หวัดมาเป็นรางวัลเสียแล้ว
            “อย่านั่งชันเข่า...” เสียงทุ้มว่าและนั่นก็เรียกสายตาของคยูฮยอนให้ผินมองรูปหน้าหล่อจัด คิ้วหนาขมวดยุ่ง ดูเหมือน...องค์รัชทายาทกำลังดุเขาอย่างนั้นหรือ? “การนั่งชันเข่าบ่อยๆ มันยิ่งทำให้เธออยู่กับความคิดตัวเองมากจนเกินไป...พานจะเครียดเอา”
            “แค่การนั่ง...ยังถูกบังคับ” คนโดนดุเหน็บแนมเสียงเบา หากร่างโปร่งก็ไม่คิดจะเปลี่ยนท่านั่งแต่อย่างใด เรื่องเล็กน้อยขนาดนี้ องค์ชายจอมบงการยังมีสิทธิมายุ่มย่าม...บรรณาการเช่นเขาต่อไปก็คงต้องรอฟังคำสั่งให้นั่ง ให้เดิน ให้นอน กระมัง...อีกคนถึงจะพอใจ           
            “ฉันไม่ได้บังคับเธอ...แค่บอกให้รู้ว่าไม่ชอบให้เธอทำแบบนี้”
เสียงค่อนไปทางดุตักเตือนราวกับโจ คยูฮยอนเป็นเด็กไม่รู้ฟังไม่วายจะยื่นมือมาแปะลงที่ศีรษะของเขาเอง เด็กหนุ่มขยับตัวหยุกหยิกหนีฝ่ามือใหญ่ แน่ละ...เขาไม่อยากอยู่ใกล้คนที่จู่โจมกันด้วยจูบอรุณสวัสดิ์แบบไม่ทันตั้งตัวแน่ นี่ยังไม่นับรวมเมื่อคืนก่อนๆ ที่เขาถูกตรึงกับเตียงเชียว ทุกอย่างมันกำลังทำให้เขาหวั่นไหวจนกลัวหัวใจตัวเอง หนุ่มน้อยจากพยองอันยอมรับว่าตัวเองไม่ประสีประสากับเรื่องความรัก แค่เขาใจอ่อน...มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการมีใครสักคนมากระตุกเชือกที่คอให้รัดแน่นยิ่งขึ้น ยาพิษอย่างไรมันก็คือยาพิษอยู่มันยังค่ำ...การตกอยู่ในฐานะบรรณาการมนุษย์ไม่ได้มีความหมายอื่นแอบแฝงนอกเสียจากเป็นคนขององค์รัชทายาทและรอวันถูกเขี่ยเมื่อหมดความน่าสนใจ พอๆ กับศักดิ์ศรีที่จะเริ่มไร้ความหมายสำหรับตัวเขามากขึ้นทุกที
            “...กระหม่อมอยากอยู่คนเดียว” ไม่ทราบว่าอะไรมันดลใจคยูฮยอนให้พูดออกไปแบบนั้น มันไม่ใช่บทสนทนาที่ต่อเนื่อง...มันเกือบจะเป็น การออกปากไล่องค์รัชทายาทผู้สูงส่งด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงพรูลมหายใจเหนื่อยหน่ายพร้อมกับการที่อีกคนย่อตัวลงตรงหน้าโดยใช้เข่าข้างหนึ่งทรงตัวกับพื้น ความดื้อเงียบที่มีอยู่ในตัวทำให้เขาไม่แยแสว่าคนมีศักดิ์สูงกว่าจะนั่งในตำแหน่งที่ต่ำกว่า
            “ทำไมถึงได้มองความเป็นห่วงของฉันเป็นอย่างอื่นอยู่เรื่อย และฉันเองก็อยากให้เธออยู่ที่นี่อย่างสบายใจ” ฟังประโยคนั้นอย่างไม่เชื่อหู แก้มขาวถูกประคองโดยอุ้งมือซึ่งเขาไม่เคยคิดว่ามันจะอบอุ่นได้อย่างคนอื่น องค์รัชทายาทไม่เคยทำให้คยูฮยอนเข้าใจอะไรได้เลย ยิ่งเขาต่อต้าน...ชเว ชีวอนกลับยิ่งอยากเข้ามายึดพื้นที่อิสรภาพในหัวใจมากขึ้นเท่านั้น เด็กหนุ่มจ้องมองดวงตาสีชา มันไม่มีแววสับสนแต่อย่างใด ทุกอย่างสะท้อนออกมาตามที่เสียงเข้มเอื้อนเอ่ย
“แล้วทำไมองค์ชายไม่ปล่อยกระหม่อมไป แค่ให้กระหม่อมกลับพยองอันเรื่องทุกอย่างมันก็จบ” คยูฮยอนถามออกไปอย่างที่คิด...มันจะมีประโยชน์อะไรหากความเป็นห่วงขององค์รัชทายาทคือโซ่ตรวนที่ถ่วงชีวิตเขาให้ดำดิ่งสู่ความทุกข์ พระราชวังอันแสนวิจิตรสวยงามแห่งนี้ไม่เคยทำให้เขาสบายใจ ไม่เคยทำให้เขามีความสุข ตรงข้ามกันมันตอกย้ำอยู่เสมอว่าที่แห่งนี้มันคือกรงทองขนาดใหญ่ นกตัวเล็กๆ ยังเฉาตายได้หากมันถูกกักขังไว้นานๆ แล้วโจ คยูฮยอนคนนี้ล่ะ?
พลังงานในการใช้ชีวิตแทบจะติดลบอยู่รอมร่อ...
“สถานการณ์มันกำลังเปลี่ยนไป มันเป็นการยากที่จะส่งเธอกลับพยองอันในตอนนี้”
“องค์ชายหมายความว่ายังไง?” สีหน้าตึงเครียดจากชายหนุ่มเสมือนเป็นคำตอบในตัว คยูฮยอนพอจะเดาได้ลางๆ ว่าสถานการณ์ที่ว่ามันคืออะไร...
“พวกกบฏ... อ้อ ฉันหมายถึงพี่ชายของเธอแค่ต้องการการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โค่นล้มคณะรัฐมนตรีของปาร์ค อุนซู และยกเลิกประเทศราชซึ่งฉันเห็นสมควรว่าควรจะทำตามที่พวกเขาต้องการ แต่พวกของนายกปาร์คไม่ต้องการแบบนั้น...นายกปาร์คเตรียมกวาดล้างกบฏ รวมไปถึงโค่นล้มราชวงศ์ชเวเพื่อปกครองประเทศด้วยตนเอง”
“แต่กระหม่อมไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย ทำไมกระหม่อมถึงยังไม่สามารถกลับพยองอันได้”
“เกาะพยองอันเป็นที่เพ่งเล็งของรัฐบาลภายใต้การปกครองของนายกปาร์ค อีกประการพยองอันเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของเหล่านายทุนเพราะมีแหล่งทรัพยากรล้ำค่ามากมาย ก่อนที่พวกนั้นจะโค่นล้มราชวงศ์...ฉันเกรงว่ามันจะต้องยึดการปกครองของพยองอันก่อนแน่”
เด็กหนุ่มนิ่งไปกับข้อมูลใหม่ที่ได้รับ... ถ้าหากพยองอันกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เช่นนี้ เขาจะนิ่งเฉยต่อไปได้อย่างไร มากไปกว่านั้น...โจ คยูฮยอนควรรีบกลับไปปกป้องบ้านเกิดอันเป็นที่รักของตนเองไม่ใช่หรือ?
“นั่นยิ่งต้องทำให้กระหม่อมต้องรีบกลับพยองอัน!
“ไม่ได้...ถ้าหากก้าวพ้นเขตพระราชวังออกไป และถ้าพวกมันรู้ว่าโจ คยูฮยอนคือทายาทคนเล็กจากพยองอัน เธอจะถูกทางการจับในข้อหากบฏ”
“...ดูเหมือนทุกอย่างมันจะซับซ้อนเกินกว่าที่กระหม่อมเคยรับรู้” คยูฮยอนก้มหน้าซ่อนดวงตาที่กำลังสั่นไหว ใช่...เขากำลังหวาดกลัวว่าบ้านเกิดอาจถูกทำลายลง ขณะเดียวกันเด็กหนุ่มเป็นห่วงครอบครัวที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าทุกคนจะเป็นเช่นไร พลันฝ่ามือใหญ่เลื่อนลงมากุมมือของเขาไว้...มันแปลกที่สิ่งล้ำค่าจากพยองอันรู้สึกดีและไม่คิดจะปัดป้อง อาจเพราะนัยน์ตาคมซึ่งแฝงไปด้วยความหนักแน่นคู่นั้นทอดมองเขาไม่วางตา
“นายกปาร์คกำลังบ้าอำนาจ ฉันพยายามหาทางกำจัดตาแก่นั่นออกไปให้พ้นทางก่อนที่ทุกอย่างมันจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ แต่ขอให้มั่นใจว่าพยองอันยังปลอดภัยดี ครอบครัวของเธอก็เช่นกัน...แต่เธอต่างหากที่อาจถูกพวกมันจับไปเป็นข้อต่อรองต่างๆ เพื่อกดดันฝ่ายกบฏ”
“แล้วอะไรทำให้องค์ชายมั่นใจได้มากขนาดนั้น ...มั่นใจว่าพี่ชายของกระหม่อมจะไม่ทำร้ายราชวงศ์ชเวอย่างที่พวกนายกปาร์คคิดจะทำ” นั่นเพราะคยูฮยอนทราบดีว่าพี่ชายของเขาเกลียดชังองค์รัชทายาทเป็นทุนเดิม แถมเขายังมองไม่เห็นทางที่คนสองคนจะหันหน้ามาคุยกันได้ อีกทั้งอี ดงกันเป็นผู้ชายเด็ดเดี่ยวยากจะอ่านออกพอๆ กับองค์รัชทายาทด้วยซ้ำ
“ถ้าไม่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน...ฉันก็อาจคิดว่าหมอนั่นคงฆ่าฉันเข้าสักวัน”
“เพื่อน?” ข้อมูลใหม่ที่ได้รับรู้ประดังประเดถาโถมใส่คยูฮยอนเสียจนเจ้าตัวเองอึ้งจนแทบพูดอะไรไม่ออก ถ้าพี่ชายของเขาเคยเป็นเพื่อนกับองค์รัชทายาทแล้วมันจะมีเหตุอะไรที่ทำให้สองคนนี้ทำตัวเหินห่างและละทิ้งความเป็นเพื่อนที่เคยมี เด็กหนุ่มจากพยองอันพยายามนึกใคร่ครวญ...จนแล้วจนรอดเขาก็คิดว่าผู้ชายสองคนที่ยากจะเข้าใจทั้งคู่คงมีเรื่องที่ซับซ้อนเป็นทวีคูณซึ่งเขาไม่ควรเข้าไปยุ่มย่ามเห็นจะดีกว่า
“เอาล่ะ...ฉันคิดว่าฉันบอกในสิ่งที่เธอควรรู้ไปแล้ว ส่วนเธอจะเชื่อหรือไม่มันก็แล้วแต่เธอ ฉันแค่อยากให้โจ คยูฮยอนรู้ว่า ชเว ชีวอนคนนี้ไม่ใช่องค์ชายไร้เหตุผลจอมเย็นชาอย่างที่ใครๆ ตั้งแง่”
“....”
เจ้าของเรียวหน้าขาวจัดถูกรอยยิ้มจากองค์รัชทายาทจู่โจมชนิดไม่ทันได้ตั้งตัวเป็นครั้งที่สอง และไม่ทันจะได้กล่าวอะไร ร่างสูงหยัดตัวลุกขึ้นพร้อมโน้มใบหน้าลงมาแตะเรียวปากแผ่วเบาลงบนหน้าผากของเขาเอง คนที่เคยปรามาสองค์รัชทายาทว่าอาจไม่เคยมีรอยยิ้มในชีวิตกะพริบตาปริบประกอบกับหัวสมองที่ชักจะเบลอขึ้นมาชั่วขณะทว่าเสียงทุ้มเข้มกลับสามารถแทรกโสตประสาทเข้ามามีอิทธิพลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจเขาจนได้
“แค่อยากให้รู้ไว้อีกอย่างว่าฉันก็ไม่เคยทำตัวแบบนี้กับใครนอกจากเธอเหมือนกัน”


องค์ชายเล็กซูโฮมองอะไรไม่เคยพลาด... กับวันนี้ก็เช่นกัน
พี่ชายของเขาแปลกไปมากๆ มากอย่างที่ซูโฮไม่เคยคิดมาก่อน!
“ครูแทค...” เด็กชายละสายตาจากหน้าหนังสือภาษาอังกฤษด้วยใบหน้าเบื่อหน่ายพลางเท้าแขนค้ำคางกับโต๊ะหนังสือเพื่อมองใบหน้าครูพิเศษตัวโตราวกับต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง และเรียวปากที่ขมุบขมิบบ่นพำอยู่กับตนเองเช่นนั้นก็ทำให้ครูหนุ่มอย่าง อ๊ค แทคยอนทราบในทันทีว่าลูกศิษย์ตัวดีไม่อาจเก็บคำพูดข้องใจไว้แต่เพียงลำพัง
“องค์ชายเล็กมีเรื่องอะไรเก็บไว้ในใจหรือครับ” เขาถาม และนั่นก็เสมือนเปิดช่องให้ซูโฮพูดโพล่งไปอย่างที่คิด
“ผมไม่อยากได้พี่ยูอีเป็นพี่สะใภ้ อยู่กับเธอทีไร...ผมเหมือนถูกจับผิดตลอดเวลา มันน่าอึดอัดน่ะ” แทคยอนพยักหน้า เขาเห็นด้วยทีเดียว...ความจริงการที่เขาทำงานกับองค์รัชทายาทมานานก็ทำให้เขารับรู้มาตลอดว่าระหว่างองค์ชายคนโตกับหญิงสาวคู่หมั้นมีความสัมพันธ์แบบเส้นตรงมาเสมอ แทบจะไม่มีการพัฒนาแต่อย่างใด...ทว่าพักหลังๆ มานี้ คิม ยูอีแวะเวียนมาที่วังบ่อยจนผิดวิสัยเดิม ทั้งยังขยันหาข้าวของติดมือมาไม่ขาด หากเดาไม่ผิดก็คงเพราะกลัวเครื่องบรรณาการมนุษย์แห่งพยองอันแย่งชิงพื้นที่ความสนใจจากองค์รัชทายาทชเว ชีวอนเป็นแน่
“แต่ดูท่าอีกนานกว่าจะมีพิธีอภิเษกสมรสนะครับองค์ชายเล็ก สถานการณ์บ้านเมืองรวมไปถึงอาการประชวรขององค์ราชาทำให้ยากที่จะจัดงานรื่นเริงในช่วงเวลาแบบนี้”
“อีกอย่างผมคิดว่าผมสบายใจเวลาอยู่กับพี่คยูฮยอนมากกว่า”
“อ่า...องค์รัชทายาทก็ดูจะถูกใจคุณคยูฮยอนมากเสียด้วย กระหม่อมได้ยินมาว่าองค์รัชทายาทต้องเข้าไปพบคุณคยูฮยอนที่ตำหนักรองทุกคืน”
“...ไม่ใช่แค่ทุกคืนหรอกครับ หมู่นี้กลางวันก็เข้าไปหา ดูเหมือนพี่ชีวอนจะแย่งเวลาส่วนตัวของผมกับพี่คยูฮยอนไปซะแล้ว” ว่าพลางมุ่ยปากอย่างขัดใจ องค์ชายเล็กซูโฮไม่ได้อยากคิดว่าสองคนนั้นอาจทำเรื่องจิ๊จ๊ะข้ามวันข้ามคืนอย่างที่เขาเคยเผลอคิดทะลึ่ง พี่ชายคนโตมักหอบงานเข้าไปทำที่ตำหนักรองภายหลังจากการหารือกับ คัง มินฮยอกซึ่งเป็นผู้ช่วยมือขวา โดยมากก็มักนำเอกสารหนาๆ ไปทั้งนั้น...บางทีพี่ชายของเขาอาจได้ห้องทำงานใหม่ที่นอกจากจะเปลี่ยนบรรยากาศเดิมๆ จากห้องทำงานอันแสนอึมครึมแล้ว ห้องทำงานใหม่ที่ว่าคงมีกำลังใจพิเศษนั่งเฝ้ากระมัง
“อย่างนี้ก็ดีแล้วสิครับ...องค์ชายเล็กจะได้มีเวลาเรียนมากขึ้น”
“โธ่...ดีตรงไหนเล่าครูแทค!!
“ตั้งใจเรียนได้แล้วครับองค์ชายเล็ก!” คุณครูตัวโตหัวเราะกลั้วคำพูด พยักพเยิดสายตาไปยังหนังสือเล่มหนาโดยใช้ปลายปากกาชี้ซ้ำๆ ลงบนบรรทัดที่องค์ชายเล็กอ่านค้างไว้ คนที่อุตส่าห์หาเรื่องอู้ได้เบ้ปากนึกขุ่นใจ ท่าทางเขาคงต้องหามุขใหม่ๆ มาเล่นแง่กับครูหนุ่มผิวเข้มเสียแล้วล่ะ!
ลับหลังสองครูศิษย์... คนที่ถูกกล่าวชื่อในบทสนทนายืนนิ่งอยู่เบื้องหลังบานประตูห้องหนังสือซึ่งแน่นอนว่าห้องนี้อยู่ไม่ไกลจากห้องทำงานขององค์รัชทายาท คิม ยูอีตั้งใจจะเข้ามาพบปะกับพระคู่หมั้นตามปกติ ทว่าสิ่งที่เธอได้รับรู้เมื่อครู่สร้างความปั่นป่วนในอกได้มากโข
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ็บใจ...หัวสมองของหญิงสาวประมวลผลทุกอย่างออกมาในทันทีว่าไม่ควรทำตัวเป็นแม่พระ ใจดีปล่อยให้เครื่องบรรณาการมนุษย์ลอยหน้าสบายใจอยู่ในวังและได้รับความสนใจจากองค์รัชทายาทอีกต่อไป เธอชะล่าใจเองที่คิดว่าตำแหน่งว่าที่ราชินีจะต้องรั้งองค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์เอาไว้ได้ แต่เปล่าเลย...สถานการณ์อันไม่แน่นอน พิธีอภิเษกไม่มีวี่แววจะเกิดขึ้น... ผู้ชายที่ชื่อชเว ชีวอน ไม่เคยมีใครเข้าใจหรือหยั่งรู้ความรู้สึกที่แท้จริง ยูอีไม่อาจคาดเดาอนาคตข้างหน้า ทุกการเคลื่อนเปลี่ยนหมุนเวียนวันในแต่เช้าค่ำล้วนแต่ไม่เกิดผลดีต่อตัวเธอเองเลยสักนิด เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนคือการควบคุมองค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวให้อยู่ในกำมือ
สิ่งเดียวที่ยูอีพอจะนึกออกคือการใช้หมากเบี้ยเข้ามาร่วมในเกม...และเธอก็เห็นถึงความเหมาะสมว่าเบี้ยที่ว่าจะต้องเป็น โจ คยูฮยอนเท่านั้น!


            เขาไม่แน่ใจว่าสี่ห้าวันมานี่องค์รัชทายาทคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่... เรือนรับรองแห่งนี้ถึงได้เปิดต้อนรับชายหนุ่มสูงศักดิ์ทุกเช้าเย็น และคยูฮยอนเองก็แทบไม่ได้ออกนอกเรือนรับรองไปไหนนอกจากอยู่เป็นผู้ช่วยออกความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ แผนงานการปฏิรูปประเทศที่องค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวตั้งใจร่างขึ้นแทบจะผ่านสายตาเขาในทุกบรรทัด เด็กหนุ่มแปลกใจไม่น้อย...การที่โจ คยูฮยอนได้เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบแผนงานปฏิรูปประเทศครั้งนี้ก็เท่ากับองค์รัชทายาทไว้ใจบรรณการมนุษย์เช่นเขาเป็นอย่างมาก อีกประการนั่นเพราะผู้ชายคนนี้ต้องการให้ความมั่นใจกับเขาว่าไม่ว่าอย่างไรการปฏิรูปครั้งนี้จะต้องออกมาอย่างยุติธรรม ผลประโยชน์ไม่ขึ้นกับใครนอกเสียจากประชาชน
องค์รัชทายาทชเว ชีวอนในวันนี้ดูเหมือนใครบางคนที่คยูฮยอนไม่รู้จัก ภายใต้ดวงตาแห่งความมุ่งมั่น คยูฮยอนมองเห็นภาพของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องแบกรับหน้าที่อันแสนหนักอึ้ง ข้อครหาขององค์ชายผู้นี้ค่อยๆ ถูกลบเลือนไปทีละนิด หากไม่สนใจอคติที่เคยมี ชเว ชีวอนเหมาะสมแล้วกับหน้าที่กษัตริย์องค์ต่อไป แน่นอนว่าองค์ชายชีวอนจะต้องปกครองประเทศเกาหลีได้ดีเยี่ยมเป็นแน่ คยูฮยอนเชื่อมาเสมอว่าไม่มีคนรักสบายคนไหนที่จะทำงานได้อย่างทุ่มเท ไม่มีคนเห็นแก่ตัวคนไหนที่จะห่วงชีวิตคนอื่นมากกว่าตนเอง
“องค์ชายน่าจะเสวยมื้อเที่ยงก่อนเริ่มงานต่อ” คยูฮยอนเอ่ยขณะเจ้าตัววางถาดอาหารวางลงบนโต๊ะภายในตัวห้องเรือนรับรอง เมื่อครู่แม่นมยองจาเป็นผู้จัดหาอาหารกลางวันมาถวายแด่องค์รัชทายาท ดวงตากลมเหลือบมองชายหนุ่มซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นโดยกางแผนที่ประเทศและใช้ดินสอขีดร่างอะไรบางอย่าง เด็กหนุ่มจากพยองอันถอนหายใจเมื่อไม่มีเสียงตอบรับ ดูเหมือนองค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวกลับไม่ได้สนใจคำพูดของเขา คยูฮยอนถึงได้นั่งลงข้างๆ พลางเอียงใบหน้ามองอีกคนซึ่งกำลังย่นคิ้วเครียด
“...ฉันยังไม่หิว” เอ่ยปากทั้งที่ตายังจดจ้องแผนที่
“กระหม่อมได้ยินเสียงท้องร้อง” บรรณาการมนุษย์ว่ายิ้มๆ คนถูกทักจึงละสายตามาสนใจเขาเสียแทน
“ร้องที่ไหน...มันก็แค่เสียงลำไส้เคลื่อนตัว”
...นี่แหละที่คยูฮยอนคิดว่าองค์รัชทายาทไม่เหมือนคนเดิม หมู่นี้รู้สึกพูดจาขบขันบ่อยขึ้นแม้บางทีเขาจะขำไม่ออกเท่าใดนัก แต่ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเชียวล่ะ
“กระหม่อมไม่เห็นเคยได้ยินว่าการที่ลำไส้เคลื่อนตัวจะเกิดเสียงโครกครากได้”
“เอาเถอะๆ เธอจะบอกว่าฉันเพ้อเจ้อละสิ”
“กระหม่อมเปล่าพูดเช่นนั้น” คนถูกกล่าวหารีบแก้ตัวพลางเบือนหน้าหนีดวงตาคมกริบที่มักใช้ไม้ตายด้วยการกวาดต้อนความรู้สึกเขาทางสายตา เสียงหัวเราะในลำคอจากองค์รัชทายาทสามารถเปลี่ยนบรรยากาศซึ่งเคยอึดอัดเต็มประดาให้กลายเป็นบรรยากาศที่ไม่ต้องยิ้มฝืนอย่างหลายวันก่อน เขาอาจไม่ต้องเฉาตายเพราะการติดอยู่ในกรงทองขนาดใหญ่ อย่างน้อยคนที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่คิดจะทำร้ายเขาอย่างที่คยูฮยอนเคยหวาดหวั่น กลับกัน...โจ คยูฮยอนเสมือนได้รับเกราะป้องกันจากภัยอื่นที่น่ากลัวยิ่งกว่า
ท่าทางหนุ่มน้อยจากพยองอันคงไม่ทราบว่าองค์รัชทายาทจดจำรายละเอียดบนรูปหน้าหวานจัดได้ชนิดที่ว่าหากหลับตาก็สามารถร่างรูปเหมือนโดยไม่ต้องมีแบบ... ชายหนุ่มไม่สนใจแผนที่ประเทศซึ่งเขากางมันไว้กับพื้น แต่เลือกที่จะเฝ้ามองบรรณาการมนุษย์แสดงท่าทางราวกับกำลังปิดซ่อนความเก้อเขิน ฝ่ามือหนาเอื้อมไปปัดปอยผมสีเข้มทัดกับใบหู และการกระทำเช่นนี้ก็เล่นเอาอีกคนถึงกับสะดุ้งตัว กะพริบตามองเขาได้อย่างน่ารักน่าชัง
ให้ตายเถอะ...เขาคิดว่าโจ คยูฮยอนถูกสร้างมาได้อย่างงดงามราวกับภาพวาด ถ้าหากชายหนุ่มหักห้ามใจได้สักนิดคงไม่เคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้พร้อมแนบจูบละมุนลงบนเรียวปากนุ่มนิ่มเป็นแน่ ชีพจรในร่างกายราวกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นลิ่วจนชาวาบที่หัวใจ สัมผัสชวนเคลิ้มเช่นนี้มันต่างไปจากครั้งที่เขาเคยตั้งใจฉกฉวยโอกาสจากเรือนร่างนี้มากนัก
ต่างกันตรงที่...ไม่ได้มีเพียงรูปลักษณ์ที่เชื้อเชิญให้แตะต้องแต่ความรู้สึกเมื่อได้ลิ้มลอง มันหอมหวานและตอบสนองเลือดที่กำลังสูบฉีดในร่างกายได้เป็นอย่างดี
วงแขนแข็งแรงตวัดรอบเอวบางก่อนจะออกแรงอุ้มร่างโปร่งซ้อนนั่งที่หน้าตัก บดคลึงกลีบปากนิ่มอย่างที่ใจปรารถนา ชีวอนไม่แน่ใจว่าเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำให้ได้ยินมาจากเขาหรือบรรณาการตัวขาวกันแน่ เรียวมือสวยเลื่อนขึ้นยึดจับที่ปกเสื้อเชิ้ตสีเข้ม คนโดนจูบจนไม่อาจต้านทานร้องอื้อในลำคอเมื่อใกล้จะหมดอากาศหายใจ โจรผู้ช่วงชิงแถมรั้งตำแหน่งองค์รัชทายาทผละใบหน้ามองคนบนตัก รูปหน้าคมสันยิ้มกริ่มเมื่อริมฝีปากสีเชอร์รี่ที่กำลังเผยออ้าเพื่อโกยอากาศเข้าปอดช่างดูยั่วเย้ามากกว่าครั้งไหนๆ ชายหนุ่มแนบจูบเป็นครั้งที่สองพร้อมตวัดเรียวลิ้นดูดดึงความหวานซ่าน มือใหญ่ปัดแผนงานบนพื้นให้พ้นทางก่อนจะประคองร่างบางนาบลงบนพื้นห้อง อาศัยจังหวะที่สมองบันทึกภาพหวิวใจละเมียดชิมชิวหานุ่มไม่รู้เบื่อ
“อ-องค์ชาย...กระหม่อมหายใจไม่ทัน” เสียงหวานร้องประท้วงพร้อมฟันขาวที่ขบลงเบาๆ ข้างมุมปากราวกับลูกแมวขี้กลัว
“ฉันขอโทษ” เขาว่าพลางใช้ฝ่าหัวแม่มือไล้เกลี่ยริมฝีปากแดงช้ำ อมยิ้มเอ็นดูเมื่อสังเกตเห็นสีแดงระเรื่อแต่งแต้มอยู่บนเนินแก้มได้อย่างลงตัว ตั้งใจจะมอบจุมพิตอีกสักครั้งอย่างที่ต้องการทว่าสิ่งล้ำค่าจากพยองอันกลับยกฝ่ามือขึ้นปิดกั้นการล่วงล้ำ ดวงตากลมโตเว้าวอนให้องค์รัชทายาทแสนเอาแต่ใจเลิกจู่โจมด้วยวิธีถึงเนื้อถึงตัวอาจเพราะหวั่นว่าจะเกิดเหตุการณ์เกินเลยมากกว่านี้ เมื่อทนต่อดวงตาดั่งลูกแมวไม่ได้ ชายหนุ่มถึงได้ผละออกอย่างเสียดายและปล่อยให้อีกคนแต่งตัวให้เรียบร้อย เม็ดกระดุมที่หลุดลุ่ยไปสองสามเม็ดนั้นเกิดจากฝีมือองค์รัชทายาทชีวอนทั้งสิ้น...
“กระหม่อมอยากไปสูดอากาศข้างนอก ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอตัวสักครู่”
ชีวอนฟังประโยครัวๆ ด้วยท่าทีขบขัน ร่างโปร่งลุกขึ้นจากพื้นพร้อมหมุนตัวสาวเท้าไปเปิดประตูเรือนรับรองไปอย่างเร่งรีบ มวลอากาศที่กำลังอบอวลอยู่โดยรอบองค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวดูจะสร้างรอยยิ้มให้แก่เขาได้มากอย่างที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่เคยฉีกยิ้มได้กว้างขนาดนี้ ยอมรับว่าการเริ่มจูบเมื่อครู่ดั่งภาพมัวไม่ชัดเจนแต่การได้ตอบรับสัมผัสซึ่งกันและกัน...คล้ายกับเขาได้สร้างความคุ้นเคยให้แก่อีกคน จูบที่มั่นคงคือการทำให้เชื่อมั่นและไว้วางใจ เขาเคยคิดว่าตนอยากจะปราบพยศเด็กหนุ่มจากพยองอันเหลือเกิน แต่กับวันนี้ชายหนุ่มแค่อยากเป็นคนที่ก้าวเข้าไปในชีวิตของโจ คยูฮยอนและเด็กนั่นไม่คิดจะต่อต้าน
            สำหรับองค์รัชทายาทชเว ชีวอน โจ คยูฮยอนจะไม่ใช่เครื่องบรรณาการอีกต่อไป...แต่จะเป็นยิ่งกว่าสิ่งล้ำค่าที่เขาเฝ้าตามหามาทั้งชีวิตต่างหาก...


เครื่องบรรณการมนุษย์ โจ คยูฮยอน...ทายาทแห่งพยองอัน ผู้อยู่ใต้การดูแลขององค์รัชทายาท หรือการถวายตัวครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดของเกาะแห่งแดนไกล?
ชายหนุ่มจ้องมองข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งจั่วหัวข่าวด้วยข้อความคล้ายคลึงกันแทบจะทุกฉบับ ไปเป็นได้อย่างไรที่นักข่าวจะรู้เรื่องนี้ องค์รัชทายาทชเว ชีวอนนึกอยากจะใช้อำนาจทั้งหมดที่มีอยู่ในมือสั่งจัดการกับคนพวกนั้นเสียให้สิ้นซาก เขาตั้งใจปิดเรื่องของคยูฮยอนอย่างเงียบเชียบเพราะไม่ต้องการให้ใครเข้ามาชุบมือเปิบและดึงเด็กคนนั้นเข้าไปเป็นตัวประกันต่อรองด้านการเมือง แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ง่ายเสียแล้วในเมื่อข่าวได้ถูกตีพิมพ์ไปอย่างแพร่หลายและดูท่านี่จะต้องเป็นประเด็นทางสังคมอีกนาน...มากไปกว่านั้นเขาห่วงว่าคยูฮยอนจะรู้สึกเช่นไรเมื่อทราบว่าตนกลายเป็นบุคคลบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกทั้งยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียๆ หายๆ มากมาย...
...ถวายตัวเพื่อแลกกับความมั่นคงของพยองอัน นี่จะต้องเป็นข้อความที่สร้างความเจ็บปวดระคนขมขื่นให้แก่เด็กหนุ่มอย่างแน่นอน ไหนจะความไว้เนื้อเชื่อใจที่คยูฮยอนค่อยๆ สร้างมันกับเขา ไม่แน่...ความพยายามของชเว ชีวอนอาจถูกทำลายจนยากจะกู้คืน!
“กระหม่อมตามสืบผู้ให้ข่าวกับทางหนังสือพิมพ์เหล่านี้แล้ว...พวกเขาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคนคนนั้นใช้นามแฝงว่า...ผู้ประสงค์ดี แถมยังย้ำว่าการให้ข่าวครั้งนี้ไม่ได้ต้องการเงินมหาศาล เป็นเพียงการตีแผ่ความจริง...”
คัง มินฮยอก มือขวาขององค์รัชทายาทรายงานเรื่องที่ตามสืบได้เมื่อครู่ด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม และคำตอบของเขาก็ทำเอาองค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวปาหนังสือพิมพ์เจ้ากรรมลงกับพื้นด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด น่าคิดทีเดียวว่าถ้าหากองค์รัชทายาทรู้ตัวจริงของ ผู้ประสงค์ดี ชายหนุ่มว่าที่กษัตริย์จะจัดการกับบุคคลปริศนาผู้นั้นอย่างไร...แค่โยนเข้าตะรางข้อหาหมิ่นเบื้องบนอาจไม่พอด้วยซ้ำ!
“ผู้ประสงค์ดีที่ว่า...จะต้องเป็นคนใน สืบสวนคนในพระราชวังทั้งหมดว่าใครกันแน่คือคนที่กล้าดีนำเรื่องนี้ไปบอกสาธารณชน” ชายหนุ่มประกาศกร้าวพลางขบกรามแน่น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเลือดในกายเดือดพล่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนสนิทโค้งศีรษะรับคำสั่ง
“ครับองค์ชาย”
            “จัดการกับหนังสือพิมพ์พวกนี้ด้วย อย่าให้ใครเห็นอีก!


            เรียวมือขาวกำเนื้อกระดาษหนังสือพิมพ์ด้วยอารมณ์หลากหลาย...สั่นไหวและอับอายเกินกว่าจะกลั่นกรองมันออกมาเป็นคำพูด คยูฮยอนเลื่อนสายตาอ่านตัวอักษรในทุกประโยคของข่าวซึ่งพาดหัวใหญ่โตกว่าข่าวอื่น มันเบียดบังพื้นที่ข่าวจนตัวอักษรเล็กๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันไร้ความสำคัญ เด็กหนุ่มทราบว่าเนื้อข่าวที่ว่าไม่ใช่ความจริงจากตัวเขาแต่อย่างใด แต่ทุกคำทุกตัวอักษรมันร้ายกาจและทิ่มแทงใจจนเจ็บจุก มันตอกย้ำฐานะที่แท้จริงของโจ คยูฮยอน ว่าเป็นเพียงเครื่องบรรณาการมนุษย์ และไม่มีทางหนีสถานะนี้ไปได้จนกว่าองค์รัชทายาทจะส่งเขากลับสู่พยองอัน
            ถวายตัว...แลกเปลี่ยนความมั่นคงทางการเมือง ไม่น่าเชื่อว่าพยองอันจะนำทายาทคนเล็กของตระกูลวางเป็นบรรณาการพิเศษ ผลประโยชน์หรือจะสู้การเข้าไปปรนนิบัติเข้าใช้องค์รัชทายาทอย่างใกล้ชิด สนิท...แนบ
ความจริงข้อหนึ่งที่เขาได้ทราบในวันนี้...ไม่ว่าจะเป็นคนโซลคนไหน ก็พร้อมจะเหยียบย่ำคนเมืองประเทศราชทั้งนั้น...
            “คยูฮยอน!
หนังสือพิมพ์ถูกปัดลงกับพื้นพร้อมร่างสูงใหญ่ซึ่งโถมกอดร่างของเขาเต็มรัก คยูฮยอนไม่อาจทราบว่าองค์รัชทายาทเปิดประตูเรือนรับรองเข้ามาตอนไหน และเสียงทุ้มซึ่งกระซิบอยู่ข้างหูเป็นความจริงหรือความฝันที่เขาสร้างมันมาเพื่อปลอบใจตัวเองกันแน่ สิ่งหนึ่งที่เด็กหนุ่มรับรู้ ณ เวลานี้คือน้ำตาของตัวเขาเอง...มันไหลซึมผ่านหางตาพลางหยดลงบนเสื้อเชิ้ตเนื้อดี กลิ่นอายของผู้ชายเจ้าของอ้อมกอดกระตุ้นให้เขายกแขนขึ้นกอดกระชับอย่างที่ใจต้องการ...
ความอบอุ่นเช่นนี้มันคือความจริง...
            “กระหม่อมเห็นมันสอดไว้ใต้ประตู...หนังสือพิมพ์นั่น” คยูฮยอนพูดด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับมันจะกลืนหายคืนสู่ลำคอ มันแผ่วเบาแฝงไปด้วยเจ็บปวด ฝ่ามือหนาลูบไปตามเรือนผมสีเข้มพร้อมกับแนบเรียวปากประทับลงหวังจะให้ใครอีกคนไม่รู้สึกเตลิดไปมากกว่าที่เป็น
            “อย่าไปสนใจ...มันก็แค่พวกไม่หวังดี ฉันจะจัดการพวกมันเอง” กึ่งคำสัญญา...จากปากขององค์รัชทายาท แม้ลังเลที่จะปักใจเชื่อ...แต่อ้อมกอดตรงนี้มันมีความหมายมากกว่าการปลอบประโลม
            มันคือการ..ปกป้อง
            “...”

            “สนใจแค่ตัวเธอเองและฉันก็พอ”  

Heaven Ivy. chapter -4- ว่าด้วยเรื่องรอยยิ้ม :)


-4-

            องค์รัชทายาทชเว ชีวอนทอดสายตามองเอกสารราชการมากมายรวมไปถึงเรื่องร้องทุกข์ต่างๆ จากประชาชนซึ่งความจริงล้วนส่งให้แด่องค์ราชาทั้งสิ้น แต่เพราะในตอนนี้องค์ชายชีวอนมีหน้าที่แบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดของผู้เป็นพ่อ แม้แต่การอ่านจดหมายนับร้อยฉบับอันแสนน่าเบื่อเขายังต้องรับช่วงแทน วันนี้ชายหนุ่มยอมรับว่าตนไม่มีสมาธิมากนักอาจเพราะเมื่อคืนเขาแทบจะนอนไม่หลับ ได้แต่นอนพลิกกายไปมาจนถึงเช้า
...ต้นเหตุเกิดจากเครื่องบรรณาการมนุษย์นามว่า โจ คยูฮยอนทั้งสิ้น เขาเดาว่าคนตัวขาวต้องไม่ยอมมารับประทานอาหารที่ตำหนักใหญ่แต่ผิดคาด...สิ่งล้ำค่าจากพยองอันพาร่างที่ดูเหมือนกายหยาบไร้ชีวิตขึ้นทุกขณะมาทานมื้อเช้าพร้อมเขาอย่างที่ตกลงไว้ก่อนหน้า หากท้ายที่สุดเจ้าตัวก็ทานอะไรได้น้อยลง และถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปมีหวังคงได้ล้มป่วยหรือไม่ก็ตรอมใจไปเสียก่อน
            แต่องค์รัชทายาทจะยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับโจ คยูฮยอนได้อย่างไร...เห็นทีว่าเขาควรเด็ดขาดกับบรรณาการมนุษย์ผู้ดื้อรั้นสักหน่อย! ทว่าเหตุการณ์เมื่อคืนสอนให้ชีวอนรู้ว่าไม่ควรทำอะไรบุ่มบ่ามและทำให้อีกคนต้องตื่นกลัวไปมากกว่าเดิม ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าคมคายไม่เคยคิดจะอ่อนโอนกับใครให้เปลืองเวลา แต่กับคยูฮยอนคือข้อยกเว้น...เขาไม่อาจโกหกตัวเองได้แน่ว่าถูกดวงตากลมโตจู่โจมจนไม่อาจสลัดภาพใบหน้าหวานออกไปจากห้วงความคิด ติดตรงที่ว่า...องค์ชายผู้สูงศักดิ์พยายามทำให้อีกคนยอมรับเขาด้วยอำนาจทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ ไม่ว่าอย่างไร...องค์รัชทายาทชเว ชีวอนก็ผิดเต็มประตู
            คำพูดปรามาสจากปากของโจ คยูฮยอนครั้นเมื่อแรกเจอยังคงก้องอยู่ในหู
            ไม่ว่าองค์ชายจะอยู่สูงเหนือใครต่อใคร แต่หากจิตใจของพระองค์เยือกเย็น ด้านชา...พระพักตร์ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ก็อย่าหวังว่าจะชนะใจประชาชนได้ นั่นคือสิ่งที่กระหม่อมมั่นใจว่าอย่างไรเสีย ชาวเมืองประเทศราชไม่มีวันรักพระองค์!
            การจะทำให้ประชาชนรักเขาว่ายากแล้ว...แต่เรื่องที่ยากยิ่งกว่าคงเป็น การล่วงรู้หัวใจของโจ คยูฮยอน
            จดหมายฉบับหนึ่งสร้างความประหลาดใจแก่องค์รัชทายาทก่อนที่หัวสมองของเขาจะเตลิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ เขาหยิบจดหมายซึ่งถูกจรดด้วยลายมือของเด็กอายุไม่น่าจะเกินสิบขวบ และมันก็ช่างบังเอิญที่จดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาจากบ้านเกิดของโจ คยูฮยอนเสียด้วย เนื้อความภายในบอกเล่าเรื่องราวของพยองอันผ่านมุมมองของเด็กหญิงคนหนึ่งด้วยข้อความสั้นๆ ที่เข้าใจง่ายสลับกับการให้กำลังใจองค์ราชาให้หายจากอาการประชวร ในส่วนท้ายมีรูปวาดทะเลพยองอันลงด้วยสีไม้ หากปัจฉิมลิขิตลงท้ายถึงเขาเล็กน้อย...
            หนูแค่อยากเห็นองค์ชายชีวอนยิ้มสักหน่อย พระองค์คงจะทรง...พระหล่อมากแน่ๆ!
            ชายหนุ่มแย้มยิ้มกับคำราชาศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นใหม่โดยเด็กหญิงจากพยองอัน เขาพับจดหมายที่ว่าไว้ในลิ้นชักเก็บของสำคัญเคียงกันกับผ้าโพกศีรษะของโจ คยูฮยอน เขาเพียงหวังว่าสองสิ่งนี้จะทำให้เขามีรอยยิ้มประดับใบหน้าบ้างและช่วยถอดภาพลักษณ์องค์รัชทายาทยิ้มยากออกไปสักที
            “ประทานอภัยองค์ชาย...เกิดเรื่องนิดหน่อยครับ” ร่างของคนสนิทก้าวเข้ามาในห้องทำงานพร้อมใบหน้าตึงเครียด คัง มินฮยอกรับหน้าที่เสมือนมือขวาขององค์รัชทายาทมาหลายปีและทราบดีถึงสถานการณ์บ้านเมืองว่าชักจะไม่ปลอดภัยต่อราชวงศ์ชเว ต่างฝ่ายต่างเปรียบเป็นหอกข้างแคร่ทั้งนั้น
หนุ่มผู้ช่วยโค้งเคารพแก่องค์ชายสูงศักดิ์แต่พอเป็นพิธีพลางแจ้งข่าวที่ตนเพิ่งจะทราบเมื่อครู่
“นายกรัฐมนตรีปาร์ค อุนซู และคณะรัฐมนตรีทั้งหมดต้องการเข้าเฝ้าพระองค์...”
            “พวกเขามาโดยไม่แจ้งเราล่วงหน้า” ชายหนุ่มว่า รู้สึกคับข้องใจแต่ก็ใช่ว่าจะเดาไม่ได้ว่านายกปาร์คต้องการเข้ามากดดันเขาอีกตามเคย
            “ไม่ทราบว่าองค์ชายจะว่าอย่างไร จะให้พวกเขาเข้าเฝ้าหรือไม่”
            “ให้พวกเขาไปรอที่ห้องรับรอง เห็นทีคงต้องตกลงเรื่องยุ่งๆ กันสักหน่อย” องค์รัชทายาทบอกอย่างหนักแน่น เรียวปากกดยิ้มเยือกเย็น ผู้ช่วยหนุ่มพยักหน้ารับตามคำสั่งก่อนจะออกไปจัดการให้คนอื่นๆ ช่วยจัดการเรื่องห้องรับรองเพื่อเตรียมการเข้าเฝ้าครั้งนี้ ขณะเดียวกันนั้นร่างของหญิงสาวผู้อยู่ในฐานะคู่หมั้นคู่หมายขององค์ชายชีวอนก็ย่างเท้าเข้ามาแทนที่ เจ้าของห้องนึกประหลาดใจที่ช่วงนี้ดูเหมือน คิม ยูอีจะเข้ามาที่วังบ่อยจนผิดวิสัย
            “เกิดเรื่องอะไรรึเปล่าคะ ดูคุณเครียดๆ นะ” เธอทักทายเขาพร้อมมอบรอยยิ้มละมุน ถึงอย่างนั้นชีวอนก็กล้าพูดว่าในตอนนี้เขาไม่ต้องการเห็นรอยยิ้มของใครทั้งสิ้น นอกเสียจาก...บรรณาการจากพยองอัน
ชายหนุ่มรักษามารยาทโดยการยิ้มตอบเธอ  แม้จะฝืนเกร็งมุมปากอยู่หน่อยๆ
            “นายกปาร์คมาขอเข้าเฝ้า ผมอาจไม่ว่างอยู่กับคุณนะ ยูอี”
            “ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้ฉันแค่นำของฝากจากคุณแม่มาให้คุณ ท่านเพิ่งกลับจากทริปทัวร์ยุโรปน่ะค่ะ” สาวสวยเลื่อนกล่องของฝากกล่องเล็กมาตรงหน้าเขา ชีวอนทำได้เพียงรับมันมา รักษาน้ำใจเปิดกล่องที่ว่าดูเล็กน้อยและพบว่ามันคือนาฬิกาข้อมือเรือนหรูยี่ห้อดัง ในปีๆ หนึ่งเขาได้ของฝากและของขวัญมากกมายจากครอบครัวของยูอี และนี่ก็อาจเป็นชิ้นที่ร้อยกระมัง และทุกชิ้นที่กล่าวมา องค์ชายผู้นี้ไม่คิดจะนำมันมาใช้เท่าใดนัก เพียงแค่เก็บมันไว้ที่เดียวกับ ห้องเก็บเครื่องบรรณาการเท่านั้น
            “ขอบคุณครับ อันที่จริง...ไม่ต้องซื้อของฝากมาให้ผมทุกครั้งก็ได้”
            “ฉันบอกคุณแม่ไปแล้วแต่ท่านไม่ยอมหนิคะ ยังไงก็ตามใจท่านเถอะค่ะ”
“ฝากบอกท่านด้วยว่าคราวหน้าไม่ต้องแล้ว...ผมเกรงใจ”
ชีวอนจำได้ว่าเขากล่าวประโยคนี้กับยูอีจนนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าสุดท้ายเขาก็ได้รับของฝากจากต่างประเทศเรื่อยมา บางทีเบื่อที่จะพูดย้ำๆ...เบื่อความเจ้ากี้เจ้าการของครอบครัวคิมและท่านพ่อของเขาก็ไม่คิดจะแย้งอะไร...รอยยิ้มหวานจากหญิงสาวไม่เคยทำให้เขาชื่นใจทั้งยังสร้างความเบื่อหน่าย องค์รัชทายาทเคยคิดว่าผู้หญิงแบบยูอี หากอยู่ด้วยกันไปนานๆ เธอคงน่าสนใจสำหรับเขา แต่เปล่าเลย ทุกอย่างมันคือการจัดวางจนเกินไป...เหมือนภาพวาดที่ร่างด้วยเส้นดินสอแข็งกระด้าง ทุกอย่างปั้นแต่งไม่เป็นธรรมชาติ ไม่น่าสนใจขึ้นทุกวัน แม้ว่าทุกครั้งที่เขาพบเธอ คิม ยูอีจะมีรูปโฉมสวยสง่าเสมอ
น่าคิดทีเดียวว่าเขาคงกำลังเบื่อ คิม ยูอี... และมีสิ่งอื่นให้สนใจมากกว่า

                       
            ถึงต้นไม้ต้นนี้มันจะใหญ่โตไม่ต่างจากต้นไม้หลังบ้านที่พยองอัน แต่ความรู้สึกตอนที่ปืนป่ายขึ้นมานั่งบนกิ่งสาขาใหญ่ของมันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหายว้าวุ่นใจอย่างที่ชอบทำแบบนี้เป็นประจำครั้นเมื่ออยู่พยองอันเลย วิวทิวทัศน์ที่หวังจะได้เห็นกลับเป็นเพียงกำแพงวังหนาๆ ปิดกั้นทุกการมองเห็น เขาเชื่อว่าการที่มีกำแพงวังหนาเช่นนี้คงเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ และมันก็เปรียบเหมือนเขตรั้วกำจัดอิสรภาพของเขาได้เป็นอย่างดี หนุ่มน้อยแดนไกลกัดริมฝีปากล่างอย่างจนใจ เขาเผลอนึกถึงรสจูบเยือกเย็นจากองค์รัชทายาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า...มันไม่ได้หอมหวานหรือตื่นเต้นอย่างรสจูบแรกเมื่ออยู่อังกฤษ แต่มันตรึงในห้วงความคิด ตอกย้ำว่าองค์รัชทายาทเข้าใกล้สู่การมีสิทธิในตัวเขาอย่างเต็มขั้น
            “พี่คยูฮยอน! พี่ไปทำอะไรบนนั้นน่ะ” เสียงร้องจากองค์ชายเล็กแห่งราชวงศ์ชเวเรียกจิตใจที่กำลังเหม่อลอยไปไกลให้กลับมาสนใจเด็กชายตัวขาวซึ่งยืนเงยหน้ามองเขาด้วยท่าทีตกตะลึง คยูฮยอนส่งยิ้มบางๆ กลับไปให้พลางเอ่ยตอบ
            “กระหม่อมรู้สึกไม่สบายใจจึงขึ้นมานั่งเล่นบนนี้” ร่างโปร่งยังคงนั่งเล่นบนกิ่งไม้ใหญ่เช่นนั้นโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามันสร้างความหวาดเสียวแก่องค์ชายซูโฮมากเพียงใด เด็กชายมองกิ่งไม้ที่ยื่นออกไปทางสระน้ำเล็กน้อยแล้วก็ถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง
            “อ่า...แต่ไม่เห็นว่าต้องขึ้นไปนั่งห้อยขากับต้นไม้สูงขนาดนั้นนี่ครับ”
            “กระหม่อมทำเช่นนี้เป็นปกติตั้งแต่อยู่พยองอันแล้ว องค์ชายเล็กอย่าทรงกังวลไปเลย”
            “ผมจะพยายามไม่กังวลน่ะนะ อ้อ แล้วพี่คยูฮยอนควรจะเลิกใช้กับราชาศัพท์กับผมได้แล้วนะครับ”
            “ครับๆ พี่ทราบแล้ว” คยูฮยอนพยักรับแต่โดยดี เขามองเห็นใบหน้าเหนื่อยหน่ายไม่สมวัยจากเด็กชายไหนจะท่าทางยืนกอดอกเช่นนั้น...ว่าจะไปองค์ชายเล็กคนนี้มีความเหมือนกับองค์รัชทายาทมากทีเดียว ทั้งหน้าตาและท่าทาง แต่จุดต่างคือ...เด็กคนนี้มีความรู้สึกเห็นใจอกใจคนอื่น ไม่เยือกเย็นมากเท่าผู้ชายคนนั้น!
            ให้ตายสิ! เขาคิดถึงคนบ้าอำนาจทีไร...มันก็ชวนให้ปวดประสาททุกที
            “แล้วไม่ลงมาหรือครับ?” ซูโฮยังคงคาดคั้นให้เขาลงมาจากต้นไม้ แต่คยูฮยอนเลือกที่จะส่ายหน้าปฏิเสธ
            “ขอพี่อยู่บนนี้อีกสักหน่อยดีกว่า แล้วนี่โดดเรียนมาอีกแล้วใช่ไหม”
            “แฮ่ะๆ” และเสียงหัวเราะแห้งๆ จากเด็กชายก็เป็นคำตอบได้เป็นอย่างดี
            “ระวังจะถูกองค์รัชทายาทดุเอานะครับ” ทั้งที่เขาว่าไปตามเนื้อผ้าแต่คนถูกเตือนกลับหลุดเสียงหัวเราะออกมาเสียอย่างนั้น
            “ผมคิดว่าพี่ชีวอนต้องไม่ดุผมแน่ ถ้าผมอยู่กับพี่คยูฮยอนน่ะ”
            ...นี่องค์ชายเล็กแห่งราชวงศ์ชเวมองเขาเป็นไม้กันหมาหรือยังไง? (อ่า นี่เขาไม่ได้ตั้งใจส่อเสียดผู้ชายเอาแต่ใจคนนั้นเลยนะ!!)
            “องค์ชายชีวอนจะยิ่งดุกว่าเดิมสิไม่ว่า...” ยิ่งนึกถึงใบหน้าคมแสนเย็นชา คยูฮยอนก็ยิ่งรู้สึกว่าองค์รัชทายาทร้ายกาจเกินกว่าที่เขาจะเข้าใกล้         
            “คำก็ดุสองคำก็ดุ พี่ชีวอนไม่ใช่สุนัขนะครับพี่คยูฮยอน” ว่ากลั้วหัวเราะ
            “พี่ยังไม่ได้พูดแบบนั้นสักคำ”
            “เลิกเถียงกับผมแล้วลงมาจากต้นไม้เถอะครับ ผมกลัวพี่ตกลงมากจริงๆ นะ” ลูกแมวขี้เหงาอย่างองค์ชายเล็กซูโฮอาจไม่ยอมไปไหนง่ายๆ หากเขาไม่ยอมลงมาจากต้นไม้เสียที ท้ายที่สุดคยูฮยอนจึงจำต้องยอมพาตัวเองลงมายืนบนพื้นปกติ ยังไงซะไม่ว่าเขาจะนั่งรับลมอยู่บนต้นไม้อีกสักชั่วโมงสองชั่วโมง คนตัวขาวคงไม่อาจละเอาความยุ่งเหยิงในใจออกไปได้หมดอยู่ดี
            “ผมมีที่ๆ หนึ่งที่จะทำให้พี่คยูฮยอนหายเครียดนะ” เรียวคิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายของซูโฮยังผลให้คยูฮยอนรู้สึกอย่างรู้อย่างเห็นขึ้นมาเสียอย่างนั้น ถึงจะลังเลในทีแรกแต่ความจริงเขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านอกจากตำหนักรอง ภายในพระราชวังกลางกรุงโซลแห่งนี้ยังมีสิ่งน่าสนใจซึ่งถูกปิดซ่อนไว้อีกหรือเปล่า
            “แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ?” เจ้าของใบหน้าหวานถามอย่างสนใจ ถ้าหากจะโดนองค์รัชทายาทดุหรือว่ากล่าวข้อหาเที่ยวเดินเพ่นพ่านไปทั่ว สิ่งล้ำค่าจากพยองอันก็จะแกล้งหน้ามึน ทำเป็นไม่รู้เรื่อง พยศคืนให้สาใจ...บรรณาการเช่นเขา ไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็ย่อมถูกหาเรื่องวันยังค่ำ คยูฮยอนทราบดีทีเดียว!!
            “ที่ตำหนักใหญ่ครับ...เราไปกันเถอะ!


            ใครจะเชื่อว่าภายในตำหนักใหญ่จะมีห้องแสดงงานศิลปะอยู่ด้วย...บางทีคงต้องเรียกว่าแกลลอรี่เฉพาะของราชนิกูลมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย ภาพวาด ถูกประดับตกแต่งไว้ทั่วผนังห้องสีขาวสะอาด มุมห้องมีกระป๋องสีทั้งที่ใช้แล้วและยังไม่ถูกเปิดใช้วางไว้มากมาย คยูฮยอนรู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก ภาพทุกภาพบอกเล่าความเป็นไปของราชวงศ์ได้เป็นอย่างดี แถมทุกชิ้นก็จะมีลายเซ็นกำกับว่าใครเป็นคนรังสรรค์ผลงานนั้นๆ ขึ้นมา มองดูแล้วไม่ได้มีเพียงภาพวาดแนวเรียลลิสติกแต่ยังมีภาพแนวอื่นๆ อีกมาก ไม่น่าเชื่อว่าเชื้อพระวงศ์หลายๆ คนถูกจัดเป็นจิตรกรชั้นเอก ทั้งองค์ราชาหรือแม้กระทั่งองค์รัชทายาท
            ภาพสีน้ำมันเบื้องหน้าเป็นผลงานขององค์รัชทายาท คยูฮยอนนึกเบ้ปากนิดคล้ายกับไม่อยากจะยอมรับในความงามของภาพวาดสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมจำนนที่จะบอกว่าภาพวาดชิ้นนี้ไร้จุดติจริงๆ ทว่าเมื่อพินิจพิจารณาภาพนี้อย่างถี่ถ้วน หัวใจของเขากลับกระตุกวูบ ...นกพิราบสีขาวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ มันเหม่อมองไปยังท้องทะเลสีคราม... เจ้าของร่างโปร่งเม้มริมฝีปากครั้นมองเห็นวันที่กำกับของภาพวาด มันคือวันเดียวกันกับที่องค์รัชทายาทเดินทางไปรับเครื่องบรรณาการที่เกาะพยองอัน
และเป็นวันเดียวกันกับที่เขาได้พบกับผู้ชายบ้าอำนาจคนนี้
โจ คยูฮยอนแค่ตีความหมายภาพไปตามที่รู้สึก...
ร่างโปร่งเผลอกำหมัดแน่น หากเปรียบนกพิราบเป็นตัวเขา... องค์รัชทายาทชเว ชีวอนก็สามารถนำมันมากักขังไว้ในกรงได้อย่างใจปรารถนาแล้วล่ะ!
“พี่คยูฮยอน...เป็นอะไรรึเปล่าครับ?” ฝ่ามือที่แตะลงบนไหล่กระตุกความคิดของคยูฮยอนให้กลับมาสนใจองค์ชายเล็กซูโฮ เด็กชายมีสีหน้าเป็นกังวลเมื่อเห็นเขาจ้องภาพวาดเบื้องหน้าคล้ายอยากจะทำลายภาพฝีมือองค์รัชทายาทให้แหลกคามือ
“ปะ-เปล่าหรอก”
“พี่คยูฮยอนดูเครียดกว่าเดิมนะครับ...ผมกะว่าถ้าพี่ได้เข้ามาชมงานศิลปะสักหน่อยน่าจะผ่อนคลายขึ้น” เสียงนั่นว่าอย่างเป็นห่วง คยูฮยอนรู้ตัวดีว่าในเวลานี้จิตใจของเขามันอ่อนแอเกินกว่าจะควบคุมอารมณ์ส่วนลึกให้เป็นปกติและปิดกั้นมันไม่ให้ใครล่วงรู้แต่เด็กชายตรงหน้ามีความคล้ายกับเขาตรงที่กำลังเหงาและว้าเหว่ มันอาจเป็นจุดเชื่อมที่ทำให้พวกเขาสนิทกันได้รวดเร็ว หากไม่ติดที่อีกคนเป็นน้องชายขององค์รัชทายาท คยูฮยอนคงกล้าที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตนเองมากกว่านี้
“พี่ไม่เป็นไร...แค่กำลังคิดถึงบ้านน่ะ ไม่มีอะไรหรอกซูโฮ” เขาแจงออกไปอย่างนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“เจอตัวแล้ว!! องค์ชายซูโฮ! กระหม่อมตามหาจนทั่วที่แท้มาหลบอยู่ที่นี่นี้เอง”
เสียงทุ้มใหญ่พร้อมด้วยร่างของชายหนุ่มตัวสูงใบหน้าคมเข้มก้าวเข้ามาภายในห้องแสดงงานศิลปะ คยูฮยอนเดาว่าผู้ชายคนนี้ต้องเป็นครูพิเศษของซูโฮอย่างแน่นอน และไม่ผิดคาดเด็กชายตื่นตระหนกคล้ายกระต่ายถูกนายพรานไล่กรวด เจ้าตัวสาวเท้าวิ่งหนีไปเสียดื้อๆ ก่อนที่ชายคนนั้นจะได้เอ่ยประโยคถัดไปเสียอีก เขามองใบหน้ามึนงงของครูพิเศษพร้อมกับก้มศีรษะทักทายไปตามมารยาท
“ผมแทคยอนครับเป็นครูพิเศษขององค์ชายซูโฮ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมคงต้องออกไปไล่จับองค์ชายเล็กเสียก่อน ไม่งั้นอาจได้ถูกองค์รัชทายาทเอ็ดเข้าอีก”
“อ้อครับ ยินดีที่ได้รู้จัก...ถ้างั้นก็ตามเขาให้เจอนะครับ”
คำอวยพรฟังดูแข็งทื่อค่อนไปทางประชดประชันโดยไม่ได้ตั้งใจแต่อีกคนกลับไม่ถือสาทั้งยังยิ้มตอบ ชายหนุ่มนึกสงสัยในทีแรกว่าคนตรงหน้าเป็นใครจนเมื่อเขานึกถึงเรื่องเครื่องบรรณาการจากพยองอันที่องค์ชายซูโฮเคยปริปากเล่าให้ฟัง อยากจะพูดคุยด้วยสักหน่อยคงจะไม่ทันการ ศิษย์(ตัวแสบ)วิ่งหนีหายไปแบบนี้แล้วการเรียนจะคืบหน้าไปได้อย่างไร ว่าแล้วร่างสูงก็ก้าวพรวดออกจากห้องศิลปะ เริ่มปฏิบัติการจับปูใส่กระด้ง!!
ความอลหม่านของครูและลูกศิษย์จากไปแทนที่ด้วยความเงียบอีกตามเคย...และมันก็ถึงเวลาที่คยูฮยอนควรจะกลับไปยังเรือนรับรองหลังจากชมงานศิลปะจนหนำใจ(แต่ดูเหมือนเขาจะยิ่งขุ่นเคืองมากกว่าเดิม) ร่างโปร่งกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องศิลปะแล้วเชียว ทว่าเสียงพูดคุยจากที่ไหนสักแห่งทำให้เขาชะงักฝีเท้าและเคลื่อนกายกลับเข้ามาในห้องตามเดิม เขาพิงแผ่นหลังเข้ากับผนังห้องอย่างระแวดระวัง แอบซ่อนตัวเมื่อจับใจความได้ว่า...บุคคลเหล่านี้ต่างกล่าววาจามาดร้ายองค์รัชทายาทอยู่!
“องค์รัชทายาทหัวแข็งเกินกว่าที่เราจะจูงจมูกได้”
“งานนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว พวกเราคงต้องทำอะไรสักอย่าง”
“หากยุ่งยากมากนัก เราคงรอพวกกบฏให้จัดการองค์รัชทายาทไม่ได้แล้ว หากยิ่งรอ...กบฏอาจโค่นล้มพวกเราก่อนเป็นแน่”
กบฏ...
จัดการองค์รัชทายาท...
เขาแน่ใจว่าพวกกบฏต้องหมายถึงพี่ชายของเขา...แต่คยูฮยอนไม่เห็นด้วยหากจะต้องมีการฆ่าแกงกันเพราะเรื่องแบบนี้ อีกประการ เด็กหนุ่มมั่นใจว่าคนสองคนที่กำลังพูดจามาดร้ายอยู่ใกล้ๆ จะต้องเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีภายใต้อำนาจของนายกปาร์ค อุนซูอย่างแน่นอน ทุกคนทราบดีว่านายกปาร์คถูกเกลียดชังโดยประชาชนและมีประวัติเลวร้ายเกินจะบรรยาย ลือกันว่าที่คนคนนี้ได้รับการเลือกตั้งขึ้นมาก็เพราะข่มขู่คู่แข่งและซื้อเสียงไว้มหาศาล
หากเป็นเช่นนี้..องค์รัชทายาทตกอยู่ในอันตรายจากพวกเสือสิงห์ทางการเมืองเข้าแล้ว!
เคร้ง! คยูฮยอนนึกโทษโชคชะตาที่ตนก้าวพลาดไปโดนกระป๋องสีใช้แล้วจนมันล้มกลิ้งส่งเสียงก้องได้อย่างน่าเจ็บใจในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
“นั่นใคร!!!
เจ้าของร่างโปร่งสะดุ้งตัวเมื่อเสียงนั่นคำรามถามประกอบกับฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ห้องศิลปะ คยูฮยอนแทบกลั้นเสียงหายใจ น่าแปลกที่แม้แต่ลมหายใจในตอนนี้มันยังดังเสียจนน่ารำคาญ แถมด้วยกลองศึกภายในอกข้างซ้ายก็ยังเต้นไม่เป็นส่ำ หากชายพวกนั้นรู้ว่าเขาได้ยินทุกการสนทนา...โจ คยูฮยอนคงเป็นเหยื่อรายแรกที่ถูกฆ่าปิดปากอย่างไม่ต้องสงสัย
“ฉันถามว่าใคร...!!คยูฮยอนทอดสายตามองเงาซึ่งทอดผ่านเข้ามาภายในห้องศิลปะอย่างหวาดๆ ...ไม่กี่อึดใจคนพวกนั้นต้องทราบแน่ว่าเป็นเขา!
“ประทานโทษค่ะ...องค์ชายชีวอนเรียกเชิญพวกคุณกลับไปที่ห้องรับรอง เห็นว่าพวกคุณขอตัวออกมานานมากแล้ว” เป็นเสียงของแม่นมยองจา...
“ครับ...ขอโทษด้วยจริงๆ พวกเราจะกลับไปเดี๋ยวนี้” เสียงดุดันเมื่อครู่แทบจะพลิกลิ้นในบัดดล คนพวกนั้นกล่าวกับแม่นมด้วยท่าทีสุภาพทั้งที่ก่อนหน้าเพิ่งจะกล่าวอาฆาตองค์รัชทายาทไปหยกๆ...คยูฮยอนฟังเสียงพูดคุยอีกไม่กี่ประโยคก็ดูเหมือนที่หน้าห้องศิลปะจะไม่มีใครอยู่แล้ว ร่างโปร่งบางพาตัวเองออกจากห้องศิลปะและก้าวเท้าเร็วๆ กลับสู่ตำหนักรอง อย่างไรเสียเขาต้องขอบคุณที่แม่นมยองจาเข้ามาช่วยชีวิตเขาได้ทันท่วงทีถึงแม้ว่ามันจะเป็นเหตุการณ์อันแสนบังเอิญก็ตาม
ที่สำคัญ...คยูฮยอนต้องบอกเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทด้วยตัวเขาเอง!


ไร้เงาขององค์รัชทายาทเมื่อถึงเวลามื้อเย็น...คยูฮยอนเลียบๆ เคียงๆ ถามจากแม่นมยองจาก็ได้คำตอบว่าชายหนุ่มยังคงหารือเรื่องบ้านเมืองกับคนสนิท ทั้งที่คณะรัฐมนตรีรวมไปถึงนายกปาร์คกลับกันไปหมดแล้วก็ตาม...เด็กหนุ่มเพิ่งจะมาทราบทีหลังว่าวันนี้คนเหล่านั้นเข้ามาขอเข้าเฝ้าองค์ชายชเว ชีวอนโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและนี่คงเป็นเหตุผลที่เขาไปบังเอิญได้ยินบทสนทนาจากผู้ไม่ประสงค์ดีเข้า เขาเคยคิดว่าหากไม่มีองค์ชายเอาแต่ใจร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ตนคงรู้สึกเจริญอาหารมากกว่านี้ แต่แปลกที่คยูฮยอนกลับรับประทานอาหารได้น้อยเช่นเดิม อุปมานไปเองว่าคงวิตกเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ยินในวันนี้
สิ่งล้ำค่าจากพยองอันตัดสินใจที่จะรอพบกับองค์รัชทายาทหลังจากอีกคนหารือเรื่องบ้านเมืองแล้วเสร็จ มันไม่นานอย่างที่ใจคิด...ผู้ช่วยหนุ่มก้าวออกมาจากห้องทำงานด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ชายคนนี้แสดงท่าทีเคารพเขาอย่างที่เครื่องบรรณาการไม่สมควรจะได้รับ คยูฮยอนโค้งเป็นการขอบคุณ สูดหายใจลึกพร้อมกับย่างเท้าเข้าไปในห้องทำงานขององค์ชายชเว ชีวอน เขาเห็นองค์ชายหลับตาพิงศีรษะกับพนัก ใบหน้าคมสันดูเครียดกว่าวันก่อนและมันก็ทำให้รัศมีสง่างามขององค์รัชทายาทถูกบดบังไปสักหน่อย หนุ่มหน้าหวานไม่รู้จะเรียกความสนใจจากชายสูงศักดิ์อย่างไรจึงแสร้งกระแอมเบาๆ
“องค์ชาย...กระหม่อมมีเรื่องที่ต้องทูลบอก” นัยน์ตาคมปรายมองเขาเล็กน้อย คยูฮยอนละเกลียดจริงเชียวสายตาเยือกเย็นจากคนคนนี้...ตั้งท่าจะอ้าปากพูดทว่าเปลือกตานั้นกลับหรี่หลับลงอีกรอบคล้ายกับไม่ต้องการรับฟังอะไรจากเขาเสียอย่างนั้น
“อย่าเพิ่งพูดอะไร ช่วยนวดขมับให้ฉันที...” คยูฮยอนขมวดคิ้วยุ่ง นี่เห็นเขาเป็นอะไร...คนรับใช้?
“แต่มันเป็นเรื่องสำคัญ องค์ชายต้องฟังกระหม่อมก่อน” แย้งอย่างหัวเสียและไม่คิดจะทำตามคำสั่งกะทันหันนั่นด้วย
“ฉันเครียดจนไม่อยากฟังอะไรแล้ว” ผู้ชายคนนี้กำลังแสดงท่าทีเอาแต่ใจกับเขาอยู่หรือยังไง ถึงได้จงใจหมุนเก้าอี้ไปอีกทาง ละความสนใจจากเขาไปเสียเฉยๆ ด้วยเพราะเหลืออด ประกอบกับเรื่องที่อัดอั้นอยู่ในใจคยูฮยอนมันคือเรื่องคอขาดบาดตาย เจ้าตัวถึงได้โพล่งสิ่งที่ได้ยินออกไปด้วยประโยครวบรัด
 “มีคนต้องการชีวิตองค์ชาย นี่คือสิ่งที่กระหม่อมอยากจะบอก” ได้ผลชะงัก...ดวงตาคมปรือเปิดขึ้นแต่ท่าทีนิ่งเฉยแบบนั้นดูผิดคาดไปจากที่คยูฮยอนคิดไว้ในทีแรก ...ทำไมถึงได้ดูไม่ตกใจเลยสักนิด
“ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าตัวเองถูกปองร้าย” บอกพลางใช้นิ้วนวดขมับ “ฉันรู้มาตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะพวกของนายกปาร์คหรืออีกหลายๆ กลุ่ม ฉันแค่ต้องประคับประคองราชวงศ์ชเวและความปลอดภัยของทุกๆ คนรวมไปถึงประชาชน” หนึ่งในผู้ปองร้ายอีกกลุ่มก็คือพี่ชายของเขาอย่างนั้นสิ... คยูฮยอนนึกโดยไม่พูดมันออกไป เขารู้ดีว่าอีกคนไม่อยากจะพูดให้เขาต้องรู้สึกแย่ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ สิ่งที่องค์รัชทายาทบอกกับเขามันแปลกไปจากที่คยูฮยอนฝังใจกับผู้ชายคนนี้ ดูเหมือนองค์ชายชีวอนไม่ได้ห่วงชีวิตตัวเองเลย แต่...เลือกที่จะห่วงคนอื่น
“....”
“ฉันไม่ต้องการให้มันเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง...มากไปกว่านั้น ฉันอยากให้เธอปลอดภัยจากพวกประสงค์ร้ายเช่นกัน” คยูฮยอนนิ่งไป แทบไม่เชื่อหูตัวเอง และเด็กหนุ่มคงไม่รู้ตัวว่าคำพูดจากปากขององค์รัชทายาทได้ถูกฝังเข้าสู่ส่วนลึกในหัวใจไปเสียแล้ว สิ่งล้ำค่าจากพยองอันไม่อาจไขความสงสัยที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ...เขาเป็นเพียงเครื่องบรรณาการจะไปมีค่าอะไรมากมายเท่าราชนิกูลคนอื่นๆ ไหนจะแม่สาวคู่หมั้นคนนั้น คงแค่พูดให้หลงระเริงดีใจจะได้ลืมๆ เรื่องที่เขาถูกบีบให้ถวายตัวเข้ามาในวังอย่างนั้นสินะ
คยูฮยอนก้มหน้าหลบสายตาดุจเหยี่ยว ปั่นป่วนในอกเมื่อถูกจ้องไม่คลาดสายตา
“กระหม่อมคิดว่าควรให้องค์ชายได้พักผ่อน...กระหม่อมขอตัว”
องค์รัชทายาทชีวอนมองใบหน้าขาวจัดที่เผลอคว่ำปากไม่พอใจ อีกทั้งยังก้าวเร็วๆ ออกจากห้องทำงานของเขาไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มทราบดีอยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มจากพยองอันอคติต่อตัวเขามากเพียงใด และในวันนี้เขาตั้งใจว่าจะไม่เร่งเร้าโจ คยูฮยอนให้ยอมรับเขาอีกต่อไปแล้ว นั่นเพราะองค์ชายสูงศักดิ์ผู้นี้อ่านดวงตาสีดำรัตติกาลคู่นั้นออกในวินาทีที่สบตากันเมื่อครู่ มันเต็มไปด้วยความหวั่นไหวและความรู้สึกสองขั้วที่ตีกันให้วุ่น ท่าทางดื้อเงียบแบบนั้น ชีวอนเชื่อว่าตนจะต้องกำราบเด็กหนุ่มให้อยู่มือได้อย่างที่หวังแต่นั่นไม่ได้หมายความว่า...มันจะไม่ทุลักทุเล
การช่วงชิงพื้นที่หัวใจโจ คยูฮยอนมันไม่ง่ายเอาเสียเลย!
           
           
            คำพูดจากปากองค์รัชทายาทส่งผลให้คยูฮยอนนอนไม่หลับไปทั้งคืน...เช้าตรู่นี้เจ้าของใบหน้าขาวจัดถึงได้พาตัวเองมานั่งทอดอารมณ์อยู่ริมสระน้ำหน้าเรือนรับรอง ถ้าใครอื่นโดยเฉพาะองค์ชายเล็กซูโฮมาเห็นเขานั่งห้อยขาอยู่ริมสระแบบนี้คงได้โวยวายที่เขามักชอบทำอะไรน่าหวาดเสียวเป็นแน่ ดวงตาคู่โตทอดมองดอกบัวในสระที่กำลังผลิบานเชื้อเชิญให้หมู่ผึ้งบินมาดอมดม แสงอาทิตย์อ่อนๆ สาดส่องกระทบผิวน้ำจนมันเปล่งประกายระยิบระยับ เด็กหนุ่มแค่หวังจะให้จิตใจที่กำลังว้าวุ่นสงบลงบ้างหลังค่อนคืนที่ผ่านมาในหัวสมองของคยูฮยอนมีเพียงคำพูดของใครบางคนตอกย้ำซ้ำๆ อยู่เช่นนั้น
            คยูฮยอนไม่ต้องการให้องค์รัชทายาทผู้นั้นต้องเข้ามามีอิทธิพลต่อเขา...ไม่ว่าจะเรื่องความคิด การกระทำหรือแม้แต่...หัวใจ
            เสียงฝีเท้าหยุดอยู่ข้างๆ คยูฮยอนเผลอคิดว่าใครที่ว่าจะต้องเป็นซูโฮอีกตามเคยจึงเอ่ยปากทั้งที่ไม่ได้ละสายตาจากสระน้ำเบื้องหน้า
            “ตื่นเช้าจังนะซูโฮ...วันนี้อย่าคิดหนีเรียนเชียวละ”
            “ซูโฮยังไม่ตื่นหรอก...รายนั้นตื่นสายเป็นประจำ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกและแน่นอนไม่ใช่เสียงของซูโฮ คยูฮยอนเบิกตาตระหนก พลันเงยหน้าสบตาเจ้าของร่างสูงใหญ่ซึ่งยืนอยู่ไม่ห่าง
            “องค์ชาย!” เขาหยัดตัวลุกขึ้น พร้อมปัดเศษใบไม้ออกจากกางเกงและเสื้อโค้ทอย่างลวกๆ
            “ทำไมต้องตกใจขนาดนั้น” ถามด้วยน้ำเสียงขบขัน คยูฮยอนตวัดสายตามองใบหน้าคม ดูท่าแล้วอีกคนคงหลับสนิทผิดจากเขาที่แทบไม่ได้นอนตลอดคืน
            “องค์ชายมักเข้ามาเงียบๆ...” ตอบเสียงเบา ตั้งแต่ได้รู้จักกัน...ไม่ว่าจะครั้งไหน องค์ชายชีวอนมักมาพร้อมกับความเงียบและบรรยากาศน่าอึดอัด ล่าสุด...ผู้ชายคนนี้เข้ามาพบเขาทั้งที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ แถมยังใช้โอกาสฉกฉวยหากำไรกับตัวเขาอีก ถ้าไม่ให้โจ คยูฮยอนคนนี้ตกใจเมื่อเจอหน้าดุๆ นั้น ...จะให้เขายิ้มหวานดีใจที่ได้พบองค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ...ไม่มีทางเสียหรอก!
            “แล้วถ้าแบบนี้ยังตกใจรึเปล่า...” รูปหน้าสมบูรณ์แบบปรากฏรอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้พบเห็น
            โอ้ไม่นะ...
            คยูฮยอนไม่ทราบว่าเมื่อครู่มันเรียกว่าจูบอรุณสวัสดิ์ได้หรือเปล่า มันไวมากเสียจนภาพตรงหน้ามันพร่าเลือน ถึงอย่างนั้นเรียวปากอิ่มก็ยังคงทิ้งความอุ่นจางๆ ไว้ ร่างโปร่งเผลอก้าวถอยหลังเมื่อหัวใจของเขามันกู่ร้องอะไรบางอย่างออกมาและมันเสมือนสัญญาณที่แสนจะอันตราย... ให้ตายเถอะ หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงเพราะสัมผัสอบอุ่นคล้ายแสงจากพระอาทิตย์ยามเช้า หน้าเห่อร้อนอย่างไร้สาเหตุ อ้อไม่สิ...สาเหตุเพราะคยูฮยอนยอมรับว่าจุมพิตแบบเมื่อครู่มันทำให้...เขาตื่นเต้นระคนเคอะเขินเกินกว่าจะอยู่ใกล้รัศมีองค์ชายตรงหน้า...
            “คยูฮยอน...ห้ามก้าวถอยหลัง...” เสียงเข้มออกคำสั่งพร้อมดวงตาซึ่งฉายแววจริงจัง ทว่าเด็กหนุ่มกลับหาสติที่จะประมวลคำสั่งนั่นไม่พบ
            “...”
            “ฉันบอกว่าห้ามก้าวถอยหลัง!
            “เหวอ!” สายน้ำสาดกระเซ็นเหตุเพราะร่างโปร่งผลัดตกสู่สระน้ำเย็นเฉียบ กระนั้นไม่ใช่เพียงแค่บรรณาการจากพยองอัน ชายหนุ่มผู้มีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาทก็ต้องลงไปแหวกว่ายท่ามกลางสระน้ำที่เขาเห็นมาตั้งแต่เกิดเช่นกัน! คนตัวโตกว่าคว้าร่างเด็กหนุ่มไว้ให้ในอ้อมแขนพลางแย้มยิ้มขำเมื่อใบหน้าหงุดหงิดเพราะอุบัติเหตุเมื่อครู่ดูน่ารักน่าชังจนอดจะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปกดจูบเบาๆ ที่กลีบปากสีระเรื่อไม่ได้
            คนโดนจูบเป็นครั้งที่สองหน้าเหวอ อ้าปากค้างนึกอะไรไม่ออก...รอยยิ้มหล่อร้ายแบบนั้นหมายความว่ายังไงกันห๊ะ!
            โจ คยูฮยอนควรโทษความซุ่มซ่ามของตัวเอง โทษความพยศที่มีในตัวหรือโทษรสจูบจู่โจมขององค์รัชทายาทกันแน่!