Rose Addict
- 5 -
โจวมี่จำต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเอกชนในไต้หวันด้วยเพราะเจ้าตัวเสียเลือดมาก
ถึงจะเป็นคนร่างกายแข็งแรงมากขนาดไหนแต่กระสุนก็แทบจะเฉียดจุดสำคัญ
นับว่าใจสู้ไม่น้อยที่บอดี้การ์ดหนุ่มอดทนกัดฟันมาถึงโรงพยาบาลได้โดยสติครบถ้วนเป็นอย่างดี
ส่วนคนเป็นนายกลับเดินคล่องปร๋อทั้งที่มีผ้าพันแผลที่ต้นแขนขวา
ใบหน้าคมคายมีรอยฟกช้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อใช่ไหม...แต่สำหรับคยูฮยอนแล้ว... เขาคิดว่า ชเว ชีวอน
เป็นยิ่งว่าชายหนุ่มผู้มีอำนาจมากล้นอยู่ในมือ ผู้ชายคนนี้แกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ
เด็กหนุ่มรู้ว่าแผลของชีวอนมันคงเจ็บไม่หยอก แต่จะทำอย่างไรได้ ท่านประธานที่ใครๆ
ต่างก็เกรงขามจะแสดงท่าทีว่าเจ็บนั้นคงทำให้ลูกน้องเสียขวัญน่าดู
หลังเดินทางกลับจากโรงพยาบาล...คนของกลุ่มชเวเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยให้แน่นหนามากขึ้น
กลุ่มคนมากมายรายล้อมตั้งแต่โรงพยาบาลจนถึงโรงแรม ได้ยินแว่วๆ ว่าเป็นคนของคุณปู่ชเวและคนจากกลุ่มฮันส่งมาสมทบด้วยอีกขั้น
ร่างสูงใช้เสื้อสูทตัวนอกหลุมหัวไหล่ของเด็กตัวขาวไว้
ในขณะที่เจ้าตัวเองไม่ได้สนใจเสื้อเชิ้ตสีอ่อนของตัวเองซึ่งมันเปรอะไปด้วยเลือดสีคล้ำจากการโดนยิงที่ต้นแขน
ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างมั่นคงราวกับบาดแผลแค่นั้นไม่ได้ระคายผิวแต่อย่างใด
คยูฮยอนช้อนสายตามองอีกคนเป็นพักๆ กว่าจะผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มาได้
เขาใจเสียไปไม่รู้เท่าไหร่ แต่...เขาแค่เชื่อว่าชีวอนจะต้องเอาชนะคนพวกนั้นได้... และทุกอย่างก็เป็นดังที่หวัง...
ชเว ชีวอนยังคงอยู่ตรงนี้...
ไม่ไปไหน...
ท่ามกลางความวุ่นวายของล็อบบี้โรงแรม
ภายใต้แผ่นหลังซึ่งยังคงสง่าผ่าเผยเสมอ เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปรั้งฝ่ามือหยาบ
ร่างสูงชะงักจังหวะการเดินเล็กน้อย เขาเกาะกุมฝ่ามือนั้นพลางมองใบหน้าคมคายที่ทอดสายตามองลงมาเช่นเดียวกัน
คยูฮยอนรู้คำตอบของตัวเองแล้วว่าการเป็นคนของชเวไม่ได้กินความหมายแคบๆ
ว่าเป็นเพียงคนในปกครอง...มันมีความหมายยิ่งกว่านั้น... คนของชเว
จะไม่ใช่เพียงแค่คนที่ชเว ชีวอนปกป้องแต่จะเป็น...คนที่อยู่เคียงข้างชเว ชีวอนเสมอแม้ในวันที่ใครอีกคนมีชีวิตอยู่บนเส้นของความเป็นความตายก็ตาม...
เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน...
พวกเขาก้าวเข้ามาสู่ตัวห้องพักโดยไม่มีโจวมี่ขึ้นมาอารักขาถึงหน้าห้องพักเช่นวันก่อนด้วยเจ้าตัวยังคงนอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล
คยูฮยอนถอนหายใจด้วยเพราะโล่งอกเหลือเกิน...กลุ่มชเวไม่เสียกำลังไปสักคน แต่กลุ่มคิม...ไม่เหลือซาก
ใบหน้าขาวจัดอดจะกดยิ้มเหยียดให้คนพวกนั้นไม่ได้ พวกจิตใจสกปรกที่คิดแต่จะตามทำร้ายใครแบบนั้น...ลงนรกไปซะได้ก็ดี!
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น...”
เสียงทุ้มเอ่ยถามเขาพร้อมร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ ก้าวไปนั่งลงบนโซฟากลางห้องพัก
สีหน้าไม่สู้ดีของชเว ชีวอนเพิ่งจะแสดงออกมาก็ตอนที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง
แผลโดนยิงที่แขนขวาต้องสร้างความลำบากให้แก่ชายหนุ่มเป็นแน่
ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนถนัดขวาแบบนั้น คยูฮยอนสืบเท้าไปนั่งลงบนพื้นพรมตรงหน้าเจ้าของชีวิตของเขา
เด็กหนุ่มนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้น
ไล่สายตามองสภาพสะบักสะบอมของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นท่านประธานของกลุ่มชเว
แปลกที่แค่มองยังรู้สึกเจ็บแทน...
“แค่สมน้ำหน้าพวกกลุ่มคิมน่ะครับ”
เขาตอบน้ำเสียงติดจะมีน้ำโหเรียกรอยยิ้มจากใบหน้าคมคายเล็กน้อย แต่อารมณ์แบบนี้คยูฮยอนยิ้มตามอีกคนไม่ได้หรอกนะ...แค่คิดว่าชีวอนต้องเจ็บแบบนี้เพราะถูกลอบทำร้าย
เขาก็พาลหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ
“เธออาจไม่รู้ว่าระหว่างกลุ่มชเวและกลุ่มคิมบาดหมางกันมานานแล้วล่ะ
แผลที่แขนมันไม่ใช่แผลแรกหรอก...” ท่าทีสบายๆ ของชเว ชีวอนทำให้คยูฮยอนเลิกคิ้วมองอีกคนซึ่งพูดดั่งแผลถูกทำร้ายหายได้เพียงไม่กี่วัน
เขาก็พอจะเดาได้ว่าระดับประธานของกลุ่มชเวคงผ่านการต่อสู้แบบลูกผู้ชายมาอย่างโชกโชน
ผ่านใต้เสื้อเชิ้ตสีอ่อนมอมแมมนี้อาจเต็มไปด้วยแผลเป็นจากวิถีบนโลกมืดเหล่านั้นก็เป็นได้
“ผมไม่อยากให้คุณต้องเจ็บอีก...”
เอ่ยออกไปเสียงแผ่ว ดวงตาไม่ได้ละไปจากโครงหน้าหล่อเหลา
ชายหนุ่มถือโอกาสอ้าแขนซ้ายซึ่งไม่ได้รับบาดเจ็บคล้ายกำลังจะบอกให้เขาลุกขึ้นจากพื้น
มันเป็นสิ่งที่คยูฮยอนไม่ต้องคิดไตร่ตรองให้มาก เด็กหนุ่มนั่งลงบนตักของอีกฝ่ายพร้อมกับเอนศีรษะลงไปตามแรงของฝ่ามือที่รั้งให้เขาใช้อกแกร่งเป็นแหล่งพักพิง
“เป็นห่วงฉันอย่างนั้นหรือ?”
เด็กที่เคยดื้อทั้งยังพยศจนน่าปวดหัวพยักหน้ารับน้อยๆ
ไม่วายจะตอบเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ
“ก็....
เป็นห่วงคุณ”
“มากไหม?” คนถามหัวเราะกับตนนิดๆ
ราวกับเขากำลังพูดคุยกับเด็กเล็กๆ ก็ไม่ปาน คนในอ้อมแขนขยับตัวยุกยิก
สังเกตเห็นใบหูที่จู่ๆ ก็ขึ้นสีแดง น่าหมั่นเขี้ยวนักล่ะ แม้แขนของเขาจะยังเจ็บอยู่
แต่คนอย่างชเว ชีวอนก็พูดได้เลยว่าแผลครั้งนี้อาจหายเร็วกว่าแผลครั้งไหนๆ...พูดไปก็อาจฟังดูน้ำเน่าทั้งยังบอกถึงอายุที่มากกว่าเด็กคนนี้ก็หลายปี...
มียาใจดี อะไรๆ ก็ดีไปเสียทุกอย่าง...
“..........”
เด็กดีเงียบเสียงไปเสียเฉยๆ
“เธออาจแค่เป็นห่วงฉันแต่พอเป็นพิธีก็ได้สินะ
คยูฮยอน”
“ไม่ซะหน่อย
ผมเป็นห่วงคุณมากจนทำอะไรไม่ถูกเลยด้วยซ้ำ ตอนนั้นมันเหมือน...ใจจะขาด”
“รู้แล้วๆ...ฉันแค่ไม่อยากให้เธอต้องเครียดน่ะเด็กโง่”
ชายหนุ่มกดเรียวปากลงบนกลุ่มผมนิ่มอย่างนึกเอ็นดู
น้ำเสียงสั่นเครือแบบนั้นฟังก็รู้ว่าใจจะขาดอย่างที่ว่า คนที่มีตำแหน่งเป็นถึงยาใจพิเศษทำตัวได้ว่าง่ายเสียจนชเว
ชีวอนเองนึกแปลกใจ
และสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือการที่เด็กหนุ่มลุกจากหน้าตักของเขาโดยที่เอื้อมมือมาจูงเขาให้เดินตามเจ้าตัวเข้าไปสู่ห้องนอน
คยูฮยอนหันกลับมามองหน้าเขาพร้อมกับเม้มริมฝีปากแน่น
ดวงตาที่กำลังสั่นไหวบ่งบอกอะไรได้หลายๆ อย่าง
“...ผมไม่คิดว่าชีวิตนี้จะเป็นของใครได้อีก
นอกจากคุณ...”
อะไรทำให้เด็กนี่คิดแบบนี้กัน...
ใช่ว่าชเว ชีวอนจะไม่ทราบว่าสิ่งที่โจ คยูฮยอนพูดเมื่อครู่มันหมายถึงอะไร เขารวบร่างโปร่งบางเข้ามากอดโดยไม่สนใจว่าต้นแขนขวาจะเจ็บแปลบขึ้นมา
ชายหนุ่มได้ยินเสียงคนในอ้อมแขนพูดพึมพำด้วยประโยคเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เช่นนั้น “อยากจะเป็นของคุณแค่คนเดียว”
“เด็กหนอเด็ก”
“ผมคิดดีแล้ว
...ผมแค่อยากจะเป็นคนของชเว ทั้งทางจิตใจ...และร่างกาย” เขาผละออกเพื่อใช้ดวงตาอันทรงเสน่ห์เฝ้ามองอากัปของอีกคนด้วยนึกเอ็นดู
นัยน์ตาใสแจ๋วสั่นระริกเล็กน้อย ไหนจะเรียวปากอิ่มที่เม้มแน่นเสียจนมองๆ
ดูยิ่งทำให้น่าหมั่นเขี้ยวระคนยั่วยวนพิกล...
เด็กคนนี้อาจไม่ทราบว่าตัวเองมีรูปลักษณ์และกิริยาน่าค้นหาที่แสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่เสแสร้งแกล้งทำเสียจนเกินจริตอย่างที่ชายหนุ่มเคยได้พบเจอจากคู่นอนรายอื่น ชีวอนยกฝ่ามือขึ้นลูบริมฝีปากสีเชอรี่แผ่วเบาพลางกดแนบสัมผัสลงเพียงแต่น้อย
ไม่เร่งรีบ ไม่ทำให้อีกคนตื่นกลัว
“มันยังไม่ถึงเวลา”
“.........”
“แต่ถ้าถึงวันนั้นแล้ว...
อย่าบอกให้ฉันหยุดล่ะกัน” ใบหน้าขาวจัดแดงซ่านด้วยคำพูดส่อความหมาย
คนมีประสบการณ์มากกว่าหัวเราะแต่เพียงลำคอพลางปล่อยมือจากการโอบรั้งร่างของเด็กหนุ่ม
ดวงตาคล้ายแมวตวัดมองใครอีกคนด้วยอารมณ์ความรู้สึกปนเปกันไปหมดบางทีผีเสื้อนับล้านตัวอาจกำลังบินมวลอยู่ภายในช่องท้อง
ร่างสูงเดินยิ้มหายเข้าไปในห้องน้ำแต่คยูฮยอนก็ยังมีใจจะห่วงว่าผู้ชายคนนั้นเพิ่งจะถูกยิงมาแถมยังเป็นแผลสดจะอาบน้ำได้อย่างไรล่ะ?
คิดได้ดังนั้นก็ตะโกนถาม
“คุณชีวอน...
คุณอาบน้ำได้เองนะครับ คือ ผมหมายถึง....” ไม่ทันจะพูดจบประโยคดี เสียงเข้มก็ส่งคำตอบกลับมา
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก...นอกจากเธอจะช่วยฉันอาบน้ำไม่ได้แล้ว
ฉันเองเสียอีกที่อาจได้อาบน้ำให้เธอนะ คยูฮยอน...” ฟังดังนั้นถึงได้เบิกตาโพลง อ้าปากจะเถียงกลับก็สุดจะทนที่ไม่อาจสู้ความเห่อร้อนบนใบหน้าได้เลยสักนิด
ให้ตายสิ...คนคนนี้ นึกอยากจะพูดจาตรงไปตรงมาค่อนไปทางลามกก็พูดมาได้ไม่อายปาก!!!
กำหนดการเที่ยวไต้หวันเป็นอันต้องยกเลิกทั้งหมด
แม้อดจะเสียดายไม่ได้แต่ด้วยเพราะชเว ชีวอนกำลังเจ็บ เด็กหนุ่มเองก็ไม่อาจเที่ยวได้อย่างสบายใจเท่าไหร่...ไหนจะโจวมี่ที่ยังไม่ออกจะโรงพยาบาล
ได้ข่าวว่าหากเจ้าตัวหายดีพอที่จะขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไหร่จะรีบบินตามกลับมาภายหลัง
วันนี้พวกเขาต้องเดินทางกลับเกาหลีใต้ทั้งที่เดิมทีจะต้องกลับในอีกสองถึงสามวันหลังจากนี้แท้ๆ
ภายในสนามบินอินชอน คนของกลุ่มชเวมารออารักขาท่านประธานของกลุ่มอย่างแน่นหนา
ดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าครั้งไหนๆ อาจเพราะนี่เป็นประเทศบ้านเกิด
เป็นถิ่นของกลุ่มชเวโดยแท้จริง
คยูฮยอนเดินตามหลังเจ้าของร่างสูงแต่เพียงก้าวเล็กๆ
เช่นเดิม อดจะยิ้มตามไม่ได้เมื่อได้มองจังหวะการก้าวเดินที่ไม่ได้ต่างกันมาก
รองเท้าหนังสีดำขลับของคนคนนี้ กับรองเท้าผ้าใบของเขา... มันดูน่ารักดีที่ความแตกต่างกำลังก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคง
โจ
คยูฮยอนชอบความรู้สึกแบบนี้...มัน...ไม่หวานเกินไปแต่ทุกอย่างลงตัวในสูตรสำเร็จของมันเอง...
“ระวังด้วยสิครับ...คุณทำอย่างกับตัวเองไม่มีแผลโดนยิงยังไงยังงั้น”
เด็กหนุ่มอดจะเอ็ดคนอายุมากกว่าไม่ได้เมื่อทั้งคู่เข้ามานั่งในตัวรถเมอร์ซิเดสอันแสนจะคุ้นเคย
ผิดที่วันนี้ไม่ใช่โจวมี่เป็นสารถีเช่นทุกที คนโดนเด็กดุทำหน้าสีหน้าสบายใจทั้งยังยกแขนข้างซ้ายโอบร่างของเจ้าของใบหน้าน่ารักให้เขยิบเข้ามาชิดกาย
ไม่มีแรงขืนตัวมีแต่หัวทุยๆ ที่ซบลงบนหัวไหล่ หมดสภาพแมวพยศอย่างเช่นในอาทิตย์แรกครั้นได้พบกัน
“ฉันบอกเธอไปแล้ว...ว่าแผลนี่มันไกลหัวใจ”
ชีวอนตอบพลางลอบมองดวงหน้าขาวจัดที่แอบยู่หน้าไม่พอใจกันนิดหน่อย
“แผลถูกยิงก็คือถูกยิงสิครับ”
“ฉันรู้แล้วหน่า...”
“ถ้าอย่างนั้น...ก็กรุณาอย่าทำตัวเป็นคนแก่ที่ดื้อเกินวัยด้วยนะครับ”
สุดท้ายก็ไม่อยากจะเถียงคนที่ไม่รู้ว่าไปหัดต่อปากต่อคำเก่งกาจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ท่านประธานของกลุ่มชเวกดเรียวปากลงบนกลุ่มผมเคล้ากลิ่นแชมพู เจ้าตัวเงียบเสียง
หลับตาพริ้มคล้ายกับแมวที่ถูกเจ้าของเกาคาง บรรยากาศรอบกายโรยตัวไปด้วยความหอมละมุนอย่างที่ไม่เคยจะได้สัมผัส
ยิ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ มาแล้ว ความรู้สึกที่ว่ามันยิ่งทวีคูณเป็นเท่าตัว
“จะว่าไป...เสียดายจริงๆ
ที่ไม่ได้พาเธอไปร่องเรือที่ทะเลสาบสุริยันจันทรา*...มันสวยมากเชียวล่ะ
ฉันชอบที่จะไปที่นั่นทุกครั้งที่เดินทางไปไต้หวัน”
“โอกาสหน้าเมื่อคุณหายดีล่ะกันนะครับ...”
หวังว่าตอนนั้น...คุณคงไม่ทิ้งผมเหมือนแมวจรจัดหรอกนะ เด็กหนุ่มเก็บประโยคหลังไว้แต่ภายในใจ...
เขาไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
แต่ในเมื่อเด็กหนุ่มเลือกที่จะมอบชีวิตให้แก่ผู้ชายคนนี้แล้ว คยูฮยอนไม่คิดจะคืนสิทธิพิเศษนี้ให้แก่เจ้าของเป็นแน่
เพราะอ้อมแขนจากคนคนนี้มันอบอุ่นเหลือเกิน เขากำลังหวงแหนและ...ดูเหมือนจะเดินมาไกลเกินกว่าจะหาจุดเริ่มต้นเจอแล้วล่ะ...
โจ
คยูฮยอนถูกสายตาของใครหลายๆ คนจับจ้อง...สิบคน ยี่สิบคน สามสิบคน กระทั่งมันมากจนผิดวิสัย...เขาไม่ใช่คนป็อปปูล่าหรือใครจะต้องมารู้จักแล้วเที่ยวมาสาดสายตาใส่แบบนี้
หรือเพราะ...การที่เขามีใครมาส่งถึงที่งั้นสิ...เด็กหนุ่มภายใต้ชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนกลับนั่งรถหรูมากับชายในวัยสามสิบต้น
ใบหน้ารูปลักษณ์ภูมิฐาน แม้จริงๆ แล้วชเว ชีวอนจะเป็นผู้มีอิทธิพลในกรุงโซล
แต่เขาก็เชื่อว่าพวกเด็กในโรงเรียนคงไม่มีใครรู้จักท่านประธานชเวเป็นแน่
ในหัวของคนพวกนั้นคงคิดว่าเขามีคนเลี้ยงดูอุปถัมภ์ ทั้งที่คยูฮยอนค้านไปแล้วเชียวว่าไม่จำเป็นต้องมารับถึงหน้าบ้านแล้วมาส่งถึงหน้าประตูโรงเรียนแบบนี้...
ผลสุดท้ายก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนเกือบทั้งจะโรงเรียน
ส่วนพ่อกับแม่...
หลังเขากลับจากไต้หวัน(ซึ่งอันที่จริงเขาโกหกว่าตัวเองไปค่ายอาสาพัฒนา) คยูฮยอนได้พบหน้าพวกท่านเพียงไม่ถึงสัปดาห์ดี
คุณพ่อก็ต้องเดินทางไปดูงานที่ต่างจังหวัด ส่วนคุณแม่ต้องกลับไปดูแลคุณยายที่เห็นว่ากำลังป่วยที่บ้านนอก
บ้านตระกูลโจเงียบเชียบ และคยูฮยอนก็จำต้องย้ายตัวเองไปพักที่คอนโดฯของชเว ชีวอนเป็นครั้งที่สอง
นี่เป็นวันแรกที่ชเว
ชีวอนมาส่งเขาถึงโรงเรียนด้วยตัวเองด้วยซ้ำ
แต่ท่าทางการตอบรับจะเกินคาดไปเสียหน่อย!
“มึงมีเสี่ยเลี้ยงหรอวะ
กูถามจริง” คนปากไวอย่างยงกุกเอ่ยขึ้นในตอนที่คยูฮยอนนั่งประจำที่โต๊ะเรียนของเขาเอง
ยงกุกเป็นเพื่อนในกลุ่มที่คยูฮยอนต้องใช้ความอดทนในการพูดคุยกับหมอนี่มากกว่าใครๆ
ด้วยเพราะเป็นพวกปากแรง(หมา)แบบนี้นี่แหละ เขาถอนหายใจพลางช้อนตามองเพื่อนตัวโตที่ยืนค้ำหัวกันอยู่
“ไม่ใช่เสี่ยเลี้ยงอะไรทั้งนั้น...”
“แล้วเป็นอะไรวะ...แฟนมึงหรอ”
ยงกุกเลิกคิ้วถามเหมือนจะคาดคั้นกันเสียให้ได้
ท่ามกลางสายตาของเพื่อนในกลุ่มคนอื่นๆ จะให้เขาตอบออกไปอย่างไรล่ะ
ในเมื่อระหว่างเขากับชีวอนยังคงมีสถานะที่ค่อนข้างคลุมเครือ
จะเรียกแฟนหรือก็เห็นจะไม่ใช่ มันอาจยังไม่ถึงขั้นคนรัก... พวกเขาอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นความตายมาด้วยกันจนเขามอบชีวิตนี้ให้แก่คนคนนั้นไปแล้ว...นิยามความหมายตรงนี้
คยูฮยอนนึกไม่ออกหรอกว่าควรจะเรียกชื่อความสัมพันธ์แบบนี้ด้วยอะไร
“อายุห่างกับมึงเยอะไปเปล่าวะ
ระวังเขามีลูกมีเมียแล้วนะเว้ย!” ซองกยูเสริมขึ้นเป็นคนที่สอง...คราวนี้ยงกุกขมวดคิ้วยุ่งยิ่งกว่าเดิม
ไหนจะดูจุนที่พยักหน้าหงึกหงักกอดคอดงอูซึ่งมันก็เอาแต่จ้องหน้าจับผิดอยู่อย่างนั้นราวกับเขาเป็นนักโทษไม่มีผิด
คยูฮยอนถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เวลานี้เขาหงุดหงิดนิดๆ...เอาเป็นว่า
เขาจะตอบในที่สิ่งที่สามารถตอบได้ในตอนนี้ก็แล้วกัน...
“มึงเข้าใจไว้อย่างเดียวว่ากูไม่ใช่เมียน้อยใครก็พอ...พอใจหรือยัง!”
“เหยดดดดด น้องยอนแรงจุงเบยยยยยย”
ดงอูตบโต๊ะเรียนดังป๊าบใหญ่ แหงล่ะ...ในกลุ่ม เขาจัดเป็นพวกนิสัยไม่ใกล้เคียงกับเพื่อนสักเท่าไหร่...บางทีการพูดจาแบบนี้คงทำให้เพื่อนๆ
งงเป็นไก่ตาแตกไปพักใหญ่
“กูเชื่อแหละว่าคนเงียบๆ แบบนี้ได้ผัวเร็วกว่ายัยดาวประจำห้องซะอีก!! โถถัง ความสวยไม่ได้ช่วยอะไร ฮ่าๆๆๆ”
ดูจุนระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น สุดท้ายบทสนทนาที่ว่าก็ถูกปิดไปเพราะ อี ซอนมี สาวสวยประจำห้องได้ยินพอดิบพอดี
สาวเจ้าย่างสามขุมเข้ามาหาพร้อมกับใช้แปรงลบกระดานชี้หน้าเรียงตัว
ไอ้พวกปากมอมทั้งหลายถึงได้สลายตัวไปคนละทิศละทาง
ทว่า...ก่อนที่เธอจะกลับไปทำความสะอาดกระดานตามเดิม...ซอนมีอมยิ้มพร้อมกระซิบเสียงแผ่ว
“คยูฮยอน...คนที่มาส่งนายเมื่อเช้าน่ะ หล่อมากเลย
เขาต้องรวยมากแน่ๆ อย่าปล่อยเขาไปล่ะ โธ่ พูดแล้วก็เขินเอง T///////////T”
ท่าทางจะเป็นขวัญใจสาวๆ
วัยขบเผาะไปเสียแล้วล่ะ ชเว ชีวอน!
หลังเลิกเรียน...เป็นประจำที่คยูฮยอนจะถูกเพื่อนๆ
ลากไปเกมส์เซ็นเตอร์ ทีแรกชเว ชีวอนจะมารับเขาที่หน้าโรงเรียน
แต่เมื่อบอกไปว่าเย็นนี้ต้องไปกับเพื่อนก่อน น้ำเสียงทุ้มจึงฟังดูเข้มขึ้นมาสักหน่อย
อาจกำลังไม่ชอบใจที่เขาออกไปเตร็ดเตร่ในตอนที่สถานการณ์ยากจะคาดเดา แถมยังไปย่านๆ
เดิมที่เพิ่งจะเกิดเรื่องไปเมื่ออาทิตย์ก่อน
คยูฮยอนไม่อยากจะปฏิเสธเพื่อนในช่วงที่คนอื่นๆ ก็ยังพากันสงสัยในตัวเขา ยิ่งไปกว่านั้นการทำตัวผิดไปจากกิจวัตรที่เป็นอยู่อาจทำให้เพื่อนๆ
พากันคาดคั้นเขาไปใหญ่ เขาอยากทำตัวปกติและไม่ต้องการได้รับความอึดอัดจากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทของเขาเอง
แม้คยูฮยอนจะหลุดเข้ามาในโลกของชเว
ชีวอนแล้ว ได้ชื่อว่าเป็นคนของชเว แต่เขาก็ไม่อยากจะทิ้งความเป็นตัวของตัวเองที่มีมาตั้งแต่แรกเหมือนกัน...
“คยูฮยอน..แม่งหิวว่ะ
ไปซื้อไรกินเหอะ” ซองกยูหันมาสะกิดแขนเขายิกๆ คยูฮยอนละสายตาจากตู้เกมส์แข่งรถ F1 ที่ยงกุกกับดงอูกำลังซิ่งกันอย่างเมามันส์
คนตัวขาวพยักหน้ารับไอ้เพื่อนตาตี่ก่อนพวกเขาจะเดินออกจากตัวร้านเกมส์เซ็นเตอร์
จุดมุ่งหมายคงเป็นร้านบุงงอปัง(ขนมสอดไส้รูปปลา)เจ้าประจำ
แต่ดูเหมือนคนกินจุอย่างซองกยูมันจะไม่หยุดเพียงแค่นี้...หมอนี่เดินไปหาคุณป้าแผงลอยอีกร้านพร้อมสั่งทัลโกชี(ไก่ปิ้ง)อีกหลายไม้...
“มึงไม่กินหรอ?” คนที่กำลังเคี้ยวไก่อยู่เต็มปากถามเขาแบบนั้น
ความตะกละของซองกยูทำเอาคยูฮยอนนึกส่ายหน้า... เป็นแบบนี้น่ะสิ...พวกสาวๆ
ถึงได้วิ่งหนีเวลามาออกเดทด้วย แล้วจะมีหน้ามาถามเขาทำไมว่าตัวเองไม่ดีตรงไหน สาวๆ
คงจะชอบพวกมูมมามหรอกนะ!
“มึงกินไปเถอะ...กูกลัวอิ่มก่อนกินข้าวเย็นน่ะ”
“รอกลับไปกินข้าวกับผัวอ่ะดิ”
นั่นประไร...สุดท้ายก็วกเข้าเรื่องนี้...
“ถ้ามึงพูดคำว่าผัวอีก...มึงได้กินรองเท้ากูแทนของกินที่มึงซื้อมาแน่!”
“โหดนะครับนะ ฮ่า” ระหว่างทางที่เดินกลับไปยังเกมส์เซ็นเตอร์...
หางตาของเด็กหนุ่มสังเกตว่ามีใครบางคนกำลังจับจ้องพวกเขาอยู่ สัญชาตญาณบอกเป็นนัยๆ
ว่าเขาไม่ควรทำตัวให้คนพวกนั้นรู้ว่าเขารับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของคนเหล่านั้นแล้ว...
การอยู่กับคนของกลุ่มชเวมากๆ
ทำให้คยูฮยอนสังเกตและเริ่มแยกแยะได้ว่าคนจากกลุ่มชเวแตกต่างไปจากคนทั่วไปมากทีเดียว...
สิ่งที่สังเกตได้คือคนของกลุ่มชเวจะมีลักษณะภายนอกที่ดูเงียบขรึมแทบจะทุกคน
แววตาเป็นมิตรซึ่งแน่นอนมันดูขัดกับบทบาทของการเป็นผู้มีอิทธิพลไม่น้อย
“คยูฮยอน...นั่นมันพวกไอ้เด็กหลังห้องนี่หว่า...”
ซองกยูใช้ศอกกระทุ้งสีข้างเขาเบาๆ ในจังหวะที่พวกเขาเดินเข้ามาในเกมส์เซ็นเตอร์
ในมุมหนึ่งของตัวร้านมีเจ้าพวกเด็กหลังห้องประจำชั้นประมาณสามสี่คนยืนสูบบุหรี่ทำท่าทางลับๆ
ล่อๆ อยู่ภายในมุมอับของร้าน
ไม่นานคนอีกกลุ่มซึ่งไม่ใช่นักเรียนอย่างแน่นอนเพราะดูจากการแต่งตัวที่ไม่ใช่ยูนิฟอร์มแล้วรวมไปถึงสายตาขวางโลกแบบนั้นทุกอย่างก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าบางทีคนพวกนั้น...ไม่ใช่คนดี
เผลอๆ... อาจเป็นคนจากกลุ่มคิม!
คนที่อาจมากจากกลุ่มคิมส่งอะไรบางอย่างให้เจ้าพวกเด็กหลังห้อง...ในระยะสายตาแบบนี้เขาไม่อาจสังเกตได้ชัดนักว่ามันคืออะไร...แต่...เจ้าพวกเด็กหลังห้องที่มีข่าวลือว่าพวกมันกำลังติดยา...
จะให้คยูฮยอนคิดอย่างไรล่ะว่า...สิ่งที่กำลังส่งต่อกันอยู่นั้น...มันเป็นยาเสพติด!
ที่สำคัญ...กลุ่มคิมมาปล่อยยาในเขตของกลุ่มชเว...
นั่นก็เท่ากับเป็นการจงใจสาดโคลน?
“ซองกยู...กูคิดว่าพวกมันส่งยากันอยู่”
“เวรแล้ว...ไอ้พวกนั้นแม่งติดยาจริงๆ
ด้วย” เพียงไม่กี่นาที...คนพวกนั้นรวมไปถึงกลุ่มเด็กหลังห้องก็หายไปจากตัวร้าน...
คยูฮยอนไม่ฟังเสียงของซองกยูที่ร้องเรียก
เด็กหนุ่มสาวเท้าวิ่งออกจากเกมส์เซ็นเตอร์ ดวงตากวาดมองไปรอบย่านการค้าที่ยืนอยู่
พลันเห็นหลังของเพื่อนร่วมชั้นที่เพิ่งจะรับยามาจากกลุ่มคิมกำลังจะเดินหายไปที่มุมตึก...เขาต้องคุยกับเจ้าพวกนั้นให้รู้เรื่องว่ายาเสพติดมันไม่ใช่เรื่องดี
ยิ่งกับการเอาตัวไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มคิมแล้ว...เท่ากับการก้าวเท้าเข้าไปสู่โลกโสมมแถมยังไม่มีทางจะเดินออกจากวงจรอุบาทว์นั่นได้ง่ายๆ
แน่!
“พวกนายน่ะ!!”
คยูฮยอนตะโกนเรียกเพื่อนร่วมชั้นซึ่งใครก็มองว่าเจ้าพวกนี้เกเรที่สุดในสายชั้นจนเกือบจะโดนไล่ออกไปก็หลายที
พวกมันสามสี่คนมองหน้ากันงงๆ ก่อนจะหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงคำถาม
“มีอะไรวะ”
“พวกนายรับยามาจากคนพวกนั้นไม่ได้นะ...”
คยูฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองไปเอาความใจกล้าตรงนี้มาจากที่ไหน...บางทีเขาอาจเรียนรู้มาจากชเว
ชีวอนเห็นจะได้ กลุ่มเด็กหลังห้องหัวเราะหึแต่ลำคอพลางตะคอกเสียงกลับมา
“แล้วยุ่งอะไรด้วย
มึงเสือกไร!”
“ไม่มีใครที่ติดยาแล้วมีชีวิตที่ดีหรอก
จำไว้!!” เด็กหนุ่มโต้เถียงกลับไปอย่างไม่ลดละ...ทว่า...บรรยากาศรอบข้างมันกลับเย็นจนน่าขนลุก
มุมตึกปลอดคนแคบๆ แบบนี้ยิ่งทำให้การหายใจติดขัดเสียยิ่งกว่าเดิม
เงาของใครบางคนทอดผ่านตัวเขาไป...ไม่ใช่แค่เงาเดียว
แต่มันเท่ากับกลุ่มคนที่ส่งยาที่เกมส์เซ็นเตอร์เมื่อครู่ คยูฮยอนแยกแยะไม่ออกระหว่างความโมโหกับความกลัวที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณพอๆ
กับคนจากความชั่วที่ก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
“มีชเว ชีวอนคุ้มกะลาหัวอย่างนั้นสินะ...ไอ้หนู...”
ดวงตาของคยูฮยอนทอดมองกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นนิสัยแย่ที่ค่อยๆ สลายตัวไปทีละคน
มันวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็วราวกับโดนคำสั่ง เด็กหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
เสียงขึ้นลำปืนบ่งบอกได้ว่า...คนพวกนั้นพร้อมจะฆ่าปิดปากเขาได้เสมอ
“........”
“กลุ่มชเวคิดอย่างไรถึงได้คว้าเอาเด็กผู้ชายที่ไหนไม่รู้มาเป็น...นายหญิง
สมเพชว่ะ”
“........”
“แถมยังเป็นเด็กไม่รู้จักคิด...รนหาที่ตายซะด้วย
โง่กันทั้งผัวทั้งเมีย!!”
เสียงหัวเราะน่าเกลียดของคนพวกนั้นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกถึงเลือดในกายที่เดือดพล่านถึงขีดสุด
คยูฮยอนเลือกที่จะหันกลับไปเผชิญหน้าอย่างไม่กลัว แม้ปลายกระบอกปืนจะจ่ออยู่ในระดับอกซ้ายและมันก็พร้อมจะลั่นไกได้เสมอ
แต่ถึงอย่างนั้น...เขาคิดว่าตัวเองไม่ควรกลัวกลุ่มคนที่จิตใจสกปรกเหล่านี้
ดวงตาคู่โตฉายแววนิ่งเฉย...มันไม่สั่นระริก
ไม่หวาดกลัวทั้งยังดูยียวนกวนอารมณ์ไปในเวลาเดียวกัน เรียวปากอิ่มยกยิ้มบางเมื่อเขาสังเกตเห็นบางอย่าง...บางอย่างที่อาจทำให้คนพวกนั้นทำอะไรไม่ถูกไปเลย!
“พวกแกนั่นแหละที่น่าสมเพช...หันไปทักทายเพื่อนบ้านข้างหลังหน่อยไหม?”
ไอ้พวกนั้นขมวดคิ้วฉงน...
“นายน้อยครับ...คุณชีวอนรออยู่ที่รถแล้ว
ทางนี้พวกเราจัดการเอง” แม้จะตกใจที่เห็นโจวมี่ยืนอยู่ตรงนี้พร้อมคนจากกลุ่มชเวนับสิบๆ
คน แต่เขาก็ต้องขอบคุณที่ไม่ว่าจะต้องอยู่ในสถานการณ์ใด
โจวมี่ก็ยังคงทำหน้าที่บอดี้การ์ดได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
คนจากกลุ่มคิมไม่อาจรับมือกลุ่มชเวในเขตพื้นที่นี้ได้เป็นแน่
พวกมันถึงได้ยอมยกมือยอมแพ้...แต่ละคนวางปืนลงกับพื้นในขณะที่มีโจวมี่และลูกน้องคนอื่นๆ
เข้ามาคุมตัว...
อีกครั้งที่กลุ่มคิมกระทำการโง่ๆ ได้น่าขบขันดีเป็นบ้า!
ทำไมชเว ชีวอนต้องเงียบแบบนั้น...
เขาทำอะไรผิดกันเล่า!!
ตั้งแต่นั่งรถมาด้วยกัน...จนกลับมาที่คอนโดฯ
ชเว ชีวอนก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไร ไม่ถามว่าเขาเป็นยังไง ทั้งยังตีหน้านิ่ง ทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุยังไงยังงั้น
เด็กหนุ่มเดินตามเจ้าของร่างสูงใหญ่แทบจะทุกฝีก้าว ไม่ว่าชีวอนจะเดินไปถอดสูทแขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้า
เดินไปเปิดตู้เย็นดื่มน้ำ หรือแม้กระทั่งเดินมาหยุดที่โซฟากลางห้องนั่งเล่น...คยูฮยอนจ้องมองใบหน้าติดจะถมึงทึงของผู้ชายที่เดาอารมณ์ยากแสนยากอยู่นานจนเป็นฝ่ายจำใจต้องเอ่ยปากถามไปตรงๆ
“คุณชีวอนโกรธอะไร?
โกรธผมอย่างนั้นใช่ไหม?”
ถึงจะถามออกไปแบบนั้นแต่คยูฮยอนก็ยังไม่รู้ว่าความผิดของตัวเองคืออะไรเช่นกัน
ร่างโปร่งนั่งลงบนพื้นพรมตรงหน้าชายหนุ่มในอิริยาบถที่วางมือลงบนหัวเข่าของอีกคนเสมือนลูกแมวอ้อนเจ้าของ
คิ้วหนาขมวดมุ่นจนเกือบผูกเป็นปม
ดวงตาคมเหยี่ยวตวัดมองเขาเพียงเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าสนใจสมาร์ทโฟนในมือต่อเช่นเดิม
บอกตรงๆ
เลยนะ...ว่าการถูกเมินเป็นอะไรที่เจ็บจุกสุดๆ
“เธอควรจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปบ้าง...”
เสียงเย็นจนขนลุกแน่ะ... เด็กหนุ่มนึกสบถในใจ
“ผมรู้ครับว่าทำอะไรลงไปบ้างในวันนี้...แต่ทำไมคุณต้องโกรธล่ะ
ไม่เห็นจะเข้าท่า” เด็กตัวขาวน่าจะรู้ล่วงหน้าว่าคำพูดของเขาทำเอาเส้นความอดทนของชเว
ชีวอนแทบจะขาดผึ่งลง ณ ตรงนั้น ท่านประธานชเวลุกพรวดจากโซฟาก่อนจะสืบเท้าไปยังประตูห้องทำเอาคนมีความผิดติดตัวทำอะไรไม่ถูกนอกจากวิ่งไปกอดอีกฝ่ายจากด้านหลัง
ใบหน้าขาวซุกอยู่ที่แผ่นหลังอยู่เช่นนั้น ครั้นมือใหญ่จะเกะมือเขาออก
เจ้าตัวก็ไม่ยักจะยอมปล่อยกลับยิ่งกอดแน่นขึ้นมากกว่าเดิม
“โจ คยูฮยอน!” เสียงทุ้มเรียกชื่อเขาอย่างเหลืออด
ทว่าความดื้อมันสั่งให้คยูฮยอนไม่คิดจะปล่อยแขนออกจากลำตัวแกร่งแต่อย่างใด
“ไม่ให้คุณไปไหนทั้งนั้น
จนกว่าคุณจะหายโกรธ”
“........”
“ผมขอโทษ...” สิ่งหนึ่งที่ท่านประธานชเวแพ้ทางเด็กที่ชื่อโจ
คยูฮยอนทุกครั้งไป... ไอ้เสียงสั่นๆ เหมือนจะร้องไห้น่ะ...ได้ยินทีไรใจมันอ่อนยวบทุกที...ชายหนุ่มเลือกที่จะผ่อนลมหายใจลดความโมโหที่มีอยู่ก่อนหน้าให้ค่อยๆ
จางลง ก่อนจะพลิกตัวกลับไปหาเด็กตัวขาวที่ทำหน้าเหมือนจะปล่อยโฮออกมาจริงๆ ชีวอนรั้งร่างนั้นเข้ามากอดอย่างที่ใจเขาอยากจะทำแทบตาย
แต่เพราะทิฐิทำให้เขาแยกแยะไม่ออกระหว่างหงุดหงิดในความรั้นของเด็กคนนี้หรือห่วงจนแทบคลั่งกันแน่
“อย่าทำให้ฉันต้องคลั่งแบบนี้อีก...ขอร้องล่ะโจ
คยูฮยอน...”
“.........”
“ความรักทำมันทำให้คนอย่างฉันบ้าไปแล้วจริงๆ”
คนอ่อนกว่าเงยหน้าใช้เรียวปากแตะลงบนริมฝีปากที่เพิ่งจะพูดคำหวาน
คล้ายกับแรงดึงดูดที่มีมากเป็นทวีคูณ ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย
เขาจงใจรั้งท้ายทอยของเด็กหนุ่มให้รับการป้อนจูบของเขาได้อย่างถนัดถนี่
จากรสนุ่มละมุนที่กินเวลายาวนานมันเริ่มก่อความรู้สึกวาบหวามในอก
หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัวพอๆ กับลมหายใจที่ติดขัดมากถึงทุกที
แต่แปลกที่จูบของชเว ชีวอนเหมือนยาเสพติดที่แค่เพียงลิ้มลองไม่กี่ครั้งก็ไม่อาจจะต้านทานความต้องการอยากจะตักตวงอย่างไม่รู้เบื่อ
ร่างทั้งร่างแทบจะหมดแรงลงกับพื้นหากดีที่ยังมีวงแขนแกร่งที่เกี่ยวรัดช่วงเอวไว้อย่างมั่นคง
คนมีประสบการณ์มากกว่าได้สติในตอนที่รู้ว่าอีกคนกำลังจะสำลักอากาศ
เขาผละออกมามองใบหน้าที่กำลังขึ้นสี
เรียวปากเจ่อแดงเพราะจุมพิตเมื่อครู่...ภาพตรงหน้าคือศิลปะที่ยวนยั่วตาและใจเสียยิ่งกว่าอะไร...
“อย่าโกรธผมเลยนะ” เสียงนั้นว่าอย่างเว้าวอน
“ถ้าหากฉันโกรธเธอลงก็คงดีนะเด็กน้อย
บางทีฉันอาจไม่ต้องคลั่งจนเหมือนหมาบ้าแบบนี้” คำสารภาพจากปากลูกผู้ชายเช่นชเว ชีวอนอาจเป็นเรื่องน่าขำสำหรับใครหลายๆ
คน ชายหนุ่มยังคงจ้องมองดวงตาซึ่งสะท้อนภาพเขาอยู่ภายใน
นึกย้อนไปถึงตอนที่ทราบข่าวที่โจวมี่รายงานมาอย่างเร่งด่วนว่ากลุ่มคิมเข้ามาป้วนเปี้ยนภายในเขตของชเว...
คยูฮยอนกำลังตกอยู่ในอันตรายโดยที่เจ้าตัวเองต่างหากที่บ้าดีเดือดไม่เข้าเรื่อง...ดีที่อย่างน้อยทุกอย่างทันเวลา...
เด็กดื้อแพ่งยังทำหน้าหงอยอยู่ตรงนี้ ดวงตาหวานละห้อยน่าสงสารเปรียบเสมือนอาวุธไม้ตาย
“........”
“ฉันแพ้เธอแล้ว โจ
คยูฮยอน... ฉันไม่อาจขาดเธอได้อีกต่อไป”
“ผมเองก็ยอมแพ้คุณเช่นกัน...ผมยอมแล้วจริงๆ...”
เด็กหนุ่มไม่อาจต้านทานต่อดวงตาคมที่ทอดมองลงมาอย่างสื่อความหมาย
ดวงตาหรี่หลับรับสัมผัสทุกอย่างโดยที่ชายหนุ่มค่อยๆ
ป้อนอย่างละเมียดละไม...เรียวปากแตะสัมผัสครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนรสจูบบางเบาจะแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก
มันหวานนุ่มนวลแต่ถึงอย่างนั้นก็รุ่มร้อนทำเอาหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ
คนอ่อนกว่ากำลังตื่นเต้น
ขาเรียวแทบจะไม่มีแรงหยัดและเมื่อเป็นเช่นนั้นร่างโปร่งถึงได้ลอยขึ้นจากพื้น ชีวอนผละจูบที่กำลังดูดดื่มอย่างที่เขาไม่ค่อยจะได้สัมผัสพลางมองเจ้าของแก้มสีระเรื่อ
น่ารักอย่างบอกไม่ถูก...ถึงก่อนหน้าเขาเพิ่งจะบอกอีกคนว่ายังไม่ถึงเวลา กระนั้น...เขากลับไม่อาจทนต่อความต้องการในจิตใจได้เช่นกัน...ท่านประธานชเวไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครมานานเสียจนจำไม่ได้...
คยูฮยอนอาจไม่รู้ความลับข้อนี้...
ยิ่งนานวัน...เขายิ่งพ่ายแพ้ต่อโจ
คยูฮยอน...
ยิ่งนานวันเขายิ่งไม่ต้องการให้คยูฮยอนเป็นของใครนอกจากเขาแต่เพียงผู้เดียว...
เป็นเอามากไปแล้วจริงๆ
สินะ
ดวงตาที่กำลังสั่นไหวจ้องมองเขาอยู่เช่นนั้นกระทั่งเขาแนบกายลงไปหาเด็กหนุ่ม
บนเตียงกว้างหลังนี้คยูฮยอนอาจไม่ทราบว่าเขาไม่เคยพาใครมาเริงรักที่คอนโดฯส่วนตัวเลยสักครั้ง
ไม่เคยมีใครย่างกายเข้ามาที่พื้นที่ส่วนตัวตรงนี้พอๆ กับบ้านตระกูลชเวแถบชานเมือง เพียงเท่านี้ก็เป็นการการันตีถึงสิทธิพิเศษที่โจ
คยูฮยอนได้รับอย่างล้นเหลือ...และเขายังเต็มใจที่จะมอบให้เสียด้วย ชเว ชีวอนจงใจใช้เรียวปากแตะลงบนหน้าผากมนไล่ลามมาที่พวงแก้มก่อนจะวกกลับมาละเมียดชิมกลีบปากสีแดงอีกครั้ง
นับว่าเด็กคนนี้เรียนรู้วิธีจูบจากเขาได้เร็วทีเดียว
แม้จะเคอะเขินในทีแรกหากสุดท้ายเจ้าตัวกลับจูบตอบกลับมาได้อย่างน่าประทับใจ
ชั่ววินาทีหนึ่งที่คนมีอายุมากกว่าผละมองเด็กตัวขาวซึ่งอยู่ภายใต้อาณัติของเขา...
ท่าทางจะจริงอย่างที่คุณปู่บอก...ชเว
ชีวอนเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางขึ้นทุกที
แค่คิดว่าต้องถอดชุดยูนิฟอร์ม
ม.ปลายของคยูฮยอน...เขาก็อดจะยิ้มขำไม่ได้...
“ทำไมคุณมองผมแบบนั้น...”
ปากอิ่มขยับพูดพร้อมดวงตาคล้ายแมวที่ช้อนมอง...ชีวอนเดาไม่ผิดจริงๆ
ว่าเด็กคนนี้มีอะไรน่าค้นหามากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น เรียวมือซึ่งยกขึ้นลูบใบหน้าของเขาก่อนมันจะไล่ต่ำลงมาที่คอเสื้อทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วเป็นปมและทุกอย่างก็กระจ่างดีเมื่อกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนถูกสะกิดจนหลุดออกโดยฝีมือของเจ้าของร่างโปร่ง เป็นการกระทำที่น่าเอ็นดูระคนหมั่นไส้ไปในเวลาเดียวกัน...
“แค่คิดว่า...ฉันกำลังจะมีข้อหาติดตัวน่ะ”
เขายิ้มพลางก้มลงไปกระซิบ “ข้อหาพรากผู้เยาว์”
ตามด้วยการงับใบหูนิ่มทำเอาลูกแมวตัวขาวสะดุ้งตัวเกร็ง
“แต่ผมยอมคุณนะ... ไม่ได้ขัดขืนคุณ
แล้วถ้ากับคุณ ผมคิดว่าชีวิตนี้คงไม่อยากให้ใครมาทำแบบอีก” เป็นคำสารภาพที่น่ารักดีเป็นบ้า
แววตาของคยูฮยอนไม่สั่นไหวอย่างที่ตอนโดนจูบจนตัวอ่อน บางทีเพราะเขาเองอาจเป็นคนสร้างความมั่นใจตรงนี้ให้แก่เด็กหนุ่ม...ทั้งเจ้าตัวยังยกแขนขึ้นโอบแผ่นหลังของเขาเป็นเชิงอนุญาต
รูปหน้าคมคายยิ้มบาง ไม่ปล่อยให้ความสุขที่กำลังจะเริ่มขึ้นต้องขาดช่วง
กดจูบลงบนเปลือกตาไม่นานฝ่ามือของเขาก็เคลื่อนไปสะกิดกระดุมเสื้อนักเรียน...จากแค่เม็ดแรกไล่ไปจนถึงเม็ดสุดท้าย...
เนื้อผิวขาวจัดราวกับเชื้อเชิญให้แตะสัมผัส...เขาไม่รั้งรอให้ภาพตรงหน้าเป็นเพียงศิลปะที่ไม่สามารถจับต้องได้ถึงได้บรรจงกดเรียวปากไปตามลำคอระหงส์
มีหลายๆ อย่างในตัวคยูฮยอนที่เขาประทับใจมากอย่างอธิบายไม่ถูก เด็กคนนี้ไม่ใช้น้ำหอม
ไม่มีกลิ่นสังเคราะห์ ไม่เกิดความรู้สึกว่าเจ้าของร่างโปร่งจงใจสรรค์สร้างตัวเอง...แต่ทุกอย่างเป็นธรรมชาติที่ฉุดดึงสัญชาตญาณแห่งความเป็นชายออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
เสียงร้องครางอื้อแผ่วเบาค่อยๆ ดังขึ้นในตอนที่ลิ้นร้อนลากผ่านยอดอก
ฝ่ามือที่เค้นคลึงผิวกายแทบจะทุกส่วนกำลังทำให้คนไม่เคยตัวสั่นสะท้านหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ถ้าไม่ไหวจะจิกจะข่วนฉันก็ได้...ฉันไม่ว่า”
เสียงทุ้มเอ่ยปลอบทั้งที่มืออีกข้างกำลังวุ่นวายกับเสื้อเชิ้ตที่ไม่หลุดออกจากกายแกร่งเสียที
“อื้อ...”
เรียวหน้าหวานพยักรับ...โดยที่ไม่รู้ตัว คยูฮยอนยกมือขึ้นถอดเสื้อของชายหนุ่มออก
ดวงตาคู่โตเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อยเมื่อยามเห็นผิวกายสีแทนมีรอยอักษรภาษาจีนที่อกซ้าย...มันแปลว่าอะไรเขาไม่ทราบแต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ยังไล่สายตามองรอยสักซึ่งเชื่อมต่อกันจนเกิดเป็นรูปมังกรตลอดช่วงหัวไหล่
พลันสายตาปะทะเข้ากับผ้าปิดแผลบริเวณต้นแขนขวา
แผลถูกยิงดีขึ้นมากทว่ายังไม่หายดี...ยิ่งไปกว่านั้นตามลำตัวของชเว ชีวอนยังมีรอยแผลจากการต่อสู้ที่แม้จะจางไปบ้างแต่มันก็มากพอที่จะให้เขาทราบดีว่าชีวิตของผู้ชายคนนี้ผ่านโลกอันแสนอันตรายมานักต่อนัก
ต่อจากนี้...โจ
คยูฮยอนไม่อยากให้ชเว ชีวอนต้องได้รับบาดเจ็บอีก...
แค่คิดว่าต้องทนมองรอยแผลมากขนาดนี้...
เขาทนไม่ไหวหรอก
“บอกฉัน...ถ้าคิดว่าไม่ไหวแล้วฉันจะหยุด”
เด็กหนุ่มส่ายหน้าเมื่อฟังประโยคดังกล่าวจากเรียวปากซึ่งกำลังคลอเคลียไปทั่วผิวแก้ม
ร่างโปร่งจงใจเบียดกายเข้าไปหา รับรู้ถึงอุณหภูมิภายในร่างกายที่กำลังพุ่งสูงพลางเอ่ยตอบเสียงสั่นพร่า
“ทำตามที่คุณต้องการเถอะครับ”
นั่นเพราะเขาก็ไม่อาจต้านทานในสิ่งที่ชเว ชีวอนมอบให้เช่นเดียวกัน...
เด็กหนุ่มไม่อาจทราบว่าร่างกายของเขามันไร้สิ่งห่อหุ้มตั้งแต่เมื่อไหร่...ใครอีกคนก็เช่นเดียวกัน
หน้าขาสั่นเกร็งเมื่อยาวที่ฝ่ามือหนาสอดเข้าใต้ขาพับพร้อมโน้มใบหน้าลงมาจูบซับไปทั่วโคนขา
ยิ่งลมหายใจรินรดผ่านจุดนั้นมากเท่าไหร่เรียวมือก็ยิ่งเผลอจิกลงบนผ้าปูที่นอนในทุกขณะ
เจ้าของกายขาวทำได้แต่เพียงกลั้นเสียงน่าอายในตอนที่โพรงปากอุ่นร้อนเข้าครอบครองส่วนกลางลำตัว
ความชำนิชำนาญของชายหนุ่มทำให้คนอ่อนประสบการณ์กัดริมฝีปากของตัวเองจนเจ่อแดง เป็นการเล้าโลมที่ทำเอาหัวสมองโล่งเปล่าขาวโพลนจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด
ไหนจะเรียวนิ้วที่เคลื่อนเข้ามาสะกิดช่องทางรักด้านหลังไปในคราวเดียวกัน...หากเปรียบว่าผีเสื้อบินมวลในท้องนับล้านเวลาได้จูบ
เวลาที่กายแนบกาย...ผีเสื้อที่ว่าอาจมีมามากเป็นพันๆ เท่า...
เพราะความไม่เคยจึงทำให้เด็กหนุ่มปลอดปล่อยเร็วกว่าปกติ...เจ้าของกายขาวทำท่าจะห้ามไม่ให้เขากลืน
กระนั้นก็อาจช้าไปเสียหน่อย... โครงหน้าคมไม่สนดวงตาคล้ายแมวที่มองมาอย่างเก้อเขิน
เขายังคงสนใจกับกลีบเนื้อสีชมพูที่ช่างคับแคบเสียเหลือเกิน...น่าหงุดหงิดที่เขาไม่มีตัวช่วยเพื่อลดความเจ็บให้แก่ร่างบางเลย...
เพียงนิ้วแรกที่สอดเข้าไปชายหนุ่มก็ทราบในทันทีว่างานนี้เขาไม่ควรรุนแรง
และไม่ควรเอาแต่ใจให้มาก
“อ๊ะ เจ็บ...”
เสียงครางผะแผ่วไหนจะท้ายเสียงที่บอกว่าเจ็บทำให้ชายหนุ่มทำได้เพียงหมุนวนปลายนิ้วทีละน้อยเพื่อสร้างความเคยชิน
ไหนจะช่วงกายที่ค่อนข้างต่างกัน...เป็นการร่วมรักที่ยากลำบากทีเดียว
ถึงอย่างนั้นเขาเองก็กลัวว่าอีกคนจะรับไม่ไหวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ไม่ไหว...ฉันก็จะหยุดนะคยูฮยอน”
ท่านประธานของกลุ่มชเวว่าด้วยน้ำเสียงเจือไปด้วยความเป็นห่วง
เขากระถดตัวขึ้นไปหาร่างบาง เฝ้ามองใบหน้าที่กำลังเหยเกด้วยเพราะความรู้สึกไม่คุ้นที่ช่วงล่าง
“มะไม่...ผมอยากเป็นของคุณ ทำต่อเถอะครับ”
“เวลานี้เธอไม่ควรดื้อ”
“แต่ผมรู้ว่าคุณก็คงไม่ไหวเหมือนกัน...จริงไหม?
ผมไม่เป็นไร แค่เป็นคุณ ผมน่ะก็ไม่เป็นไร จริงๆ นะ”
นอกจากคยูฮยอนยังไม่บอกให้เขาหยุดแล้ว
เจ้าตัวยังตั้งใจงับกลีบปากล่างของเขาอีกด้วย
ชายหนุ่มไม่อาจทำให้ใครอีกคนต้องเว้าวอนเขามากไปกว่านี้ถึงได้แลกจูบละมุนตอบไปอีกครั้ง
เบนความสนใจส่วนล่างที่กำลังทำหน้าที่อีกอย่าง
ความพยายามครั้งที่สองเริ่มขึ้น...จากนิ้วแรกที่แทรกลึกนำไปสู่นิ้วที่สองและสาม เสียงหวีดร้องเบาๆ
ดังขึ้นข้างกกหูพร้อมการระบายความอึดอัดของคนใต้ร่างผ่านการจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกำยำ...
“อืมมม”
ชายหนุ่มครางต่ำในลำคอเมื่อสามารถสอดกายเข้าสู่ร่างบางได้เสียที...มันเป็นความคับแน่นที่สร้างความอึดอัดแม้กระทั่งเขาเอง...
การเกร็งตัวของอีกฝ่ายทำให้เขาไม่อาจหาจุดที่สบายของระหว่างจังหวะรักครั้งนี้ได้
แขนแกร่งประคองร่างขาวไว้ภายในอ้อมกอด ยกสะโพกให้แนบชิด
ทอดสายตามองดวงหน้าขาวจัดที่กำลังชื้นเหงื่อ
ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้...คยูฮยอนจะยิ่งเจ็บยิ่งกว่าเก่า
เขาต้องทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยความอ่อนโยนและอาศัยความระมัดระวังอย่างสุดความสามารถเชียวล่ะ
ยิ่งขยับกาย...ร่างบางกลับผ่อนคลายลงมากขึ้น ทั้งช่องทางรักยังตอดรับจังหวะเข้าออกได้เป็นอย่างดี
ความเป็นชายยังคงสอดแทรกเข้าหาจุดกระสันอย่างรู้งาน
เสียงครางที่ดังขึ้นระงมภายในห้องทำให้อารมณ์เฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปเข้าใกล้ความเสียวซ่านที่ยากจะทานทน
กายบางเคลื่อนตัวไปตามแรงปรารถนา ร้อนถึงเขาต้องใช้สองมือประคองศีรษะทุยไม่ให้เคลื่อนไปกระแทกกับหัวเตียง
ยิ่งกระทั้นแรงเข้าไปมากเท่าใดเพลิงในกายกลับโหมกระหน่ำอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างสูงยังคงทราบดีว่าเขาไม่ควรรุนแรงแต่เมื่อเด็กหนุ่มให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
จังหวะรักกลับยิ่งสร้างความสุขสมโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอะไร
ตราบเมื่อความเปียกชื้นที่หน้าท้องเป็นสัญญาณบอกว่าอีกฝ่ายปลดปล่อยออกมาอีกรอบ
ผู้นำเกมส์จึงไม่อยากให้คนใต้ร่างต้องหมดแรงไปก่อนที่จะถึงจุดสุดยอดดี
การโถมตัวลงไปหาด้วยทำนองถี่รัวอาจทำให้ลูกแมวของเขาไม่ต้องทนเจ็บนานไปมากกว่านี้...แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้คยูฮยอนต้องนอนซมไปหลายวันถ้าหากค่ำคืนนี้พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนมากเกินกว่าร่างกายจะรับไหว
“อ๊ะ...อ๊า คุณชีวอน ผมเจ็บ”
“ขอโทษที อดทนอีกนิดนะเด็กน้อย” ฝ่ามือบางยังคงจิกเล็บลงบนแผ่นหลังเขาเช่นนั้นหลังได้รับจูบซับน้ำตา
ไม่นานหลังจากนั้น...อารมณ์ของชายหนุ่มก็ได้รับการตอบรับโดยการปลดปล่อยน้ำรักเข้าสู่ช่องทางสีอ่อน
เลือดบริสุทธิ์สีแดงคล้ำไหลเปรอะหน้าขาขาว ร่างสูงถอนกายออกพลางโอบรั้งร่างนิ่มเข้าสู่อ้อมแขน
กลุ่มผมสีเข้มชื้นไปด้วยเหงื่อทั้งใบหน้าหมดแรงที่มองอย่างไรก็น่าสงสารปนไปด้วยนึกเอ็นดู
เขากดจูบลงบนเปลือกตาสีมุขที่หรี่หลับลงช้าๆ
ความเหนื่อยอ่อนทำให้เด็กที่เคยดื้อแสนดื้อเข้าสู่ห้วงนิทราแทบจะในทันทีที่เสร็จกิจ
จากนี้ไปแล้ว...โจ คยูฮยอนก็คงกลายเป็นคนของชเวโดยสมบูรณ์แบบเสียที...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น