ว่าด้วยการไปดูคอนฯเอสเจครั้งที่ 4 แต่นี่คือ SS6
ในทุกๆ ครั้งก็จะคาดหวังว่าเราจะมากอบโกยความสุขกลับไป และมันก็เป็นแบบนั้นเสมอ คำพูดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจคือ โคตรโชคดีเลยว่ะ ที่ได้เป็นแฟนคลับวงนี้... เอสเจ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง แถมยังทำให้รู้อยู่เสมอว่า ความรักที่ให้ไป เราก็ได้มันกลับคืนมาเหมือนกัน
เริ่มซะจริงจัง จริงๆ คือจะไม่จริงจังหรอก แค่อยากเขียนสิ่งที่จำได้ เอาไว้กลับมาอ่านให้หายคิดถึง ฮ่าๆ
บัตรดอยคุณภาพยังอยู่เคียงข้างเราเสมอ เนื่องจากงบน้อย และไม่อยากเสี่ยงยืนเพราะเข่าไม่ดี 555555
โซน I แถว C จัดว่าทำเลดีใช่ได้เลยนะ ไม่ได้ไกลจนเห็นเอสเจทำหัวไม้ขีด และการ์ดเข้มมากกกกก เดินตรวจทุก 5 นาที (พรืดดดด)
ขอบอกก่อนว่าแทบจะไม่ได้ดูแฟนแคมจากคอนที่อื่นเลย ดูน้อยมากกกกกกกกกกกก เพราะอยากเก็บไว้ตื่นเต้นทีเดียว
ตั้งแต่เริ่มคอน คือแบบว่า รอบนี้อยากมองแต่คยูเป็นพิเศษ ก็เลยกวาดสายตาหานางตลอด ผลลัพธ์ที่ได้ ก็เห็นนางดุ๊กดิ๊กๆ ตลอดนั่นแหละ เอ่อออ อ้วนขึ้นนะ กางเกงแน่นมาก และเต้นไลน์เปลี่ยนไป ที่สำคัญ โจ คยูฮยอนน่ารักเท่าโลกกกกกกกก (หรือมากกว่านั้นดี โฮ๊ววว)
ส่วนพี่วอนหรอ... ถถถถถถ หล่อจริม กับการเอาผมหน้าม้าลงมา *ปาหัวใจใส่*
การแสดงโอเคเลยนะ มันส์ รู้สึกเหมือนอยู่ในผับมากกว่าอยู่ในคอน เพลงอยู่มิกซ์ ช่วงกระตุ้นอะไรแบบนี้คือมันส์มาก VCR ก็ดูดี มีเรื่องราว คือชอบนะ ชอบกว่าทุกๆ คนที่ดูมาเลย
โดยรวม คือชอบบรรยากาศความเป็นเอสเจ ที่มีแต่เอสเจนั่นแหละที่ทำมันออกมาได้
กวน เกรียน ฟค.ก็กวน เกรียนคืน ดี๊ดี
ตลกตอน ฮยอก พูดคือ แล้วฟค. ก็คือออออออ จนฮยอกงง ตกลง คือ แปลว่าอะไร จนคยูบอก คือ ในภาษาไทยก็มีนะ!
แล้วนะ ตอนทอล์คนี่เป็นอะไรกันมากมั้ย เดินเข้าเดินออกเวลาทีกันตลอด ไม่นิ่งเลยเว้ย เป็นไรรรรร (โดยเฉพาะคยู - -) 55555
รอบนี้พี่คังอินน่ารักมาก คือเล่นตลอด และวุ่นมากกกกกก
ชอบตอนพี่ทึกเอาไอโฟน6ขึ้นมาเปิดเสียงล่ามแล้วพูดตาม ทำหน้าทำตาไปหมด โอ้ย ตอนแก็งส์คนแก่ (คิมฮี พี่ทึก พี่คังอิน) รุมไอโฟนก็ฮา (เอ๊ะ สรุปซุปโชว์นี่คอนตลกหรอ)
โซโล่.. ชอบความหมายเพลงที่ฮยอกร้อง
ชอบความบ้าของพี่วอน (คนหล่ออันดับ 2 แต่งตัวเป็นม้า เต้นบ้าๆ ถอดเสื้อ โดนแดนเซอร์บิดหัวนม)
ชอบในการคิดโชว์โซโล่พี่ชินดง บอกตรงๆเลยว่าน้ำตาซึม
ชอบที่อุคร้องเพลง มันคือความรัก ทั้งฮอลร้องตาม
ชอบพี่ทึกที่ร้องเพลงโปรดของ lost star
ชอบพี่คังอินที่ร้องเพลงฟังสบายๆ ให้ฟัง
ชอบเสียงเหน่อๆ ของพี่ทง
โมเม้นท์เฮนรี่โซโล่ไวโอลีนคือเจ๋งมาก โซโล่พี่มี่ก็ดี โอ้ย ดีไปหมดดดด
โซโล่คยู เสียงนางนี่แบบ ฮอลลลลล รู้สึกดีเสมอที่ได้ฟังเสียงนางสดๆ ตอนเพลงกวังฮวามุน เว้นให้ฟค.ร้อง แต่... ฟค.ไม่แม่นเนื้อ โอ้ย ฮา
จุดพีคคือเพลง Evanesce พอเพลงขึ้นแล้วฟค.ร้องฮื่อๆ กัน เหมือนลุ้นว่าจะขึ้นเวทีกันมั้ย จะผิดคิวมั้ย อ่า สุดท้ายวันนี้ไม่ผิดคิว (คงเรียนรู้ความผิดพลาดจากวันแรก และ เพลงนี้กำลังจะกลายเป็นเพลงตลกเข้าทุกที)
ความจริงก็รู้อยู่นะว่าจะเต้น abc ชักกระตุก ในเมื่อเห็นแฟนแอควันแรกล่ะ แล้วพอวันสอง นี่เต้นกันสองรอบ เออ ผู้ชายของชั้นนี่บ้าจริง นี่รู้หมดว่าเป็นเพลงประกอบ ภ. เริ่มกลัว รู้เยอะไปแล้วนะเว้ย ขอบคุณคนเริ่มอย่างพี่วอน ขอบคุณจริงๆ แล้วก็เต้นกันเกือบหมด คยูนี่ตอนแรกเหมือนจะไม่ยอมเต้น สุดท้ายก็เต้น โอ้ย ชั้นลุุ้นกับแกรจริงๆ (นี่แอบขรรมตอนใครสักคนบอก "ร้านปิดแล้วครับ" ตอนเพลงจบ 555555)
ภาพรวม.. เราขอบคุณเอสเจจริงๆ นะ มาดูคอนทีไร รู้สึกเหมือนมานั่งคุยกัน เม้าท์กัน พูดเก่งกันชิบหาย ขอบคุณที่ใส่ใจ และรอดูโปรเจค เอสเจก็คือเอสเจอยู่วันยังค่ำ เป็นแบบนั้นก็แบบนั้น และนี่ก็คือเหตุผลที่รักวงนี้มากจริงๆ
โฟกัสที่คยูฮยอน.. (ทูนหัวของบ่าว #ทาสคูยอน)
บทจะไม่นิ่งก็มี บทจะนิ่งไม่ยอมพูดก็มี บทจะเล่นก็น่ารัก เพลงทุกอย่างที่ร้องชัดขึ้นด้วย ภาษาไทยที่พูดก็เอามาจากโฆษณาที่เคยถ่ายทั้งนั้น (ซึ่งชั้นรู้ว่าแกรจริงใจมากๆเลยนะเวลาพูดอ่ะ) แต่มีประโยคยาวๆ เพิ่มมาใหม่ช่วงท้าย ง่อว ตลกตอนวิ่งไปวิ่งมา เข้าๆ ออกๆ หลังเวที วิ่งไปเอาซองมาชิตะ จ้าาา พรีเซ็นเตอร์ดีเด่น อีกอย่าง หน้าม้ากับคูยอนนี่ของคู่กันจริงๆ เวลาเช็ดเหงื่อก็ต้องก้มหน้าปาดเหงื่อใต้หน้าม้า 5555555 ท่าวิ่งกางปีกเป็นเครื่องบิน นางก็ไม่ทิ้ง แล้วก็ ขอบคุณมากๆ เลยนะที่โบกมือให้ทุกโซน อยู่สูงแค่ไหน ก็รู้สึกได้ว่าได้โบกมือตอบกัน ขวัญใจชาวดอยจริงๆ เล้ยยย
ปล. เวลาเต้นนี่ตูดดุ๊กดิ๊กมาก อ้วนเอ้ย
ปล2. นมจริงก็ใหญ่ นมเอลซ่าก็ใหญ่ และดูภูมิใจม๊ากมากกกกก
ปล3. หน้าโทรมนะ รู้ตัวมั้ย ดูแลตัวเองด้วย
ติ่งคู่บ้าง..
วอนคยู being วอนคยู
ซึนๆ อึนๆ มึนๆ ตามแบบฉบับเขาล่ะ นี่ชอบเวลาพี่วอนโอบเอวคยู คือมองแล้วแบบ ก็พี่วอนโอบแบบนี้แต่กับคยูอ่ะ ไอ้ลูบๆ ช่วงเอวเนี้ยยยย ตอนเกาพุงก็ตะร๊ากกกก ฮรื่อออออ จับๆ แตะๆ กันอยู่นั้น ช็อตแบ็คฮัคนี่แบบ อื้มมมม กลั่นเสียงแป็บบบบบบ เพลง walkin คือช็อตดีงาม นี่นั่งลุ้นคยูจะเดินไปหาพี่วอนมั้ย แล้วก็ แงงงง แม่ขราเค้ากอดกันนนนนนน จากนั้นก็ตามมาสมทบด้วยพี่ทงและพี่คังอิน 555555
พอแหละ เก็บบางอย่างไว้ในห้วงมโนต่อไป 55555555555555
สุดท้ายแล้ว
ไม่รู้ว่าซุปโชว์จะมีอีกมั้ย หรือจะมีไปถึงเมื่อไหร่ แต่คอนเอสเจคงเป็นคอนเกาหลีเดียวที่เราตามดู
เอสเจคือความผูกพัน ในสายตาคนอื่น เราไม่รู้นะว่าเขาเข้าใจความผูกพันตรงนี้มั้ย แต่เราว่ามันสัมผัสได้ยากมากจากศิลปิน แต่เอสเจทำได้ ทำให้เรารู้สึกไปด้วย อื้ม ไม่รู้จะพูดอะไรล่ะ
ขอบคุณสำหรับความทรงจำดี ผู้ชายบ้าๆ ทั้งหลาย :)
Aoomly :)
all my wonkyu fictions
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558
วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557
Heaven Ivy. chapter -15- (END) ด้วยรักและศรัทธา
-15-
เกาะพยองอันเงียบสงบต่างจากเมืองหลวงโซลมากอย่างที่ใครต่อใครก็ปฏิเสธไม่ได้
ยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้ สภาวะการเมืองทำให้โซลแทบจะลุกเป็นไฟ
ไม่กี่วันก่อนหน้าประชาชนเริ่มออกมาชุมนุมรวมตัวเพื่อขับไล่คณะรัฐมนตรีภายใต้การดูแลของนายกปาร์ค
อุนซู กระนั้นเองก็ยังมีประชาชนอีกกลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลดังกล่าว
บรรยากาศเริ่มคุกรุ่นมากขึ้น ในบางครั้งเกิดการปะทะเล็กๆ น้อยๆ ดีที่ยังมีกลุ่มทหารฝ่ายของพระราชสำนักและตำรวจคอยควบคุมสถานการณ์
องค์รัชทายาทชีวอนใช้เวลาการเดินทางกลับจากพยองอันไม่นานโดยมี
อี ดงกัน ซึ่งอยู่ในฐานะผู้นำฝ่ายกบฏพยองอันเดินทางมาด้วย
จุดมุ่งหมายของชายหนุ่มทั้งสองคือการโค่นล้มรัฐบาลของนายกปาร์คให้จงได้
และแน่นอนวิธีการของพวกเขาจะต้องไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
แม้กระทั่งเสียเลือดเสียเนื้อ
ภายหลังกลับมาถึงพระราชวัง
องค์ชายคนโตแห่งชเวได้รับทราบเรื่องอาการประชวรอย่างฉับพลันขององค์ราชา
และ...เรื่องที่แม่นมยองจาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอาการประชวรที่พวกเขาพยายามสืบค้นความจริงมาอย่างยาวนาน
ชเว ชีวอนรู้สึกว่าสิ่งที่เขาคาดคิดไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริงนัก
แม้เขาจะเคยคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันอาจเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
อีกแง่หนึ่งองค์รัชทายาทหนุ่มกลับเข้าใจในสิ่งที่แม่นมยองจาทำลงไปทั้งหมดและไม่คิดจะโกรธเคืองอะไร
เพียงแต่ปล่อยให้เรื่องทุกอย่างดำเนินไปตามวิถีของขั้นตอนยุติธรรม
“พี่ชีวอน...ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะครับ”
เป็นเสียงของน้องชายที่ทักเขาก่อนใครเพื่อน เขาพยักหน้าตอบพลางยกยิ้มบาง
“เรียบร้อยดี...ได้ข่าวว่าท่านพ่อก็ปลอดภัยแล้วแค่ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกสักพัก”
“แล้วพี่คยูฮยอนล่ะ ไม่ได้กลับมาด้วยหรือครับ”
“ทั้งพี่และดงกันเห็นถึงความปลอดภัยของคยูฮยอน
ถึงได้ให้เขาอยู่ที่พยองอันจนกว่าสถานการณ์ในโซลจะสงบ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะระหว่างสองพี่น้อง
องค์ชายเล็กซูโฮดูแปลกไปจนผิดวิสัยในสายตาพี่ชายมากนัก คงเพราะเรื่องราวหนักหนาต่างๆ
ที่ถาโถมเข้ามาภายในไม่กี่วัน
เด็กชายที่มักทำอะไรบุ่มบ่ามไปตามวัยถึงได้มีท่าทีเคร่งขรึมจนไม่น่าเชื่อ
ชีวอนส่งมือไปวางลงบนไหล่ของคนเป็นน้อง จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่คล้ายคลึงกับเขา
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก แล้วทุกอย่างจะดีเอง”
“อย่าแบกรับภาระหนักอึ้งไว้คนเดียวนะครับ
ถ้าเกิดพี่ชีวอนไม่ไหว...ผมยินดีช่วยพี่นะ” สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ช่วยยืนยันว่าในวันนี้ซูโฮกำลังเติบโตขึ้นมาก
ผู้เป็นพี่เผยยิ้มบาง...
เขามั่นใจว่าเด็กวัยรุ่นตรงหน้าจะเป็นองค์ชายแห่งราชวงศ์ชเวที่ดียิ่งกว่าเขาเป็นแน่
“อืม...ขอบใจมาก ไปพักเถอะ
พี่ยังเหลือเรื่องให้สะสางอีกมาก ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมันจบได้เร็วเท่าไหร่
มันก็ยิ่งเป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย
ระหว่างนี้ท่านอาจินฮยอกจะช่วยพวกเราดูแลพระราชวังและเรื่องอื่นๆ อีกแรง”
“ครับ” บทสนทนาระหว่างสองพี่น้องแห่งชเวจบลง
ตามด้วยความเงียบที่หนนี้มันแฝงไปด้วยความกังวลอย่างที่ซูโฮไม่สามารถอธิบายได้
ดวงตาสีเข้มมองแผ่นหลังของพี่ชายเดินหายเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว
ปฏิเสธไม่ได้เสียทีเดียวว่าเขาจะกลับไปพักผ่อนได้อย่างที่ชีวอนต้องการ
สิ่งที่พอจะทำได้เพียงไม่กี่อย่างคืออาจต้องใจเย็นและสวดภาวนาให้โซลสงบสุขเสียที
สองสามวันที่ผ่านมา...โจ
คยูฮยอนแทบจะไม่ได้ทำอะไรนอกจากการอ่านหนังสือหรือขีดเขียนเรื่องราวที่กลั่นกรองออกมาจากการตกผลึกความคิด
จะว่าไปแล้ว...เขาลืมไปด้วยซ้ำว่าตนเองเคยยืนอยู่จุดไหนมาก่อนที่จะกลายเป็นเครื่องบรรณาการมนุษย์
หนทางในพระราชวังเกิดขึ้นไม่นานนักแต่มันกลับเปลี่ยนชีวิตของเด็กหนุ่มที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จากพยองอันอย่างสิ้นเชิง
ห้องนอนของดูเรียบง่าย จัดวางของอย่างเป็นระเบียบ สบายตา
ไม่เหมือนเรือนรับรองในวังที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนศิลปะร่วมสมัย
แปลกแต่จริงที่คยูฮยอนรู้สึกว่ากลิ่นอายคุ้นชินสำหรับเขา...จำเป็นต้องมีใครอีกคนวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
ใบหน้าขาวจัดเผลออมยิ้มโดยไม่รู้ตัว
สายลมแห่งท้องทะเลลอดผ่านผ้าม่านเหมือนกับหัวใจเจ้ากรรมมันลอยลิ่วหวนคืนสู่เจ้าของที่กำลังคร่ำเครียดอยู่
ณ เมืองหลวงโซล กระนั้นก็อดห่วงไม่ได้...เขาพยายามไม่ติดตามข่าวสารให้มาก
เพียงแค่ฟังเรื่องเล่าสู่กันฟังจากปากผู้เป็นแม่ให้ตนรู้สึกสบายใจ
ทว่าวันนี้ดูจะไม่เป็นดังที่เคย... เมื่ออาทิตย์ลาขอบฟ้า
เขาคิดว่าคุณแม่ใหญ่และสาวใช้น่าจะเตรียมมื้อเย็นไว้เรียบร้อย
ครั้นเมื่อร่างโปร่งก้าวเข้าไปภายในห้องอาหารกลับพบว่ามีทหารรักษาพระองค์จากสำนักพระราชวังจำนวนหนึ่ง
พวกเขาเหล่านั้นหน้าตาเคร่งขรึม
พร้อมกันนั้นทั้งพ่อและแม่ทั้งสองเองก็ดูมีสีหน้าวิตกกังวล
คยูฮยอนโค้งศีรษะเล็กน้อย...นายทหารจึงโค้งตอบ
“มีเรื่องอะไรหรือครับ?”
“องค์รัชทายาทชีวอนส่งพวกเรามาอารักขาครอบครัวท่านผู้นำแห่งพยองอันครับ
เกรงว่าจะเกิดสถานการณ์ที่คาดการณ์ไม่ได้” วินาทีนั้นโจ
คยูฮยอนสัมผัสได้ว่าโซลอันตรายขึ้น และเกาะพยองอันเองก็ชักจะไม่ปลอดภัย
แม้จะมีคนของดงกัน อยู่แล้ว... การส่งทหารมาคุ้มครองเพิ่มเช่นนี้
นั่นแสดงให้เห็นว่า กำลังคนแห่งพยองอันไม่อาจรับมือกับผู้ประสงค์ร้ายได้ไหว
“แล้วตอนนี้องค์รัชทายาท...
เขาปลอดภัยดีใช่ไหมครับ” คยูฮยอนโพล่งถามอย่างใจคิด
“ไม่ต้องเป็นห่วงไปครับ
องค์ชายปลอดภัยดี”
“อย่าห่วงไปเลยคยูฮยอน...อย่าลืมว่ายังมีดงกันอยู่ทั้งคน
ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี” พ่อของเขาให้ความเชื่อมั่นหนักแน่น
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับขณะที่ปล่อยให้คนอื่นๆ ได้หารือพูดคุยเรื่องบ้านเมือง
เสียงข่าวจากโทรทัศน์ที่รายงานสถานการณ์การจลาจล ข่าวผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม
แม้กระทั่งข่าวการเรียกร้องให้องค์รัชทายาทชีวอนแสดงจุดยืนทางการเมืองให้ชัดเจน
ที่สำคัญใครบางคนต้องการปลงพระชนม์องค์รัชทายาทหากคิดเข้าข้างกบฏฝ่ายพยองอัน
คยูฮยอนปลีกตัวแยกออกมาเงียบๆ หัวสมองเริ่มตีรวนทั้งที่ปกติตนเป็นคนมีเหตุผลและใจเย็นเสมอ...
เวลานี้เขาต้องการทบทวนว่าจะทนอยู่เฉยได้อีกนานแค่ไหน... เครื่องบรรณาการมนุษย์ไม่ต้องการถูกสังคมตีตราว่าเป็นเพียงผู้ให้การบำเรอเชอภักดิ์แก่องค์รัชทายาท
แม้จะมีค่าสำหรับชเว ชีวอนมากเหลือคณา แต่เขากลับรู้สึกด้อยค่ายิ่งกว่านี้เป็นแน่หากไม่คิดจะช่วยเหลือคนรักเลย
สิ่งล้ำค่าแห่งพยองอันจำได้ดีว่าเคยขอร้องอะไรไว้กับดงกัน
พี่ชายของเขาไม่ชอบใจในสิ่งที่เขาขอ
ทั้งยังไม่สัญญาด้วยซ้ำว่าจะทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว
แต่จะทำอย่างไรได้... บางทีความดื้อรั้นในตัวโจ
คยูฮยอนก็น่าจะลองนำมันออกมาใช้เสียบ้าง
เป็นปกติที่คุณนายรองของบ้านผู้นำแห่งเกาะพยองอันจะต้องเป็นผู้มากล่าวอรุณสวัสดิ์แก่ลูกชายคนเดียวของเธอ
โจ ยอนฮวาเคาะประตูห้องอยู่สองสามครั้ง...ทว่ากลับไร้วี่แวว ยอนฮวาลองเปิดประตูห้องนอนเข้าไปเสียเองตามวิสัยที่คยูฮยอนเองก็ไม่ได้ถือสาอะไร
หากภาพเตียงนอนที่พับเก็บอย่างเรียบร้อยทำให้หญิงวัยกลางคนฉงนใจ
แวบแรกเธอคิดว่าเด็กหนุ่มอาจกำลังอาบน้ำอาบท่า แต่...ภายในห้องเงียบเกินไป
เงียบดั่งเช่น...ไม่มีใครอยู่ เรือนร่างบอบบางยังคงเดินสำรวจห้องรวมไปถึงตู้เสื้อผ้า
แน่นอนสัมภาระทุกอย่างไม่ได้หายไปไหน
จวบจนเมื่อเธอสังเกตเห็นว่ามีจดหมายว่างแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ...ราวกับรอให้เธอเปิดอ่าน
‘ขอโทษ และรักแม่ครับ
แล้วผมจะกลับมา...’
มันเป็นข้อความสั้นๆ
ที่ทำเอายอนฮวาน้ำตารื้น... เธอรู้ดีว่าคยูฮยอนหายไปไหน
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคงหนีไปขึ้นเรือข้ามฟากรอบแรกเพื่อเดินทางไปยังโซลตั้งแต่เช้ามืด
จุดประสงค์เดียวก็เพื่อ...กลับไปเคียงข้างองค์รัชทายาทในทุกๆ
วินาทีที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะอันตราย...แทบจะไม่มีหลักประกันคุ้มครองชีวิตได้เสียนอกจาก...
โชคชะตา
‘จากรายงานล่าสุด สถานการณ์ความรุนแรงในโซลเข้าใกล้จุดที่ยากจะควบคุม
จลาจลวุ่นวายทุกหัวมุมถนน ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีปาร์ค
อุนซูประกาศกร้าวโดยไม่ฟังเสียงทัดทานว่าจะล้มการปกครองที่เคยเป็น
เนื่องจากองค์รัชทายาทชีวอนมีส่วนรู้เห็นกับกบฏพยองอัน นายปาร์คกล่าวว่า
องค์รัชทายาทต้องการเปลี่ยนแปลงเกาหลีเข้าสู่ยุคมืด
ยุคที่ใครก็ออกความคิดเห็นไม่ได้...ไร้สิทธิเสียง... หากไม่เกิดการเจรจา
นายปาร์คจะกดดันสำนักพระราชวังและราชวงศ์ชเวด้วยวิธีรุนแรงขั้นสุดท้าย’
เสียงของผู้ประกาศสาวเงียบไปด้วยฝีมือของ
อี ดงกัน รีโมทในมือของเขาทำงานเพียงเสี้ยววินาที
หน้าจอโทรทัศน์จึงได้ดับลงจนเหลือเพียงความเงียบและเสียงถอนหายใจหนักๆ
ขององค์รัชทายาทชีวอนและผู้ช่วยมือขวา คัง มินฮยอก
ชายหนุ่มทั้งสามมีสีหน้าที่ไม่ได้ต่างกันมากนัก
ภายในห้องทำงานแห่งนี้บรรยากาศตึงเครียด และดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันที่พวกเขาลงมติว่า
ไม่ควรจะนั่งหารือหรือฟังข่าวต่างๆ ที่มักมาจากปากของนายกปาร์ค
อุนซูได้อีกต่อไป...อาจถึงเวลาสะสางเรื่องให้จบๆ หากนายกปาร์คใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อไปทั้งที่พวกเขาตั้งใจจะประนีประนอม
ตัวเลือกแรกอาจเหมาะสมกับคนกลับกลอกเช่นนั้นที่สุด
“นายกปาร์คใช้สื่อในการปลุกระดมคน
มิหนำซ้ำยังให้ข้อมูลผิดๆ จุดประสงค์ชัดเจนว่าต้องการล้มราชวงศ์ชเว” ดงกันว่าเสียงเข้ม
รู้สึกแค้นใจตาแก่ปาร์คที่พยายามให้ข่าวใส่ร้ายคนจากพยองอันและองค์รัชทายาทเสมอ
“นายกปาร์คกำลังได้ใจ
เพราะฉันไม่คิดจะตอบโต้”
“เราใจเย็นมานานเกินไปแล้วว่ะ
บางทีคนแบบนั้นคงต้องใช้ไม้แข็งเข้าสู้”
“จะยังไงเสีย...เราก็อย่าหลงเล่นไปตามเกมของนายกปาร์คละครับ”
เป็นมินฮยอกที่เสริมขึ้น ได้ฟังดังนั้นและองค์ชายคนโตแห่งชเว
และผู้นำกบฏพยองอันจึงเงียบไปและครุ่นคิดกันอยู่สักครู่ จนกระทั่ง...
“ฉันไม่ต้องการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน
หากต้องเลือก...ชีวิตของฉันมันน่าจะคุ้มค่าที่สุดแล้ว” ดูเหมือนคำพูดขององค์ชายชีวอนจะทำให้อีกสองชายหนุ่มที่เหลือคาดเดาไม่ได้
นั่นทำให้ดงกันโพล่งพูดออกไปตามสัญชาตญาณ
“ก่อนจะทำตัวเป็นพระเอก...ก็ช่วยวางแผนให้มันรอบคอบด้วยละ”
“ฉันประเมินนายกปาร์ค
อุนซูไม่พลาด
ยังไงซะฉันก็รู้ว่าตาแก่นั่นทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้คนของตัวเองเป็นเครื่องมือ
ขอให้นายมั่นใจเถอะดงกัน... เราอาจต้องปรับเปลี่ยนแผนนิดหน่อยแต่ยังไงซะคนพวกนั้นต้องหมดหนทางแน่”
“ให้มันจริงเถอะครับไอ้คนเก่ง!” ว่าจบจึงพรูลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้
ถึงจะพูดประชดประชันออกไปแบบนั้น หากก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ห่วงเพื่อน
นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองรูปหน้าคมคายซึ่งติดจะซูบลงเพราะแทบไม่ได้พักผ่อน
พลันหวนนึกถึงคยูฮยอนทุกครั้งไป...ไม่รู้ว่าสองคนนี้เกิดมาเพื่อกันและกันหรือเปล่า
แต่ความคิดที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อคนอื่นมันไม่ใช่นิสัยที่ทุกคนจะติดตัวมาแต่กำเนิด
คืนก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่โซล คยูฮยอนขอร้องในเรื่องที่เขาไม่อาจตบปากรับคำ
‘ไม่ว่าผมคิดจะทำอะไรเพื่อใครและเพราะอะไร
สิ่งที่ตามมามันจะอันตรายต่อตัวผมแค่ไหน
ผมแค่อยากให้พี่ดงกันเข้าใจว่าผมยินดีที่จะยอมเสียสละความสุขหรือแม้แต่ชีวิตเพื่อ...ใครสักคน’
ในเจตนารมณ์ขององค์รัชทายาทชีวอนยังมีความหวังเพื่อการปกป้องประชาชนและตัวคยูฮยอนเอง
ทว่าในคำขอร้องของหนุ่มน้อยแห่งพยองอันเหตุใดถึงมีความเศร้าแอบแฝง นั่นคือสิ่งที่
อี ดงกันไม่อาจตีความปริศนานั้นได้เลย...
หนุ่มนักการทูตลูกครึ่งไม่คิดว่าตนจะได้พบกับโจ
คยูฮยอนอีกครั้งด้วยซ้ำ แถมยังเป็นเพราะเจ้าตัวเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือจากเขาเอง
แดเนียล เฮนนี่ เหลือบสายตามองรูปหน้าขาวจัดซึ่งนั่งเป็นในตำแหน่งข้างคนขับ
ภายในรถสปอร์ตคันหรู เกิดความเงียบระหว่างคนทั้งคู่เสียจนไม่น่าเชื่อว่าเมื่อก่อนพวกเขาเคยสนิทสนมกันมากแค่ไหน
หากทว่าในวันที่...ไข่มุกจากพยองอันเลือกที่จะขีดเส้นความสัมพันธ์ไว้ชัดเจน
เขาเองก็ไม่อาจก้าวก่ายแม้กระทั่งเหตุผลที่เด็กหนุ่มเข้ามายังเมืองหลวงโซลอย่างกะทันหัน
“หิวหรือยังล่ะ”
เขาเอ่ยถาม และคำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ครับ”
“ไม่คิดจะทานอะไรจริงๆ
หรือ ผมพาคยูฮยอนไปทานข้าวก่อนเข้าวังก็ได้นะ”
“ขอบคุณมิสเตอร์เฮนนี่มากๆ
ครับ แต่แค่ผมให้คุณมารับที่ท่าเรือก็เกรงใจมากพอแล้ว
อันที่จริง...ในสถานการณ์แบบนี้ ผมไม่คิดว่าคุณจะมีเวลาปลีกตัวออกมาด้วยซ้ำ”
ชายหนุ่มอมยิ้มบาง คยูฮยอนยังคงเป็นคยูฮยอนในแบบที่เขารู้จักเสมอ
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาสนใจในตัวเด็กคนนี้
“คิดซะว่า...มีอะไรผมก็ยินดีช่วยเหลือคุณเสมอละกันนะ
ว่าแต่ เกาะพยองอันเป็นอย่างไรบ้างครับ ผมอยากไปเที่ยวพักผ่อนสักหน่อย”
เขาไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อจึงได้ชวนเปลี่ยนเรื่องคุยเสีย อย่างน้อยบรรยากาศรอบข้างอาจดีขึ้น
“เกาะพยองอันสงบสุขและมันก็ต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอครับ”
ทำไมถึงได้ตอบคำถามได้สั้นห้วนไร้เยื่อใยอย่างนี้นะ หนุ่มลูกครึ่งนึกพร่ำบ่นในใจ
เขาขับรถไปตามเส้นทางในเมืองหลวงโซลที่ค่อนข้างวุ่นวายและการจราจรแออัด เหตุเพราะมีการปิดถนนชุมนุมในบางจุด
หรือจะพูดให้ถูก... โซลเต็มไปด้วยประชาชนที่ออกมาชุมนุมกันต่างหาก
“ผมไม่คิดว่าเหตุการณ์มันจะบานปลายได้ถึงขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน”
คยูฮยอนกวาดสายตาไปทั่วท้องถนน นอกจากรถยนต์ที่จอดแน่นแล้ว เขามองเห็นผู้ชุมนุมเดินเท้า
บ้างก็ถือป้ายประท้วงกลุ่มนายกปาร์ค อุนซู บ้างก็สนับสนุน
หรือบางกลุ่ม...กลับเขียนข้อความโจมตีองค์รัชทายาท
“ข่าวที่นำเสนอในหน้าสื่อถูกบิดเบือนไปมาก
ประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนมีอำนาจเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
ตอนนี้ทั้งทางฝ่ายรัฐบาลก็ต้องการตัวผู้นำกบฏพยองอัน ส่วนฝ่ายองค์รัชทายาทก็ต้องการคลี่คลายปัญหาด้วยสันติวิธี
ผมในฐานะนักการทูตก็ต้องทำงานหนักในการทำความเข้าใจกับต่างชาติเรื่องสถานการณ์วุ่นวายในเกาหลีที่ดูท่าจะไม่จบลงง่ายๆ”
“มิสเตอร์เฮนนี่คิดว่า...เหตุการณ์เหล่านี้มันจะจบลงยังไง?”
คยูฮยอนถามออกไปด้วยเพราะตัวเขาเองนั่นนึกอะไรไม่ออกนอกจากบทสวดภาวนา
เขากำลังเป็นห่วงใครอีกคนมากเกินไป... แค่อยากเจอหน้า อยู่ใกล้ๆ
เป็นคู่คิดและกระซิบบอกให้กำลังใจกันก็ยังดี
“หากมีการสลายการชุมนุม
ต่างชาติมองพวกเราไม่ดีแน่ แถมเมื่อเรื่องจบลงอย่างทันด่วนแบบนั้นอาจมีคลื่นใต้น้ำที่เตรียมซัดอำนาจอีกฝ่ายเสมอ
ในทางกลับกันถ้าองค์รัชทายาทชีวอนสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์นี้ได้อย่างชาญฉลาด รับรองว่าเกาหลีจะกลับสู่ความสงบคงอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย
ซึ่งผม... นักการทูตอีกหลายคน รวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย
เชื่อมั่นในตัวองค์รัชทายาทชีวอนว่าสามารถปกป้องประชาชนและนำพาประเทศสู่ทิศทางที่ดีได้
คุณเชื่อมั่นอย่างนั้นด้วยใช่ไหม”
ครั้นถูกฝ่ายชายหนุ่มถามกลับ...
เขาจึงไม่รีรอที่จะให้คำตอบ
“...ผมก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน”
ไม่น่าเชื่อว่าการจราจรอันแสนโกลาหลจะทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาในการเดินทางสู่พระราชวังกลางกรุงโซลถึงสองเท่า
คยูฮยอนโค้งขอบคุณนักการทูตหนุ่มลูกครึ่งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนรถหรูจะแล่นออกจากวังเนื่องด้วยอีกคนเผอิญมีงานด่วนเช่นกัน
ร่างโปร่งสาวเท้ายาวๆ ไปยังตำหนักใหญ่ ระหว่างทางได้พบเจอกับข้ารับใช้สาวหลายคน
พวกหล่อนดูตกใจกับการมาของเขา ทว่าไข่มุกแห่งพยองอันไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายการมาของเขาให้ใครฟัง
เป้าหมายสำคัญที่สุดคือเข้าพบองค์รัชทายาทชีวอน...
“พี่คยูฮยอน! กลับมาจากพยองอันได้ยังไงเนี่ย!” ไม่ใช่ใครอื่นที่ร้องทักเขาเสียงดังด้วยความประหลาดใจ
องค์ชายเล็กซูโฮถลาตัวเข้ามากอดเขาโดยมีครูสอนพิเศษอย่างแทคยอนเดินตามอยู่เบื้องหลัง
“กอดแน่นไปแล้ว”
คยูฮยอนว่าเบาๆ และเลือกที่จะไม่ตอบข้อสงสัยดังกล่าว เด็กชายค่อยๆ คลายกอดออก
ใบหน้าอ่อนเยาว์ระบายยิ้มราวกับได้สิ่งมีค่ากลับคืน
“ทั้งเป็นห่วงทั้งคิดถึงมากๆ
เลยครับ”
“ขอบใจมากที่คิดถึงกันนะ...ว่าแต่
องค์รัชทายาทชีวอนล่ะ” ไม่วายจะกวาดสายตาหาเจ้าของร่างสูงใหญ่ไปพลาง
“พี่ชีวอนเพิ่งจะออกจากวังไปได้เมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงที่แล้วน่ะครับ”
คำตอบที่ได้ทำให้คยูฮยอนหุบรอยยิ้มลงเล็กน้อย ด้านแทคยอนจึงเสริมขึ้น
“รู้สึกว่า...องค์รัชทายาทจะเข้าไปหารือปัญหาทางการเมืองร่วมกับหลายๆ
ฝ่ายครับคุณคยูฮยอน ทั้งคุณดงกัน มินฮยอก และองค์ชายจินฮยอกก็ร่วมด้วย”
“เย็นๆ
คงกลับมาครับ อย่าห่วงไปเลย” องค์ชายเล็กแห่งชเวสังเกตเห็นว่าดวงตาที่มักสดใสเปล่งประกายดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
บางทีพี่ชายจากพยองอันอาจเก็บเรื่องต่างๆ นานาไว้ในใจ และไม่ยอมระบายให้ใครฟังเป็นแน่
“แต่ในตัวเมืองมันวุ่นวายมากจริงๆ
วุ่นวายจนอดห่วงไม่ได้”
“อย่าคิดมากเลยครับ
เอาเป็นว่า...เราไปนั่งคุยกันที่ศาลาริมน้ำดีกว่า
ผมมีเรื่องจะเล่าให้พี่คยูฮยอนฟังเยอะเลย...รวมถึงเรื่องแม่นมยองจาด้วย”
“อ่า...
องค์ชายซูโฮ ไหนว่าจะไปท่องหนังสือยังไงล่ะครับ” ครูหนุ่มเอ็ดเข้าให้เบาๆ
เขารับคำสั่งจากองค์รัชทายาทให้ติวเข้มบทเรียนวิชาต่างๆ แก่ซูโฮเพื่อเตรียมสอบเทียบชั้นในสัปดาห์หน้า
หากองค์ชายชีวอนรู้เข้า...เกรงว่าจะถูกลดตำแหน่งจากครูพิเศษเป็นพี่เลี้ยงเด็กน่ะสิ!
“ผมท่องหนังสือมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ
เอาเป็นว่า...วันนี้ครูได้พัก ส่วนผมก็ได้พัก เจ๊าๆ กันไปนะ”
“แต่องค์ชายเล็ก....กระหม่อมคิดว่า”
“ไม่เป็นไรครับคุณแทคยอน
เดี๋ยวผมจัดการเอง”
ท้ายที่สุดจึงเป็นคยูฮยอนที่ออกโรงแทน
แทคยอนพยักหน้ารับเมื่ออีกคนยิ้มบางๆ ให้เขาเป็นสัญญาณว่าเมื่อองค์ชายคนโตแห่งชเวรู้เรื่อง
จะเป็นโจ คยูฮยอนที่เคลียร์เรื่องการโดดเรียนของซูโฮให้ ถือเป็นการทำให้ทั้งสองฝ่ายสบายใจ
ชายหนุ่มมองสองพี่น้องต่างตระกูลต่างสายเลือดเดินเอื่อยๆ
พลางพูดคุยไปตามทางแล้วจึงหวนคิด... หากตัดเรื่องฐานะซึ่งเป็นเพียงบรรณาการ โจ
คยูฮยอนนั่นเหมาะสมกับกับชเว ชีวอนมากทีเดียว นั่นเพราะความต่างมากมายกลับบรรจบคนทั้งสองให้พานพบและเรียนรู้กลมกลืนซึ่งกันและกัน
ติดที่อุปสรรคด้านใหญ่เท่านั้น
องค์ราชาแทซันจะคิดยอมรับสิ่งล้ำค่าจากพยองอันได้เมื่อไหร่กัน...
การหารือร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายดำเนินไปได้ดี
อีกทั้งผลตอบรับต่อแผนการโค่นล้มรัฐบาลนายกปาร์ค อุนซู
เพื่อนำไปสู่การยุติการชุมนุมและสร้างความสันติก็จัดว่ามีแต่ผู้เห็นด้วย
ความเหนื่อยล้าทำให้ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ขอปลีกตัวมาพักผ่อนในห้องทำงาน
และปล่อยให้คนอื่นๆ ทานอาหารที่ห้องอาหาร เขาแค่ต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อพักสายตา
พักความคิด พักความฟุ้งซ่านให้สงบลง ร่างสูงพิงหลังกับพนักเก้าอี้หนัง
หลับตาให้ตนเองผ่อนคลายจนเมื่อ... ได้ยินเสียงเปิดประตู
ความคิดแรกเขาคิดว่าคนคนนั้นน่าจะเป็นซูโฮ ทว่า...เมื่อฝ่ามือนิ่มสัมผัสลงบนข้างแก้มของเขา
นัยน์ตาสีเข้มจึงปรือเปิดขึ้นคล้ายกับมันคือความคุ้นชินที่เบื้องลึกโหยหา
“ฝัน...”
เขาพึมพำเมื่อมองเห็นใบหน้าได้รูปของโจ คยูฮยอน
องค์รัชทายาทหนุ่มครวญคิดว่านี่คือห้วงความฝัน เพราะในเมื่อ...
คนของเขาอยู่ที่เกาะพยองอัน
“ไม่ใช่ฝันซะหน่อย”
ริมฝีปากอิ่มแตะเบาๆ ลงบนข้างแก้มก่อนจะวนกลับมามอบความหวานที่เรียวปากคม
วินาทีนั้น...ชเว ชีวอน
ทราบดีแล้วว่าสิ่งล้ำค่าที่เขากำลังมองเห็นหาใช่ความฝันไม่...
พลันจึงรวบตัวกอดร่างนิ่มไว้ดั่งกลัวว่าใครจะพรากออกไปเช่นครั้งก่อน
ความฉงนใจต่างๆ แทบกลืนหายไปจากความคิดเมื่อได้ลองกดจูบลิ้มรสหวานละมุน...
ทุกความรู้สึกถ่ายโอนผ่านช่วงเวลาสั้นๆ องค์ชายคนโตแห่งชเวรู้ซึ้งแล้วว่า...
เด็กคนนี้เป็นห่วงเขามากแค่ไหน คิดถึงเขามากแค่ไหน... และรักเขามากแค่ไหน...
“แอบกลับมาที่นี่ได้ยังไง?” กระเซ้าถามเสียงแผ่วขณะแนบริมฝีปากลงข้างๆ
กกหูซึ่งกำลังซับสีเลือดได้อย่างน่าชัง
“นั่งเรือกลับมา...”
นั่นคงจะหมายถึง เรือข้ามฟากที่ทำเอาเขาเวียนหัวจนเกือบอาเจียนหนนั้น
“ร้ายกาจจังนะ...ทำแบบนี้เดี๋ยวดงกันก็อาละวาดหรอก”
“ช่างพี่ดงกันสิ
อย่างน้อยผมก็ไม่ได้อยากอยู่เฉยๆ ผมแค่อยากอยู่ข้างๆ
คุณ...ที่สำคัญผมอยากออกความเห็นบ้าง” อดฉงนใจไม่ได้กับท่าทีของเจ้าของร่างโปร่ง
คยูฮยอนเอนตัวนั่งซบหัวไหล่เขา พูดจาทำนองดื้อรั้นในแบบที่ไม่เคยเป็น
“หื้ม?”
“ผมถูกกีดกันออกจากเรื่องการเมืองเสมอ
มันถึงเวลาที่ผมอยากพูด
อยากออกความเห็นเพื่อให้คนอื่นได้รู้ว่าผมไม่ได้มีหน้าที่แค่...เป็นเครื่องบรรณาการมนุษย์เพียงอย่างเดียว
ก็เท่านั้น”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว...ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนเก่งและฉลาด
เป็นคู่คิดของฉันได้สบายๆ แต่...บางทีฉันเป็นห่วงเธอ
การไม่มีชื่อเธอเป็นส่วนเกี่ยวข้อง คนพวกนั้นจะไม่ทำอันตรายเธอ”
“เวลานี้มันไม่มีหลักประกันอะไรอีกต่อไปแล้วครับ...ทุกคนมีอันตราย
ทั้งคุณและผม คนในวังหรือประชาชน ผมเคยกลัวสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา
แต่ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้วละ คงเพราะผมมีคุณอยู่ข้างๆ” ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อดวงตาคล้ายลูกแมวนั่นพยายามอ้อนวอนกึ่งบังคับให้เขาไม่อาจปฏิเสธ
ทว่าภายในใจขององค์รัชทายาทชีวอนกลับหวงแหนสิ่งล้ำค่าในชีวิตมากเกินกว่าจะยอมเสี่ยงใดๆ
“คยูฮยอนนา...
ฉันเคารพการตัดสินใจของเธอทุกอย่าง แต่...ถ้าเกิดอันตรายขึ้นกับเธอ
ฉันไม่มีวันให้อภัยตัวเองแน่” ชเว ชีวอนแทบไม่เคยมีความกลัว กลับกันความกลัวหนึ่งเดียวที่เขาไม่กล้าเผชิญหน้าคือการเห็นคนที่เขารักที่สุดได้รับอันตราย
ทว่าสำหรับโจ คยูฮยอน ดูเหมือนเด็กหนุ่มจากพยองอันจะไม่หวาดหวั่นซึ่งสิ่งใดแล้วแน่
เพราะเพียงแค่เขามองสบตาคู่นี้...มันล้วนเต็มไปด้วยศรัทธาและความเชื่อมั่น
“คุณปกป้องผมได้...ผมเชื่อมั่นในตัวคุณนะ”
ไม่น่าเชื่อว่าการประกาศคำปราศรัยอย่างเป็นทางการขององค์รัชทายาทชีวอนต่อเรื่องสถานการณ์อันน่าเป็นห่วงของเกาหลีจะเกิดผลตอบรับที่ดีเกินคาด
องค์ชายคนโตแห่งชเวมิได้แสดงท่าทีเข้าข้างฝ่ายใด
และย้ำชัดถึงเจตนารมณ์ต่อการพัฒนาประเทศและระบอบการปกครองที่ดี
การชี้แจงด้วยภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษเพื่อความสัมพันธ์ทางการทูต
ประชาชนมีแนวโน้มไว้วางใจชายหนุ่มมากขึ้น
ต่างชาติกดดันรัฐบาลที่ปกครองประเทศได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ
กระนั้นฝ่ายรัฐบาลที่กำลังกระด้างกระเดื่องกลับไม่มีทางทีโต้ตอบใดๆ
อาจเพราะ...กลุ่มนายกปาร์ค อุนซูใกล้หมดหนทางต่อสู้ดิ้นรนเต็มทน นี่จึงเป็นเหตุให้ในช่วงเย็นของวัน...องค์รัชทายาทจึงตั้งใจจะเดินทางกับยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อประชาชน
ณ จุดที่เกิดการชุมนุมกลางเมือง
มันเป็นแผนการที่เสี่ยงต่อการถูกปลอบพระชนม์มากทีเดียว
ทว่า...ชีวอนกลับมองว่ามันเป็นวิธีการประนีประนอมได้ยอดเยี่ยมและจริงใจที่สุด
หากก่อนจะถึงเวลานั้น
ทั้งเขาและซูโฮรวมไปถึงคยูฮยอนวางแผนว่าจะเข้าไปเยี่ยมผู้เป็นพ่อซึ่งรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลเสียก่อน
การเสด็จออกจากพระราชวังอย่างเป็นทางการครั้งนี้ทำให้มีการรักษาความปลอดภัยมากกว่าปกติ
ขบวนรถยนต์เข้มงวดไปด้วยทหารรักษาพระองค์ และอาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติเพราะการจราจรแน่นขนัดจากเหตุชุมนุมทั่วเมืองโซล
ห้องพักคนไข้ซึ่งแยกเดี่ยวอย่างเป็นส่วนตัวในชั้นที่มีการรักษาความปลอดภัย
องค์ชายทั้งสองแห่งราชวงศ์ชเวหายเงียบเข้าไปพูดคุยกับบิดาอยู่นานสองนาน
ภายนอกห้องจึงเหลือคยูฮยอนเพียงคนเดียวเท่านั้น
เด็กหนุ่มจากพยองอันนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ เฝ้านับเวลาให้มันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นั่นไม่ใช่เพราะเขาจงเกลียดจงชังองค์ราชาแทซันซึ่งมักดูถูกเหยียดหยามน้ำใจกันเสมอ
แต่เป็นเพราะ...เขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ามากกว่า
แต่อย่างน้อย...แค่การได้ฟังอาการของชายสูงวัยผู้นั้นจากปากขององค์ชายชีวอนก็น่าทำให้เขาสบายใจมากขึ้น
แม้ว่าต้นเหตุการประชวรดังกล่าวจะมาจากฝีมือแม่นมยองจาก็ตาม
“คยูฮยอนนา...”
เขาเงยหน้ามองผู้เอื้อยเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม และแน่นอน
องค์รัชทายาทชีวอนคือคนที่เปิดประตูห้องคนไข้ออกมาพร้อมสีหน้าติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย
องค์ชายเล็กซูโฮเดินตามหลังออกมาด้วยสีหน้าคล้ายๆ กัน คยูฮยอนเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกกดดันทั้งยังมวนในท้องเพราะทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตน
“ครับ?”
“ท่านพ่ออยากคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว
ไม่ว่าท่านจะพูดอะไรโดยเฉพาะแง่ร้าย...อย่าไปสนใจ”
ร่างโปร่งขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทำได้เพียงยกยิ้มบางให้อีกคนสบายใจ คยูฮยอนก้าวเท้าเข้าไปในห้องพักคนไข้ก่อนจะหับประตูลงอย่างเบามือพลางทอดมองไปยังเตียงคนไข้
เขาเห็นองค์ราชาแทซันกึ่งนั่งกึ่งนอนโดยมีหมอนหนุนหลัง
อาการภายนอกทางร่างกายของชายผู้ปกครองเกาหลีดูดีขึ้นมากจากหลายสัปดาห์ก่อนที่เด็กหนุ่มจำได้
สังเกตได้จากผิวที่ดูมีน้ำมีนวล ไม่ซีดเซียว
ทว่าที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคงเป็นนัยน์ตาคมกริบคล้ายราชสีห์คู่นั้น...
“หวังว่าเธอคงสบายดี”
เป็นการเปิดบทสนทนาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ขององค์ราชาแทซันได้เลยสักนิด คยูฮยอนจึงตอบออกไปอย่างถ่อมตน
“สบายดีครับและหวังว่าพระองค์คงสบายดีเช่นกัน”
“ที่เรียกเข้ามาคุย...เพราะแค่อยากทำความเข้าใจกับเธอสักหน่อย”
“...” โจ
คยูฮยอนปล่อยให้ความเงียบเสมือนเป็นเพื่อนคู่ใจ เขาตื่นเต้น
กลัวและสับสนเกินกว่าจะพูดอะไรได้มากกว่าการพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
เขาเผลอบีบมือตนจนแน่นขณะรอฟังเสียงมีอำนาจกล่าวต่อ
“หากวันใดที่เธอพิสูจน์ได้ว่าตนเองมีค่ามากกว่าเครื่องบรรณาการ
เป็นมากกว่าสิ่งบำเรออารมณ์ หรือเป็นมากกว่าของเล่นถูกใจ
เมื่อนั้น...ฉันจะไม่คิดแย้งความสัมพันธ์ใดๆ ที่องค์รัชทายาทมีต่อเธอ แต่หากไม่...
ก็จงยอมรับสถานภาพและกลับไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับตน ...ขอให้จำไว้ โจ คยูฮยอน”
“กระหม่อมจะจำคำของพระองค์ไว้...
แต่กระหม่อมก็อยากให้พระองค์จดจำถ้อยคำของเครื่องบรรณาการมนุษย์อย่างกระหม่อมเช่นกัน”
คยูฮยอนไม่ทราบว่าอะไรทำให้เขาเอ่ยปากพูดออกไปดั่งคนถือดี
มันอาจเป็นความกล้าที่หลบซ่อนในตัวเขามานาน ยิ่งไปกว่านั้น...เขาไม่คิดจะหลบสายตาขององค์ราชาแทซันแต่อย่างใด
“ว่ามาสิ...ฉันรอฟังอยู่”
“สำหรับกระหม่อมความรักคือ...ความหวัง กำลังใจ และศรัทธาในกันเเละกัน
มันอาจพิสูจน์ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือคำพูด
แต่กระหม่อมเชื่อว่าความรักจะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ ในทุกๆ เรื่องราวเลวร้าย”
ครั้นออกจากโรงพยาบาลก็ใกล้เวลาที่องค์รัชทายาทชีวอนจะออกไปพบปะประชาชนพอดิบพอดี
เขตที่มีการชุมนุมใหญ่อยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์รูปนกฟีนิกซ์* แม้จะไม่อยู่ใจกลางเมืองเท่าเขตชุมนุมแหล่งอื่น
แต่เนื่องด้วยสัญลักษณ์ของอนุสาวรีย์นี่กินใจความนัยนะที่ชายหนุ่มต้องการจะสื่อสารต่อประชาชน
นกฟีนิกซ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์
ไม่ว่ามันจะตายสักกี่ครั้ง...แน่นอนว่านกฟีนิกซ์สามารถฟื้นคืนชีพเสมอ
เปรียบได้กับประเทศเกาหลีที่แม้ต้องเจอความยากลำบากเพียงไร
พวกเขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อฟื้นฟูประเทศได้ทุกครั้งไป
ลานกว้างหน้าอนุสาวรีย์ถูกจับจองไปด้วยประชาชนมากมายรวมไปถึงบรรดาสื่อมวลชนจากหลายสำนัก
แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีเพียงเวทีเล็กๆ เพื่อใช้ในการปราศรัยเท่านั้น
ที่นี่ไม่มีแกนนำเป็นหัวโจกจากรัฐบาล
มีเพียงประชาชนทั่วไปที่มีต้องการแสดงจุดยืนของตนต่อการปกครอง
ทหารรักษาพระองค์รายล้อมไปทั่วบริเวณ การปรากฏโฉมครั้งแรกขององค์รัชทายาทชีวอนต่อหน้าสาธารชนแห่งนี้
เกิดเสียงอื้ออึงอยู่สักพักจนเมื่อ...ว่าที่กษัตริย์องค์ถัดไปเริ่มกว่าแนะนำตัวด้วยถ้อยคำเรียบง่าย
สบายๆ อย่างที่ตนได้ฟังคำแนะนำมาจากหนุ่มน้อยแห่งพยองอัน
“สวัสดีครับ ผมชเว ชีวอน...หรือลูกชายคนโตของคนเกาหลีทั้งประเทศ
ในวันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มายืนต่อหน้าประชาชน อีกทั้งผมไม่ได้ต้องการมาสาธยายการปราศรัยยาวเฟือย
ผมเพียงแค่อยากกล่าวประโยคสั้นๆ แด่ทุกท่าน...จงเข้มแข็งและมั่นคงดั่งนกฟีนิกซ์
และเมื่อนั้นประเทศของเราจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง จงหันหลังให้คนเลวอย่างไม่ไยดี
และที่สำคัญ...จงรักในแผ่นดินเกิด ขอบคุณครับ”
เสียงปรบมือกึกก้องพอๆ
กับรอยยิ้มของประชาชนที่ได้ฟังคำพูดซึ่งล้วนมาจากความจริงใจขององค์รัชทายาทหนุ่ม
นี่อาจเป็นเพียงก้าวแรกที่ทำให้ประชาชนไว้วางใจและยอมรับในตัวองค์รัชทายาทเช่นเขา
ร่างสูงก้าวเดินลงมาจากเวที เขาพบกับสองกำลังใจสำคัญรออยู่ข้างๆ เวทีคือองค์ชายเล็กซูโฮที่ยกนิ้วโป้งแสดงความชื่นชม
และสิ่งล้ำค่าจากพยองอันซึ่งก่อนหน้าคอยแนะนำในสิ่งละเอียดอ่อนในแบบที่เขามักคิดไม่ถึง
มันเป็นการพูดต่อหน้าประชาชนที่สั้นที่สุด แต่กลับสร้างความน่าประทับใจเป็นอย่างมากชนิดที่ชเว
ชีวอนไม่อยากจะเชื่อนัก...
ชีวอนหวนนึกถึงคำพูดของคยูฮยอนที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนลูกแมวตัวเล็กๆ
ข่วนหน้าเมื่อหนโน้น
“ไม่ว่าองค์ชายจะอยู่สูงเหนือใครต่อใคร
แต่หากจิตใจของพระองค์เยือกเย็น ด้านชา...พระพักตร์ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ก็อย่าหวังว่าจะชนะใจประชาชนได้
นั่นคือสิ่งที่กระหม่อมมั่นใจว่าอย่างไรเสีย ชาวเมืองประเทศราชไม่มีวันรักพระองค์!”
บางทีเวลานี้เขาอาจเข้าไปนั่งในใจของทั้งประชาชนในโซลและอาจหมายรวมถึงประชาชนในประเทศราชได้แล้วก็เป็นได้
“สำเร็จไปอีกขั้นแล้วนะครับ”
เจ้าของใบหน้าขาวจัดกระซิบบอกขณะที่ถูกโอบกอดไว้ทั้งตัวโดยไม่สนใจสายตาใครต่อใคร
แสงแฟลชของตากล้องสื่อมวลชนทำให้คนตัวเล็กกว่าตกใจ
นึกอยากจะเบี่ยงตัวออกทว่าแขนแข็งแรงนั้นรัดช่วงเอวไว้แน่นเสียเหลือเกิน
ในความเป็นจริงแล้วเขาไม่ต้องการตกเป็นเป้าสนใจของสื่อให้มากนัก คยูฮยอนเพียงแค่อยากอยู่เคียงข้างองค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์อย่างเงียบๆ
และมั่นคงก็เท่านั้น
“ฉันเองก็ต้องขอบคุณที่เธอคอยให้คำแนะนำนั่นแหละ...กลับวังไปแล้วจะให้รางวัลพิเศษนะ”
รูปหน้าคมคายยิ้มกริ่ม คยูฮยอนเชื่อว่าใครอื่นอาจไม่สังเกตเห็น
แต่สายตาเว้าวอนคู่นี้มักทำให้เขารู้สึกร้อนวูบวาบในอกไม่ว่าจะเมื่อไหร่
เสียงกระแอมไอขององค์ชายเล็กซูโฮทำให้พวกเขาผละออกจากกัน
“ขยันโชว์หวานซะจริงนะครับ...อดหมั่นไส้ไม่ได้จริงๆ”
“พี่นึกว่าเราชินแล้วเสียอีก”
คนเป็นพี่กระเซ้าน้องคืน ทำเอาเด็กชายมุ่ยปากไม่สบอารมณ์ต้องค้อนคืนด้วยการประชดประชันสักหน่อยไปตามประสา
“ครับผม! เอาเป็นว่ากลับวังกันเถอะครับ
จะได้ไปหวานกันสองต่อสอง!”
ทว่ากว่าพวกเขาจะรู้ตัวว่าพระราชวังที่เคยปลอดภัยที่สุดในเวลานี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสถานที่อันตรายมันกลับสายไปเสียแล้ว
นั่นเพราะพระราชวังกลางกรุงโซลถูกฝ่ายรัฐบาลที่ใช้ทหารนอกกำลังพลเข้ายึด! องค์ชายจินฮยอกสั่งเคลื่อนข้ารับใช้ทุกรายไปหลบภัยยังห้องลับของวัง
รวมไปถึงภรรยาและลูกชายของเขาเช่นกัน ทางด้านอี ดงกัน
ต้องคอยตรึงกำลังของทหารรักษาพระองค์เท่าที่มีอยู่เพื่อควบคุมสถานการณ์โดยมีคัง
มินฮยอกเป็นผู้ช่วย วังที่เคยแสนสงบกำลังวุ่นวาย แน่นอนว่าผู้อยู่เบื้องหลังไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก
นายกปาร์ค อุนซู ตาแก่ที่หมดหนทางสู้จนต้องใช้วิธีสกปรกดั่งหมาจนตรอก
“พวกมันรอที่จะเจรจายึดอำนาจจากองค์รัชทายาทชีวอนเท่านั้นโดยไม่ต้องการข้อต่อรองใดๆ
วิธีของพวกมันเลวจริงๆ” อี ดงกันสบถอย่างเหลืออด การถูกนายกปาร์ค อุนซูลอบใช้แผนร้ายและโดยเอาชีวิตของคนเป็นวังเป็นเดิมพันเพื่อกดดันองค์รัชทายาทนั่นเป็นการกระทำที่เหี้ยมโหดเกินกว่าจะสาธยาย
เวลานี้ตาแก่พุงโรเดินทอดกายสบายใจอยู่ภายในห้องทำงานขององค์ราชาเสียด้วยซ้ำ
ทำแบบนี้มันเท่ากับ...เหยียบย้ำอำนาจของผู้ปกครองประเทศเสียจนไม่น่าให้อภัย
“เวลานี้องค์ชายกำลังเดินทางกลับมา
และทราบเรื่องการยึดวังแล้วครับ”
มินฮยอกมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากชายหนุ่มข้างๆ เขาได้รายงานเรื่องนี้สู่องค์ชายคนโตแห่งชเวในทันที
อีกไม่นานคาดว่าทั้งหมดน่าจะกลับมาถึงพระราชวังรวมถึงกำลังทหารอีกส่วนด้วย
“ทั้งที่เรากำลังจะตลบหลังนายกปาร์คด้วยคดีมากมายที่มันก่อเอาไว้พรุ่งนี้แท้ๆ
หึ...มันคงรู้ตัวก่อนแน่”
“หลักฐานรัดตัวแน่นขนาดนั้น...ปฏิเสธลดหย่อนโทษอย่างไรก็ไม่พ้นนอนตะรางตลอดชีวิตน่ะสิ”
หลังจากองค์ชายจินฮยอกนำคนในวังไปหลบภัย
เขาจึงกลับมาสมทบกับสองชายหนุ่มภายในห้องทำงานขององค์รัชทายาทอีกครั้ง
จินฮยอกมองออกไปนอกหน้าต่างห้องจึงพบว่า...ภายนอกนั้นเต็มไปด้วยทหารจากฝ่ายนายกปาร์ค
ส่วนทหารรักษาพระองค์จะคอยดูแลอยู่ภายในวังตามจุดต่างๆ สถานการณ์ไม่สู้ดีและคาดเดาไม่ได้ว่านายกปาร์คจะสั่งการอะไร
ไม่นานนัก...โทรศัพท์ส่วนตัวของมินฮยอกแผดเสียง
นั่นเป็นสัญญาณว่าองค์รัชทายาทชีวอนได้กลับมาถึงวังแล้ว
ไม่ถึงห้านาที...องค์ชายเล็กซูโฮคือคนแรกที่ก้าวเข้ามาภายในห้องทำงานแห่งนี้
ตามด้วยองค์รัชทายาทและคยูฮยอน
“ดงกัน...สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง
มันต้องการอะไร?” ชายหนุ่มโพล่งถามเพื่อนร่วมสนิทในทันที
พร้อมกับส่งคยูฮยอนให้อยู่ในการดูแลของดงกันเสีย
“นายกปาร์ครออยู่ในห้องทำงานขององค์ราชาแทซัน
มันต้องการพบนายแค่คนเดียว”
“ได้...ทุกคนรออยู่ที่นี่
ไม่ต้องเป็นห่วงไป ฉันรู้จักนายกปาร์ค อุนซูดี ปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเอง”
ทั้งที่มันเป็นห้องทำงานของผู้เป็นบิดาของเขา
หากในวันนี้ตาแก่ที่คิดคดต่อประเทศกลับยืนตระหง่านอยู่ภายในห้องนั้นโดยไม่สำนึกผิดชอบชั่วดี
ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างมั่นคง มองใบหน้าเย่อหยิ่งของนายกปาร์ค
อุนซูด้วยใจที่โหมกระหน่ำไปด้วยไฟแห่งความเดือดดาล
“ยินดีที่ได้พบ
องค์รัชทายาทชีวอน” น้ำเสียงพูดสบายๆ
ไม่ทุกข์ร้อนของชายผู้นี้ทำให้เขานึกฉุนกึกเสียยิ่งกว่าเก่า หากก็ต้องรักษาท่าทีสงบเพื่อไม่เป็นจุดอ่อนจนถูกปั่นอารมณ์ให้ยั้งโทสะไม่อยู่
“เราไม่จำเป็นต้องทักทายกันอยู่แล้ว
นายกปาร์ค...เพียงแค่การเข้ามายึดวังแห่งนี้ นั่นก็แสดงถึงความหยาบคายเต็มทน”
“ถ้าเช่นนั้น
เรามาว่าธุระของเรากันเลยแล้วกัน”
ชายในสูทสีดำสนิทเป็นทางการเดินอ้อมโต๊ะไม้ขัดขนาดใหญ่ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้หนัง
ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือตำแหน่งขององค์ราชาสูงสุดของประเทศ
องค์รัชทายาทชีวอนมองการกระทำถือดีของคนตรงหน้าด้วยสายตาเยือกเย็น
รอว่าคนเลวพรรค์นี้จะหยิบยกเรื่องอะไรมากดดันเขา “ให้กระหม่อมยึดอำนาจเสียเถอะ...แล้วชีวิตคนในวังจะปลอดภัย”
“มีเหตุผลอะไรที่เราต้องให้นายกปาร์คยึดอำนาจ
ประเทศของเรายังมีการปกครองที่มั่นคงโดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลผู้ฉ้อโกงดูแลด้วยซ้ำ
คดีติดส่วนมากมายแบบนั้น มันหมายถึงประสิทธิภาพของคุณมันหมดลงไปแล้ว”
“กระหม่อมกะไว้แล้ว
ว่าองค์ชายไม่ยอมให้ยึดอำนาจง่ายๆ” ไม่กี่วินาทีหลังจากนายกปาร์คกล่าวประโยคที่ว่า
ทหารสองนายบุกเข้ามาภายในห้องพร้อมกับอาวุธปืนที่ไม่ใช่เพื่อข่มขวัญ
การกระทำเช่นนี้เสมือนต้องการจะปลิดชีพเขาลงตรงนั้น
“คิดดีแล้วหรือ...กับการฆ่าองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ชเว”
ชายหนุ่มว่าเสียงเรียบขณะปล่อยให้ทหารทั้งสองควบคุมตัวเขา
ปืนสั้นสีเงินแวววาวจ่ออยู่ข้างขมับ....เขาไม่เกรงกลัวภยันตรายใดๆ แล้วนอกเสียจากการเสียสละชีวิตเพื่อประชาชน
ร่างสูงยืนนิ่งดั่งรอมัจจุราชครอบงำจิตวิญญาณไปตลอดกาล
ปัง!
โจ
คยูฮยอนสะดุ้งเฮือกครั้นได้ยินเสียงปืน
เขาเบิกตาโพลงก่อนจะถลาตัวออกจากห้องทำงานขององค์รัชทายาท
แน่นอน...เขาไม่อาจใจเย็นรอให้สถานการณ์คลี่คลายไปได้อีกต่อไป
จุดหมายคือห้องทำงานองค์ราชาแทซัน
เด็กหนุ่มพาตัวเองมายืนหน้าประตูไม้สลักเพียงชั่วอึดใจ สองมือพยายามทุบประตูแรงๆ
หลายต่อหลายครั้งเนื่องจากมันถูกใส่กลอนจากภายใน
เจ้าของร่างโปร่งไม่อาจหยุดภาพจินตนาการในหัวสมองถึงเหตุการณ์ภายในห้องปิดตายดังกล่าว
หัวใจที่เต้นสั่นระรัวจนไม่เป็นจังหวะจนบางทีมันอาจสลายลงดื้อๆ
หากสิ่งที่เขากลัวเป็นจริง...
“คยูฮยอน...ตั้งสติก่อน
ได้ยินพี่ไหม...ตั้งสติ!”
พี่ชายต่างมารดาพยายามฉุดตัวเขาให้ออกจากการทุบประตู
ไม่นานนักทหารรักษาพระองค์และคนอื่นๆ จึงตามมาสมทบ
คยูฮยอนพยายามห้ามไม่ให้ตนร้องไห้ขณะที่บานประตูนั่นเปิดออก...
กองเลือดมากมายบนพื้นพรม
ทว่า...
คนที่กำลังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดกลับเป็น...
นายกปาร์ค อุนซู!
ไหล่ขวาของชายกลางคนที่คิดทรยศบ้านเมืองถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บ
ส่วน...องค์รัชทายาทชีวอน ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น คยูฮยอนรู้สึกเหมือนโลกของเขามันหยุดหมุน
มองเห็นเจ้าของอกแกร่งที่เดินเข้ามากอดปลอบประโลมเขาราวกับปลอบเด็กเล็กๆ
ก็ไม่ปาน...
“ไม่มีอะไรแล้ว
หยุดร้องไห้เถอะนะ...”
จนรอดจนรอด...กว่าคยูฮยอนจะสงบสติอารมณ์ลงได้ก็หลังจากพาตัวนายกปาร์คและคณะส่งตำรวจด้วยการควบคุมตัวอย่างแน่นหนาไปแล้ว
โจ คยูฮยอนไม่อยากเชื่อว่าเขาจะถูกใครหลายๆ คนหลอกเรื่องนี้
ความจริง...แผนที่ว่าคิดไว้เพื่อตลบหลังนายกปาร์ค อุนซู
แต่เพราะเขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับแผนตั้งแต่แรกถึงได้ไม่ทราบว่าการยึดพระราชวังเป็นเพียงสถานการณ์หลอกล่อที่คิดไว้อย่างรอบคอบมาแล้วต่างหาก
ทหารที่ทำทีเป็นร่วมมือกับนายกปาร์ค
ล้วนแต่เป็นกองกำลังของพยองอันและทหารจากหน่วยรบพิเศษทั้งนั้น การจะจับคนโลภ
จำเป็นต้องให้คนโลภเข้าใกล้เป้าหมายที่สุดก่อน จึงจะทำให้เห็นว่าแท้จริง
อำนาจที่หอมหวานและเฝ้ารอ เป็นเพียงอากาศธาตุอันแสนว่างเปล่า
อาจเรียกได้ว่า...นี่เป็นแผนจับผู้ร้ายที่ซับซ้อนและหลอกให้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เช่นเขาหัวใจแทบหยุดเต้น
“ก็เพราะสิ่งที่เธอขอร้องดงกันเอาไว้
มันทำให้ฉันไม่สบายใจเอาซะเลยน่ะสิ...
ถึงได้ต้องซ้อนแผนให้เธอคิดว่านี่เป็นสถานการณ์ยึดวังจริง”
เขาว่าพลางวางคางลงบนไหล่ลาดของร่างโปร่ง
ศาลาริมน้ำภายในพระราชวังทั้งยังมีบรรยากาศยามเย็นสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดซึ่งสะสมมานานโขให้หายไปกับสายลมที่พัดผ่าน
ชายหนุ่มกอดกระชับอีกคนไว้แนบกายมากขึ้น
พร้อมกับนึกถึงวันที่ดงกันเล่าว่าคยูฮยอนเคยขอร้องด้วยลักษณะคำพูดพร้อมสละชีวิตเพื่อเขาทำนองนั้น
มันสร้างความไม่สบายใจ
และเขาก็ทราบว่าคนอย่างคยูฮยอนพร้อมทำทุกอย่างโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด
“แต่การที่ไม่ยอมบอกผมเรื่องแผนนี้เลยมันทำให้ผมรู้สึกน้อยใจยิ่งกว่าเดิมซะอีก”
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างใจคิด เขาออกจะโกรธอีกคนเสียด้วยซ้ำที่ต้มกันซะเปื่อย
“ไม่เอาหน่า...มันผ่านมาแล้ว
ฉันทำลงไปก็เพื่อความปลอดภัยของเธอ ถ้าให้เธอต้องเสี่ยง...ฉันไม่ยอมให้อภัยตัวเองหรอก”
“ก็ได้...ผมจะพยายามเข้าใจ”
“อย่าทำหน้าตึงนักสิ...ไม่น่ารักเลยนะ
จะบอกให้...” แกล้งกระเซ้าเหย้าแหย่ด้วยการหยิกแก้มนิ่มเบาๆ ระคนเอ็นดู
ใบหน้าขาวจัดไม่ยอมแย้มยิ้มเลยสักนิด ร้อนถึงเขาต้องพยายามหว่านล้อมทั้งหอม
ทั้งกอดอยู่นาน จนดูเหมือนสิ่งล้ำค่าจากพยองอันคงยอมใจอ่อนเข้าแล้ว
คยูฮยอนขยับตัวหันมาแตะริมฝีปากที่ข้างมุมปากเขาเบาๆ กระซิบบอกรักหยอกเย้าแต่พอเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จที่ผ่านเรื่องราวบทพิสูจน์มากมาย
คนทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบเสมือนเป็นตัวสื่อสารความรู้สึกระหว่างกัน...
ให้ใจและกายได้พักผ่อน
หลังจากผ่านวันแห่งความเหนื่อยยาก
พวกเขาเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคงรออยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม...
ความวุ่นวายทางการเมืองในเกาหลีค่อยๆ
คลี่คลายลงอย่างสงบ บรรยากาศในประเทศกำลังเข้าที่เข้าทาง
อาการประชวรขององค์ราชาแทซันก็ยิ่งดีวันดีคืนขึ้นเช่นกัน ปัญหาต่างๆ
นั้นจบลงได้ด้วยปฏิภาณไหวพริบขององค์รัชทายาทชีวอนและหลายๆ
ฝ่ายที่เข้าร่วมกันหารือกันอย่างทุ่มเท
ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ตีข่าวความรู้สึกของประชาชนต่อองค์รัชทายาทหนุ่มในแง่ดีทั้งสิ้น
อาจกล่าวได้ว่าคนทั้งประเทศกำลังหลงรักองค์ชายหนุ่มรูปหล่อและมากความสามารถอย่างแท้จริง
ทว่า...ว่าที่กษัตริย์กลับทำให้คนทั้งประเทศช็อคโดยการประกาศไม่รับตำแหน่งกษัตริย์องค์ถัดไปจากองค์ราชาแทซัน
ด้วยเหตุนี้...สื่อมวลชนจึงพากันตั้งคำถามต่อการตัดสินใจอันเด็ดขาด
บ้างก็ว่าเป็นเพราะองค์ชายคนโตแห่งชเวทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
บ้างก็ว่าพระองค์ต้องการมีชีวิตดั่งเช่นสามัญชนทั่วไป
หลากหลายข่าวลือแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก...องค์ชายชีวอนจึงจำต้องออกมาเป็นแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ
“ผมไม่ได้ละทิ้งประชาชนครับ
แต่ผมรู้สึกว่าการเป็นกษัตริย์นั่นยิ่งใหญ่เกินไป ผมยังทำงานหนักต่อไปเพียงแค่...อยากใกล้ชิดประชาชนให้มากขึ้น
และการตัดสินใจครั้งนี้องค์ราชาแทซันรับทราบดีครับ
ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าผมยังรักและเคารพแผ่นดินเกิดของผมเสมอ”
เมื่อถูกถามว่าใครคือกษัตริย์องค์ต่อไป
ชายหนุ่มจึงได้แต่ตอบอย่างรักษาท่าทีว่าขอให้รอเวลา และประกาศจากพระราชสำนัก...
ผ่านไปราว 6 เดือน องค์ราชาแทซันได้ประกาศชื่อของกษัตริย์พระองค์ใหม่นั่นคือ
องค์ชายจินฮยอก ผู้เป็นอนุชาในสายกำเนิดเดียวกัน และจะมีพิธีราชภิเษกในอีกไม่นานนี้
ชื่อขององค์ชายจินฮยอกเป็นที่กล่าวถึงไปทั่ว
กระนั้นก็ไร้ซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
องค์ชายจินฮยอกได้ทำหน้าที่แทนองค์ราชาแทซันอยู่หลายต่อหลายเรื่อง หลายปีก่อนชายหนุ่มเคยคิดตั้งใจจะสละยศถาบรรดาศักดิ์
หากเมื่อถึงเวลาต้องทำหน้าที่... เขาจึงไม่อาจปฏิเสธภาระอันยิ่งใหญ่ได้
พร้อมกันนั่นภรรยาขององค์ชาย นั่นคือ ฮวัง มิยองจึงจะขึ้นเป็นองค์ราชินีองค์ใหม่หลังจากตำแหน่งนี้ว่างเว้นมานับ
15 ปี
การปกครองในประเทศเกาหลีเป็นไปอย่างยุติธรรมและสันติ
ประเทศราชไม่ขึ้นกับโซลอีกต่อไป รวมไปถึงการยกเลิกซึ่งการถวายเครื่องบรรณาการ
เมืองต่างๆ สามารถปกครองตนเองได้อย่างอิสระ
ทว่าจะต้องยึดถือในสนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องการไม่รุกล้ำอำนาจแต่กันและกันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
อาจเรียกได้ว่า...เกาหลีในเวลานี้ สงบสุขยิ่งกว่าช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อฤดูกาลเคลื่อนเปลี่ยนไปเกือบ 2 ปี เกาะพยองอันเปิดต้อนรับการกลับมาของชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อีกครั้ง
หากแต่หนนี้...เขาไม่มีตำแหน่งองค์รัชทายาทติดตัวมาด้วย
นอกจากหัวใจอันพองโตซึ่งพร้อมจะเป็น... ลูกเขยของบ้านท่านผู้นำพยองอัน อย่างเป็นทางการในวันนี้
ชุดฮันบกสีน้ำตาลสลับทองดูทรงสง่าเมื่อมันอยู่บนเรือนร่างอันสมส่วนของเขา ชเว
ชีวอนรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งได้ใส่ชุดฮันบกฝีมือคุณนายใหญ่ของบ้านพยองอันเป็นครั้งแรก
แต่เป็นเพราะ...พิธีแต่งงานเล็กๆ ตรงหน้านี้ต่างหาก
บ้านทรงโบราณมีแขกเหรื่อเพียงไม่มาก
นอกจากครอบครัว และคนสนิทแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการเชื้อเชิญใครมาเป็นสักชีพยานร่วมด้วยอีก
น่าเสียดายที่องค์ราชาจินฮยอกและองค์ราชินีมิยองติดภารกิจอยู่ ณ ต่างประเทศ
เขาและเธอจึงทำได้เพียงส่งแขกคนพิเศษมาร่วมด้วย นั่นคือองค์โอรสเฮนรี่
ที่บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัย 4 ขวบช่างจ้อ ทั้งนี้ชเว แทซัน องค์ราชาคนเก่าไม่ได้มาร่วมงานด้วย
เพียงแค่ส่งลูกชาย อย่างองค์ชายเล็กซูโฮมาช่วยงานอีกคน
“ตื่นเต้นละสิ
นี่กลัวพ่อตาหรือครับ เอ๊ะ! หรือกลัวพี่ชายพี่คยูฮยอน
เหงื่องี้แตกพลั่กๆ” คนเป็นน้องแซวพี่ชายพลางกลั้วหัวเราะเบาๆ
ซูโฮเหลือบมองใบหน้าคมดุของอี ดงกันแล้วก็ได้แต่สวดภาวนาให้พี่ชายตัวดีรอดพ้นภัย
เวลานี้ อี
ดงกันก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมันตรีคนใหม่จากการเลือกตั้งของเกาหลีเรียบร้อยแล้ว...
แน่นอนว่าอำนาจย่อมมีมากกว่าชายหนุ่มซึ่งยอมลดศักดิ์ตนเองอย่างชเว ชีวอนเป็นแน่!
“พี่ไม่เคยกลัวหมอนั่นหรอกหน่า...”
เขาตอบขณะที่น้องชายช่วยจัดชุดฮันบกให้เรียบร้อยก่อนพิธีจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า...
ทางด้าน โจ คยูฮยอน
เขาอยู่ในชุดฮันบกที่ตนคุ้นเคย
ต่างไปแค่สีที่ดูสดใสกว่าทุกชุดที่เคยสวม...คุณแม่ของเขาอยู่ข้างๆ
เสมอในขณะที่กำลังแต่งตัว โดยมีพี่สะใภ้สาวเป็นลูกมือ เธอที่เพิ่งจะตกลงปลงใจแต่งงานกับพี่ชายของเขาไปเมื่อสองเดือนก่อน
ซานดาร่าและดงกันจู่ๆ กลับคบหาดูใจกันอย่างรวดเร็วเสียจนไม่น่าเชื่อ
ภาพคู่กัดที่ว่าหายวับไปกับตา บางทีอาจต้องโทษโชคชะตากระมังที่เล่นตลกกันเหลือเกิน
“เรียบร้อยแล้วจ้ะ” โจ
ยอนฮวามองลูกชายของเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ระหว่างนั้นเธอโอบกอดลูกชายอีกครั้ง การเห็นหนุ่มน้อยตรงหน้ามีความสุข...จึงเปรียบเสมือนของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่หล่อนได้เชยชม
“พิธีกำลังจะเริ่มแล้ว...
พวกเราไปกันเถอะค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวจะเสียฤกษ์ แถมเจ้าบ่าวจะรอจนใจขาดเสียก่อน”
ซานดาร่าว่ายิ้มๆ เธอเดินนำสองแม่ลูกออกจากห้องแต่งตัว ก้าวเดินไปตามโถงทางเดิน...ห้องจัดพิธีอยู่ไม่ห่างกันนัก
ทุกคนต่างเฝ้ารอการแต่งงานของพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ
ไม่ต่างจากชายหนุ่มที่มือเย็นเฉียบในทันทีครั้นมองเห็นเจ้าของใบหน้าน่ารักในชุดฮันบกซึ่งขับผิวพรรณเช่นนี้
เขารอจนคยูฮยอนเยื้องก้าวช้าๆ มาอยู่ในตำแหน่งตรงหน้าเขา
โจ คยูฮยอนของเขา
งดงามยิ่งกว่าท้องทะเลแห่งพยองอันเสียอีก
พิธีอันศักดิ์สิทธิ์เริ่มขึ้นท่ามกลางความสุขที่ลอยอบอวลดั่งกลิ่นดอกไม้ที่ประดับตามมุมต่างๆ
ทุกคำพูดสาบานเปรียบได้ดั่งคำสัญญาชั่วชีวิต
ทุกคำอวยพรเปรียบได้เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงชโลมใจ และทุกๆ วินาทีที่ดำเนิน...มันจะเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของคนสองคนให้ระลึกถึงทุกอุปสรรคที่เผชิญ
สายใยความรักที่เริ่มถักทอจากความไม่เข้าใจเกี่ยวโยงยึดมั่นจนไม่อาจพรากจาก
บัดนี้...ความรักกำลังเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...
หากมันไม่ได้มาจากการบังคับเพื่อได้ซึ่งเครื่องบรรณาการถูกใจ
แต่เป็นรักที่เกิดจากการได้มีสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตเพื่อรักษาไว้อย่างมั่นคงด้วยศรัทธาที่เปี่ยมล้น
ขอจงศรัทธาในความรัก เมื่อนั้น...
ความรักจะเข้ามาทักทายคุณ
บทส่งท้าย
“อย่าเพิ่งลืมตา...”
“ผมก็ยังไม่ได้ลืมตาสักหน่อย”
“นับหนึ่งถึงสามในใจแล้วลืมตานะ”
“...ทำไมต้องทำให้ตื่นเต้นอยู่เรื่อยเลย”
“เอาละ หนึ่ง สอง
สาม...เซอร์ไพรส์!!”
แรกเมื่อลืมตา...บ้านไม้ริมชายหาดพยองอันหลังเล็กๆ
ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหลังเกาะคือสิ่งที่คยูฮยอนเห็น
บริเวณนี้เป็นเขตพื้นที่ส่วนตัวของทางครอบครัว
พ่อของคยูฮยอนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ แปลกใจไม่น้อยที่ชีวอนสามารถขอร้องให้ได้ที่ดินที่คุณพ่อหวงแหน
บ้านสีขาวสลับฟ้าสะอาดตากลับไม่ได้สร้างความฉงนใจได้เท่ารูปภาพเหมือนสีน้ำมันซึ่งตั้งโชว์อยู่ภายในหลายต่อหลายรูป
ส่วนมากคือรูปของโจ คยูฮยอนในหลากหลายอิริยาบถ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีภาพวาดปริศนาที่เขาเคยโมโหชเว
ชีวอนจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อครั้งเจอมันที่แกลอรี่ภายในพระราชวัง...
...ภาพนกพิราบสีขาวเกาะอยู่บนกิ่งไม้
นกเจ้ากรรมเหม่อมองไปยังท้องทะเลสีคราม...
คยูฮยอนเคยสงสัยว่านกพิราบอาจหมายถึงตัวเขา
ทว่า...เมื่อลองพิจารณาภาพนี้อีกครั้ง เจ้าของร่างโปร่งกลับพบว่า
นกพิราบตัวนี้อาจเป็นตัวแทนของชเว ชีวอน ที่ต้องการหลุดออกจากยศถาบรรดาศักดิ์
ดั่งเช่นนกพิราบซึ่งโหยหาการบินออกสู่ทะเลอันกว้างขวางเพื่อค้นหาความสุขในชีวิตที่แท้จริง
“ยังมีอีกรูปนะคยูฮยอนนา...”
ไม่ทันจะได้ทักท้วงภาพเจ้าพิราบให้หายข้องใจ คยูฮยอนกลับถูกอดีตองค์รัชทายาทดึงตัวมาอยู่เบื้องหน้ารูปวาดอีกภาพ
มันมีผ้าสีขาวปกคลุมไว้ราวกับรอให้เขาเป็นผู้เผยโฉมมันเป็นคนแรก สายตาพยักพเยิดของชายหนุ่มเร่งเร้าให้เขาเอื้อมมือไปกระตุกผ้านั่นลงจนพบว่าเบื้องหลังมันคือภาพสีน้ำมัน...ภาพของเขาในชุดฮันบกสีน้ำตาลสุภาพนั่งอยู่ปลายเตียงภายในเรือนรับรอง
ผ้าม่านประดับเตียงบิดพลิ้ว แสงแดดในยามเย็น
ทุกองค์ประกอบคือภาพความทรงจำที่ถูกบันทึกอยู่ในหัวสมอง
วันแรกสู่การเป็นเครื่องบรรณาการ ทว่ามันคือวันแรกที่คยูฮยอนได้พบว่า ดวงตาของชเว
ชีวอนทำให้หัวใจดวงนี้เต้นระส่ำอย่างไม่ทราบสาเหตุ...
“ภาพแรกที่พบเธอในเรือนรับรอง
มันติดอยู่ในความทรงจำของฉัน แถมมันทำให้ฉันงุ่นง่านจนต้องวาดมันออกมาในคืนนั้น
ในทุกๆ วันฉันจะกลับมาพิจารณารูปนี้...ค้นหาคำตอบว่าทำไม... ฉันถึงสนใจในตัวเธอ
กระทั่ง...ทุกๆ อย่างมันชัดเจนว่า หัวใจมันสั่งให้ทำออกไปแบบนั้น...
เธอทำให้ฉันรู้ว่า รักแรกพบ มันมีอยู่จริง”
คยูฮยอนไม่ทราบว่าตนควรพูดอะไรออกไป
นอกจากขยับตัวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มพร้อมกับวาดแขนโอบกอดร่างอบอุ่นเป็นคำขอบคุณ
บางที...หากชีวิตเขาไม่ได้พบเจอกับผู้ชายคนนี้
ความรักสำหรับเขามันคงเป็นสิ่งน่าเบื่อ และวนเวียนซ้ำจนจบลงที่ความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียก
ขอบคุณพระเจ้าและโชคชะตาเหลือเกินที่ดลบัลดาลเส้นทางชีวิตอันแสนพิศวง
“คุณเองก็ทำให้ผมรู้ว่า...
คู่ชีวิต มันคืออะไรเหมือนกันครับ... ผมรักคุณนะ ความรักของผม”
The End
Talk*
ใจหายจังเลย... แต่ต้องบอกว่า โล่งอกมากๆ ที่เข็นเรื่องนี้มาจนจบสักที
ขอบคุณมากๆ ที่ผู้อ่านทุกคนอ่านมาจนถึงบรรทัดจบของฟิคเรื่องนี้ ขอบคุณที่ยังรอจะอ่านตอนจบอยู่
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ฮรือ TwT ความพยายามอันยาวนานจบลงที่คำว่า
the end แล้วจริงๆ #ร้องไห้แปบบบ ในตอนจบนี้จะยินดีมากๆ
หากผู้อ่านคอมเม้นท์ส่งท้ายองค์รัชและบรรณาการคยูสักหน่อย 5555 ไม่มีอะไรจะพูดแล้วค่ะ... นอกจากคำว่า ขอบคุณค่ะ ^^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)