วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Heaven Ivy. chapter -14.1- อาทิตย์เคียงจันทร์

-14.1-
           
            ว่ากันว่า...คนเรามักมองข้ามในสิ่งที่ใกล้ตัวเสมอ องค์รัชทายาทชีวอนประจักษ์แท้แก่ใจในวันนี้
“คนที่วางยาท่านพ่อ...คือแม่นมยองจาครับ”
น้ำเสียงขององค์ชายเล็กซูโฮสั่นเครือ และยังอยู่ในสภาวะราวกับไม่เชื่อว่าเรื่องราวทุกอย่างที่ตนได้พบนั่นเป็นความจริง ไม่ต่างจากชายหนุ่มผู้มีฐานะเป็นถึงว่าที่กษัตริย์ เขาทั้งคู่ต่างเติบโตโดยมีหญิงชราผู้นี้คอยเลี้ยงดู หากจะเปรียบ แม่นมยองจาจึงเป็นดั่งคนในครอบครัวของพวกเขา คำถามมากมายประดังประเดเข้ามาในหัวสมองว่าเหตุใด...เหตุการณ์ถึงได้กลับตาลปัตร
“แน่ใจแล้วหรือซูโฮ...” ชีวอนถามย้ำ แต่เมื่อสบตาน้องชายเขาพบว่าซูโฮไม่มีวันโกหก เด็กคนนี้ฉลาดเฉลียวและช่างสังเกต การที่องค์ชายคนเล็กแห่งชเวนึกระแคะระคายสิ่งใดจวบจนเมื่ออนุมานคำตอบด้วยตนเองโดยไม่เกรงกลัว มันมากพอที่จะทำให้เขาปักใจเชื่อ แม้ด้านหนึ่งของจิตใจจะยังคงตั้งกำแพงบางๆ เพื่อปกป้องบุคคลที่เขารักและเทิดทูนก็ตาม
“ทีแรก...ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงด้วยซ้ำ ยิ่งผมพยายามคิดว่ามันไม่ใช่ ความจริงกลับยิ่งปรากฏชัด พักหลังๆ ผมลองสังเกตพฤติกรรมของข้ารับใช้ใกล้ตัวท่านพ่อ แม้แต่พฤติกรรมของท่านพ่อเอง ผมเห็นว่าหนทางเดียวที่จะสามารถวางยาท่านพ่อได้ นั่นคือ...ชาที่ท่านพ่ออ้างว่าต้องดื่มมันทุกวัน”
“ชา?” เขานึกย้อนไปถึงวันที่ผู้ช่วยอย่าง คัง มินฮยอกนำผลตรวจร่างกายขององค์ราชาแทซันมารายงานแก่เขา ว่าร่างกายของบิดาได้รับสารพิษจากพืชสมุนไพรมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งล้มป่วยหนัก และหากเขาจำไม่ผิด...แม่นมยองจานั่นมีความรู้เรื่องเหล่านี้มาทีเดียว แต่ชายหนุ่มกลับไม่เคยคิดจะสงสัยหรือเพ่งเล็งไปยังหญิงชราผู้นี้เลย
            “ไม่มีใครในวังที่ดื่มชานอกจากท่านพ่อ นี่จึงเป็นการวางยาที่ง่ายและเรากลับมองข้ามไปได้อย่างน่าเจ็บใจ ผมเข้าไปตรวจสอบที่ครัวของพระราชวัง...ถึงในครัวจะไม่มีสมุนไพรน่าสงสัย มีเพียงใบชาธรรมดาๆ แต่กลิ่นมันไม่ใช่กลิ่นชาที่ท่านพ่อดื่มทุกวัน แน่นอนว่าหลักฐานไม่ได้อยู่ในห้องครัว แต่กลิ่นหอมๆ ที่ว่า...ผมกลับเคยได้กลิ่นนี้มาจากตัวแม่นมยองจาครับ”
            “...ทำไมพี่ไม่เคยสงสัยทั้งที่ความจริงมันรายล้อมอยู่รอบกายขนาดนี้” องค์รัชทายาทผู้เคยเข้มแข็งหนักหนายอมรับโดยดุษณี เด็กชายถอนหายใจแผ่วเบาขณะเล่าเรื่องทุกอย่างต่อ
            “ยิ่งเราอยู่ใกล้สิครับ เรายิ่งมองมันไม่เห็น และที่สำคัญมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่สมุนไพรซึ่งเป็นพิษต่อท่านพ่อจะถูกนำไปแปรรูปให้เป็นผงละเอียด คล้ายแป้งและเพียงแค่ผสมผงพวกนี้ในชาปกติมันก็จะกลายสภาพเป็นยาพิษที่ออกฤทธิ์ได้อย่างร้ายกาจ พี่ชีวอนยังไม่ต้องเชื่อผมในตอนนี้ก็ได้นะครับ แต่ผมไตร่ตรองมันออกมาอย่างดีแล้ว ถึงได้กล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับพี่ชีวอนเป็นคนแรก”
            “ยังไงซะ... เราเองก็ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้กับใคร เวลานี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น พี่เป็นห่วงเรา เข้าใจใช่ไหม?” กำชับเสียงหนักแน่นทั้งยังบีบเบาๆ ที่หัวไหล่ของเด็กชาย โชคดีที่หน้าตำหนักนวลจันทร์มีเพียงพวกเขายืนพูดคุยกันตามลำพัง และถึงแม้จะมีข้ารับใช้วนเวียนคอยสอดส่องพฤติกรรมของพวกเขาตามคำสั่งขององค์ราชาแทซัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะแอบฟังบทสนทนาระหว่างองค์ชายทั้งสองแห่งราชวงศ์ชเว
            “ครับ ผมเข้าใจ”
หลังทำความเข้าใจและตกลงว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่ควรให้ใครต่อใครทราบ พวกเขาก็กลับมาสนใจกับการค้นหาห้องใต้เดินภายในตำหนักนวลจันทร์ที่อาจเป็นที่กักขังตัวของ โจ คยูฮยอน ทั้งองค์รัชทายาทชีวอนและองค์ชายเล็กซูโฮต้องฝ่าด่านของทหารรักษาพระองค์สองนายที่ได้รับคำสั่งจากองค์ราชาแทซันเพื่อเฝ้าตำหนักแห่งนี้ไว้ เดาไม่ผิดว่าทหารผู้คอยคุ้มกันดูแลต้องเข้ามาขัดขวางตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบตำหนักร้างอันแสนเงียบเชียบ
            “เกรงว่าองค์ชายทั้งสองจะเข้าไปไม่ได้” ถ้อยเสียงห้าวประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน แต่มีหรือที่องค์รัชทายาทชีวอนจะกริ่งเกรง
            “ทำไมเราจึงเข้าไปไม่ได้”
            “เป็นคำสั่งจากองค์ราชาแทซัน กระหม่อมมีความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตาม”
            “นั่นก็แสดงว่าคนของเราถูกซ่อนไว้ที่นี่” จากรูปการทั้งหมด ชายหนุ่มทราบเป็นแน่ชัดแล้วว่าคยูฮยอนจะต้องอยู่ภายในตำหนักนวลจันทร์ ทว่าการที่ทหารทั้งสองนายพยายามเล่นแง่กับเขาอยู่เช่นนี้ รังแต่จะยิ่งทำให้อารมณ์เกรี้ยวโกรธซึ่งอุตส่าห์มอดดับไปแล้วให้กลับขึ้นมาคุกรุ่นอีกครา
            “ให้องค์ชายทั้งสองเข้าไปเถอะ เวลานี้องค์ราชาแทซันได้ทรงอนุญาตแล้ว” ขณะที่พวกเขาคิดหนทางในการเจรจากับทหารรักษาพระองค์ทั้งสอง แม่นมยองจากลับปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งแม่น้ำไหลเอื่อยเช่นเคย ต่างไปที่หนนี้สองพี่น้ององค์ชายแห่งชเวไม่อาจคาดเดาสิ่งใดได้จากหญิงชราผู้เฝ้าเลี้ยงเขามาตั้งแต่เยาว์วัยได้เลย
            “องค์ราชาแทซันรับสั่งมาเช่นนั้นจริงๆ น่ะหรือ?” ทหารหนึ่งในนั้นถามกลับอย่างไม่เชื่อ แต่เมื่อแม่นมยองจาพยักหน้ารับช้าๆ ด้วยกิริยาน่าเคารพ ทหารทั้งสองนายจึงจำต้องหลีกทางและปล่อยให้ทั้งองค์รัชทายาทชีวอนและองค์ชายเล็กซูโฮเข้าไปภายในตำหนักนวลจันทร์ แม้แม่นมยองจาจะก้าวเข้ามาช่วยพวกเขาในสถานการณ์ยากเย็นเมื่อครู่ หากแต่ความสงสัยเคลือบแคลงก็ไม่อาจสลัดออกไปได้จากจิตใจ
            “ห้องใต้ดินภายในตำหนักนวลจันทร์ต้องเดินเข้าไปยังห้องโถง เมื่อไปถึงองค์ชายจะเห็นพรมเก่าๆ วางราบกลางห้องแต่เมื่อเปิดมันขึ้นจะเห็นประตูห้องใต้ดิน คุณคยูฮยอนถูกขังอยู่ที่นั่น” คำบอกเล่าจากปากของแม่นมยองจาส่งผลให้ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าลง พลางหันกลับมาสบตาเจ้าของเส้นผมสีดอกเลา
            “แม่นมยองจารู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่าคยูฮยอนถูกซ่อนไว้ที่ตำหนักแห่งนี้ แต่ไม่ยอมบอกผม” กดน้ำเสียงถามโดยไม่รู้ตัวเลยว่าแววตาวาวโรจน์ไปด้วยความขุ่นเคือง บางสิ่งบางอย่างในตอนนี้ องค์รัชทายาทชีวอนไม่อาจทราบว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาได้พบได้เจออยู่ทุกวันมันมีเรื่องโกหกปะปนกันไปมากน้อยเพียงใด หากแม่นมคนสนิทยังกล้าโกหกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ลงคอ คนในวังแห่งนี้ยังพอมีใครให้เขาไว้วางใจได้อีกกัน!
            “หม่อมฉันไม่อาจขัดคำสั่งองค์ราชาแทซันได้”
            “แต่อย่างน้อยแม่นมก็ไม่ควรปล่อยให้คยูฮยอนต้องถูกขังอยู่ที่ใต้ดินทั้งที่เขาไม่ผิดอะไร!” เผลอตวาดลั่นเสียจนผู้เป็นน้องต้องวางมือแตะที่หัวไหล่เพื่อปรามอารมณ์อันฉุนเฉียวให้สงบลง
            “พี่ชีวอน...พอเถอะครับ เราควรเข้าไปหาพี่คยูฮยอนก่อน ส่วนเรื่องอื่นไว้ค่อยว่ากันต่อ”  
            “ทุกอย่างที่หม่อมฉันทำลงไปย่อมมีเหตุผล หวังว่าองค์ชายจะเข้าพระทัย”
เขารู้สึกได้ว่าคำพูดของแม่นมคนสนิทมีนัยยะแฝงที่สอดแทรกอยู่ภายในรูปประโยคธรรมดาๆ ทั้งที่อยากจะโพล่งถามทุกความข้องใจ แต่ดูเหมือนเขาคงไม่อาจตั้งรับมันได้ทัน วินาทีนี้ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงผ่อนลมหายใจเพื่อคลายความโกรธขึงก่อนจะสาวเท้าเร็วๆ ไปยังตำแหน่งที่หญิงชราแจงว่าที่นั่นคือที่กักขังคนในปกครอง
            ภายในห้องโถงของตำหนักนวลจันทร์ไม่ได้เปิดต้อนรับใครมานาน ตัวห้องจึงได้จับไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ องค์ชายทั้งสองต่างนึกย้อนไปถึงเมื่อสภาพตำหนักแห่งนี้ยังคงเป็นที่อาศัยของเหล่านางสนม และเปิดรับรองการเสพสมอย่างโจ่งแจ้ง ที่นี่คงรุ่งเรืองหากทว่าคงเต็มไปด้วยเรื่องคาวโลกีย์ องค์รัชทายาทชีวอนปวดร้าวในหัวใจครั้นเมื่อนึกถึงความพยายามของผู้เป็นบิดาซึ่งสร้างกลอุบายอันแสนแยบยลเพื่อตอกย้ำให้โจ คยูฮยอนเป็นเพียงเครื่องบรรณาการมนุษย์ไร้ค่า สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสมกับสิ่งล่ำค่าจากพยองอันเลยสักนิด
            “นั่นไงครับ พรมที่แม่นมยองจาพูดถึง”
ซูโฮชี้นิ้วไปที่พรมเก่าๆ กลางห้องโถง ไม่จำเป็นต้องคิดตรึกตรองให้เสียเวลา ชีวอนคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นพลางจับปลายพรมและเลื่อนมันไปให้พ้นทางก่อนจะพบว่าใต้พื้นพรมเปรอะฝุ่นมีประตูไม้กลไกธรรมดาที่สามารถเปิดออกได้ด้วยแรงปกติแม้จะฝืดไปบ้างเพราะความเก่าไม่ได้รับการดูแล ครั้นมองลงไปพวกเขาเห็นขั้นบันไดที่ต่อลงไปสู่ชั้นใต้ดิน สององค์ชายแห่งชเวก้าวลงไปตามบันไดที่ว่าอย่างระมัดระวังทั้งที่ความจริงแล้ว...พวกเขาอยากจะถลาตัวลงไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด กลิ่นอับของชั้นใต้ดินชัดเจนยิ่งขึ้น มันทำให้การหายใจนั่นลำบากไปด้วย รวมไปถึงบรรยากาศเงียบเชียบชวนวังเวง โชคดีที่ห้องใต้ดินไม่ได้สร้างไว้เพื่อเป็นเขาวงกต ฉะนั้นเจ้าของร่างสูงจึงพบกับประตูเหล็กขนาดใหญ่และกลอนที่มีเพียงแค่แม่กุญแจคล้องไว้หลวมๆ ราวกับไม่ตั้งใจขังใครอีกคนไว้ตลอดกาล
แต่เพียงแค่แกล้งทรมานหัวใจองค์รัชทายาทให้เกือบแตกสลายก็เท่านั้น!
            องค์ชายชีวอนสืบเท้าไปยังหน้าประตูเจ้ากรรมก่อนจะปลดล็อคแม่กุญแจสนิมเขรอะ ออกแรงเพียงไม่มากประตูหนักๆ ถูกเปิดออกพร้อมกับเผยให้เห็นห้องลับใต้ดินที่มองดูแล้วยิ่งสร้างอารมณ์ขุ่นเคือง ปั่นป่วนโทสะให้ถาโถมยิ่งกว่าคราไหนๆ ที่นี่ไม่เหมาะกับสิ่งล้ำค่าจากพยองอัน ไม่ควรเป็นที่ที่โจ คยูฮยอนต้องถูกกักขัง อิสรภาพของคนเราไม่ควรถูกกลั่นแกล้งไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม!
เรียวตาคู่คมกวาดไปโดยรอบถึงได้พบเด็กหนุ่มนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง พร้อมใบหน้าอิดโรยไม่ต่างอะไรไปจากลูกแมวหลงทางคงเพราะความอ่อนเพลียและไม่ยอมแตะสำรับอาหารข้างๆ ตัว มันไม่ได้พร่องลงไปเลย คยูฮยอนไม่ยอมกินอะไรแต่กลับอดทนรอเพื่อให้เขาตามหาจนเจอ... นัยน์ตากลมโตนั่นแปรเปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็นแววประกายแห่งสุขในทันใด โดยไม่ต้องพูดจาเขาคว้าร่างนั้นเขามากอดไว้แนบอกพลางกระซิบพร่ำขอโทษแผ่วเบา
“ฉันขอโทษ...ขอโทษจริงๆ ที่ดูแลเธอไม่ดีพอ”
“อย่าพูดแบบนั้นเลย กระหม่อมเองที่ไม่ระวังตัว” เด็กหนุ่มลูบฝ่ามือไปตามแผ่นหลังกว้าง รับรู้ได้ว่าอีกคนนั้นก็ทรมานไม่ต่างกัน คยูฮยอนทราบดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาไม่ตอนนี้มันอาจไม่จบเพียงแค่ห้องขังใต้ดิน การที่เขาถูกคนในวังทำร้ายถึงขั้นสลบแล้วพาตัวมากักขังมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา แม้อย่างน้อยพระเจ้ายังใจดีนำพาชายหนุ่มกลับมาพบเขาอีกครั้ง ทว่านี่มันไม่มีหลักประกันอะไรวัดความแน่นอนของโชคชะตาระหว่างโจ คยูฮยอนและองค์รัชทายาทชีวอนได้เลย
“ยังไงฉันก็ไม่อยากให้อภัยตัวเองอยู่ดี” คนหัวดื้อยังโทษตัวเองไม่เลิกพลางซบหน้าที่หัวไหล่ของเขา คราวนี้ร่างโปร่งเพียงแค่ขยับตัวเพื่อให้อีกคนคลายกอด เรียวปากเผยยิ้มบางหวังจะช่วยให้องค์ชายตรงหน้าได้ใจเย็นลง
“กระหม่อมไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ ถ้าจะให้ดี...เราทั้งหมดก็ควรออกไปจากที่นี่ดีกว่า” คยูฮยอนเอ่ยไปอย่างที่รู้สึก การติดอยู่ห้องใต้ดินหนึ่งคืนมันไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยสักเท่าไหร่เลยจริงๆ
“ใช่แล้วครับพี่ชีวอน เราออกไปเถอะ...ห้องใต้ดินอากาศไม่ถ่ายเทเลยสักนิด” องค์ชายเล็กซูโฮเสริมขึ้นบ้าง ยิ่งมองไปโดยรอบเขายิ่งจินตนาการถึงภาพในอดีตเมื่อยามสนมบรรณาการถูกขังกักให้ตายอย่างน่าเวทนา หากต้องอยู่ภายในห้องอับแสงอีกสักนาที ซูโฮคงได้อาเจียนอาหารเช้าออกมาจนหมดกระเพาะ
พวกเขาลาจากตำหนักนวลจันทร์และไม่หวังจะหวนไปเหยียบเป็นครั้งที่สอง ด้านองค์ชายคนเล็กต้องเข้าเรียนกับครูพิเศษต่อเพื่อเตรียมการสอบวัดผลในวันรุ่งขึ้น ส่วนองค์รัชทายาทชีวอนและคยูฮยอนกลับไปยังตำหนักรอง ชายหนุ่มปล่อยให้คนในปกครองได้อาบน้ำล้างตัวที่มอมแมมจากการนอนขลุกอยู่กับพื้นห้องใต้ดิน ความจริงแล้ว... ภายในใจของเขากำลังร้อนรนพิกลด้วยเพราะไม่อยากให้เด็กหนุ่มจากพยองอันต้องอยู่ภายในพระราชวังซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายอันยากจะคาดเดา ทันทีที่ร่างโปร่งก้าวออกจากห้องน้ำด้วยชุดลำลองปกติ เสียงทุ้มห้าวจึงโพล่งบอกเจตนาของตน
“พระราชวังไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับเธออีกแล้ว ฉะนั้น...เราจะไปเกาะพยองอันด้วยกัน”
“องค์ชายจะทำอย่างนั้นไม่ได้” ชีวอนกะไว้แล้ว ว่าเขานั้นต้องถูกคยูฮยอนคัดค้านความคิด หากแต่เขามองไม่เห็นหนทางอื่นอีกแล้ว ชายหนุ่มเพียงต้องการให้คนที่เขารักปลอดภัยมากกว่าจะเห็นแก่ตัวฉุดดึงคยูฮยอนให้อยู่ในสถานที่ซึ่งไม่เหมาะกับเจ้าตัวมาตั้งแต่แรก
“ฉันคิดดีแล้วคยูฮยอน...ฉันจะไปส่งเธอที่พยองอัน ทุกอย่างก็เพื่อความปลอดภัย”
“แต่กระหม่อมจะทิ้งให้องค์ชายต้องเผชิญสถานการณ์เลวร้ายตามลำพังได้อย่างไร” แววตาคล้ายแมวคู่นั้นฉายแววกึ่งอ้อนวอนให้เขาใจอ่อนเพื่อล้มเลิกความคิด ทว่าชีวอนคิดว่าตนไตร่ตรองเรื่องนี้มาถี่ถ้วน อีกประการ...ถ้าเกิดเหตุการณ์โดยฝีมือของผู้เป็นบิดาอีก งานนี้องค์รัชทายาทเช่นเขาคงไม่อาจควบคุมความเกรี้ยวโกรธได้อีก
“ฉันขอดื้อกับเธอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว คยูฮยอน...ฟังนะ ฉันสัญญาว่าหลังจากนี้ฉันจะเชื่อฟังทุกข้อเรียกร้องของเธอ ขอแค่เธอต้องกลับไปอยู่กับครอบครัวเสียก่อน เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย...เธอจะสั่งให้ฉันทำอะไร ฉันก็ยอมทั้งนั้น” เกิดความเงียบระหว่างคนทั้งคู่ชั่วขณะ ท้ายสุดจึงเป็นเจ้าของร่างโปร่งที่ยอมแพ้เหตุผลจากชายหนุ่มด้วยประการทั้งปวง เรียวหน้าหวานพยักหน้ารับแต่โดยดีแม้ในใจยังคิดไม่ตกต่อหน้าที่อันใหญ่หลวงและหนักหนาขององค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเว
“ก็ได้ครับ กระหม่อมจะทำตามรับสั่งขององค์ชาย”
“อย่าห่วงไปเลย...ทุกอย่างมันจะดีเอง เชื่อฉันนะ” ฝ่ามือหนาทั้งสองวางลงบนไหล่ของคยูฮยอน แรงบีบเบาๆ เสมือนเป็นการตอกย้ำคำสัญญาทั้งยังให้กำลังใจซึ่งกันและกันไปในตัว
คยูฮยอนเชื่อว่าตลอดว่าศรัทธาและความเชื่อมั่นทำให้คนเราค้นพบแสงสว่าง
หากเปรียบองค์รัชทายาทเป็นดั่งพระอาทิตย์... ชายหนุ่มคงเป็นแสงนำทางของประชาชนทั้งประเทศ สำหรับคยูฮยอน...ชเว ชีวอนคงเป็นความอบอุ่นที่แม้บางครั้งจะเร้าร้อนไปสักหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากขาดไปแล้ว ความหวังในชีวิตคนธรรมดาอย่างเขาอาจมอดดับลงเช่นกัน


ท่ามกลางความคลุมเครือที่ไม่อาจไว้วางใจใครได้ง่ายๆ องค์รัชทายาทชีวอนตระหนักและรู้ซึ้งจากบทเรียนที่ได้จากแม่นมยองจาผู้เลี้ยงดูเขามาแต่เยาว์วัยว่าแท้จริงเธอเองก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เขาไม่อาจหยั่งรู้ มีเพียงซูโฮ ท่านอาจินฮยอกและอาสะใภ้ฮวัง มิยองเท่านั้นที่เป็นหลักช่วยให้เขาพอตั้งสติกับความชุลมุนปั่นป่วน อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งผู้ช่วยคนสนิทอย่างคัง มินฮยอก ...เขาก็ไม่อาจไว้ใจ
“เราจะไว้ใจคุณคัง มินฮยอกได้อย่างไรในเมื่อไม่มีหลักประกันยืนยันว่าคุณเองไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องเลวร้ายในพระราชวัง” กล่าวเสียงเรียบหากแต่กังวานชัดไปทั่วทั้งห้องทำงาน หรี่ตาสังเกตพฤติกรรมของผู้ช่วยมือขวา หนุ่มนักเรียนนอกนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นพลางก้มหัวคำนับเสียจนหน้าผากนั้นชิดกับพื้นโดยไม่มีท่าทีนึกทบทวนให้เสียเวลา พวกเขารู้ดีว่าการโค้งศีรษะเช่นนี้คือการแสดงความเคารพขั้นสูงสุด ...เปรียบได้ดั่งการนอบน้อมด้วยชีวิต
“ครอบครัวของกระหม่อมต่างก็รับใช้ราชวงศ์ชเวด้วยความซื่อสัตย์มาเสมอ...ฉะนั้นแล้ว ขอให้องค์ชายมั่นใจว่ากระหม่อมไม่เคยคิดคดทรยศ หากสิ่งที่กระหม่อมพูดเป็นเรื่องโป้ปด ขอให้คัง มินฮยอกผู้นี้ประสบพบเจอแต่ความพินาศในชีวิต”
“...อย่าถึงกับต้องแช่งตัวเองเลยครับคุณมินฮยอก”
คยูฮยอนเอ่ยปรามหลังตนเงียบมานาน เจ้าตัวหันไปสบตาองค์ชายคนโตแห่งชเวเพื่อบอกว่า...คนคนนี้ไม่เป็นอันตราย แม้จะไม่รู้จักผู้ช่วยหนุ่มเป็นการส่วนตัวแต่เขารับรู้ได้จากความเชื่อมโยงของการเป็นคนบ้านเกิดเดียวกัน ชาวพยองอันมีนิสัยซื่อตรงและสามัคคีเป็นหนึ่ง ซึ่งคุณลักษณะแบบนี้ย่อมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก เขาถึงได้เชื่อมั่นว่าคัง มินฮยอกไม่ใช่คนประเภทโกหกพกลมหรือคิดทรยศราชวงศ์แต่อย่างใด
ทางด้านองค์รัชทายาทชีวอน เขาเล็งเห็นแล้วว่าคัง มินฮยอกยังคงเป็นมิตรผู้สัตย์จริงเช่นเดิม
“ลุกขึ้นเถอะ...ได้เวลาที่ต้องเดินทางไปเกาะพยองอันก่อนใครอื่นจะทราบความเคลื่อนไหวของเรา”
“ครับองค์ชาย”
การเดินทางไปเกาะพยองอันหนนี้แม้จะลำบากจากการต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้คนขององค์ราชาแทซันทราบเรื่องแล้ว พวกเขายังต้องระวังไม่ให้คนของฝ่ายนายกปาร์ค อุนซูทราบเช่นกัน หนึ่งคือเพื่อปกป้องการลอบทำร้าย สองคือเพื่อไม่ให้นายกปาร์คอาศัยช่องโหว่ในขณะที่องค์รัชทายาทชีวอนไม่ได้พำนักอยู่ภายในพระราชวังเพื่อเล่นอะไรตุกติก คัง มินฮยอกทำหน้าที่ขับรถยนต์ส่วนตัวไปส่งพวกเขาที่ท่าเรือด้วยเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น การปลอมตัวภายใต้ฝูงชนมากมายแม้จะเสี่ยงหน่อยแต่ก็ย่อมน้อยกว่าการเดินทางไปที่เกาะพยองอันอย่างเปิดเผย
ชายหนุ่มรับสั่งให้ผู้ช่วยคนสนิทกลับไปดูแลและคอยรายงานความเป็นไปในพระราชวังรวมไปถึงช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยคนในราชวงศ์ชเวอย่างใกล้ชิด หากเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลให้รีบรายงานโดยเร่งด่วน ชีวอนวางแผนจะอยู่ที่เกาะพยองอันประมาณสองวัน ทั้งนี่ก็เพื่อปรึกษาหารือปัญหาชวนปวดหัวกับอี ดงกันด้วย หากแน่ใจว่าคยูฮยอนปลอดภัยเมื่ออยู่ในการดูแลของครอบครัว เขาจะเดินทางกลับโซล ไปสะสางทุกอย่างให้เรียบร้อย องค์ชายคนโตแห่งราชวงศ์ชเวหวังลึกๆ ว่าเงามืดแห่งความชั่วร้ายจากภัยต่างๆ ที่รุมเร้าประเทศและตัวเขาจะจางหายไปโดยเร็ว
“หมวกเกือบปลิวแหนะ” เสียงนุ่มๆ นั่นเอ่ยขึ้นและฉุดให้ชีวอนหันไปสนใจเจ้าของรอยยิ้มน่ามองที่ยื่นมือมาจับหมวกแก็ปของเขาเอาไว้ ลมแรงของทะเลทำให้หมวกเจ้ากรรมเกือบจะปลิวหายไปในท้องทะเลกว้าง
บนเรือข้ามฟากเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่ต้องการเดินทางกลับบ้านเกิดอย่างเกาะพยองอัน สำหรับคยูฮยอนคงไม่ต้องปลอมตัวให้ลำบากด้วยเพราะเจ้าตัวก็เป็นเพียงหนุ่มผิวขาวธรรมดา แม้ภายนอกจะดูโดดเด่นเสียจนไม่น่าเชื่อว่ามาจากเกาะแดนไกลก็ตาม ผิดไปจากองค์ชายตัวสูงที่ต้องแต่งตัวด้วยชุดลำลองไม่ต่างจากนักท่องเที่ยว สวมหมวกแก็ปปิดบังใบหน้าเล็กน้อยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่กระนั้นด้วยส่วนสูงที่ดูสง่าผ่าเผย เขาจึงถูกสายตาหญิงสาวโดยรอบจับจ้องมาเป็นพักๆ นอกเหนือไปกว่านั้น...ชเว ชีวอนรู้สึกได้ว่าท้องไส้ภายในเกิดสงครามเล็กๆ มากกว่า
“อ-อีกนานไหมกว่าจะถึงเกาะพยองอัน”
“คงประมาณชั่วโมงครึ่งครับ ทำไม...คุณเมาเรือหรอ” น่าแปลกที่เมื่อคยูฮยอนพูดว่า เมาเรือมันกลับมีอะไรบางอย่างมาจุกที่คอ! ก่อนเขาจะอาเจียนอาหารทุกมื้อลงทะเลได้อย่างน่าขายหน้า โชคดีเหลือเกินที่พวกเขายืนอยู่ริมเรือ คยูฮยอนวางมือลูบไปตามแผ่นหลังขององค์ชายจอมเคร่งขรึมถึงอย่างนั้นก็แอบหัวเราะกับตัวเองไม่ได้
“ไม่ตลกเลยนะคยูฮยอน” หันไปค้อนใส่เจ้าของใบหน้าน่ารัก อยากจะจับเด็กตัวดีมาแก้เผ็ดที่หัวเราะเขาจริงๆ ติดก็ตรงที่ไอ้อาการคลื่นไส้เมาเรือนี่แหละที่จะทำเอาเขาไม่รอดไปถึงพยองอันเสียก่อน
“คุณคงไม่ชินกับการขึ้นเรือและคลื่นทะเลล่ะมั้งครับ ถ้าหัดขึ้นเรือบ่อยๆ คุณอาจชินไปเอง”
“ไม่เคยคิดว่าต้องหมดท่าต่อหน้าเธอเลยจริงๆ ให้ตายสิ...”
“นั่นน่ะสิครับ ใครจะคิดว่าผู้ชายตัวใหญ่บึกบึนอย่างคุณจะเมาเรือง่ายขนาดนี้...ไม่สมกับเป็นคุณเลยเนอะ!
ครั้นไม่ต้องอยู่ภายในพระราชวังอันหรูหรา เด็กหนุ่มจึงไม่จำเป็นต้องใช้สรรพนามทางการแทนตัว และนี่ก็ทำให้คยูฮยอนได้เป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งยังมองเห็นชเว ชีวอน ที่ไม่ใช่องค์รัชทายาทผู้สูงส่งจนใครก็อาจเอื้อมไม่ได้คนนั้น น่าประหลาดที่เมื่อเรือข้ามฝากลำนี้เคลื่อนเข้าใกล้เกาะพยองอันมากเท่าใด...ตัวตนของเขาก็ยิ่งอยากออกมาโลดแล่นมากเท่านั้น
ที่สำคัญตัวตนของเขาน่ะ...คงมีแค่ ชเว ชีวอนที่ได้เห็นมันเหมือนกัน
เป็นไปอย่างที่คยูฮยอนคาดไว้...ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งให้หลัง พวกเขาเดินทางมาถึงท่าเรือภายในเกาะพยองอันโดยสวัสดิภาพและแน่นอนว่าไม่มีใครล่วงรู้สถานะของชายหนุ่มว่าเป็นถึงองค์รัชทายาทของเกาหลี เกาะเล็กๆ แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายอนุรักษ์นิยมอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากตัวบ้านเรือนหลายๆ หลังที่ก่อสร้างเป็นบ้านชั้นเดียวสไตล์เกาหลีเรียบง่าย ผู้คนไม่พลุกพล่านอย่างเมืองหลวงเช่นโซล ที่นี่มีรถบัสประจำทางไม่กี่สาย ความจริงแล้ว เด็กหนุ่มมักใช้เส้นทางลัดเลาะภายในเกาะเป็นประจำมากกว่าการใช้บริการรถเหล่านี้ แต่สภาพเมาเรือของคนตัวโตกว่าทำให้เขาล้มเลิกความคิดดังกล่าวซึ่งอาจเป็นการกลั่นแกล้งองค์ชายแห่งชเวให้อาการหนักยิ่งกว่าเก่า
ประตูไม้ขนาดใหญ่รวมไปถึงกำแพงเตี้ยๆ สีขาวสะอาดคือจุดหมายที่เขาทั้งคู่หยุดฝีเท้าหลังก้าวลงจากรถประจำทาง เด็กหนุ่มสูดหายใจลึกในขณะที่เอื้อมมือไปกดกริ่งหน้าบ้าน... บ้านของเขาเอง 
            รอสักครู่คยูฮยอนก็เห็นว่าคนที่ออกมาเปิดประตูให้...กลับไม่ใช่สาวใช้ หากแต่เป็น...คุณนายรองของบ้าน
            “แม่...”
            “คยูฮยอน!!


            แรกเห็นหล่อนนึกว่าภาพที่ตรงหน้าคือความฝันเสียอีก ทว่า...เมื่อลูกชายคนเดียวของโจ ยอนฮวาโผกอดหล่อนเต็มรัก ยอนฮวาจึงตระหนักว่านี่ไม่ใช่ฝันกลางวันอย่างที่นึกในคราแรก ความทรมานที่ไม่อาจรู้ข่าวคราวของคยูฮยอนมลายหายไปในทันทีแค่เห็นใบหน้าอันคุ้นชิน และการกลับมาเด็กหนุ่ม แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะองค์รัชทายาทแห่งเกาหลีกลับเดินทางมาที่เกาะพยองอันพร้อมกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของหล่อนด้วย เมื่อผู้เป็นใหญ่ของบ้านอย่าง อี อินซา สามีของหล่อนทราบเรื่องรวมไปถึงอี ดงกัน ลูกชายคนโต ชายต่างวัยทั้งสามคนก็เข้าไปปรึกษาหารือเรื่องบ้านเมืองภายในห้องรับรองอยู่หลายชั่วโมง หล่อนเองแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายนอก ทว่าไม่กี่เดือนมานี่ยอนฮวาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมากมาย กระแสความร้อนระอุของโซล ไหนจะประกาศยกเลิกถวายเครื่องบรรณาการ การเปลี่ยนแปลงของเกาหลีใกล้เข้ามาทุกขณะ...
            “คิดถึงแม่สุดๆ ไปเลย รู้ไหมครับ” ประโยคช่างอ้อนออกจากปากของคยูฮยอนหลังเจ้าตัวอาบน้ำอาบท่าก่อนจะเอนตัวนอนหนุนตักผู้เป็นแม่ ความเหินห่างร่วมสองเดือนไม่ได้ทำให้สองแม่ลูกรู้สึกเคอะเขินเมื่อแสดงความรักต่อกัน ลูกชายตัวขาวยังคงนิสัยเช่นนี้ไว้ดังเดิม แม้ยอนฮวาจะมองนัยน์ตาคู่โตนั่นได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าเจ้าตัวกำลังเก็บเรื่องเครียดไว้ภายในใจ
            และยอนฮวาจะไม่ถามว่าสิ่งใดกำลังบั่นทอนความสุขของลูกชาย จนกว่าคยูฮยอนจะปริปากเล่าด้วยตนเอง
            “แม่ก็คิดถึงลูกเหมือนกัน มันเป็นเรื่องตลกที่แม่อยากจะออกไปเปิดประตูให้ใครทุกครั้ง แค่หวังว่าสักวันลูกจะกลับมา...วันนี้เอง แม่ได้เห็นหน้าลูกชายของแม่อีกครั้งแล้ว”
            “ความจริง... ผมก็ไม่นึกว่าจะได้กลับมาที่พยองอัน มันเหมือนฝันที่ทำให้ผมไม่อยากตื่น” ในทุกคำพูดของคยูฮยอนมีนัยความหมายบางซ่อนไว้ ยอนฮวาเป็นห่วงลูกชายเป็นทวีคูณทั้งที่เวลานี้สิ่งล้ำค่าในชีวิตนอนหนุนตักของหล่อนอยู่แท้ๆ
            “พยองอันปลอดภัยสำหรับลูกเสมอ อย่ากังวลไปเลย...เรื่องอะไรที่ลูกกำลังกลัว แม่ไม่รู้หรอกนะ แต่ถ้าเรามั่นใจว่าตัวเองเป็นคนดี อะไรก็ทำร้ายเราไม่ได้ทั้งนั้น” ฝ่ามือบางลูบไปตามเนินแก้มผ่องเบาๆ พลางเผยยิ้มบางเพื่อหวังจะปลอบขวัญลูกชาย
            “ครับ...ผมรู้”
            “เลิกคิดมากซะนะ นี่ก็ใกล้เวลามื้อเย็นแล้ว เราไปที่ห้องอาหารกันเถอะจ้ะ”
ร่างโปร่งหยัดตัวลุกขึ้นจากตักนิ่มๆ เมื่อเสียงหวานนั้นเอ่ยชวนโดยไม่นึกอิดออด น่าประหลาดที่เขารู้สึกหิวขึ้นมาในทันทีทั้งที่ไม่รู้สึกเช่นนี้มาตั้งแต่ถูกขังอยู่ห้องใต้ดิน คยูฮยอนเดินตามหลังมารดาไปยังห้องอาหารซึ่งอยู่เกือบใจกลางของบ้าน เขาพบกับคุณแม่ใหญ่หรือยุน โบราตระเตรียมอาหารโดยมีสาวใช้อยู่ใกล้ๆ นัยน์ตาคู่สวยของเธอเปล่งประกาย ก่อนเธอจะก้าวเข้าโอบกอดเขาให้หายคิดถึง
            “รู้สึกเหมือนได้ไข่มุกล้ำค่ากลับสู่พยองอันอีกครั้ง” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นานแล้วที่คยูฮยอนไม่เห็นคุณแม่ใหญ่ร้องไห้ แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ไม่น่าเชื่อว่าความเข้มแข็งของเธอถูกพังทลายลงเพียงเพราะได้พบกับลูกเลี้ยงเช่นเขา
            “คิดถึงคุณแม่ใหญ่แทบแย่ คิดถึงเสียงบ่นน่ะครับ” ว่าติดตลกขณะที่เธอพาคยูฮยอนไปนั่งที่โต๊ะอาหาร คุณแม่โบราใช้เรียวนิ้วปัดน้ำตาเล็กน้อยพลางกลั้วหัวเราะไปตามคำพูดของเขา
            “กลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิมแล้ว แม่จะบ่นให้หูชาไปเลย” เธอหยิกแก้มเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวพลางพยักพเยิดรอยยิ้มไปยังคุณนายรองของบ้าน ยอนฮวาส่ายใบหน้าให้กับความน่ารักปนทะเล้นของลูกชาย พูดคุยหยอกล้อกันได้สักพัก...เหล่าชายหนุ่มก็พร้อมหน้าเข้ามาในห้องอาหาร ประกอบไปด้วยผู้เป็นใหญ่ในบ้าน อี อินซา ลูกชายคนโตอย่างอี ดงกัน อีกหนึ่งคือแขกพิเศษ องค์รัชทายาทชีวอน
            สีหน้ากึ่งเคร่งเครียดของชายทั้งสามบ่งบอกชัดว่าปัญหาการเมืองคงน่าปวดหัวไม่ใช่น้อย
            “อาหารโปรดของทุกวันเลยนะคะ ดิฉันตั้งใจทำเป็นพิเศษเพื่อต้อนรับลูกชายคนเล็กของเรา รวมไปถึง...องค์รัชทายาทชีวอนด้วยเพคะ” คุณนายใหญ่ของบ้านกล่าวอย่างสุภาพ หล่อนย่างเท้าไปนั่งที่เก้าอี้ตำแหน่งของเธอ ทุกคนก็เช่นกัน...คยูฮยอนเหลือบสายตามองชายหนุ่มซึ่งกำลังจะหย่อนกายนั่งลงข้างๆ เขา
            “นายไปนั่งอีกฝั่ง” เสียงเข้มของดงกันฟังราวกับโกรธใครมาเป็นชาติ คยูฮยอนรู้ข้อนี้ดีว่าแม้คนทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกัน แต่ดีกรีความเอาแต่ใจนั่นไม่ได้ด้อยกว่ากันเลย เจ้าของใบหน้าน่ารักทำได้เพียงส่งยิ้มเจื่อนไปยังองค์ชายแห่งชเวซึ่งจำใจต้องเดินอ้อมโต๊ะอาหารไปนั่งฝั่งตรงข้าม คิ้วเข้มๆ แอบขมวดขึงไหนจะหน้าตาบอกบุญไม่รับในบัดดล มื้อเย็นวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีและไม่มีแม้สักนาทีที่ใครหลุดพูดเรื่องเหตุบ้านการเมือง มันเป็นมื้อเย็นที่วิเศษอีกทั้งยังอบอวลไปด้วยความสุขอย่างที่โจ คยูฮยอนไม่เคยได้สัมผัสมานานหลังเข้าไปอาศัยอยู่ภายในพระราชวังกลางกรุงโซล
            ไม่ว่าจะอย่างไร เกาะพยองอัน คือที่ที่เหมาะสมกับเขามากที่สุดด้วยประการทั้งปวง
            ทว่า สิ่งที่หัวใจเรียกร้องมักไม่เคยฟังเหตุผลกันเลย...ตราบใดที่หัวใจของเขาโบยบินกลับโซลไปพร้อมชเว ชีวอน คยูฮยอนก็ไม่อาจสัญญากับตนเองได้หรอกว่าจะไม่คิดหวนกลับไปยังที่ที่เคยกักขังอิสรภาพอีกครั้ง เขายังต้องการเคียงข้างองค์รัชทายาทในทุกๆ ความเหนื่อยยากและความเจ็บปวดดั่งที่เคยรับปากให้คำมั่นไว้
            หากแม้เป็นพระจันทร์ที่ได้เคียงคู่พระอาทิตย์แค่ในบางยาม... เขาก็ยอมทั้งนั้น

            ห้องนอนของเขายังคงสภาพไว้เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คยูฮยอนเดินทอดน่องไปทั่วห้องหวังจะซึมซับบรรยากาศที่ห่างหายก่อนจะพาตัวเองไปนั่งอิงขอบหน้าต่าง เงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยดาวหลายล้านดวง มันอวดโฉมแข่งกันหากจนแล้วจนรอดก็ต้องยอมแพ้ให้แก่นางเอกแห่งค่ำคืนอย่างพระจันทร์ แสงนวลส่องสว่างยังผลให้ทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกมีแสงนำทาง เสียงหับประตูเบาๆ เรียกความสนใจจากเด็กหนุ่ม เมื่อเหลียวหลังกลับไปจึงพบว่าเป็นพี่ชายต่างมารดาของเขาเอง
            “เห็นว่าเราเองมีเรื่องคุยกับพี่เป็นการส่วนตัว” ชายหนุ่มว่าขณะเดินมาลูบศีรษะเขาแผ่วเบา ดวงตาสีเข้มทอดมองลงมาด้วยความเป็นห่วง 
            “ครับ...มีเรื่องบางเรื่องที่ผมอยากให้พี่ดงกันรับรู้ไว้”
            “หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรหรอกใช่ไหม”
            “ก็ไม่เชิงหรอกครับ ที่จริง...อาจเป็นเรื่องที่ผมอยากให้พี่ดงกันช่วยมากกว่า” คนเป็นพี่หรี่ตามองเล็กน้อย ดงกันสงสัยระคนปั่นป่วนในอก ยิ่งเมื่อได้สบตาคยูฮยอน...เขากลับรู้สึกว่านัยน์ตาแฝงความเศร้าคู่นี้มีพลังบางอย่างซึ่งมันมากพอที่จะทำให้เขาไม่กล้ารับปาก
            “เรื่องอะไรล่ะ...”
            “สัญญาก่อนครับว่าพี่ดงกันจะทำตามที่ผมขอ และที่สำคัญ...พี่ดงกันห้ามบอกเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทชีวอนนะครับ”
            “นี่คยูฮยอน...ตราบใดที่มันไม่เป็นอันตรายต่อน้องของพี่ พี่จะสัญญา มีอะไรก็ว่ามาเถอะ”
            ไม่มีครั้งไหนเลยที่อี ดงกันหวั่นใจเท่ากับหนนี้...เพื่อน้องชายเขาพร้อมทำทุกข้อเรียกร้องเสมอ ดงกันรู้จักคยูฮยอนดีพอที่จะรู้ว่าเด็กคนนี้ตัดสินใจทำอะไรได้เด็ดเดี่ยวและคาดไม่ถึงอย่างไม่น่าเชื่อ ลางสังหรณ์ภายในใจกลับกู้ร้องว่าคำขอร้องของคยูฮยอนมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

            อี ดงกันขอแค่คยูฮยอนอย่าเสี่ยงชีวิตเพื่อใครสักคน แค่นั้นจริงๆ ที่พี่ชายเช่นเขาปรารถนา

Heaven Ivy. chapter -13- ฝันร้าย

-13-

            ที่นี่มันอันอึดอัด...มีเพียงความมืด
แต่โจ คยูฮยอนมั่นใจว่าตนยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้นอนหลับฝันร้าย แต่สิ่งที่เผชิญอยู่มันคือความจริงที่ทรมานยิ่งกว่า ดวงตาเรียวกลมปรือเปิดขึ้นช้าๆ พร้อมลมหายใจที่กระตุกไปเล็กน้อยเพราะอากาศรอบตัวไม่ถ่ายเทเลยสักนิด บริเวณท้ายทอยยังคงเจ็บจากการถูกของแข็งฟาดจนสลบ เขาขยับตัวลุกขึ้นจากพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น รวบรวมสติพลางปะติดปะต่อเรื่องราวก่อนหน้า เขาอยู่ในห้องครัว...กำลังจะเตรียมของว่างให้องค์รัชทายาทหลังรับอาสาจากแม่นมยองจา แต่แล้ว...ทุกอย่างก็ดับวูบ...
คยูฮยอนเพ่งสายตาไปโดยรอบถึงได้ทราบว่าที่แห่งนี้อาจเป็นห้องใต้ดินภายในพระราชวังหรือไม่อาจเป็นที่ลับนอกพระราชวัง มันคงไม่เปิดต้อนรับใครมานานมากแล้ว เขาคงเป็นรายแรกในรอบศตวรรษ ตัวห้องปิดทึบรอบด้าน คล้ายห้องขัง มีหน้าต่างระบายอากาศเล็กๆ ที่ผนังด้านหนึ่งเหนือศีรษะขึ้นไป ทว่ามันสูงเกินกว่าที่ร่างโปร่งจะพยายามยืดตัวเพื่อมองลอดออกไปภายนอก และห้องอับแสงนี่ก็ไม่มีเก้าอี้หรือสิ่งอื่นที่พอจะให้เขาใช้เหยียบมันขึ้นไปเช่นกัน
หนุ่มน้อยพยองอันไม่ใช่คนกลัวความมืดหรือกลัวที่แคบ หากเวลานี้กลับรู้สึกเหมือนหัวใจดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความหวาดหวั่น...เขารู้ว่าเหตุผลที่ตนถูกจับมากักขังโดยไร้อิสรภาพเช่นนี้ไม่น่าจะมีเหตุผลใดอื่น นอกจากการถูกกำจัดให้พ้นทางว่าที่กษัตริย์ เบื้องลึกในจิตใจเขาหวังว่าผู้สั่งการจะไม่ใช่องค์ราชาแทซัน กระนั้นก็ตาม...พระราชวังแห่งนี้ยังมีความลับอีกมากที่เขาไม่อาจล่วงรู้ คนเดียวที่เขาพอจะเชื่อมั่นได้มีเพียง องค์รัชทายาทชีวอน แต่...ชายหนุ่มจะหาเขาพบได้อย่างไร ในเมื่อตัวคยูฮยอนเองยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าตนอยู่ที่ไหน!
            ก่อนที่โจ คยูฮยอนจะอ้อนวอนพระเจ้า เขาต้องลองคิดหาวิธีหนีออกไปจากที่นี่ด้วยตนเองเสียก่อน แม้หนทางมันอาจน้อยนิดมากก็ตาม...


            ภาระงานอันยุ่งเหยิงส่งผลให้องค์รัชทายาทชีวอนไม่อาจปลีกตัวออกจากห้องทำงาน รวมไปถึงการหารือปัญหาต่างๆ กับผู้ช่วยคัง มินฮยอก และที่ปรึกษาพิเศษที่ยื่นมือเข้ามาช่วยภายหลังอย่างองค์ชายจินฮยอก ผู้มีศักดิ์เป็นอา ความคืบหน้าต่างๆ ดูท่าจะทวีความรุนแรงขึ้น เกิดการจลาจลในบางแห่งขึ้นแล้ว โชคดีที่พวกเขาเตรียมการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน ด้วยเหตุนี้การจลาจลจึงคลี่คลายลงโดยไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ
            ทางคณะรัฐมนตรีปาร์ค อุนซูออกประกาศฉุกเฉินควบคุมประชาชนไม่ให้ก่อเหตุร้ายแรง อย่างน้อยคงเพราะป้องกันคณะรัฐมนตรีของตนถูกล้มล้างโดยประชาชนเป็นแน่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ประมาทไม่ได้...ใช่ว่าจะมีเพียงเขาที่มีกองกำลังทหารฝ่ายเดียว องค์ชายคนโตแห่งชเวเล็งเห็นว่าทุกอย่างจะจบลงได้โดยง่ายหากผู้เป็นบิดาลงนามยกเลิกการปกครองแบบเก่า ซึ่งนี่จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นโมฆะ ดำเนินไปสู่การเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่โดยไม่มีฝ่ายใดต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ติดก็แต่...ชายผู้เป็นกษัตริย์ ยืนกรานว่าประเทศยังไม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งชีวอนไม่เห็นด้วยเลยสักนิด
            เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะช่วยให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไป...การติดอยู่กับความเชื่อฝังหัว ดีแต่จะทำให้...คนทุกคนตาบอด ไร้ทางเดิน...
            “ทุกอย่างมันไม่ง่ายนะชีวอน อย่าเพิ่งวางใจไป...” เสียงของผู้เป็นอาเตือนสติเขา ชีวอนคิดไม่ตกกับเรื่องนี้ แล้วทุกอย่างก็พานให้เขาเครียดจัด ในบางครา...ชายหนุ่มกลัวว่าทุกอย่างจะล้มไม่เป็นท่า กลัวถ้าคนที่รักต้องพบกับอันตราย
            องค์รัชทายาทสังหรณ์ใจเกินกว่าจะสลัดความคิดนี้ออกไปได้จริงๆ
            “ผมพยายามวางแผนทุกอย่างให้รอบคอบครับ ขอแค่อย่ามีใครเล่นสกปรก”
            “ทางคุณดงกันเองอยากให้องค์ชายรับมือไปก่อน หากไม่สามารถรับสถานการณ์ตึงเครียดไหว... กบฏพยองอันจึงจะดำเนินแผนในขั้นถัดไปครับ” คัง มินฮยอกเป็นเสมือนสื่อกลางระหว่างเขาและกองกบฏพยองอันเสมอ ส่วนท่านอาจินฮยอกก็ทราบเรื่องความร่วมมือดังกล่าวดีแล้ว ท่านเองไม่ได้คัดค้านอะไร และเห็นว่านี่เป็นพลังอันน่าทึ่ง หลังจากนี้อีกสักสองสามวัน...ชายหนุ่มจะเจรจากับองค์ราชาแทซันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเหตุผลอันสมควร หากว่าไม่สำเร็จ...เขาคงต้องคุกเข่าอ้อนวอนบิดา
            องค์รัชทายาทแห่งชเวคิดมาเสมอว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อให้อิสรภาพแก่ประชาชน ทั้งในโซลหรือประเทศราช ชีวอนหวังว่า...ผู้เป็นบิดาจะเข้าใจจุดประสงค์ของเขา และลดทิฐิเพื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า ในฐานะว่าที่กษัตริย์แล้ว...เขาไม่อาจล้มเลิกความคิด แม้กระทั่งเดินถอยหลังกลับสู่เส้นทางการปกครองแบบเดิมซึ่งไร้ความยุติธรรมได้อีกต่อไป!
           
            ล่วงเลยเวลาไปมากจนถึงเวลาหัวค่ำ...เจ้าของใบหน้าคมคายไม่เข้ารับประทานอาหารเย็นด้วยเพราะไม่รู้สึกหิวแต่อย่างใด เขารู้สึกเป็นห่วงหนุ่มน้อยจากพยองอันมากกว่าปกติ...ประกอบกับการที่ทั้งซูโฮ และคุณมิยองถามหาคยูฮยอนเป็นเสียงเดียวกัน จิตใจร้อนรนเสียจนต้องรีบมายังตำหนักรองเพื่อหวังจะเห็นหน้าของเด็กคนนั้นให้คลายความกังวล เคาะประตูไปสองสามครั้งกลับไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีแม้แต่เสียงของความเคลื่อนไหว...พลันชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปภายในตำหนักรอง พบเพียงความว่างเปล่า ไร้เงาของโจ คยูฮยอน!
            “องค์ชาย...มีเรื่องอะไรหรือคะ” จังหวะที่เขาสาวเท้าออกจากห้องของคยูฮยอน เขาพบกับแม่นมยองจาซึ่งกำลังจะเดินมาถึงหน้าเรือนรับรองพอดิบพอดี ในมือถือแก้วบรรจุนมอุ่นๆ เธอเป็นผู้นำมันมาให้เด็กหนุ่มในทุกๆ วัน สีหน้าตื่นตระหนกขององค์รัชทายาทส่งผลให้หญิงชรารับรู้ได้ถึงความร้อนใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
            “แม่นมเห็นคยูฮยอนบ้างไหมครับ...เขาไม่ได้อยู่ในห้อง”
            “คุณคยูฮยอนเธออยู่ที่ศาลาริมน้ำหรือเปล่าคะ ไม่ก็อาจจะอยู่กับองค์ชายซูโฮ”
            “ไม่เจอครับ ผมเดินผ่านมาเมื่อครู่ก็ไม่พบใคร ซูโฮเองอ่านหนังสือทั้งวัน ก่อนผมจะมาที่ตำหนักรอง...ซูโฮเองยังถามหาคยูฮยอนด้วยซ้ำ”
            “หม่อมฉันพบคุณคยูฮยอนครั้งสุดท้ายที่ห้องครัว...คุณคยูฮยอนรับอาสาจะนำของว่างไปให้องค์ชาย...หลังจากนั้น หม่อมฉันก็ไม่พบเธออีก” ฟังดังนั้น...องค์รัชทายาทชีวอนจึงทราบดีแล้วว่าลางสังหรณ์ที่กู้ร้องภายในจิตใจเขามาทั้งวันมันคืออะไร คยูฮยอนไม่ได้นำของว่างมาให้เขาที่ห้องทำงาน ไม่มีใครพบเห็นสิ่งล้ำค่าจากพยองอันตั้งแต่บ่ายจนถึงบัดนี้...
            แม้เขาจะพยายามคิดในแง่ดีว่าคยูฮยอนคงออกไปเดินเล่นในวัง แต่นี่ไม่ใช่วิสัยของเจ้าตัว การอยู่ในห้องอ่านหนังสือ นั่งเล่นชมจันทร์ ณ ศาลาริมน้ำ นอกเหนือไปกว่านั้นก็แทบไม่มีกิจวัตรอื่นที่เรียกความสนใจจากโจ คยูฮยอน หากหนุ่มน้อยจากพยองอันจะหายไปทั้งคนในสถานการณ์อันสับสนละก็... พระราชวังแห่งนี้คงไม่มีใครมีอำนาจมากเกินไปกว่า องค์ราชาแทซันอีกแล้ว!!


            เธอไม่คิดอยากจะเข้ามาเหยียบพระราชวังแห่งนี้อีกหากว่าไม่จำเป็น...ตั้งแต่ถูกชายหนุ่มหักหน้าโดยการถอนหมั้นกันต่อหน้าสื่อมวลชนหลายต่อหลายสำนัก คิม ยูอีแทบไม่อยากจะเอ่ยชื่อองค์รัชทายาทอีก แม้ว่าพ่อแม่ของเธอจะพยายามอย่างยิ่งในการให้เธอได้กลับไปยืนในตำแหน่งว่าที่ราชินีเช่นเดิม แต่หญิงสาวเจ็บช้ำแค้นใจเกินกว่าจะลดค่าตัวเองอีกต่อไป ทว่าในครานี้เธอจำต้องนำของหมั้นทุกอย่างมาคืนแก่ชายสูงศักดิ์ผู้ทะนงตนและเมินเฉยต่อความหวังดีที่เธอมีให้แก่เขา
            “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะที่เข้ามาเสียหัวค่ำ แต่ดิฉัน...ไม่อาจให้ของหมั้นพวกนี้อยู่กับดิฉันอีกต่อไป ตราบที่องค์รัชทายาทหมดเยื่อใดต่อดิฉันแล้ว อีกอย่างคืนนี้ดิฉันก็กำลังจะเดินทางไปอิตาลีเพื่อไปเรียนต่อน่ะค่ะ”
เธอกล่าวขณะที่ยื่นกล่องกำมะหยีสีน้ำเงินขนาดกลาง ซึ่งบรรจุแหวนหมั้นรวมไปถึงเครื่องเพชรราคาแพงอันเป็นสมบัติตกทอดของราชวงศ์ชเว ผู้รับหน้าที่รับของหมั้นคืนจำต้องเป็นองค์ชายจินฮยอกแทนองค์ราชาแทซัน เพราะรายหลังนั้นป่วยอวดๆ แอดๆ เกินกว่าจะมานั่งเจรจาเรื่องยุ่งๆ ของคนหนุ่มสาว ข้างองค์ชายจินฮยอกคือฮวัง มิยอง เธอออกจะแปลกใจไม่น้อย แต่ภายในใจก็อดชื่นชมคิม ยูอีไม่ได้...
ในวินาทีที่เธอลดความหยิ่งยโสลง...คิม ยูอีก็เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น มิยองเชื่อว่าในอนาคตสาวสวยตระกูลดังจะต้องได้เจอคนรักที่แท้จริงอย่างแน่นอน
“จะยังไง อาเองก็ต้องขอโทษแทนตาชีวอนด้วยละกัน กับเหตุการณ์ถอนหมั้นแบบสายฟ้าแลบแบบนั้น” หนุ่มใหญ่ว่าเสียงเรียบ และนั่นก็ทำให้ยูอีทำได้เพียงส่งยิ้มฝืนๆ
“ความจริง...ดิฉันยังโกรธองค์รัชทายาทอยู่เหมือนกัน แต่ก็ช่างเถอะค่ะ...เรื่องมันผ่านไปแล้ว ยังไงดิฉันขอตัวก่อนนะคะ เกรงว่าจะไม่ทันขึ้นเครื่อง” เธอเอ่ยร่ำลาพร้อมโค้งศีรษะทำความเคารพสองสามีภรรยา ก่อนที่ร่างบางของคิม ยูอีจะเดินออกจากห้องรับแขกไป เสียงหวานหากฟังดูมีอำนาจทำให้เธอจำต้องชะงักฝีเท้าเล็กน้อย...รับฟังคำพูดอวยพรจากปากหญิงที่ยูอีมองว่าสง่ายิ่งกว่าใคร...และฮวัง มิยองคนนี้ช่างเหมาะกับตำแหน่งราชินีเสียจนปฏิเสธไม่ได้
“ขอให้เธอโชคดีกับเส้นทางชีวิตที่ไม่มีใครวางเส้นทางให้เธอ...ชีวิตที่เธอเลือกเอง ใช้มันให้คุ้มค่าเถอะนะ”
หญิงสาวเดินออกจากห้องรับแขกของพระราชวังด้วยก้าวที่มั่นคงยิ่งกว่าเวลาไหนๆ คิม ยูอีตัดสินใจแน่วแน่ที่จะละทิ้งทุกเส้นทางที่พ่อแม่เคยวาดไว้และบินไปตามหาความฝันที่อิตาลี อย่างน้อยเธอก็ยังมีสติพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เธอทุ่มเททำลายโจ คยูฮยอน จะอย่างไร...ก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจใครสักคนได้เป็นแน่ โดยเฉพาะกับองค์รัชทายาทชีวอนที่ใครต่อใครก็ไม่อาจหยั่งรู้ความคิดเบื้องลึก ถึงจะยังอคติกับเด็กหนุ่มจากพยองอันมากนัก แต่ยูอีกลับเหนื่อยเกินกว่าจะวิ่งตามใครอีกต่อไป
“ให้ตายเถอะ...ระวังหน่อยสิเธอ” คุณหนูตระกูลคิมขมวดคิ้วยุ่งเมื่อข้ารับใช้สาวเดินสวนเธอไปอย่างรวดเร็วจนเสียหลักสะดุดปลายกระโปรงฮันบกยังผลให้น้ำแกงในถ้วยกระฉอกออกมา ยิ่งไปกว่าอารมณ์หงุดหงิดจากความซุ่มซ่ามของข้ารับใช้ตรงหน้า เธอสงสัยว่า...เวลาที่ทุกคนทานอาหารมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว เหตุใดจึงยังมีการจัดสำรับอยู่อีก? หรือจะนำไปให้เด็กบรรณาการนั่น แต่นี่มันก็ไม่ใช่เส้นทางไปตำหนักรองเสียหน่อย...
“ประทานโทษค่ะ” ข้ารับใช้สาวก้มหน้าขอโทษด้วยท่าทีรนราน เมื่อเป็นเช่นนี้...ยูอีจึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเสียเฉยๆ
“เธอจะนำสำรับอาหารนี้ไปให้ใครหรือ?”
“เอ่อ...คือ” กิริยาอ้ำอึ้งนานสองนานยิ่งทวีความน่าสงสัยสำหรับคิม ยูอี
“ช่างเถอะ...ไปได้แล้ว”
รังแต่จะยิ่งเสียเวลาเปล่าๆ ...หญิงสาวตัดสินใจปล่อยให้ข้ารับใช้สาวเดินจากไป ด้วยเพราะอย่างไรเสีย คนในวังจะทำผิดก็คงไม่ใช่เรื่องของเธอแต่อย่างใด ทำได้เพียงมองหล่อนจนสุดสายตาก็พบว่าสาวใช้เดินหายไปทางตำหนักด้านหลังที่เธอจำได้ว่าเป็นตำหนักเก่าที่ไม่มีใครอาศัยอยู่ น้อยคนนักที่เข้าไปที่นั่นเพื่อเข้าไปทำความสะอาดตามคำบอกเล่าขององค์รัชทายาท ดูเหมือนพระราชวังแห่งนี้ในพักหลังๆ มาชักจะมีเรื่องแปลกมากขึ้นทุกที...หรือไม่แน่ อาจมีความลับอีกนานัปการที่ยูอีไม่อาจล่วงรู้


ความเกรี้ยวโกรธขับอารมณ์คนในวัยหนุ่มเช่นองค์รัชทายาทชีวอนดั่งเช่นสัตว์ป่า เขาแทบพังประตูห้องบรรทมของผู้เป็นบิดา ก่อนจะย่างสามขุมไปยังร่างของชายวัยกลางคนซึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโดยใช้หมอนใบโตรองแผ่นหลัง ในมือมีหนังสือเล่มเก่าๆ มองเผินๆ อาจเหมือนคนเพิ่งหายป่วยที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร แต่หากเมื่อเป็นองค์ราชาแทซัน มีหรือที่บุตรชายเช่นเขาจะไม่ทราบว่าชายผู้นี้เหี้ยมโหดได้มากขนาดไหน ดวงตาที่ขุ่นมัวไปตามวัยมองเขาผ่านแว่นสายตาทรงกลม พลางถอนหายใจราวรับรู้ล่วงหน้าถึงเหตุที่ชายหนุ่มถ่อสังขารพร้อมพายุอารมณ์อันยากจะสงบ
“ท่านพ่อคิดจะทำอะไร!” เสียงทุ้มตวาดลั่นโดยไม่สนใจว่าเบื้องหน้าคือชายผู้ให้กำเนิด พลันรอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาได้ปรากฏบนเรียวปาก เขามองยิ้มนั้นพลางกำหมัดแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว
“หากไม่กำจัดเด็กนั่นด้วยตนเอง...พ่อก็แค่ ช่วยจัดการให้ง่ายขึ้น” องค์ชายคนโตแห่งชเวอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน แน่นอน...เขารักและเคารพบิดามาเสมอ แต่หากคนคนนี้ทำในสิ่งที่โหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว ชายหนุ่มคงไม่อาจปฏิบัติตนตามคำสั่งหรือแม้กระทั่งหน้าที่ของลูกอีกต่อไปเป็นแน่!
“คยูฮยอนอยู่ที่ไหน ลูกต้องการคำตอบนี้...เพียงคำตอบเดียว” กดน้ำเสียงถามขณะเดียวกับที่พยายามข่มอารมณ์โกรธที่ทวีขึ้นในทุกนาที ยิ่งเขาเห็นใบหน้าไม่ทุกข์ร้อนของบิดาแล้ว องค์ชายชีวอนยิ่งไม่อยากเชื่อว่าองค์ราชาที่ใครต่างก็เทิดทูนจะใจไม้ไส้ระกำได้ถึงเพียงนี้
“อยู่ในที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องบรรณาการ” นั่นไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจน แต่กลับคลุมเครือเสียจนไม่อาจตีความได้
“ลูกจะพาตัวเขากลับมาให้ได้ ขอให้ท่านพ่อรู้ไว้ว่ายังไงลูกก็ต้องหาเขาให้เจอ!
“คิดว่าพ่อไม่รู้หรือไง...ว่าชาวพยองอันเคลื่อนไหวสิ่งใดอยู่ คนพวกนั้นมันเป็นกบฏ...และเด็กนั่นก็คือสัญลักษณ์แห่งกบฏ ...ราชวงศ์ชเวที่สั่งสมบารมีมาได้หลายศตวรรษจะไม่มีทางล่มลงเพราะเด็กจากพยองอันแน่!!” นี่คงเป็นเหตุผลที่บิดาของเขาไม่ยอมลงนามรับรองการยกเลิกประเทศราช ชายหนุ่มนึกอย่างหัวเสีย ชีวอนเคยคิดว่าชายผู้นี้มีเหตุผลมากพอที่จะเข้าใจ ทว่า...ท้ายที่สุดองค์ราชาแทซันกลับเลือกที่จะยึดมั่นถือมั่นในอคติที่มีต่อชาวเมืองประเทศราชโดยไม่เล็งเห็นถึงความสุขของประชาชน
อะไรที่ทำให้องค์ราชาแทซันเปลี่ยนไปจนไม่เหลือความเมตตาปรานี...องค์ราชาที่รักของประชาชนหายไปไหนเสียแล้ว...
“กบฏพยองอันไม่เคยคิดจะล้มล้างราชวงศ์ชเว พวกเขาแค่ต้องการทำลายระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรม รวมไปถึงคณะรัฐบาลปาร์ค อุนซูที่ปกครองประเทศได้อย่างระส่ำระสาย อีกประการคยูฮยอนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้...เขาไม่ใช่ทั้งบรรณาการ ไม่ใช่ทั้งผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างที่สื่อเคยเสนอ เขาเป็นเพียงคนที่ผมรัก
“เหอะ...แต่ลูกเองไม่ใช่หรือที่นำตัวโจ คยูฮยอนเข้ามาในวังด้วยกฎเครื่องบรรณาการของราชสำนัก” สิ่งผิดพลาดระหว่างเขาต่อคยูฮยอนคงเป็นเรื่องนี้ และหากย้อนเวลากลับไปได้องค์ชายชีวอนจะไม่ตีค่าคนคนหนึ่งด้วยคำว่า เครื่องบรรณาการ เป็นอันขาด... ชายหนุ่มนิ่งไปกับประโยคแทงใจดำเมื่อครู่
ชเว ชีวอนผิดที่ดึงคยูฮยอนเข้ามาอยู่ภายในพระราชวังที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทั้งที่มั่นใจว่าตราบใดที่สิ่งล้ำค่าจากพยองอันไม่คลาดสายตาไปจากเขา... คยูฮยอนจะปลอดภัย แต่เปล่าเลย เขายังอ่อนด้อยไหวพริบหากเมื่อเทียบกับบิดามากนัก และหากจะชดใช้ความผิดนี้... องค์รัชทายาทพร้อมจะแลกด้วยชีวิตของเขาเอง!
“ลูกจะทำให้ท่านพ่อรู้...ว่าไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อีกทั้งอำนาจในมือไม่ใช่สิ่งหอมหวาน แต่ความจริงมันคือยาพิษที่พร้อมจะทำลายผู้ครอบครองต่างหาก...” องค์รัชทายาทมั่นใจว่าตนไม่ได้ลั่นวาจาเมื่อครู่ไปด้วยอารมณ์ร้อนชั่ววูบ แต่เขาตั้งมั่นจะว่าแสดงให้ผู้เป็นบิดาได้เข้าใจต่อสิ่งที่เขาเพียรสร้างมันขึ้นในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศเกาหลี
ร่างสูงหมุนตัวเดินออกจากห้องบรรทมขององค์ราชาพลันในหัวสมองพยายามนึกหาหนทางในการตามหาสิ่งล้ำค่าจากพยองอันซึ่งถูกนำไปซ่อนไว้ที่ใดสักแห่งภายในพระราชวัง... แน่นอน เขาไม่อาจไว้ใจใครได้อีกต่อไป องค์ชายคนโตแห่งชเวจะต้องตามหาคนในปกครองของเขาให้พบด้วยตนเอง ไม่ว่าใครจะยื่นมือมาช่วย...ชายหนุ่มก็จะไม่ยินดีรับไมตรีทั้งสิ้น


ประตูห้องกักขังถูกเปิดออกโดยฝีมือของข้ารับใช้สาว หล่อนมีสีหน้าไม่สู้ดีคงเพราะรับคำสั่งมาอีกทอด กระนั้นก็ยังสามารถนำสำรับอาหารเข้ามาให้เขาโดยที่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร คยูฮยอนกะพริบตามองทุกการกระทำของเธอในขณะที่ร่างโปร่งนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง สังเกตพฤติกรรมโดยไม่รีบร้อนที่จะหนีออกไป อย่างน้อย...เขาน่าจะยังอยู่ในพระราชวัง และข้ารับใช้คนนี้คงมีหน้าที่ต้องนำอาหารมาให้เขาเป็นเวลาต่อจากนี้ไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
“ผมต้องอยู่ในนี้อีกนานไหม” เขาเอ่ยถามไปอย่างที่คิด ข้ารับใช้สาวซึ่งกำลังจะเดินจากไปเหลียวหลังกลับมามองเขาด้วยแววตาสำนึกผิด
“ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะ ดิฉันรับคำสั่งมา...จึงต้องทำตาม” หล่อนตอบเสียงเบาด้วยเพราะกลัวว่าใครอื่นจะได้อีก คยูฮยอนพยักหน้ารับ ก้มมองสำรับอาหารที่ถูกจัดมาอย่างดี แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความอยากอาหารเลยสักนิด
“...องค์รัชทายาททราบหรือยังครับว่าผมหายตัวไป”
“ในเวลานี้...องค์รัชทายาทคงน่าจะทราบแล้วค่ะ...ข้างนอกมีทหารบางนายจับตาอยู่ คุณไม่ควรขัดขืนพวกเขา ดิฉันเกรงว่าคุณคยูฮยอนอาจได้รับอันตรายไปมากกว่านี้”
หล่อนเดินออกจากประตูพลางลงกลอนล็อคประตูให้แน่นหนาตามเดิม หลงเหลือเพียงความเงียบและกลิ่นของอาหารซึ่งลอยคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอับของห้องใต้ดิน อย่างน้อย...คยูฮยอนก็ได้ทราบว่าข้ารับใช้คนนี้ไม่ประสงค์ร้ายต่อเขา หล่อนเพียงแค่รับคำสั่งมาอีกที... ใบหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดวิตก แน่นอนว่าเจ้าของคำสั่งที่ว่าจะต้องสามารถตัดสินชะตาชีวิตของข้ารับใช้ได้เป็นแน่ หล่อนจึงไม่อาจกระทำการได้นอกเหนือคำบัญชา
หากองค์รัชทายาททราบเรื่องแล้ว เขารู้ว่าชายหนุ่มจะไม่อาจนิ่งเฉย แต่ในเมื่อ...หากคนที่สั่งการทั้งหมดคือองค์ราชาแทซัน มีหรือที่องค์ชายคนโตแห่งชเวจะรับมือไหว คยูฮยอนแค่หวังว่าตัวเขาเองจะไม่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครอีกหลายคนต้องมาเดือดร้อน
หรือหากเขาจะหายไปจริงๆ ...การหายไปอย่างเงียบเชียบคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


หลังซูโฮทราบเรื่องที่คยูฮยอนหายตัวไป เด็กชายไม่เคยคิดว่าผู้เป็นบิดาจะอยู่เบื้องหลัง...เขาไม่อาจนิ่งดูดายและปล่อยให้พี่ชายตามหาตัวสิ่งล้ำค่าจากพยองอันเพียงลำพัง สองพี่น้องไม่คิดขอความช่วยเหลือจากใครด้วยเพราะ...องค์รัชทายาทกล่าวกับน้องชายว่าเมื่อวันที่พระราชวังเกิดเรื่องแบบนี้ คิดหรือว่าคนในวังจะไม่เป็นอันตรายต่อพวกเรา พวกเขาพยายามนึกถึงสถานที่ในวังมากมายที่พอจะใช้เป็นที่กักขัง แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบสิ่งใด ซ้ำร้าย...ทหารในวังบางนายยังรับคำสั่งมาจากองค์ราชาแทซันเพื่อคอยสังเกตสององค์ชายแห่งชเวทุกการเคลื่อนไหว
ราวกับ...พวกเขาเป็นนักโทษเสียเอง
“ซูโฮ ไปพักเถอะ...ดึกมากแล้ว มะรืนมีสอบไม่ใช่หรือ” ชายหนุ่มออกปากเตือนผู้เป็นน้อง ทว่าซูโฮกลับส่ายศีรษะแรงๆ เป็นการปฏิเสธ
“ถ้าผมยังหาตัวพี่คยูฮยอนไม่เจอ...ผมจะนอนหลับได้ยังไง”
“พี่จัดการต่อได้ เชื่อพี่เถอะซูโฮ...เราน่ะไปพักผ่อนซะ” คล้ายว่าเขากำลังโมโห แต่องค์ชายชีวอนไม่ได้นึกโกรธใครนอกเสียจากตัวเขาเองที่ปล่อยให้คยูฮยอนอยู่คลาดสายตา...ทั้งยังวางใจว่าคงไม่น่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในวังได้ หากทุกอย่างก็ผิดคาดไปหมด
“แต่พี่ชีวอน...ผมร้อนใจเกินกว่าจะอยู่เฉยๆ จริงๆ นะครับ”
“พี่รู้...พี่เองคิดว่าตัวเองกำลังทรมานเสียด้วยซ้ำ” คนเป็นน้องนั่นนิ่งไปเมื่อได้ยินพี่ชายสารภาพความอัดอั้นในใจ พวกเขาทั้งคู่แม้จะอยู่ในวังมาตั้งแต่เกิด...แต่พระราชวังกลับเต็มไปด้วยความพิศวงเกินกว่าที่จะหยั่งถึง เขาเองรู้จักพระราชวังแห่งนี้น้อยเสียจนไม่น่าเชื่อ ว่ากันว่าบางสถานที่ในวังก็แทบไม่เคยมีใครได้เข้าไปเหยียบ ทุกอย่างสามารถซุกซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้ทั้งนั้น
“หม่อมฉันคิดว่าองค์ชายทั้งสองควรไปพักผ่อนทั้งคู่นะคะ ล่วงเลยเวลามาขนาดนี้เกรงว่าจะไม่สบายทั้งคู่ อีกอย่าง...หม่อมฉันทราบนิสัยขององค์ราชาแทซันดี คุณคยูฮยอนปลอดภัยแต่ถูกซ่อนให้พ้นสายตาองค์ชายชีวอนเท่านั้น องค์ราชาเพียงแค่ต้องการกดดันองค์ชาย”
เสียงของแม่นมเรียกความสนใจจากทั้งองค์ชายแห่งชเวทั้งสอง หญิงชราเอ่ยเรียบๆ และนั่นทำให้ชีวอนตระหนักในความจริงข้อนี้ดี... สิ่งเดียวที่บิดาของเขาต้องการในตอนนี้มากที่สุดคือการเห็นเขาทุกข์ใจเพื่อท้ายที่สุดเขาจะต้องส่งตัวคยูฮยอนกลับพยองอันไปตามที่ประสงค์
“หากผมเจอตัวคยูฮยอนเมื่อไหร่...ผมจะพาเขากลับเกาะพยองอัน จะไม่มีวันให้ใครได้คิดทำร้ายเขาเองอีก”
“หม่อมฉันแค่อยากให้องค์ชายทั้งสองสบายใจและไปพักผ่อนเพื่อวันพรุ่งนี้ ดิฉันเชื่อว่าคุณคยูฮยอนยังปลอดภัยจริงๆ และจะต้องอยู่ภายในวังแน่นอน เชื่อหม่อมฉันเถอะค่ะ”
ท่าทางสงบตามวิสัยของแม่นมยองจาทำให้องค์ชายแห่งชเวใจเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ ด้านซูโฮยอมที่จะกลับไปพักผ่อน... ส่วนองค์รัชทายาทชีวอนเลือกที่จะกลับไปยังตำหนักรองแทนที่ห้องบรรทมของตนเอง สายลมภายนอกพัดผ่านเข้ามาในห้องแต่กลับไม่ช่วยให้หายว้าวุ่นใจ ชายหนุ่มไม่อาจข่มตาให้หลับลงในขณะที่เขาเองไม่ทราบว่าเด็กหนุ่มนั่นอยู่แห่งหนใด หากนี้มันคือฝันร้าย...ชีวอนหวังว่ามันคงเป็นเพียงฝันข้ามคืนซึ่งเมื่อตื่นขึ้นมา เขาจะพบหน้าโจ คยูฮยอนอีกครั้ง และครั้งนี้เขาจะไม่ยอมปล่อยมือคนรักเป็นอันเด็ดขาด!

            เช้าวันนี้เขาได้รับข้อความจากอดีตคู่หมั้นสาวผ่านโทรศัพท์มือถือ คิม ยูอีแจ้งข่าวว่าตนเพิ่งจะบินไปอิตาลีเมื่อคืน แต่เพราะเหตุผลส่วนตัวจึงไม่อยากเข้ามาบอกลาเขาด้วยตนเอง ทว่า...ท้ายข้อความของเธอกลับมีบางประโยคที่ทำให้เขาฉุกใจ
            ฉันคิดว่าในวังมีเรื่องแปลกๆ ไม่รู้สิ...ตำหนักหลัง คุณเคยบอกว่ามันแทบจะไม่มีใครไปเหยียบหากไม่จำเป็น แต่เมื่อคืนฉันพบว่าที่นั่นราวกับมีบางอย่างถูกซ่อนอยู่
            ตำหนักหลัง...หรือตำหนักนวลจันทร์
          แต่ความจริง เขาเข้าไปค้นหาแล้ว...กลับไม่พบสิ่งใด ตำหนักที่อยู่เกือบหลังสุดของพระราชวัง เขาทราบเพียงว่าเมื่อก่อนเคยเป็นตำหนักของเหล่าสนมเล็กสนมน้อยซึ่งมีฐานะติดตัวเป็นเครื่องบรรณาการ ตัวตำหนักก่อสร้างแบบง่ายๆ ดูไม่ซับซ้อนอะไร จนเขาคิดวันนี่คงไม่ใช่สถานที่ที่องค์ราชาแทซันคิดจะนำคยูฮยอนมาซ่อนไว้แน่ๆ อย่างไรก็ดี...เพราะเมื่อเขานึกย้อนไปถึงคำพูดของผู้เป็นบิดาครั้นเค้นคำตอบถึงที่กักขังตัวเด็กหนุ่ม
อยู่ในที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องบรรณาการ
นี่จึงไม่เสียหายหากเขาจะลองค้นหาให้แน่ชัด...ตราบใดที่เขายังไม่รู้พระราชวังกลางกรุงโซลอันแสนลึกลับดีพอ
เจ้าของร่างสูงรุดหน้าไปยังตำหนักนวลจันทร์ในทันที หนนี้มีข้ารับใช้วนเวียนอยู่ใกล้ๆ นั่นยิ่งเสริมให้ข้อสงสัยของเขาหนักแน่นมากขึ้น ทว่าก่อนที่เขาจะได้ก้าวเข้าไปในตัวตำหนักกลับมีมือของใครสักคนดึงแขนของเขาไว้ เมื่อเหลียวหลังไปจึงพบว่าเป็นน้องชายของเขาเอง องค์ชายเล็กซูโฮ
“มีอะไรหรือซูโฮ”
“พี่ชีวอน...ผมพยายามค้นเอกสารเก่าๆ เกี่ยวกับพระราชวัง มีข้อมูลบางอย่างบอกว่า...ตำหนักนวลจันทร์ที่ใครต่อใครคิดว่าเป็นตำหนักแห่งการเสพสม แท้จริงมีห้องใต้ดินซุกซ่อนอยู่...แถมที่นั่นเมื่อก่อนเคยไว้ใช้ทรมานสนมที่กระทำผิดหรือแม้แต่เล่นชู้กับข้ารับใช้ในวังครับ”
ข้อมูลใหม่จากการที่ซูโฮได้สืบเสาะมาทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าสถานที่ซึ่งบิดาของเขากล่าวไว้ว่า เหมาะสมกับเครื่องบรรณาการนั่น จะต้องเป็นห้องใต้ดินของตำหนักนวลจันทร์ นัยแฝงแห่งการดูถูกเหยียดหยามคงไม่มีใครคิดกลอุบายนี้ได้ลึกซึ้งเท่าองค์ราชาแทซัน ดั่งเช่นที่เคยทำให้โจ คยูฮยอนต้องอับอายเพราะถูกครหาว่าเป็นเพียงกีแซงต่อหน้าแขกเหรื่อในงานเลี้ยงอาคันตุกะมาแล้ว
“ถ้าอย่างนั้น...เราก็ต้องตามหาห้องใต้ดินที่ว่านั่นให้เจอ!
“เดี๋ยวก่อนครับพี่ชีวอน...ผมคิดว่าผมปะติดปะต่อเรื่องสำคัญอีกเรื่องได้” น้ำเสียงของซูโฮสะดุดไป สีหน้าของเด็กชายทำให้คนเป็นพี่เช่นเขาต้องยกมือวางลงบนไหล่ทั้งสองขององค์ชายคนเล็กแห่งชเวเสมือนให้กำลังใจ เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิท ภาวนาว่าเรื่องที่ว่า...อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
“ว่ามาสิ...”


“คนที่วางยาท่านพ่อ...คือแม่นมยองจาครับ”