-10-
มันเป็นเช้าที่ไร้ความอบอุ่น...
คยูฮยอนลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงหลังเดิมภายในเรือนรับรอง
ปราศจากเจ้าของวงแขนแกร่งซึ่งโอบกอดเขาไว้ทั้งคืน หน้าที่ต่างๆ
ฉุดรั้งให้องค์ชายคนโตแห่งชเวไม่อาจทำอะไรได้ตามอำเภอใจ
สิ่งล้ำค่าจากพยองอันรู้ดีเต็มอก เปลือกตาบางกะพริบตาหนีแสงสว่างอีกทั้งยังอยากข่มให้หลับสู่นิทรา
เขาไม่พร้อมที่ต้องเผชิญกับเรื่องหนักใจใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการเดินทางหนีไปที่เกาะพยองอันดั่งคำประสงค์ขององค์รัชทายาทชีวอน
หากเป็นเช่นนั้น...ไม่เพียงแต่เขาที่ถูกครหา แต่เป็นองค์ชายผู้สูงศักดิ์ต่างหากที่จะต้องถูกใครต่อใครตราหน้าว่าไร้ความรับผิดชอบ
ละทิ้งประเทศรวมถึงหน้าที่อันใหญ่หลวง เรื่องทุกอย่างไม่ควรจบลงที่การหนีปัญหา...
‘เราหนีทุกอย่างไปไม่ได้องค์ชาย...เราต้องยอมรับความจริงที่เป็นอยู่’
‘ความจริงของฉัน...คือชีวิตนี้
ฉันขาดเธอไม่ได้!’
‘ไม่องค์ชาย...ความจริงที่ว่าคือ
พระจันทร์ไม่อาจอยู่เคียงข้างพระอาทิตย์ได้เสมอ’
‘คยูฮยอน...ฉันควรทำยังไงต่อไป’
‘องค์ชายควรรับผิดชอบต่อหน้าที่อันยิ่งใหญ่มากกว่าหน้าที่หัวใจ...อันไร้หนทาง’
บทสนทนาทั้งหมดเวียนวนอยู่ภายในหัวสมองของเด็กหนุ่ม...
ไม่ว่าใครก็เหนื่อยล้ากับเส้นทางอันแสนลำบากทั้งนั้น
ขวากหนามมันพร้อมทิ่มแทงร่างกายและจิตใจเสมอ เขาอยากจะหยุดความสัมพันธ์อันซับซ้อนแต่มันกลับเป็นเพียงความคิดชั่วขณะหนึ่ง
หน้าที่ของโจ คยูฮยอนในตอนนี้คือการอยู่เคียงข้างองค์รัชทายาทในวันที่อ่อนแอ
ซื่อสัตย์ต่อคำมั่นจนกว่าเจ้าของหัวใจดวงนี้จะไม่ต้องการเขาอีก
วันเวลาของเครื่องบรรณาการมนุษย์ยังคงต้องดำเนินต่อไป
แม้ภายในใจจะเจ็บหน่วงอย่างบอกไม่ถูก
ร่างโปร่งหยัดตัวลุกขึ้นจากเตียงเพื่อทำธุระส่วนตัว
ครั้นเรียบร้อยดีก็พบว่าหน้าประตูเรือนรับรองมีเสียงเคาะประตูอย่างเป็นจังหวะ
แน่นอน...คงหนีไม้พ้นแม่นมยองจาที่เป็นผู้นำอาหารเช้ามาให้เขาเป็นประจำ
คยูฮยอนรับถาดสำรับอาหารจากหญิงชราพร้อมเอ่ยขอบคุณเสียงอ่อนด้วยนึกเกรงใจ
“ขอบคุณครับ
แต่ผมทำให้แม่นมเหนื่อยมากขึ้น”
“ไม่หรอกค่ะ
มันเป็นหน้าที่...และดิฉันเองก็เต็มใจ” เธอตอบและไม่ลืมจะมอบรอยยิ้มละไม
“คราวหลัง...ผมเข้าไปทานที่ครัวเองก็ได้นะครับ”
“คุณเป็นคนขององค์รัชทายาท
จะไปทานข้าวที่ครัวเฉกเช่นข้ารับใช้ไม่ได้หรอกค่ะ”
แม่นมยองจาแย้งปฏิเสธทันควันด้วยเพราะรู้ดีว่าความคิดเช่นนี้ของหนุ่มน้อยเกิดจากความอ่อนน้อมในตัว
รังแต่จะยิ่งทำให้องค์ชายคนโตแห่งชเวหงุดหงิดใจเสียเปล่าๆ
“ผมกินง่ายอยู่ง่าย
ไม่จำเป็นต้องลำบากมากเรื่องขนาดนั้น” ไม่วายจะรั้นเสียจนหญิงเจ้าของเรือนผมสีดอกเลาถอนหายใจแผ่วเบา
“เชื่อดิฉันเถอะค่ะ...คุณคยูฮยอนเป็นยิ่งกว่าสิ่งล้ำค่าสำหรับองค์รัชทายาท...องค์ชายต้องการให้คุณอยู่อย่างสบายที่สุด”
“ครับ...ผมทราบดี
องค์ชายตรัสกับผมเช่นนั้นเสมอ”
“ช่วงเย็นวันนี้องค์ชายจะเข้ามาพบคุณคยูฮยอนเช่นเดิมนะคะ
พักผ่อนเถอะค่ะ ดิฉันไม่รบกวนแล้ว”
แม่นมผู้เลี้ยงดูองค์รัชทายาทเฝ้ามองดวงหน้าขาวจัดซึ่งเต็มไปด้วยความกังวลใจ
กระนั้นนัยน์ตาสีเข้มกลับมีแววประกายบางอย่างที่เธอพอจะเดาออกว่าคือสิ่งใด
คนเก่าแก่เช่นยองจาเฝ้ามองความรักภายในพระราชวังมาหลากหลายนัก
ไม่ว่าจะแยกจากไปจนถึงสมหวัง กับครั้งนี้...เธอยังคงเชื่อมั่นในคำว่า พรหมลิขิต
ที่ขีดเส้นแห่งโชคชะตาของคนเราไว้ได้อย่างโลดโผน
อาจต้องเจ็บปวดเพราะอุปสรรคบ้างแต่ผลลัพธ์ที่รออยู่ย่อมคุ้มค่ากับบาดแผลเล็กน้อยเสมือนบทพิสูจน์สำคัญ
บทพิสูจน์ที่ว่า...รักแท้ไม่มีวันได้มาง่ายๆ
หากหัวใจสองดวงไม่เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความทรมานอันแสนสาหัส
กามเทพซูโฮไม่อาจนิ่งนอนใจ...
เด็กชายวางใบหน้าลงบนหนังสือเล่มหนา
ไม่คิดจะสนใจตัวอักษรมากมายอีกต่อไป เนื่องด้วยหัวสมองของเขามันเต็มไปด้วยเรื่องคลางแคลงใจทั้งสิ้น
ไหนจะเรื่องที่ท่านพ่อหรือองค์ราชาแทซันล้มป่วยอย่างไร้สาเหตุ
เขาเชื่อว่าตลอดว่าผู้เป็นบิดาถูกวางยาแต่กลับไม่มีหลักฐาน
แม้กระทั่งจะจับมือใครดมยังไร้หนทาง เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทและคิดว่าอาการป่วยที่ว่าน่าจะเกิดจากโรคทั่วไป
ทว่าจู่ๆ ท่านพ่อกลับฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์นั่นอีก
ไม่ว่าจะพยายามปะติปะต่อเรื่องราวอันน่าสงสัยอย่างไร
องค์ชายเล็กซูโฮก็ไม่อาจไขปริศนานี้ได้
คงไม่พอกระมัง...เรื่องปวดหัวอีกเรื่องคงหนีไม่พ้น
พิธีอภิเษก(จอมปลอม)ที่ดูท่าจะรุดหน้าไปมาก
ซูโฮไม่ต้องการให้พิธีนี้เกิดขึ้นหากพี่ชายตัวดีและพี่ชายคนโปรดจากพยองอันต้องตรอมใจกันไปทั้งคู่
โดยที่เขาไม่อาจช่วยเหลือใดๆ กำหนดการที่เขาพอจะได้ยินมาคือ อาทิตย์หน้าจะมีการประกาศผ่านสื่อเพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้เพื่อเตรียมพร้อมกับการเฉลิมฉลอง
ขณะเดียวกันในอีกสองวันข้างหน้า
ภายในพระราชวังกำลังจะจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับอาคันตุกะจากนานาประเทศ
ทั้งยังเป็นงานเลี้ยงต้อนรับองค์ราชาที่เพิ่งจะหายจากอาการประชวร
เหลือเชื่อไปสักนิดที่ใครต่อใครต่างก็อ้างว่าประเทศกำลังระส่ำระสาย
แต่กลับคิดที่จะจัดงานเลี้ยงเช่นนี้ได้ คงเพราะต้องการแสดงให้เหล่าประเทศราชและต่างชาติตระหนักว่าราชวงศ์ชเวยังคงเข้มแข็งและมั่นคงเป็นแน่
“ไม่ตั้งใจเรียนอีกแล้วนะครับองค์ชายเล็ก”
เสียงห้าวของครูหนุ่มเอ่ยทักพร้อมร่างสูงใหญ่ซึ่งก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ
เด็กชายเหลือบตามองอย่างเบื่อๆ พ่นลมหายใจนิดก่อนจะยืดตัวเพื่อนั่งหลังตรง
“คิดมากจนไม่รู้จะเอาสมองส่วนไหนมาเรียนแล้วน่ะครับครูแทค”
“เรื่ององค์รัชทายาทกับคุณคยูฮยอนใช่ไหมล่ะครับ”
“ความจริงก็ใช่ครับ
แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมพยายามไขความข้องใจ” มุ่ยหน้าพลางยกฝ่ามือขึ้นยีเส้นผมตัวเองอย่างสุดจะทน
ปริศนามากมายล้วนแต่กำลังคาใจเขาทั้งสิ้น ยิ่งพยายามหาคำตอบกลับยิ่งถลำลึกสู่เขาวงกตก็ไม่ปาน
“กระหม่อมแนะว่าองค์ชายเล็กควรค่อยๆ
เคลียร์ปัญหาไปทีละเรื่องดีกว่า ...ได้ข่าวว่าพิธีอภิเษกใกล้เข้ามาทุกทีไม่ใช่หรือครับ”
แทคยอนว่าเตือนสติ เขาสบมองดวงตาคมเข้มไร้แววดุดันเช่นเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ
ด้วยเพราะซูโฮยังอ่อนวัย
ลูกศิษย์ตัวขาวยังคงถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกพลางบ่นพึมพำเสียงเครียด
“ผมคิดเรื่องนี้ไม่ตกมาหลายวันแล้ว
แค่อยากให้พิธีนี้อย่าเพิ่งเกิดขึ้น และพี่ชีวอนควรได้ถอนหมั้นพี่ยูอีไปซะ”
“อย่าหาว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะครับ
กระหม่อมแค่อยากเสนอความคิดสักหน่อย” ขึ้นชื่อว่าเป็นครูศิษย์ย่อมมองตาก็รู้ใจ
ชายหนุ่มผิวเข้มเผยยิ้มบางครั้นมองเห็นแววประกายความหวังจากนัยน์ตาโต
พลันองค์ชายเล็กแห่งชเวรีบกระเซ้าถามด้วยความสนอกสนใจ
“ครูแทคมีแผนอะไรหรือครับ?”
“หากถอนหมั้นไม่ได้...ก็ทำให้คุณยูอีรู้ว่าพระราชวังแห่งนี้ไม่เหมาะกับเธอสิครับ”
รอยยิ้มซึ่งไม่อาจอธิบายได้ปรากฏบนใบหน้าได้รูป
มองเผินๆ อาจดูเหมือนกามเทพ ทว่าในสายตาอ๊ค
แทคยอน...เด็กชายตรงหน้าไม่ต่างอะไรไปจากเดวิลตัวน้อยๆ เลยสักนิด
งานนี้องค์ชายเล็ก ซูโฮขอทุ่มสุดตัวเลยละกัน!!
อาจเพราะพระราชวังใจกลางกรุงโซลกำลังจะมีงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ในรอบหลายปี
รวมไปถึงการจัดพิธีอภิเษกจึงทำให้เชื้อพระวงศ์ที่ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ถึงเมืองนอกเมืองนาอย่าง
องค์ชายชเว จินฮยอก และครอบครัวจำต้องกลับมาร่วมงานอย่างปฏิเสธไม่ได้
ชายหนุ่มวัยสามสิบปลายผู้ไม่เคยคิดจะรับหน้าที่ใดๆ
เกี่ยวกับราชวงศ์เหินฟ้าไปเรียนถึงแคนาดาตั้งแต่วัยรุ่น
ช่วงหนึ่งเขากลับมาใช้ชีวิตที่เกาหลีกระนั้นกลับทนประเพณีต่างๆ ไม่ได้ ดีที่ได้พบรักกับภรรยาซึ่งอายุห่างกันอยู่มาก
เธอเปรียบเสมือนกำลังใจทั้งหมดของเขา ฮวัง มิยอง เป็นนางแบบและกำลังผันตัวสู่ดีไซเนอร์ระดับแถวหน้า
ความเป็นหญิงหัวสมัยใหม่ทำให้เธอไม่เป็นที่ยอมรับของราชสำนึกเท่าที่ควร
ด้วยเหตุนี้องค์ชายจินฮยอกจึงสละศักดินาทุกอย่างเพื่อเดินทางไปสร้างครอบครัวอันแสนธรรมดา
น้อยคนนักที่จะรู้จักหนุ่มใหญ่คนนี้ว่าเป็นชายสูงศักดิ์แห่งราชวงศ์ชเว
เวลานี้...ห้องรับแขกเปิดประตูต้อนรับเชื้อพระวงศ์ผู้มาเยือน
โดยมีองค์รัชทายาทชีวอนและองค์ชายเล็กซูโฮซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์ชายจินฮยอกและครอบครับมากกว่าใครเป็นผู้รับหน้าที่
“ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านอากลับมาครับ”
ผายมือให้ผู้เป็นอาและหญิงสาวอาสะใภ้นั่งลงที่โซฟาต้อนรับ พร้อมกันนั้น...ยังมีพยานรักของคนทั้งคู่
เฮนรี่ เด็กชายหน้าตาน่ารักอายุเพียง 2 ขวบ
“ความจริงก็ไม่ได้อยากกลับมาเท่าไหร่นักหรอก
แต่เพราะหลานกำลังจะมีข่าวดี หากอาอยู่เฉย เห็นทีว่าจะเย็นชาไปสักหน่อย”
คนเป็นอาตอบหลานชายคนโตด้วยท่าทีสบายๆ จินฮยอกสนิทสนมกับหลานชายคนนี้มากเมื่อครั้งอยู่ที่เกาหลี
จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะมองเห็นนัยน์ตาสีเข้มหม่นลงราวกับมีเรื่องกลัดกลุ้มคิดไม่ตก
“หรือไม่อยากเข้าพิธีเสียแล้วล่ะ” เขาโพล่งถามอย่างรู้ทัน
“ประมาณนั้นแหละครับอา...มันรวดเร็วเกินไป”
องค์รัชทายาทชีวอนยอมรับโดยดุษณี
“ดูจะมีปัญหาหัวใจล่ะสิท่า”
จินฮยอกเสริม และนั่นก็ทำให้หลานชายพยักหน้ารับเพียงนิด เขาส่ายศีรษะ
ชีวอนเป็นชายหนุ่มซึ่งถูกเลี้ยงดูตามกรอบประเพณีของราชสำนักมาโดยตลอด ด้วยตำแหน่งองค์รัชทายาทค้ำคอรวมไปถึงคุณสมบัติอันไร้ที่ติ
กระนั้นเขากลับมองออกว่าหลานชายคนโตเป็นเพียงคนที่พยายามสร้างภาพเคร่งขรึมเย็นชาไปอย่างนั้น...แต่เนื้อแท้จริงๆ
เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาและต้องการอิสรเสรีเช่นเดียวกันกับเขา
“ความจริง...ผมมีคนที่รักอยู่แล้ว
และกับยูอี ผมไม่เคยคิดจะสานสัมพันธ์กับเธอเลย”
“ใช่แล้วครับ! ถึงสายตาคนนอกจะมองว่าพี่ยูอีเหมาะสมกับพี่ชีวอน
แต่ผมว่า พี่คยูฮยอน...”
“ซูโฮ” องค์ชายเล็กซูโฮจำต้องเงียบปากกะทันหันครั้นถูกคนเป็นพี่เรียกชื่อเสียงต่ำเหตุเพราะความจุ้นจ้าน
ทั้งที่เขาอยากจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดเต็มทน
“นี่มันเข้าข่ายคลุมถุงชนหรือเปล่าคะ”
เป็นมิยองที่เอ่ยขึ้นบ้าง
ความเป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่ทำให้เธอไม่เคยเห็นด้วยกับการแต่งงานโดยปราศจากความรักแต่อย่างใด
สีหน้าของหญิงสาวขรึมจริงจังในขณะที่เรียวมือบางลูบเส้นผมสีเฮเซลของลูกชายตัวเล็กไปพลาง
“การวางคู่หมั้นคู่หมายโดยให้ชายหนุ่มหญิงสาวมาทำความรู้จักกันทีหลังเข้าข่ายคลุมถุงชนอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะให้เวลาสองคนสองได้สานสัมพันธ์กันมากขนาดไหน
แต่เมื่อใดที่ใจไม่มีไมตรีต่อไป รังแต่จะเป็นพื้นฐานครอบครัวอันร้าวฉานนั่นแหละ”
“เฮนรี่เกิดจากความรักของพวกเรา...ดังนั้นเขาจึงเป็นเด็กที่โชคดี
แต่หาก...พ่อแม่ของพวกเขาไม่มีความรักให้แก่กัน
มีหรือคะที่เด็กคนนั้นและครอบครัวจะมีความสุข”
คำพูดของมิยองหยุดทุกความเคลื่อนไหวภายในห้องรับแขก
ทั้งนี้เพราะเธอพูดมันออกมาจากส่วนลึกในจิตใจ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นองค์รัชทายาทผ่อนลมหายใจแผ่วเบา
ปัญหารอบตัวรุมเร้าเขาและมากไปกว่านั้น...เขาคิดหาทางออกไม่ได้
ทั้งที่ใจอยากจะดื้อรั้น
ขัดคำบัญชา...แต่สิ่งที่คยูฮยอนได้เตือนสติเขายังคงลอยเคว้งอยู่ในโสตประสาท
‘องค์ชายควรรับผิดชอบต่อหน้าที่อันยิ่งใหญ่มากกว่าหน้าที่หัวใจ...อันไร้หนทาง’
องค์รัชทายาทไม่ใช่มนุษย์หรอกหรือ...องค์รัชทายาทไม่สามารถใช้ชีวิตตามหัวใจตนเองกำหนดหรอกหรือ...
ชายหนุ่มได้แต่ตั้งคำถามเช่นนี้ตอกย้ำตนเอง หากเลือกเกิดได้ เขายอมเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาเสียยังจะดีกว่า
“ผมพยายามชี้แจงเหตุผลกับท่านพ่อไปแล้ว
แต่ดูเหมือนจะไร้ความหมาย”
“อารู้ว่าพ่อของหลานเป็นคนยังไง...แต่ก็เอาเถอะ
อาจะลองคุยๆ ให้เผื่อพิธีอภิเษกจะเลื่อนออกไปก่อน
สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ถึงจะนิ่งๆ ในสายตาต่างชาติ
แต่อาก็พอจะรู้ว่าเบื้องหลังความสงบเรียบร้อยน่ะ
มันเต็มไปด้วยไฟที่พร้อมจะลุกโชนแผดเผาความมั่นคงของประเทศได้เสมอ”
องค์ชายจินฮยอกกล่าวน้ำเสียงเรียบ
ส่วนคนเป็นหลานเองได้แต่พยักหน้ารับเนืองๆ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขากำลังหนักใจกับเรื่องส่วนตัวเสียจนลืมปัญหาหลักของประเทศ เป็นไปได้องค์รัชทายาทชีวอนอาจต้องจัดการกับเรื่องยุ่งๆ
เหล่านี้ให้หมดไปอย่างเด็ดขาด
หากยอมแพ้ต่ออุปสรรคเหล่านี้...มีหรือที่เขาจะสามารถใช้ชีวิตกับคนรักได้อย่างมั่นคง
ชายหนุ่มแค่ภาวนาให้สิ่งกีดขวางความรักหมดไป
และอย่าได้มีอุปสรรคใดอื่นมาขวางกั้นอีกเลย
เรือนร่างโปร่งบางภายใต้ชุดฮันบกสีสวยมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
คยูฮยอนไม่มั่นใจว่าเหตุใดเขาจึงต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงอาคันตุกะ และไม่ทราบว่าตนต้องเดินเข้างานเลี้ยงด้วยสีหน้าเช่นไร
ชุดฮันบกชุดนี้องค์รัชทายาทเป็นผู้นำมันมาให้ พร้อมกำชับเสียงหนักแน่นให้เขาไปที่งานโดยไม่ต้องเกรงกลัวสายตาของใครๆ
แต่จะปฏิเสธอย่างไรว่าเด็กหนุ่มกลัวกับสิ่งที่ยังไม่ทันเกิด... เขาได้แต่นั่งกอดเข่าอยู่ภายในเรือนรับรองมาเนิ่นนานแม้นาฬิกาฝาผนังจะบอกว่านี่เลยเวลาเริ่มงานไปมาก
“พี่คยูฮยอนครับ...พี่ชีวอนให้ผมมาตามพี่ไปที่งานเลี้ยงครับ”
เสียงขององค์ชายเล็กซูโฮเอ่ยเรียกชื่อเขาอยู่หน้าประตู
สิ่งล้ำค่าจากพยองอันนึกอยากจะป่วยการเมืองเอาเวลานี้เหลือเกิน
เขาจะได้ไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับแขกเหรื่อในงาน
แต่ไหนแต่ไรคยูฮยอนไม่ใช่คนชอบสังสรรค์ ทว่าหากซูโฮมาตามเขาถึงที่ อาจหมดหนทางจะหลีกเลี่ยงแล้วกระมัง
เขาสาวเท้าเอื่อยๆ
ไปเปิดประตู ยกยิ้มบางเมื่อเห็นองค์ชายเล็กแห่งชเวอยู่ในชุดฮันบกสีสุภาพ แปลกตาไปจากทุกทีที่ได้พบเจอ
“ดูดีมากเลยนะซูโฮ”
คยูฮยอนออกปากชมเด็กชายเบื้องหน้า พยายามกลบเกลื่อนท่าทีหวั่นวิตก
“พี่ชีวอนคงรอพี่แย่แล้วล่ะครับ
เราไปกันเถอะ”
“ว่าแต่...คุณยูอี?”
“รายนั้นน่ะมาแน่นอนครับ...แต่พี่ชีวอนน่ะปลีกตัวออกจากเธอทุกห้านาทีครับ
ดีที่มีท่านอาจินฮยอก ไหนจะคุณอาสะใภ้มิยองและเจ้าหนูเฮนรี่อีกคน
บอกเลยครับว่าไม่งั้นพี่ชีวอนได้ถูกคู่หมั้นคนสวยควงตลอดงานแน่”
ซูโฮพร่ำบ่นไม่ขาดปากไปตลอดโถงทางเดินซึ่งเชื่อมกับตำหนักใหญ่
มีชื่อของบุคคลอื่นที่คยูฮยอนไม่รู้จักเข้ามาในบทสนทนา แม้ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นจะคิดกับเขาเช่นไร
แต่เด็กหนุ่มเองกลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด
อาจเพราะองค์รัชทายาทเลือกที่จะอยู่ในงานกับบุคคลดังกล่าวมากกว่าจะอยู่กับคู่หมั้นสาว
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที...พวกเขาก็เดินทางมาถึงห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ โคมไฟระย้าเด่นสง่าอวดแสงประดับอยู่บนเพดาน
เข้ากันดีกับเฟอร์นิเจอร์และฝาผนังซึ่งโอบล้อมโดยรอบด้วยสีโทนอุ่น ไม่น่าเชื่อว่าตำหนักใหญ่ซุกซ่อนห้องจัดเลี้ยงรูปแบบกึ่งทันสมัยและจัดสรรพื้นที่ใช้สอยต่างๆ
ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว
งานเลี้ยงที่จัดขึ้นนอกจากเป็นการเปิดพระราชวังเพื่อต้อนรับอาคันตุกะจากนานาชาติแล้ว
ยังเป็นงานเลี้ยงฉลองเนื่องในโอกาสที่องค์ราชาแทซันหายประชวรอีกด้วย
ไม่เพียงแต่แขกเหรื่อมากล้น แต่ทุกคนล้วนแต่เป็นผู้มีตำแหน่งทั้งสิ้น
ทั้งนักการทูตรวมถึงผู้ที่มีสายสัมพันธ์อันดีต่อราชวงศ์
น่าประหลาดที่ไร้เงาของคณะรัฐมนตรีปาร์ค อุนซู
“พี่คยูฮยอนครับ...รีบไปหาพี่ชีวอนกันเถอะ”
เพราะรู้สึกว่ามีสายตาใครอื่นจดจ้องมาที่บรรณาการหนุ่มน้อยจากพยองอันเป็นพิเศษ
ซูโฮคว้ามือพี่ชายคนโปรดเพื่อก้าวขายาวๆ ไปยังตำแหน่งที่พี่ชายยืนอยู่
ขณะเดียวกันเสียงหัวใจของคยูฮยอนเริ่มเต้นถี่แรงอาจเพราะกังวลระคนตื่นกลัว
“เดี๋ยว...”
ดูท่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิด!
“โธ่เว้ย!”
เด็กชายสบถแผ่วพลางยกมือขึ้นกุมขมับ
ร่างบอบบางผู้มีตำแหน่งเป็นพระคู่หมั้นขององค์รัชทายาทก้าวเท้าด้วยกิริยาแช่มช้อย
เธออยู่ในชุดฮันบกและแน่นอนว่าคิม ยูอีดูสวยกว่าหญิงสาวทุกคนในงาน
เรียวปากสีอ่อนแย้มยิ้มหากแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันเสียจนปิดไม่มิด
“มาแสดงตัวในฐานะเครื่องบรรณาการหรือ?”
หนนี้คยูฮยอนเงียบไป และคิดหาเหตุผลที่เขาต้องมางานเลี้ยงนี้ไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขารู้คือนี่เป็นความประสงค์จากองค์รัชทายาท
คุณหนูตระกูลคิมหัวเราะหึแต่ลำคอ
ยกมือขึ้นบีบต้นแขนคนตรงหน้าเต็มแรง พอใจอย่างบอกไม่ถูกที่มารความสุขหน้าซื่อดูท่าจะถึงทางตันเข้าให้จริงๆ
“...”
“เงียบทำไมล่ะ...หรือเพราะมันจริงอย่างที่ฉันว่า
หื้ม?”
“ขอโทษด้วยนะคะคุณยูอี
ดิฉันแค่อยากคุยด้วยสักหน่อย”
ใบหน้าของสาวสวยรูปลักษณ์สง่าดั่งพญาหงส์เรียกความสนใจจากคยูฮยอนเพื่อผินมองเธอให้เต็มตา
ดวงตาหวานแต่มองดูคล้ายแม่เสือที่พร้อมทำให้ใครต่อใครยอมสยบ
รวมไปถึงกิริยาเรียบร้อยทว่ากลับดูกระฉับกระเฉง คยูฮอยนสบตาเธอในขณะที่เธอเองก็ยกยิ้มใจดีตอบกลับมาให้
“นี่คือคุณอาสะใภ้มิยองครับ
เป็นภรรยาของท่านอาจินฮยอก...เฮ้อ เราไปหาพี่ชีวอนเถอะครับ นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว” เด็กชายตัวขาวกระซิบบอกกึ่งบ่นกระปอดกระแปด
อาศัยจังหวะที่ยูอีดูงุนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขารีบสืบเท้าไปหาชายหนุ่มตัวสูงภายใต้สูทสมัยนิยมผิดแผกไปจากใครอื่นซึ่งสวมชุดฮันบก
องค์ชายเล็กซูโฮแยกออกไปดูแลเจ้าตัวเล็กเฮนรี่โดยมีครูหนุ่มอย่างแทคยอนร่วมขบวนการพี่เลี้ยงเด็กอีกแรง
ครั้นได้พบกันภายในงานเลี้ยงเช่นนี้กลับเป็นคยูฮยอนเองที่ทำอะไรไม่ถูก
ด้วยเพราะปกติพวกเขามักใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง องค์รัชทายาทชีวอนหาได้สนใจสายตาของใครไม่
เขาคว้าเรียวมือบางไปกอบกุม กระชับอุ้งมือของกันและกันให้แนบแน่น ทีแรกเด็กหนุ่มทำท่าจะชักมือออกเพราะเกรงกลัวต่อสายตาคนรอบข้าง
หากจนแล้วจนรอดองค์รัชทายาทกลับเอาแต่ใจและรั้นจะจับมือเขาไว้เช่นนั้นไม่ยอมปล่อย
โชคดีเหลือเกินที่องค์ราชาแทซันถูกห้อมล้อมและพูดคุยกับนักการทูตจนไม่อาจสังเกตว่าเขาเดินเข้ามาในงานเลี้ยง
“คยูฮยอนใช่ไหม...”
องค์ชายจินฮยอกเป็นพูดเอ่ยปากท่ามกลางสถานการณ์อันติดขัด
“ครับ...” ก้มหน้ารับคำช้าๆ
ทั้งยังรักษากิริยานิ่งสงบ แม้ภายในใจของคยูฮยอนจะร้อนรนด้วยเพราะสายตาใครต่อใครที่จ้องตรงมายังเขาก็ตาม
“เธออาจต้องเหนื่อยที่ต้องรับมือกับชีวอนและราชวงศ์ชเว
แต่รับรองได้ว่าหลานคนนี้ของฉันไม่เคยทำตัวแบบนี้กับใครหรอก”
เสียงห้าวว่าพร้อมรอยยิ้ม
แก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างฉับพลันเพราะพอจะทราบว่าองค์รัชทายาทอาจเล่าเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับเขาให้ผู้เป็นอาได้ฟังแล้ว
อย่างไรก็ดีคยูฮยอนสัมผัสได้ว่าชายตรงหน้าไม่ได้ดูน่ากลัวเท่าองค์ราชาแทซัน
หากดูใจดีมากเสียจนไม่น่าเชื่อ
“...ค-ครับ”
“ความรักถ้าไม่มีอุปสรรค...มันจะเรียกว่าความรักได้ยังไง
ว่าไหม?”
ประโยคกินใจนี่ออกจากปากขององค์ชายจินฮยอก
ทั้งคยูฮยอนและองค์รัชทายาทผินมองใบหน้าซึ่งกันและกัน...ใช่
อุปสรรคมากมายรังควาญจิตใจ แต่หาก...อดทนอีกสักหน่อย พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้ความรักที่เกิดขึ้นเข้มแข็งและใครก็ทำลายมันลงไม่ได้
ลับสายตาใครอื่น...ภายนอกห้องจัดงานเลี้ยง
บรรยากาศโดยรอบไม่ต่างจากสงครามเย็น คนอ่อนเยาว์กว่าอย่างคิม ยูอี
ไม่อาจทานทนต่อสายตาเรียบเฉยจากฮวัง มิยองได้เลย ทั้งที่เจ้าของใบหน้าสวยเพียงแค่แสดงท่าทีนิ่งสงบคล้ายนางพญาเท่านั้น
เธอรู้สึกได้ว่าตนเป็นเพียงเด็กสาวที่กำลังจะถูกครูดุหน้าชั้นเรียนก็ไม่ปาน
“คุณมิยองมีเรื่องอะไรกับดิฉันหรือคะ”
“เปล่าหรอก...แค่อยากเตือนสตินิดหน่อย”
“คะ?” ยูอีไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดเธอจึงต้องถูกตักเตือน
เธอมั่นใจว่าไม่ได้ไปทำอะไรผิดเข้าจนทำให้อาสะใภ้ขององค์รัชทายาทไม่พอใจเป็นแน่
“แน่ใจแล้วอย่างนั้นใช่ไหมว่าต้องการเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาท”
“คู่หมั้นอย่างดิฉัน...ย่อมแน่ใจอยู่แล้วค่ะ” เป็นคำตอบที่ฟังดูมาดมั่นอยู่ในที
มิยองยิ้มบาง พลางประเมินหญิงสาวตรงหน้าด้วยประสบการณ์ที่เจอผู้คนมาหลากหลายประเภท
“เธอต้องการอย่างนั้นจริงๆ
หรือใครอื่นเป็นคนกำหนดเส้นทางเดินชีวิตของเธอกันล่ะ” คุณหนูตระกูลคิมชะงักไปชั่วอึดใจ
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังสามารถตอบคำตอบจากปากของฮวัง มิยองได้โดยไม่นึกกริ่มเกรง
“ดิฉันได้รับการอบรมเลี้ยงดูเพื่อทำหน้าที่เป็นคู่หมั้นขององค์รัชทายาท
คุณสมบัติของดิฉันครบครันและเชื่อว่าใครก็ไม่คู่ควรกับตำแหน่งราชินีไปมากกว่าดิฉันแล้วค่ะ”
“ครอบครัวที่สมบูรณ์เกิดขึ้นจากความรักและความผูกพันต่างหากคือสิ่งที่เธอควรนึกถึงในวันที่เธอกำลังจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับใคร...ฉันแน่ใจแล้วละว่าเธอยังไม่พร้อมสำหรับความรักจริงๆ”
คำพูดเฉียบขาดเช่นนั้นตอกกลับหญิงสาวได้อย่างเจ็บแสบ
ยูอีรู้ซึ้งในวินาทีนี้ว่าอาสะใภ้หัวสมัยใหม่อย่างฮวัง
มิยองไม่ใช่คู่มิตรไมตรีของเธออีกต่อไป!
“ดิฉันคิดว่าคุณมิยองไม่ควรจุ้นจ้านเรื่องนี้
เพราะยังไง...ดิฉันจะต้องได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ
หรือแม้แต่เครื่องบรรณาการไร้ค่าจากพยองอัน!” คนมีวัยวุฒิมากกว่าหัวเราะแผ่วราวถูกใจที่เธอดิ้นเร่าๆ
ดวงตาของฮวัง มิยองจ้องตรงมายังคุณหนูตระกูลคิม กดน้ำเสียงตอบกลับเสียจนคู่สนทนาไม่อาจโต้เถียงใดๆ
“ฉันเองก็ไม่รู้จะเตือนเธออย่างไรแล้ว...แต่งได้...ก็หย่าได้
เธออย่าคิดว่าตำแหน่งราชินีจะรั้งหัวใจใครไว้ โดยเฉพาะกับคนที่เขาไม่คิดจะแยแสคนอย่างเธอ”
กล่าวจบจึงหันหลังเดินกลับเข้าห้องจัดเลี้ยงโดยปล่อยให้คิม
ยูอีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและไม่อาจแผลงฤทธิ์ใส่เธอได้อย่างที่เจ้าหล่อนทำกับหนุ่มน้อยจากพยองอัน
ความจริงแล้วฮวัง
มิยองไม่ได้อยากเล่นบทอาสะใภ้สุดโหดแต่อย่างใด อีกทั้งมิยองยังไม่ทันได้รู้จักโจ
คยูฮยอนดีพอ เด็กคนนั้นมีฐานะเป็นบรรณาการก็จริง ทว่าทีท่าตื่นกลัวคนมากมาย
เดาได้ไม่ยากว่าบรรณาการมนุษย์จากพยองอันอ่อนน้อมและตระหนักในสถานะของตนเป็นอย่างดี
ที่สำคัญเธออดไม่ได้ที่ต้องเห็นหญิงสาวตรงหน้าหยิ่งผยองในตำแหน่งว่าที่ราชินีจนหมดซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง...ค่าของผู้หญิงไม่ได้วัดที่ความสวย
หากแต่วัดที่จิตใจและหัวสมองอันชาญฉลาดต่างหาก
แน่นอน... คิม ยูอียังขาดคุณสมบัตินี้ไปมาก!
งานเลี้ยงที่ใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวกลับมีลูกเล่นให้แขกในงานได้ตื่นเต้น
ทั้งที่เป็นงานซึ่งจัดภายในพระราชวังแท้ๆ เครื่องดนตรีเกาหลีที่เรียกว่า คายากึม
(กู่เจิงเกาหลี) ถูกนำมาวางกลางโถงห้องจัดเลี้ยงโดยมีนักดนตรีสาววัยกลางคนเป็นผู้รับหน้าที่บรรเลงเสียงเพลงให้คนในงานได้สดับฟัง
เสียงหวานเสนาะหูจากคายากึมเป็นที่โปรดปรานขององค์ราชาแทซัน
คยูฮยอนเคยได้ยินมาเช่นนั้น...และเมื่อเด็กหนุ่มทอดสายตาไปยังผู้ปกครองแผ่นดินเกาหลีก็พบว่าชายกลางคนมาดเคร่งขรึมไม่ได้สนใจเสียงเพลงไพเราะ
หากกลับปรายสายตาดั่งราชสีห์มายังเขา พลันเจ้าของใบหน้าหวานรีบหลบสายตา โจ
คยูฮยอนจะสามารถทนอยู่ภายในงานเลี้ยงไปได้อีกนานเท่าใด...เขากำลังถูกตอกย้ำว่าต้อยต่ำกว่าใครทุกคนงาน
ทั้งยังอึดอัดเป็นทวีคูณ กลัวและต้องการออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“องค์ชาย
กระหม่อมปวดหัว...อยากกลับไปพักผ่อนแล้ว” กระซิบบอกชายหนุ่มเสียงแผ่ว
สบตามองนัยน์ตาสีเข้มกึ่งเว้าวอน
“ได้สิ...เดี๋ยวฉันไปส่งนะ”
ตั้งท่าจะขยับตัวออกจากงาน และองค์ชายชีวอนก็สงสารเด็กหนุ่มเกินกว่าจะให้อีกคนต้องอึดอัดอยู่ในงาน
ทีแรกเขาตั้งใจอยากจะให้คยูฮยอนได้แสดงตนในฐานะคนรักกับผู้เป็นพ่อให้ชัดเจน
เพื่อแสดงถึงเจตจำนนท์และการคัดค้านพิธีอภิเษก หากโอกาสกลับไม่เป็นใจ
“องค์ชายเพคะ...องค์ราชาแทซันรับสั่งให้คุณคยูฮยอนไปบรรเลงคายากึมค่ะ”
แม่นมยองจาเอ่ยรั้งพวกเขาไว้ ที่น่าแปลกคือ...นี่เป็นความประสงค์จากองค์ราชา
คยูฮยอนเบิกตาโพลงด้วยความไม่เข้าใจ ถึงเขาจะเล่นคายากึมได้เพราะเคยร่ำเรียนจากมารดา...แต่เหตุใดจึงต้องเป็นเขาที่เป็นผู้บรรเลงเพลงให้แขกเหรื่อในงานได้รับฟังทั้งที่มีนักดนตรีเล่นอยู่ก่อนหน้าแล้ว
“แต่คยูฮยอนไม่สบายนะครับ...ผมอยากให้เขาไปพักผ่อน”
องค์รัชทายาทชีวอนแย้งแม่นมคนสนิทด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“นั่นน่ะสิ...องค์ราชาแทซันคิดอะไรอยู่”
หนนี้เป็นองค์ชายจินฮยอกที่เอ่ยด้วยนึกคลางแคลง...แม้จะเป็นพี่น้องคลานตามกันมา
แต่ความรู้สึกนึกคิดของพี่ชายไม่เคยเป็นสิ่งที่หนุ่มใหญ่เช่นเขาพึงปรารถนาจะรับรู้
“ดิฉันคิดว่าคงไม่เสียหายอะไร
องค์ราชาเพียงแค่ต้องการฟังบรรเลงเท่านั้น ดีกว่าให้องค์ราชากริ้วนะคะ องค์ชายชีวอน”
อย่างไรก็คงปฏิเสธไม่ได้
รั้นไม่ฟังใครเห็นทีว่าจะยิ่งไปกันใหญ่...คยูฮยอนเลือกที่จะละฝ่ามือจากชายหนุ่มพลางเดินตรงไปยังกลางโถงห้องจัดเลี้ยงโดยไม่ฟังเสียงทัดทานเบื้องหลัง
องค์รัชทายาทชีวอนเฝ้ามองอย่างเป็นห่วง
เขากังวลว่าผู้เป็นพ่ออาจเล่นแง่กับความคิดของพวกเขา
โดยเฉพาะกับคยูฮยอนที่แสดงออกชัดเจนว่ากลัวองค์ราชาแทซันยิ่งกว่าใคร
ร่างโปร่งบางนั่งลงกับพื้นด้วยกิริยาสุภาพ
จัดวางท่านั่งเรียบร้อยและพร้อมที่จะบรรเลงคายากึม ทุกสายตาจดจ้องมายังเขา เต็มไปด้วยสายตาอันยากจะคาดเดาว่าผู้คนเหล่านั้นคิดเช่นไร
เสียงหัวใจเต้นโครมครามพร้อมเรียวมือที่สั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่
พลันคยูฮยอนเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้เปรียบเป็นดั่งดวงตะวันของเขา
ความกลัวซึ่งค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างกลับค่อยๆ จางหายไป
สิ่งล้ำค่าจากพยองอันผ่อนลมหายใจแผ่วเบา หลับตาตั้งสติ...ปล่อยให้ปลายนิ้วสู่อิสระแห่งเสียงดนตรีหวานซึ้ง
เสียงคายากึมสะกดทุกความเคลื่อนไหว...พอๆ
กับหัวใจขององค์รัชทายาทที่เต้นไปตามจังหวะชวนเคลิ้ม เฝ้ามองดวงหน้างดงามโดยไม่ละความสนใจไปที่ใด
จวบจนเมื่อหญิงสาวผู้มีตำแหน่งเป็นคู่หมั้นของเขาเยื้องกรายเข้ามาใกล้พลางอมยิ้มมุมปาก
เธอคล้องแขนเขาอย่างถือสิทธิ์ท่ามกลางสายตาของผู้มีเกียรติในงาน
“เหมาะสมกันเหลือเกิน”
“พิธีอภิเษกคงยิ่งใหญ่น่าดู”
“ช่างเหมือนกิ่งทองใบหยก”
ทุกบทสนทนาเซ็งแซ่สรรเสริญทิ่มแทงใจโจ
คยูฮยอนอย่างแสนสาหัส... เขาทราบดีแล้วว่าเหตุใดตนจึงต้องรับหน้าที่บรรเลงคายากึม
เพราะมันคือหน้าที่ของเครื่องบรรณาการ
หน้าที่ของ...กีแซง
ผู้บำเรอความสุขแด่องค์รัชทายาท...
“โอ้ย!” ท่วงทำนองไพเราะหยุดชะงักเนื่องด้วยนิ้วเรียวยาวถูกเส้นสายคายากึมบาดเข้าให้
หยดเลือดสีแดงเด่นชัดในสายตา
เจ็บเพียงนิดอาจไม่สู้หัวใจของหนุ่มน้อยที่ถูกย่ำยีโดยคนโซลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตารื้นน้ำโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
วินาทีนี้คยูฮยอนไม่อาจกล้าสบตาจากชายหนุ่มเขาทำได้เพียงซับเลือดจากปลายนิ้ว
หัวสมองสั่งให้ร่างโปร่งหยัดตัวลุกขึ้นจากพื้นและหลีกหนีออกจากงานเลี้ยงให้เร็วที่สุด
“คยูฮยอน...” เด็กหนุ่มนิ่งไปกับสุ่มเสียงคุ้นเคย
ฝีเท้าชะงักไปทั้งที่อีกนิดจะถึงหน้าประตูห้องจัดเลี้ยง เขามั่นใจว่าตนไม่ได้ยินเสียงนี้มานานมาก...นานเสียจนเกือบลืมไปแล้ว...ผู้คนมากมายในงานก็จริงแต่แปลกที่คยูฮยอนสามารถเบนสายตาไปเจอะกับชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงใหญ่
คนที่เคยเปลี่ยนความว้าเหว่ที่อังกฤษให้เป็น... ความอบอุ่น
ความทรงจำไหลเวียนเข้ามาสู่ห้วงมโนภาพ...
ความทรงจำของเขาและ...
...แดเนียล
ฟิลลิป เฮนนี่...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น