-15-
เกาะพยองอันเงียบสงบต่างจากเมืองหลวงโซลมากอย่างที่ใครต่อใครก็ปฏิเสธไม่ได้
ยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้ สภาวะการเมืองทำให้โซลแทบจะลุกเป็นไฟ
ไม่กี่วันก่อนหน้าประชาชนเริ่มออกมาชุมนุมรวมตัวเพื่อขับไล่คณะรัฐมนตรีภายใต้การดูแลของนายกปาร์ค
อุนซู กระนั้นเองก็ยังมีประชาชนอีกกลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลดังกล่าว
บรรยากาศเริ่มคุกรุ่นมากขึ้น ในบางครั้งเกิดการปะทะเล็กๆ น้อยๆ ดีที่ยังมีกลุ่มทหารฝ่ายของพระราชสำนักและตำรวจคอยควบคุมสถานการณ์
องค์รัชทายาทชีวอนใช้เวลาการเดินทางกลับจากพยองอันไม่นานโดยมี
อี ดงกัน ซึ่งอยู่ในฐานะผู้นำฝ่ายกบฏพยองอันเดินทางมาด้วย
จุดมุ่งหมายของชายหนุ่มทั้งสองคือการโค่นล้มรัฐบาลของนายกปาร์คให้จงได้
และแน่นอนวิธีการของพวกเขาจะต้องไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
แม้กระทั่งเสียเลือดเสียเนื้อ
ภายหลังกลับมาถึงพระราชวัง
องค์ชายคนโตแห่งชเวได้รับทราบเรื่องอาการประชวรอย่างฉับพลันขององค์ราชา
และ...เรื่องที่แม่นมยองจาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอาการประชวรที่พวกเขาพยายามสืบค้นความจริงมาอย่างยาวนาน
ชเว ชีวอนรู้สึกว่าสิ่งที่เขาคาดคิดไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริงนัก
แม้เขาจะเคยคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันอาจเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
อีกแง่หนึ่งองค์รัชทายาทหนุ่มกลับเข้าใจในสิ่งที่แม่นมยองจาทำลงไปทั้งหมดและไม่คิดจะโกรธเคืองอะไร
เพียงแต่ปล่อยให้เรื่องทุกอย่างดำเนินไปตามวิถีของขั้นตอนยุติธรรม
“พี่ชีวอน...ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะครับ”
เป็นเสียงของน้องชายที่ทักเขาก่อนใครเพื่อน เขาพยักหน้าตอบพลางยกยิ้มบาง
“เรียบร้อยดี...ได้ข่าวว่าท่านพ่อก็ปลอดภัยแล้วแค่ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกสักพัก”
“แล้วพี่คยูฮยอนล่ะ ไม่ได้กลับมาด้วยหรือครับ”
“ทั้งพี่และดงกันเห็นถึงความปลอดภัยของคยูฮยอน
ถึงได้ให้เขาอยู่ที่พยองอันจนกว่าสถานการณ์ในโซลจะสงบ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะระหว่างสองพี่น้อง
องค์ชายเล็กซูโฮดูแปลกไปจนผิดวิสัยในสายตาพี่ชายมากนัก คงเพราะเรื่องราวหนักหนาต่างๆ
ที่ถาโถมเข้ามาภายในไม่กี่วัน
เด็กชายที่มักทำอะไรบุ่มบ่ามไปตามวัยถึงได้มีท่าทีเคร่งขรึมจนไม่น่าเชื่อ
ชีวอนส่งมือไปวางลงบนไหล่ของคนเป็นน้อง จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่คล้ายคลึงกับเขา
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก แล้วทุกอย่างจะดีเอง”
“อย่าแบกรับภาระหนักอึ้งไว้คนเดียวนะครับ
ถ้าเกิดพี่ชีวอนไม่ไหว...ผมยินดีช่วยพี่นะ” สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ช่วยยืนยันว่าในวันนี้ซูโฮกำลังเติบโตขึ้นมาก
ผู้เป็นพี่เผยยิ้มบาง...
เขามั่นใจว่าเด็กวัยรุ่นตรงหน้าจะเป็นองค์ชายแห่งราชวงศ์ชเวที่ดียิ่งกว่าเขาเป็นแน่
“อืม...ขอบใจมาก ไปพักเถอะ
พี่ยังเหลือเรื่องให้สะสางอีกมาก ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมันจบได้เร็วเท่าไหร่
มันก็ยิ่งเป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย
ระหว่างนี้ท่านอาจินฮยอกจะช่วยพวกเราดูแลพระราชวังและเรื่องอื่นๆ อีกแรง”
“ครับ” บทสนทนาระหว่างสองพี่น้องแห่งชเวจบลง
ตามด้วยความเงียบที่หนนี้มันแฝงไปด้วยความกังวลอย่างที่ซูโฮไม่สามารถอธิบายได้
ดวงตาสีเข้มมองแผ่นหลังของพี่ชายเดินหายเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว
ปฏิเสธไม่ได้เสียทีเดียวว่าเขาจะกลับไปพักผ่อนได้อย่างที่ชีวอนต้องการ
สิ่งที่พอจะทำได้เพียงไม่กี่อย่างคืออาจต้องใจเย็นและสวดภาวนาให้โซลสงบสุขเสียที
สองสามวันที่ผ่านมา...โจ
คยูฮยอนแทบจะไม่ได้ทำอะไรนอกจากการอ่านหนังสือหรือขีดเขียนเรื่องราวที่กลั่นกรองออกมาจากการตกผลึกความคิด
จะว่าไปแล้ว...เขาลืมไปด้วยซ้ำว่าตนเองเคยยืนอยู่จุดไหนมาก่อนที่จะกลายเป็นเครื่องบรรณาการมนุษย์
หนทางในพระราชวังเกิดขึ้นไม่นานนักแต่มันกลับเปลี่ยนชีวิตของเด็กหนุ่มที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จากพยองอันอย่างสิ้นเชิง
ห้องนอนของดูเรียบง่าย จัดวางของอย่างเป็นระเบียบ สบายตา
ไม่เหมือนเรือนรับรองในวังที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนศิลปะร่วมสมัย
แปลกแต่จริงที่คยูฮยอนรู้สึกว่ากลิ่นอายคุ้นชินสำหรับเขา...จำเป็นต้องมีใครอีกคนวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
ใบหน้าขาวจัดเผลออมยิ้มโดยไม่รู้ตัว
สายลมแห่งท้องทะเลลอดผ่านผ้าม่านเหมือนกับหัวใจเจ้ากรรมมันลอยลิ่วหวนคืนสู่เจ้าของที่กำลังคร่ำเครียดอยู่
ณ เมืองหลวงโซล กระนั้นก็อดห่วงไม่ได้...เขาพยายามไม่ติดตามข่าวสารให้มาก
เพียงแค่ฟังเรื่องเล่าสู่กันฟังจากปากผู้เป็นแม่ให้ตนรู้สึกสบายใจ
ทว่าวันนี้ดูจะไม่เป็นดังที่เคย... เมื่ออาทิตย์ลาขอบฟ้า
เขาคิดว่าคุณแม่ใหญ่และสาวใช้น่าจะเตรียมมื้อเย็นไว้เรียบร้อย
ครั้นเมื่อร่างโปร่งก้าวเข้าไปภายในห้องอาหารกลับพบว่ามีทหารรักษาพระองค์จากสำนักพระราชวังจำนวนหนึ่ง
พวกเขาเหล่านั้นหน้าตาเคร่งขรึม
พร้อมกันนั้นทั้งพ่อและแม่ทั้งสองเองก็ดูมีสีหน้าวิตกกังวล
คยูฮยอนโค้งศีรษะเล็กน้อย...นายทหารจึงโค้งตอบ
“มีเรื่องอะไรหรือครับ?”
“องค์รัชทายาทชีวอนส่งพวกเรามาอารักขาครอบครัวท่านผู้นำแห่งพยองอันครับ
เกรงว่าจะเกิดสถานการณ์ที่คาดการณ์ไม่ได้” วินาทีนั้นโจ
คยูฮยอนสัมผัสได้ว่าโซลอันตรายขึ้น และเกาะพยองอันเองก็ชักจะไม่ปลอดภัย
แม้จะมีคนของดงกัน อยู่แล้ว... การส่งทหารมาคุ้มครองเพิ่มเช่นนี้
นั่นแสดงให้เห็นว่า กำลังคนแห่งพยองอันไม่อาจรับมือกับผู้ประสงค์ร้ายได้ไหว
“แล้วตอนนี้องค์รัชทายาท...
เขาปลอดภัยดีใช่ไหมครับ” คยูฮยอนโพล่งถามอย่างใจคิด
“ไม่ต้องเป็นห่วงไปครับ
องค์ชายปลอดภัยดี”
“อย่าห่วงไปเลยคยูฮยอน...อย่าลืมว่ายังมีดงกันอยู่ทั้งคน
ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี” พ่อของเขาให้ความเชื่อมั่นหนักแน่น
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับขณะที่ปล่อยให้คนอื่นๆ ได้หารือพูดคุยเรื่องบ้านเมือง
เสียงข่าวจากโทรทัศน์ที่รายงานสถานการณ์การจลาจล ข่าวผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม
แม้กระทั่งข่าวการเรียกร้องให้องค์รัชทายาทชีวอนแสดงจุดยืนทางการเมืองให้ชัดเจน
ที่สำคัญใครบางคนต้องการปลงพระชนม์องค์รัชทายาทหากคิดเข้าข้างกบฏฝ่ายพยองอัน
คยูฮยอนปลีกตัวแยกออกมาเงียบๆ หัวสมองเริ่มตีรวนทั้งที่ปกติตนเป็นคนมีเหตุผลและใจเย็นเสมอ...
เวลานี้เขาต้องการทบทวนว่าจะทนอยู่เฉยได้อีกนานแค่ไหน... เครื่องบรรณาการมนุษย์ไม่ต้องการถูกสังคมตีตราว่าเป็นเพียงผู้ให้การบำเรอเชอภักดิ์แก่องค์รัชทายาท
แม้จะมีค่าสำหรับชเว ชีวอนมากเหลือคณา แต่เขากลับรู้สึกด้อยค่ายิ่งกว่านี้เป็นแน่หากไม่คิดจะช่วยเหลือคนรักเลย
สิ่งล้ำค่าแห่งพยองอันจำได้ดีว่าเคยขอร้องอะไรไว้กับดงกัน
พี่ชายของเขาไม่ชอบใจในสิ่งที่เขาขอ
ทั้งยังไม่สัญญาด้วยซ้ำว่าจะทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว
แต่จะทำอย่างไรได้... บางทีความดื้อรั้นในตัวโจ
คยูฮยอนก็น่าจะลองนำมันออกมาใช้เสียบ้าง
เป็นปกติที่คุณนายรองของบ้านผู้นำแห่งเกาะพยองอันจะต้องเป็นผู้มากล่าวอรุณสวัสดิ์แก่ลูกชายคนเดียวของเธอ
โจ ยอนฮวาเคาะประตูห้องอยู่สองสามครั้ง...ทว่ากลับไร้วี่แวว ยอนฮวาลองเปิดประตูห้องนอนเข้าไปเสียเองตามวิสัยที่คยูฮยอนเองก็ไม่ได้ถือสาอะไร
หากภาพเตียงนอนที่พับเก็บอย่างเรียบร้อยทำให้หญิงวัยกลางคนฉงนใจ
แวบแรกเธอคิดว่าเด็กหนุ่มอาจกำลังอาบน้ำอาบท่า แต่...ภายในห้องเงียบเกินไป
เงียบดั่งเช่น...ไม่มีใครอยู่ เรือนร่างบอบบางยังคงเดินสำรวจห้องรวมไปถึงตู้เสื้อผ้า
แน่นอนสัมภาระทุกอย่างไม่ได้หายไปไหน
จวบจนเมื่อเธอสังเกตเห็นว่ามีจดหมายว่างแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ...ราวกับรอให้เธอเปิดอ่าน
‘ขอโทษ และรักแม่ครับ
แล้วผมจะกลับมา...’
มันเป็นข้อความสั้นๆ
ที่ทำเอายอนฮวาน้ำตารื้น... เธอรู้ดีว่าคยูฮยอนหายไปไหน
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคงหนีไปขึ้นเรือข้ามฟากรอบแรกเพื่อเดินทางไปยังโซลตั้งแต่เช้ามืด
จุดประสงค์เดียวก็เพื่อ...กลับไปเคียงข้างองค์รัชทายาทในทุกๆ
วินาทีที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะอันตราย...แทบจะไม่มีหลักประกันคุ้มครองชีวิตได้เสียนอกจาก...
โชคชะตา
‘จากรายงานล่าสุด สถานการณ์ความรุนแรงในโซลเข้าใกล้จุดที่ยากจะควบคุม
จลาจลวุ่นวายทุกหัวมุมถนน ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีปาร์ค
อุนซูประกาศกร้าวโดยไม่ฟังเสียงทัดทานว่าจะล้มการปกครองที่เคยเป็น
เนื่องจากองค์รัชทายาทชีวอนมีส่วนรู้เห็นกับกบฏพยองอัน นายปาร์คกล่าวว่า
องค์รัชทายาทต้องการเปลี่ยนแปลงเกาหลีเข้าสู่ยุคมืด
ยุคที่ใครก็ออกความคิดเห็นไม่ได้...ไร้สิทธิเสียง... หากไม่เกิดการเจรจา
นายปาร์คจะกดดันสำนักพระราชวังและราชวงศ์ชเวด้วยวิธีรุนแรงขั้นสุดท้าย’
เสียงของผู้ประกาศสาวเงียบไปด้วยฝีมือของ
อี ดงกัน รีโมทในมือของเขาทำงานเพียงเสี้ยววินาที
หน้าจอโทรทัศน์จึงได้ดับลงจนเหลือเพียงความเงียบและเสียงถอนหายใจหนักๆ
ขององค์รัชทายาทชีวอนและผู้ช่วยมือขวา คัง มินฮยอก
ชายหนุ่มทั้งสามมีสีหน้าที่ไม่ได้ต่างกันมากนัก
ภายในห้องทำงานแห่งนี้บรรยากาศตึงเครียด และดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันที่พวกเขาลงมติว่า
ไม่ควรจะนั่งหารือหรือฟังข่าวต่างๆ ที่มักมาจากปากของนายกปาร์ค
อุนซูได้อีกต่อไป...อาจถึงเวลาสะสางเรื่องให้จบๆ หากนายกปาร์คใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อไปทั้งที่พวกเขาตั้งใจจะประนีประนอม
ตัวเลือกแรกอาจเหมาะสมกับคนกลับกลอกเช่นนั้นที่สุด
“นายกปาร์คใช้สื่อในการปลุกระดมคน
มิหนำซ้ำยังให้ข้อมูลผิดๆ จุดประสงค์ชัดเจนว่าต้องการล้มราชวงศ์ชเว” ดงกันว่าเสียงเข้ม
รู้สึกแค้นใจตาแก่ปาร์คที่พยายามให้ข่าวใส่ร้ายคนจากพยองอันและองค์รัชทายาทเสมอ
“นายกปาร์คกำลังได้ใจ
เพราะฉันไม่คิดจะตอบโต้”
“เราใจเย็นมานานเกินไปแล้วว่ะ
บางทีคนแบบนั้นคงต้องใช้ไม้แข็งเข้าสู้”
“จะยังไงเสีย...เราก็อย่าหลงเล่นไปตามเกมของนายกปาร์คละครับ”
เป็นมินฮยอกที่เสริมขึ้น ได้ฟังดังนั้นและองค์ชายคนโตแห่งชเว
และผู้นำกบฏพยองอันจึงเงียบไปและครุ่นคิดกันอยู่สักครู่ จนกระทั่ง...
“ฉันไม่ต้องการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน
หากต้องเลือก...ชีวิตของฉันมันน่าจะคุ้มค่าที่สุดแล้ว” ดูเหมือนคำพูดขององค์ชายชีวอนจะทำให้อีกสองชายหนุ่มที่เหลือคาดเดาไม่ได้
นั่นทำให้ดงกันโพล่งพูดออกไปตามสัญชาตญาณ
“ก่อนจะทำตัวเป็นพระเอก...ก็ช่วยวางแผนให้มันรอบคอบด้วยละ”
“ฉันประเมินนายกปาร์ค
อุนซูไม่พลาด
ยังไงซะฉันก็รู้ว่าตาแก่นั่นทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้คนของตัวเองเป็นเครื่องมือ
ขอให้นายมั่นใจเถอะดงกัน... เราอาจต้องปรับเปลี่ยนแผนนิดหน่อยแต่ยังไงซะคนพวกนั้นต้องหมดหนทางแน่”
“ให้มันจริงเถอะครับไอ้คนเก่ง!” ว่าจบจึงพรูลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้
ถึงจะพูดประชดประชันออกไปแบบนั้น หากก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ห่วงเพื่อน
นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองรูปหน้าคมคายซึ่งติดจะซูบลงเพราะแทบไม่ได้พักผ่อน
พลันหวนนึกถึงคยูฮยอนทุกครั้งไป...ไม่รู้ว่าสองคนนี้เกิดมาเพื่อกันและกันหรือเปล่า
แต่ความคิดที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อคนอื่นมันไม่ใช่นิสัยที่ทุกคนจะติดตัวมาแต่กำเนิด
คืนก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่โซล คยูฮยอนขอร้องในเรื่องที่เขาไม่อาจตบปากรับคำ
‘ไม่ว่าผมคิดจะทำอะไรเพื่อใครและเพราะอะไร
สิ่งที่ตามมามันจะอันตรายต่อตัวผมแค่ไหน
ผมแค่อยากให้พี่ดงกันเข้าใจว่าผมยินดีที่จะยอมเสียสละความสุขหรือแม้แต่ชีวิตเพื่อ...ใครสักคน’
ในเจตนารมณ์ขององค์รัชทายาทชีวอนยังมีความหวังเพื่อการปกป้องประชาชนและตัวคยูฮยอนเอง
ทว่าในคำขอร้องของหนุ่มน้อยแห่งพยองอันเหตุใดถึงมีความเศร้าแอบแฝง นั่นคือสิ่งที่
อี ดงกันไม่อาจตีความปริศนานั้นได้เลย...
หนุ่มนักการทูตลูกครึ่งไม่คิดว่าตนจะได้พบกับโจ
คยูฮยอนอีกครั้งด้วยซ้ำ แถมยังเป็นเพราะเจ้าตัวเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือจากเขาเอง
แดเนียล เฮนนี่ เหลือบสายตามองรูปหน้าขาวจัดซึ่งนั่งเป็นในตำแหน่งข้างคนขับ
ภายในรถสปอร์ตคันหรู เกิดความเงียบระหว่างคนทั้งคู่เสียจนไม่น่าเชื่อว่าเมื่อก่อนพวกเขาเคยสนิทสนมกันมากแค่ไหน
หากทว่าในวันที่...ไข่มุกจากพยองอันเลือกที่จะขีดเส้นความสัมพันธ์ไว้ชัดเจน
เขาเองก็ไม่อาจก้าวก่ายแม้กระทั่งเหตุผลที่เด็กหนุ่มเข้ามายังเมืองหลวงโซลอย่างกะทันหัน
“หิวหรือยังล่ะ”
เขาเอ่ยถาม และคำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ครับ”
“ไม่คิดจะทานอะไรจริงๆ
หรือ ผมพาคยูฮยอนไปทานข้าวก่อนเข้าวังก็ได้นะ”
“ขอบคุณมิสเตอร์เฮนนี่มากๆ
ครับ แต่แค่ผมให้คุณมารับที่ท่าเรือก็เกรงใจมากพอแล้ว
อันที่จริง...ในสถานการณ์แบบนี้ ผมไม่คิดว่าคุณจะมีเวลาปลีกตัวออกมาด้วยซ้ำ”
ชายหนุ่มอมยิ้มบาง คยูฮยอนยังคงเป็นคยูฮยอนในแบบที่เขารู้จักเสมอ
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาสนใจในตัวเด็กคนนี้
“คิดซะว่า...มีอะไรผมก็ยินดีช่วยเหลือคุณเสมอละกันนะ
ว่าแต่ เกาะพยองอันเป็นอย่างไรบ้างครับ ผมอยากไปเที่ยวพักผ่อนสักหน่อย”
เขาไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อจึงได้ชวนเปลี่ยนเรื่องคุยเสีย อย่างน้อยบรรยากาศรอบข้างอาจดีขึ้น
“เกาะพยองอันสงบสุขและมันก็ต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอครับ”
ทำไมถึงได้ตอบคำถามได้สั้นห้วนไร้เยื่อใยอย่างนี้นะ หนุ่มลูกครึ่งนึกพร่ำบ่นในใจ
เขาขับรถไปตามเส้นทางในเมืองหลวงโซลที่ค่อนข้างวุ่นวายและการจราจรแออัด เหตุเพราะมีการปิดถนนชุมนุมในบางจุด
หรือจะพูดให้ถูก... โซลเต็มไปด้วยประชาชนที่ออกมาชุมนุมกันต่างหาก
“ผมไม่คิดว่าเหตุการณ์มันจะบานปลายได้ถึงขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน”
คยูฮยอนกวาดสายตาไปทั่วท้องถนน นอกจากรถยนต์ที่จอดแน่นแล้ว เขามองเห็นผู้ชุมนุมเดินเท้า
บ้างก็ถือป้ายประท้วงกลุ่มนายกปาร์ค อุนซู บ้างก็สนับสนุน
หรือบางกลุ่ม...กลับเขียนข้อความโจมตีองค์รัชทายาท
“ข่าวที่นำเสนอในหน้าสื่อถูกบิดเบือนไปมาก
ประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนมีอำนาจเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
ตอนนี้ทั้งทางฝ่ายรัฐบาลก็ต้องการตัวผู้นำกบฏพยองอัน ส่วนฝ่ายองค์รัชทายาทก็ต้องการคลี่คลายปัญหาด้วยสันติวิธี
ผมในฐานะนักการทูตก็ต้องทำงานหนักในการทำความเข้าใจกับต่างชาติเรื่องสถานการณ์วุ่นวายในเกาหลีที่ดูท่าจะไม่จบลงง่ายๆ”
“มิสเตอร์เฮนนี่คิดว่า...เหตุการณ์เหล่านี้มันจะจบลงยังไง?”
คยูฮยอนถามออกไปด้วยเพราะตัวเขาเองนั่นนึกอะไรไม่ออกนอกจากบทสวดภาวนา
เขากำลังเป็นห่วงใครอีกคนมากเกินไป... แค่อยากเจอหน้า อยู่ใกล้ๆ
เป็นคู่คิดและกระซิบบอกให้กำลังใจกันก็ยังดี
“หากมีการสลายการชุมนุม
ต่างชาติมองพวกเราไม่ดีแน่ แถมเมื่อเรื่องจบลงอย่างทันด่วนแบบนั้นอาจมีคลื่นใต้น้ำที่เตรียมซัดอำนาจอีกฝ่ายเสมอ
ในทางกลับกันถ้าองค์รัชทายาทชีวอนสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์นี้ได้อย่างชาญฉลาด รับรองว่าเกาหลีจะกลับสู่ความสงบคงอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย
ซึ่งผม... นักการทูตอีกหลายคน รวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย
เชื่อมั่นในตัวองค์รัชทายาทชีวอนว่าสามารถปกป้องประชาชนและนำพาประเทศสู่ทิศทางที่ดีได้
คุณเชื่อมั่นอย่างนั้นด้วยใช่ไหม”
ครั้นถูกฝ่ายชายหนุ่มถามกลับ...
เขาจึงไม่รีรอที่จะให้คำตอบ
“...ผมก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน”
ไม่น่าเชื่อว่าการจราจรอันแสนโกลาหลจะทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาในการเดินทางสู่พระราชวังกลางกรุงโซลถึงสองเท่า
คยูฮยอนโค้งขอบคุณนักการทูตหนุ่มลูกครึ่งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนรถหรูจะแล่นออกจากวังเนื่องด้วยอีกคนเผอิญมีงานด่วนเช่นกัน
ร่างโปร่งสาวเท้ายาวๆ ไปยังตำหนักใหญ่ ระหว่างทางได้พบเจอกับข้ารับใช้สาวหลายคน
พวกหล่อนดูตกใจกับการมาของเขา ทว่าไข่มุกแห่งพยองอันไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายการมาของเขาให้ใครฟัง
เป้าหมายสำคัญที่สุดคือเข้าพบองค์รัชทายาทชีวอน...
“พี่คยูฮยอน! กลับมาจากพยองอันได้ยังไงเนี่ย!” ไม่ใช่ใครอื่นที่ร้องทักเขาเสียงดังด้วยความประหลาดใจ
องค์ชายเล็กซูโฮถลาตัวเข้ามากอดเขาโดยมีครูสอนพิเศษอย่างแทคยอนเดินตามอยู่เบื้องหลัง
“กอดแน่นไปแล้ว”
คยูฮยอนว่าเบาๆ และเลือกที่จะไม่ตอบข้อสงสัยดังกล่าว เด็กชายค่อยๆ คลายกอดออก
ใบหน้าอ่อนเยาว์ระบายยิ้มราวกับได้สิ่งมีค่ากลับคืน
“ทั้งเป็นห่วงทั้งคิดถึงมากๆ
เลยครับ”
“ขอบใจมากที่คิดถึงกันนะ...ว่าแต่
องค์รัชทายาทชีวอนล่ะ” ไม่วายจะกวาดสายตาหาเจ้าของร่างสูงใหญ่ไปพลาง
“พี่ชีวอนเพิ่งจะออกจากวังไปได้เมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงที่แล้วน่ะครับ”
คำตอบที่ได้ทำให้คยูฮยอนหุบรอยยิ้มลงเล็กน้อย ด้านแทคยอนจึงเสริมขึ้น
“รู้สึกว่า...องค์รัชทายาทจะเข้าไปหารือปัญหาทางการเมืองร่วมกับหลายๆ
ฝ่ายครับคุณคยูฮยอน ทั้งคุณดงกัน มินฮยอก และองค์ชายจินฮยอกก็ร่วมด้วย”
“เย็นๆ
คงกลับมาครับ อย่าห่วงไปเลย” องค์ชายเล็กแห่งชเวสังเกตเห็นว่าดวงตาที่มักสดใสเปล่งประกายดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
บางทีพี่ชายจากพยองอันอาจเก็บเรื่องต่างๆ นานาไว้ในใจ และไม่ยอมระบายให้ใครฟังเป็นแน่
“แต่ในตัวเมืองมันวุ่นวายมากจริงๆ
วุ่นวายจนอดห่วงไม่ได้”
“อย่าคิดมากเลยครับ
เอาเป็นว่า...เราไปนั่งคุยกันที่ศาลาริมน้ำดีกว่า
ผมมีเรื่องจะเล่าให้พี่คยูฮยอนฟังเยอะเลย...รวมถึงเรื่องแม่นมยองจาด้วย”
“อ่า...
องค์ชายซูโฮ ไหนว่าจะไปท่องหนังสือยังไงล่ะครับ” ครูหนุ่มเอ็ดเข้าให้เบาๆ
เขารับคำสั่งจากองค์รัชทายาทให้ติวเข้มบทเรียนวิชาต่างๆ แก่ซูโฮเพื่อเตรียมสอบเทียบชั้นในสัปดาห์หน้า
หากองค์ชายชีวอนรู้เข้า...เกรงว่าจะถูกลดตำแหน่งจากครูพิเศษเป็นพี่เลี้ยงเด็กน่ะสิ!
“ผมท่องหนังสือมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ
เอาเป็นว่า...วันนี้ครูได้พัก ส่วนผมก็ได้พัก เจ๊าๆ กันไปนะ”
“แต่องค์ชายเล็ก....กระหม่อมคิดว่า”
“ไม่เป็นไรครับคุณแทคยอน
เดี๋ยวผมจัดการเอง”
ท้ายที่สุดจึงเป็นคยูฮยอนที่ออกโรงแทน
แทคยอนพยักหน้ารับเมื่ออีกคนยิ้มบางๆ ให้เขาเป็นสัญญาณว่าเมื่อองค์ชายคนโตแห่งชเวรู้เรื่อง
จะเป็นโจ คยูฮยอนที่เคลียร์เรื่องการโดดเรียนของซูโฮให้ ถือเป็นการทำให้ทั้งสองฝ่ายสบายใจ
ชายหนุ่มมองสองพี่น้องต่างตระกูลต่างสายเลือดเดินเอื่อยๆ
พลางพูดคุยไปตามทางแล้วจึงหวนคิด... หากตัดเรื่องฐานะซึ่งเป็นเพียงบรรณาการ โจ
คยูฮยอนนั่นเหมาะสมกับกับชเว ชีวอนมากทีเดียว นั่นเพราะความต่างมากมายกลับบรรจบคนทั้งสองให้พานพบและเรียนรู้กลมกลืนซึ่งกันและกัน
ติดที่อุปสรรคด้านใหญ่เท่านั้น
องค์ราชาแทซันจะคิดยอมรับสิ่งล้ำค่าจากพยองอันได้เมื่อไหร่กัน...
การหารือร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายดำเนินไปได้ดี
อีกทั้งผลตอบรับต่อแผนการโค่นล้มรัฐบาลนายกปาร์ค อุนซู
เพื่อนำไปสู่การยุติการชุมนุมและสร้างความสันติก็จัดว่ามีแต่ผู้เห็นด้วย
ความเหนื่อยล้าทำให้ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ขอปลีกตัวมาพักผ่อนในห้องทำงาน
และปล่อยให้คนอื่นๆ ทานอาหารที่ห้องอาหาร เขาแค่ต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อพักสายตา
พักความคิด พักความฟุ้งซ่านให้สงบลง ร่างสูงพิงหลังกับพนักเก้าอี้หนัง
หลับตาให้ตนเองผ่อนคลายจนเมื่อ... ได้ยินเสียงเปิดประตู
ความคิดแรกเขาคิดว่าคนคนนั้นน่าจะเป็นซูโฮ ทว่า...เมื่อฝ่ามือนิ่มสัมผัสลงบนข้างแก้มของเขา
นัยน์ตาสีเข้มจึงปรือเปิดขึ้นคล้ายกับมันคือความคุ้นชินที่เบื้องลึกโหยหา
“ฝัน...”
เขาพึมพำเมื่อมองเห็นใบหน้าได้รูปของโจ คยูฮยอน
องค์รัชทายาทหนุ่มครวญคิดว่านี่คือห้วงความฝัน เพราะในเมื่อ...
คนของเขาอยู่ที่เกาะพยองอัน
“ไม่ใช่ฝันซะหน่อย”
ริมฝีปากอิ่มแตะเบาๆ ลงบนข้างแก้มก่อนจะวนกลับมามอบความหวานที่เรียวปากคม
วินาทีนั้น...ชเว ชีวอน
ทราบดีแล้วว่าสิ่งล้ำค่าที่เขากำลังมองเห็นหาใช่ความฝันไม่...
พลันจึงรวบตัวกอดร่างนิ่มไว้ดั่งกลัวว่าใครจะพรากออกไปเช่นครั้งก่อน
ความฉงนใจต่างๆ แทบกลืนหายไปจากความคิดเมื่อได้ลองกดจูบลิ้มรสหวานละมุน...
ทุกความรู้สึกถ่ายโอนผ่านช่วงเวลาสั้นๆ องค์ชายคนโตแห่งชเวรู้ซึ้งแล้วว่า...
เด็กคนนี้เป็นห่วงเขามากแค่ไหน คิดถึงเขามากแค่ไหน... และรักเขามากแค่ไหน...
“แอบกลับมาที่นี่ได้ยังไง?” กระเซ้าถามเสียงแผ่วขณะแนบริมฝีปากลงข้างๆ
กกหูซึ่งกำลังซับสีเลือดได้อย่างน่าชัง
“นั่งเรือกลับมา...”
นั่นคงจะหมายถึง เรือข้ามฟากที่ทำเอาเขาเวียนหัวจนเกือบอาเจียนหนนั้น
“ร้ายกาจจังนะ...ทำแบบนี้เดี๋ยวดงกันก็อาละวาดหรอก”
“ช่างพี่ดงกันสิ
อย่างน้อยผมก็ไม่ได้อยากอยู่เฉยๆ ผมแค่อยากอยู่ข้างๆ
คุณ...ที่สำคัญผมอยากออกความเห็นบ้าง” อดฉงนใจไม่ได้กับท่าทีของเจ้าของร่างโปร่ง
คยูฮยอนเอนตัวนั่งซบหัวไหล่เขา พูดจาทำนองดื้อรั้นในแบบที่ไม่เคยเป็น
“หื้ม?”
“ผมถูกกีดกันออกจากเรื่องการเมืองเสมอ
มันถึงเวลาที่ผมอยากพูด
อยากออกความเห็นเพื่อให้คนอื่นได้รู้ว่าผมไม่ได้มีหน้าที่แค่...เป็นเครื่องบรรณาการมนุษย์เพียงอย่างเดียว
ก็เท่านั้น”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว...ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนเก่งและฉลาด
เป็นคู่คิดของฉันได้สบายๆ แต่...บางทีฉันเป็นห่วงเธอ
การไม่มีชื่อเธอเป็นส่วนเกี่ยวข้อง คนพวกนั้นจะไม่ทำอันตรายเธอ”
“เวลานี้มันไม่มีหลักประกันอะไรอีกต่อไปแล้วครับ...ทุกคนมีอันตราย
ทั้งคุณและผม คนในวังหรือประชาชน ผมเคยกลัวสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา
แต่ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้วละ คงเพราะผมมีคุณอยู่ข้างๆ” ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อดวงตาคล้ายลูกแมวนั่นพยายามอ้อนวอนกึ่งบังคับให้เขาไม่อาจปฏิเสธ
ทว่าภายในใจขององค์รัชทายาทชีวอนกลับหวงแหนสิ่งล้ำค่าในชีวิตมากเกินกว่าจะยอมเสี่ยงใดๆ
“คยูฮยอนนา...
ฉันเคารพการตัดสินใจของเธอทุกอย่าง แต่...ถ้าเกิดอันตรายขึ้นกับเธอ
ฉันไม่มีวันให้อภัยตัวเองแน่” ชเว ชีวอนแทบไม่เคยมีความกลัว กลับกันความกลัวหนึ่งเดียวที่เขาไม่กล้าเผชิญหน้าคือการเห็นคนที่เขารักที่สุดได้รับอันตราย
ทว่าสำหรับโจ คยูฮยอน ดูเหมือนเด็กหนุ่มจากพยองอันจะไม่หวาดหวั่นซึ่งสิ่งใดแล้วแน่
เพราะเพียงแค่เขามองสบตาคู่นี้...มันล้วนเต็มไปด้วยศรัทธาและความเชื่อมั่น
“คุณปกป้องผมได้...ผมเชื่อมั่นในตัวคุณนะ”
ไม่น่าเชื่อว่าการประกาศคำปราศรัยอย่างเป็นทางการขององค์รัชทายาทชีวอนต่อเรื่องสถานการณ์อันน่าเป็นห่วงของเกาหลีจะเกิดผลตอบรับที่ดีเกินคาด
องค์ชายคนโตแห่งชเวมิได้แสดงท่าทีเข้าข้างฝ่ายใด
และย้ำชัดถึงเจตนารมณ์ต่อการพัฒนาประเทศและระบอบการปกครองที่ดี
การชี้แจงด้วยภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษเพื่อความสัมพันธ์ทางการทูต
ประชาชนมีแนวโน้มไว้วางใจชายหนุ่มมากขึ้น
ต่างชาติกดดันรัฐบาลที่ปกครองประเทศได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ
กระนั้นฝ่ายรัฐบาลที่กำลังกระด้างกระเดื่องกลับไม่มีทางทีโต้ตอบใดๆ
อาจเพราะ...กลุ่มนายกปาร์ค อุนซูใกล้หมดหนทางต่อสู้ดิ้นรนเต็มทน นี่จึงเป็นเหตุให้ในช่วงเย็นของวัน...องค์รัชทายาทจึงตั้งใจจะเดินทางกับยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อประชาชน
ณ จุดที่เกิดการชุมนุมกลางเมือง
มันเป็นแผนการที่เสี่ยงต่อการถูกปลอบพระชนม์มากทีเดียว
ทว่า...ชีวอนกลับมองว่ามันเป็นวิธีการประนีประนอมได้ยอดเยี่ยมและจริงใจที่สุด
หากก่อนจะถึงเวลานั้น
ทั้งเขาและซูโฮรวมไปถึงคยูฮยอนวางแผนว่าจะเข้าไปเยี่ยมผู้เป็นพ่อซึ่งรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลเสียก่อน
การเสด็จออกจากพระราชวังอย่างเป็นทางการครั้งนี้ทำให้มีการรักษาความปลอดภัยมากกว่าปกติ
ขบวนรถยนต์เข้มงวดไปด้วยทหารรักษาพระองค์ และอาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติเพราะการจราจรแน่นขนัดจากเหตุชุมนุมทั่วเมืองโซล
ห้องพักคนไข้ซึ่งแยกเดี่ยวอย่างเป็นส่วนตัวในชั้นที่มีการรักษาความปลอดภัย
องค์ชายทั้งสองแห่งราชวงศ์ชเวหายเงียบเข้าไปพูดคุยกับบิดาอยู่นานสองนาน
ภายนอกห้องจึงเหลือคยูฮยอนเพียงคนเดียวเท่านั้น
เด็กหนุ่มจากพยองอันนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ เฝ้านับเวลาให้มันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นั่นไม่ใช่เพราะเขาจงเกลียดจงชังองค์ราชาแทซันซึ่งมักดูถูกเหยียดหยามน้ำใจกันเสมอ
แต่เป็นเพราะ...เขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ามากกว่า
แต่อย่างน้อย...แค่การได้ฟังอาการของชายสูงวัยผู้นั้นจากปากขององค์ชายชีวอนก็น่าทำให้เขาสบายใจมากขึ้น
แม้ว่าต้นเหตุการประชวรดังกล่าวจะมาจากฝีมือแม่นมยองจาก็ตาม
“คยูฮยอนนา...”
เขาเงยหน้ามองผู้เอื้อยเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม และแน่นอน
องค์รัชทายาทชีวอนคือคนที่เปิดประตูห้องคนไข้ออกมาพร้อมสีหน้าติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย
องค์ชายเล็กซูโฮเดินตามหลังออกมาด้วยสีหน้าคล้ายๆ กัน คยูฮยอนเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกกดดันทั้งยังมวนในท้องเพราะทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตน
“ครับ?”
“ท่านพ่ออยากคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว
ไม่ว่าท่านจะพูดอะไรโดยเฉพาะแง่ร้าย...อย่าไปสนใจ”
ร่างโปร่งขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทำได้เพียงยกยิ้มบางให้อีกคนสบายใจ คยูฮยอนก้าวเท้าเข้าไปในห้องพักคนไข้ก่อนจะหับประตูลงอย่างเบามือพลางทอดมองไปยังเตียงคนไข้
เขาเห็นองค์ราชาแทซันกึ่งนั่งกึ่งนอนโดยมีหมอนหนุนหลัง
อาการภายนอกทางร่างกายของชายผู้ปกครองเกาหลีดูดีขึ้นมากจากหลายสัปดาห์ก่อนที่เด็กหนุ่มจำได้
สังเกตได้จากผิวที่ดูมีน้ำมีนวล ไม่ซีดเซียว
ทว่าที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคงเป็นนัยน์ตาคมกริบคล้ายราชสีห์คู่นั้น...
“หวังว่าเธอคงสบายดี”
เป็นการเปิดบทสนทนาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ขององค์ราชาแทซันได้เลยสักนิด คยูฮยอนจึงตอบออกไปอย่างถ่อมตน
“สบายดีครับและหวังว่าพระองค์คงสบายดีเช่นกัน”
“ที่เรียกเข้ามาคุย...เพราะแค่อยากทำความเข้าใจกับเธอสักหน่อย”
“...” โจ
คยูฮยอนปล่อยให้ความเงียบเสมือนเป็นเพื่อนคู่ใจ เขาตื่นเต้น
กลัวและสับสนเกินกว่าจะพูดอะไรได้มากกว่าการพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
เขาเผลอบีบมือตนจนแน่นขณะรอฟังเสียงมีอำนาจกล่าวต่อ
“หากวันใดที่เธอพิสูจน์ได้ว่าตนเองมีค่ามากกว่าเครื่องบรรณาการ
เป็นมากกว่าสิ่งบำเรออารมณ์ หรือเป็นมากกว่าของเล่นถูกใจ
เมื่อนั้น...ฉันจะไม่คิดแย้งความสัมพันธ์ใดๆ ที่องค์รัชทายาทมีต่อเธอ แต่หากไม่...
ก็จงยอมรับสถานภาพและกลับไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับตน ...ขอให้จำไว้ โจ คยูฮยอน”
“กระหม่อมจะจำคำของพระองค์ไว้...
แต่กระหม่อมก็อยากให้พระองค์จดจำถ้อยคำของเครื่องบรรณาการมนุษย์อย่างกระหม่อมเช่นกัน”
คยูฮยอนไม่ทราบว่าอะไรทำให้เขาเอ่ยปากพูดออกไปดั่งคนถือดี
มันอาจเป็นความกล้าที่หลบซ่อนในตัวเขามานาน ยิ่งไปกว่านั้น...เขาไม่คิดจะหลบสายตาขององค์ราชาแทซันแต่อย่างใด
“ว่ามาสิ...ฉันรอฟังอยู่”
“สำหรับกระหม่อมความรักคือ...ความหวัง กำลังใจ และศรัทธาในกันเเละกัน
มันอาจพิสูจน์ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือคำพูด
แต่กระหม่อมเชื่อว่าความรักจะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ ในทุกๆ เรื่องราวเลวร้าย”
ครั้นออกจากโรงพยาบาลก็ใกล้เวลาที่องค์รัชทายาทชีวอนจะออกไปพบปะประชาชนพอดิบพอดี
เขตที่มีการชุมนุมใหญ่อยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์รูปนกฟีนิกซ์* แม้จะไม่อยู่ใจกลางเมืองเท่าเขตชุมนุมแหล่งอื่น
แต่เนื่องด้วยสัญลักษณ์ของอนุสาวรีย์นี่กินใจความนัยนะที่ชายหนุ่มต้องการจะสื่อสารต่อประชาชน
นกฟีนิกซ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์
ไม่ว่ามันจะตายสักกี่ครั้ง...แน่นอนว่านกฟีนิกซ์สามารถฟื้นคืนชีพเสมอ
เปรียบได้กับประเทศเกาหลีที่แม้ต้องเจอความยากลำบากเพียงไร
พวกเขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อฟื้นฟูประเทศได้ทุกครั้งไป
ลานกว้างหน้าอนุสาวรีย์ถูกจับจองไปด้วยประชาชนมากมายรวมไปถึงบรรดาสื่อมวลชนจากหลายสำนัก
แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีเพียงเวทีเล็กๆ เพื่อใช้ในการปราศรัยเท่านั้น
ที่นี่ไม่มีแกนนำเป็นหัวโจกจากรัฐบาล
มีเพียงประชาชนทั่วไปที่มีต้องการแสดงจุดยืนของตนต่อการปกครอง
ทหารรักษาพระองค์รายล้อมไปทั่วบริเวณ การปรากฏโฉมครั้งแรกขององค์รัชทายาทชีวอนต่อหน้าสาธารชนแห่งนี้
เกิดเสียงอื้ออึงอยู่สักพักจนเมื่อ...ว่าที่กษัตริย์องค์ถัดไปเริ่มกว่าแนะนำตัวด้วยถ้อยคำเรียบง่าย
สบายๆ อย่างที่ตนได้ฟังคำแนะนำมาจากหนุ่มน้อยแห่งพยองอัน
“สวัสดีครับ ผมชเว ชีวอน...หรือลูกชายคนโตของคนเกาหลีทั้งประเทศ
ในวันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มายืนต่อหน้าประชาชน อีกทั้งผมไม่ได้ต้องการมาสาธยายการปราศรัยยาวเฟือย
ผมเพียงแค่อยากกล่าวประโยคสั้นๆ แด่ทุกท่าน...จงเข้มแข็งและมั่นคงดั่งนกฟีนิกซ์
และเมื่อนั้นประเทศของเราจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง จงหันหลังให้คนเลวอย่างไม่ไยดี
และที่สำคัญ...จงรักในแผ่นดินเกิด ขอบคุณครับ”
เสียงปรบมือกึกก้องพอๆ
กับรอยยิ้มของประชาชนที่ได้ฟังคำพูดซึ่งล้วนมาจากความจริงใจขององค์รัชทายาทหนุ่ม
นี่อาจเป็นเพียงก้าวแรกที่ทำให้ประชาชนไว้วางใจและยอมรับในตัวองค์รัชทายาทเช่นเขา
ร่างสูงก้าวเดินลงมาจากเวที เขาพบกับสองกำลังใจสำคัญรออยู่ข้างๆ เวทีคือองค์ชายเล็กซูโฮที่ยกนิ้วโป้งแสดงความชื่นชม
และสิ่งล้ำค่าจากพยองอันซึ่งก่อนหน้าคอยแนะนำในสิ่งละเอียดอ่อนในแบบที่เขามักคิดไม่ถึง
มันเป็นการพูดต่อหน้าประชาชนที่สั้นที่สุด แต่กลับสร้างความน่าประทับใจเป็นอย่างมากชนิดที่ชเว
ชีวอนไม่อยากจะเชื่อนัก...
ชีวอนหวนนึกถึงคำพูดของคยูฮยอนที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนลูกแมวตัวเล็กๆ
ข่วนหน้าเมื่อหนโน้น
“ไม่ว่าองค์ชายจะอยู่สูงเหนือใครต่อใคร
แต่หากจิตใจของพระองค์เยือกเย็น ด้านชา...พระพักตร์ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ก็อย่าหวังว่าจะชนะใจประชาชนได้
นั่นคือสิ่งที่กระหม่อมมั่นใจว่าอย่างไรเสีย ชาวเมืองประเทศราชไม่มีวันรักพระองค์!”
บางทีเวลานี้เขาอาจเข้าไปนั่งในใจของทั้งประชาชนในโซลและอาจหมายรวมถึงประชาชนในประเทศราชได้แล้วก็เป็นได้
“สำเร็จไปอีกขั้นแล้วนะครับ”
เจ้าของใบหน้าขาวจัดกระซิบบอกขณะที่ถูกโอบกอดไว้ทั้งตัวโดยไม่สนใจสายตาใครต่อใคร
แสงแฟลชของตากล้องสื่อมวลชนทำให้คนตัวเล็กกว่าตกใจ
นึกอยากจะเบี่ยงตัวออกทว่าแขนแข็งแรงนั้นรัดช่วงเอวไว้แน่นเสียเหลือเกิน
ในความเป็นจริงแล้วเขาไม่ต้องการตกเป็นเป้าสนใจของสื่อให้มากนัก คยูฮยอนเพียงแค่อยากอยู่เคียงข้างองค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์อย่างเงียบๆ
และมั่นคงก็เท่านั้น
“ฉันเองก็ต้องขอบคุณที่เธอคอยให้คำแนะนำนั่นแหละ...กลับวังไปแล้วจะให้รางวัลพิเศษนะ”
รูปหน้าคมคายยิ้มกริ่ม คยูฮยอนเชื่อว่าใครอื่นอาจไม่สังเกตเห็น
แต่สายตาเว้าวอนคู่นี้มักทำให้เขารู้สึกร้อนวูบวาบในอกไม่ว่าจะเมื่อไหร่
เสียงกระแอมไอขององค์ชายเล็กซูโฮทำให้พวกเขาผละออกจากกัน
“ขยันโชว์หวานซะจริงนะครับ...อดหมั่นไส้ไม่ได้จริงๆ”
“พี่นึกว่าเราชินแล้วเสียอีก”
คนเป็นพี่กระเซ้าน้องคืน ทำเอาเด็กชายมุ่ยปากไม่สบอารมณ์ต้องค้อนคืนด้วยการประชดประชันสักหน่อยไปตามประสา
“ครับผม! เอาเป็นว่ากลับวังกันเถอะครับ
จะได้ไปหวานกันสองต่อสอง!”
ทว่ากว่าพวกเขาจะรู้ตัวว่าพระราชวังที่เคยปลอดภัยที่สุดในเวลานี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสถานที่อันตรายมันกลับสายไปเสียแล้ว
นั่นเพราะพระราชวังกลางกรุงโซลถูกฝ่ายรัฐบาลที่ใช้ทหารนอกกำลังพลเข้ายึด! องค์ชายจินฮยอกสั่งเคลื่อนข้ารับใช้ทุกรายไปหลบภัยยังห้องลับของวัง
รวมไปถึงภรรยาและลูกชายของเขาเช่นกัน ทางด้านอี ดงกัน
ต้องคอยตรึงกำลังของทหารรักษาพระองค์เท่าที่มีอยู่เพื่อควบคุมสถานการณ์โดยมีคัง
มินฮยอกเป็นผู้ช่วย วังที่เคยแสนสงบกำลังวุ่นวาย แน่นอนว่าผู้อยู่เบื้องหลังไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก
นายกปาร์ค อุนซู ตาแก่ที่หมดหนทางสู้จนต้องใช้วิธีสกปรกดั่งหมาจนตรอก
“พวกมันรอที่จะเจรจายึดอำนาจจากองค์รัชทายาทชีวอนเท่านั้นโดยไม่ต้องการข้อต่อรองใดๆ
วิธีของพวกมันเลวจริงๆ” อี ดงกันสบถอย่างเหลืออด การถูกนายกปาร์ค อุนซูลอบใช้แผนร้ายและโดยเอาชีวิตของคนเป็นวังเป็นเดิมพันเพื่อกดดันองค์รัชทายาทนั่นเป็นการกระทำที่เหี้ยมโหดเกินกว่าจะสาธยาย
เวลานี้ตาแก่พุงโรเดินทอดกายสบายใจอยู่ภายในห้องทำงานขององค์ราชาเสียด้วยซ้ำ
ทำแบบนี้มันเท่ากับ...เหยียบย้ำอำนาจของผู้ปกครองประเทศเสียจนไม่น่าให้อภัย
“เวลานี้องค์ชายกำลังเดินทางกลับมา
และทราบเรื่องการยึดวังแล้วครับ”
มินฮยอกมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากชายหนุ่มข้างๆ เขาได้รายงานเรื่องนี้สู่องค์ชายคนโตแห่งชเวในทันที
อีกไม่นานคาดว่าทั้งหมดน่าจะกลับมาถึงพระราชวังรวมถึงกำลังทหารอีกส่วนด้วย
“ทั้งที่เรากำลังจะตลบหลังนายกปาร์คด้วยคดีมากมายที่มันก่อเอาไว้พรุ่งนี้แท้ๆ
หึ...มันคงรู้ตัวก่อนแน่”
“หลักฐานรัดตัวแน่นขนาดนั้น...ปฏิเสธลดหย่อนโทษอย่างไรก็ไม่พ้นนอนตะรางตลอดชีวิตน่ะสิ”
หลังจากองค์ชายจินฮยอกนำคนในวังไปหลบภัย
เขาจึงกลับมาสมทบกับสองชายหนุ่มภายในห้องทำงานขององค์รัชทายาทอีกครั้ง
จินฮยอกมองออกไปนอกหน้าต่างห้องจึงพบว่า...ภายนอกนั้นเต็มไปด้วยทหารจากฝ่ายนายกปาร์ค
ส่วนทหารรักษาพระองค์จะคอยดูแลอยู่ภายในวังตามจุดต่างๆ สถานการณ์ไม่สู้ดีและคาดเดาไม่ได้ว่านายกปาร์คจะสั่งการอะไร
ไม่นานนัก...โทรศัพท์ส่วนตัวของมินฮยอกแผดเสียง
นั่นเป็นสัญญาณว่าองค์รัชทายาทชีวอนได้กลับมาถึงวังแล้ว
ไม่ถึงห้านาที...องค์ชายเล็กซูโฮคือคนแรกที่ก้าวเข้ามาภายในห้องทำงานแห่งนี้
ตามด้วยองค์รัชทายาทและคยูฮยอน
“ดงกัน...สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง
มันต้องการอะไร?” ชายหนุ่มโพล่งถามเพื่อนร่วมสนิทในทันที
พร้อมกับส่งคยูฮยอนให้อยู่ในการดูแลของดงกันเสีย
“นายกปาร์ครออยู่ในห้องทำงานขององค์ราชาแทซัน
มันต้องการพบนายแค่คนเดียว”
“ได้...ทุกคนรออยู่ที่นี่
ไม่ต้องเป็นห่วงไป ฉันรู้จักนายกปาร์ค อุนซูดี ปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเอง”
ทั้งที่มันเป็นห้องทำงานของผู้เป็นบิดาของเขา
หากในวันนี้ตาแก่ที่คิดคดต่อประเทศกลับยืนตระหง่านอยู่ภายในห้องนั้นโดยไม่สำนึกผิดชอบชั่วดี
ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างมั่นคง มองใบหน้าเย่อหยิ่งของนายกปาร์ค
อุนซูด้วยใจที่โหมกระหน่ำไปด้วยไฟแห่งความเดือดดาล
“ยินดีที่ได้พบ
องค์รัชทายาทชีวอน” น้ำเสียงพูดสบายๆ
ไม่ทุกข์ร้อนของชายผู้นี้ทำให้เขานึกฉุนกึกเสียยิ่งกว่าเก่า หากก็ต้องรักษาท่าทีสงบเพื่อไม่เป็นจุดอ่อนจนถูกปั่นอารมณ์ให้ยั้งโทสะไม่อยู่
“เราไม่จำเป็นต้องทักทายกันอยู่แล้ว
นายกปาร์ค...เพียงแค่การเข้ามายึดวังแห่งนี้ นั่นก็แสดงถึงความหยาบคายเต็มทน”
“ถ้าเช่นนั้น
เรามาว่าธุระของเรากันเลยแล้วกัน”
ชายในสูทสีดำสนิทเป็นทางการเดินอ้อมโต๊ะไม้ขัดขนาดใหญ่ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้หนัง
ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือตำแหน่งขององค์ราชาสูงสุดของประเทศ
องค์รัชทายาทชีวอนมองการกระทำถือดีของคนตรงหน้าด้วยสายตาเยือกเย็น
รอว่าคนเลวพรรค์นี้จะหยิบยกเรื่องอะไรมากดดันเขา “ให้กระหม่อมยึดอำนาจเสียเถอะ...แล้วชีวิตคนในวังจะปลอดภัย”
“มีเหตุผลอะไรที่เราต้องให้นายกปาร์คยึดอำนาจ
ประเทศของเรายังมีการปกครองที่มั่นคงโดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลผู้ฉ้อโกงดูแลด้วยซ้ำ
คดีติดส่วนมากมายแบบนั้น มันหมายถึงประสิทธิภาพของคุณมันหมดลงไปแล้ว”
“กระหม่อมกะไว้แล้ว
ว่าองค์ชายไม่ยอมให้ยึดอำนาจง่ายๆ” ไม่กี่วินาทีหลังจากนายกปาร์คกล่าวประโยคที่ว่า
ทหารสองนายบุกเข้ามาภายในห้องพร้อมกับอาวุธปืนที่ไม่ใช่เพื่อข่มขวัญ
การกระทำเช่นนี้เสมือนต้องการจะปลิดชีพเขาลงตรงนั้น
“คิดดีแล้วหรือ...กับการฆ่าองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ชเว”
ชายหนุ่มว่าเสียงเรียบขณะปล่อยให้ทหารทั้งสองควบคุมตัวเขา
ปืนสั้นสีเงินแวววาวจ่ออยู่ข้างขมับ....เขาไม่เกรงกลัวภยันตรายใดๆ แล้วนอกเสียจากการเสียสละชีวิตเพื่อประชาชน
ร่างสูงยืนนิ่งดั่งรอมัจจุราชครอบงำจิตวิญญาณไปตลอดกาล
ปัง!
โจ
คยูฮยอนสะดุ้งเฮือกครั้นได้ยินเสียงปืน
เขาเบิกตาโพลงก่อนจะถลาตัวออกจากห้องทำงานขององค์รัชทายาท
แน่นอน...เขาไม่อาจใจเย็นรอให้สถานการณ์คลี่คลายไปได้อีกต่อไป
จุดหมายคือห้องทำงานองค์ราชาแทซัน
เด็กหนุ่มพาตัวเองมายืนหน้าประตูไม้สลักเพียงชั่วอึดใจ สองมือพยายามทุบประตูแรงๆ
หลายต่อหลายครั้งเนื่องจากมันถูกใส่กลอนจากภายใน
เจ้าของร่างโปร่งไม่อาจหยุดภาพจินตนาการในหัวสมองถึงเหตุการณ์ภายในห้องปิดตายดังกล่าว
หัวใจที่เต้นสั่นระรัวจนไม่เป็นจังหวะจนบางทีมันอาจสลายลงดื้อๆ
หากสิ่งที่เขากลัวเป็นจริง...
“คยูฮยอน...ตั้งสติก่อน
ได้ยินพี่ไหม...ตั้งสติ!”
พี่ชายต่างมารดาพยายามฉุดตัวเขาให้ออกจากการทุบประตู
ไม่นานนักทหารรักษาพระองค์และคนอื่นๆ จึงตามมาสมทบ
คยูฮยอนพยายามห้ามไม่ให้ตนร้องไห้ขณะที่บานประตูนั่นเปิดออก...
กองเลือดมากมายบนพื้นพรม
ทว่า...
คนที่กำลังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดกลับเป็น...
นายกปาร์ค อุนซู!
ไหล่ขวาของชายกลางคนที่คิดทรยศบ้านเมืองถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บ
ส่วน...องค์รัชทายาทชีวอน ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น คยูฮยอนรู้สึกเหมือนโลกของเขามันหยุดหมุน
มองเห็นเจ้าของอกแกร่งที่เดินเข้ามากอดปลอบประโลมเขาราวกับปลอบเด็กเล็กๆ
ก็ไม่ปาน...
“ไม่มีอะไรแล้ว
หยุดร้องไห้เถอะนะ...”
จนรอดจนรอด...กว่าคยูฮยอนจะสงบสติอารมณ์ลงได้ก็หลังจากพาตัวนายกปาร์คและคณะส่งตำรวจด้วยการควบคุมตัวอย่างแน่นหนาไปแล้ว
โจ คยูฮยอนไม่อยากเชื่อว่าเขาจะถูกใครหลายๆ คนหลอกเรื่องนี้
ความจริง...แผนที่ว่าคิดไว้เพื่อตลบหลังนายกปาร์ค อุนซู
แต่เพราะเขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับแผนตั้งแต่แรกถึงได้ไม่ทราบว่าการยึดพระราชวังเป็นเพียงสถานการณ์หลอกล่อที่คิดไว้อย่างรอบคอบมาแล้วต่างหาก
ทหารที่ทำทีเป็นร่วมมือกับนายกปาร์ค
ล้วนแต่เป็นกองกำลังของพยองอันและทหารจากหน่วยรบพิเศษทั้งนั้น การจะจับคนโลภ
จำเป็นต้องให้คนโลภเข้าใกล้เป้าหมายที่สุดก่อน จึงจะทำให้เห็นว่าแท้จริง
อำนาจที่หอมหวานและเฝ้ารอ เป็นเพียงอากาศธาตุอันแสนว่างเปล่า
อาจเรียกได้ว่า...นี่เป็นแผนจับผู้ร้ายที่ซับซ้อนและหลอกให้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เช่นเขาหัวใจแทบหยุดเต้น
“ก็เพราะสิ่งที่เธอขอร้องดงกันเอาไว้
มันทำให้ฉันไม่สบายใจเอาซะเลยน่ะสิ...
ถึงได้ต้องซ้อนแผนให้เธอคิดว่านี่เป็นสถานการณ์ยึดวังจริง”
เขาว่าพลางวางคางลงบนไหล่ลาดของร่างโปร่ง
ศาลาริมน้ำภายในพระราชวังทั้งยังมีบรรยากาศยามเย็นสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดซึ่งสะสมมานานโขให้หายไปกับสายลมที่พัดผ่าน
ชายหนุ่มกอดกระชับอีกคนไว้แนบกายมากขึ้น
พร้อมกับนึกถึงวันที่ดงกันเล่าว่าคยูฮยอนเคยขอร้องด้วยลักษณะคำพูดพร้อมสละชีวิตเพื่อเขาทำนองนั้น
มันสร้างความไม่สบายใจ
และเขาก็ทราบว่าคนอย่างคยูฮยอนพร้อมทำทุกอย่างโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด
“แต่การที่ไม่ยอมบอกผมเรื่องแผนนี้เลยมันทำให้ผมรู้สึกน้อยใจยิ่งกว่าเดิมซะอีก”
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างใจคิด เขาออกจะโกรธอีกคนเสียด้วยซ้ำที่ต้มกันซะเปื่อย
“ไม่เอาหน่า...มันผ่านมาแล้ว
ฉันทำลงไปก็เพื่อความปลอดภัยของเธอ ถ้าให้เธอต้องเสี่ยง...ฉันไม่ยอมให้อภัยตัวเองหรอก”
“ก็ได้...ผมจะพยายามเข้าใจ”
“อย่าทำหน้าตึงนักสิ...ไม่น่ารักเลยนะ
จะบอกให้...” แกล้งกระเซ้าเหย้าแหย่ด้วยการหยิกแก้มนิ่มเบาๆ ระคนเอ็นดู
ใบหน้าขาวจัดไม่ยอมแย้มยิ้มเลยสักนิด ร้อนถึงเขาต้องพยายามหว่านล้อมทั้งหอม
ทั้งกอดอยู่นาน จนดูเหมือนสิ่งล้ำค่าจากพยองอันคงยอมใจอ่อนเข้าแล้ว
คยูฮยอนขยับตัวหันมาแตะริมฝีปากที่ข้างมุมปากเขาเบาๆ กระซิบบอกรักหยอกเย้าแต่พอเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จที่ผ่านเรื่องราวบทพิสูจน์มากมาย
คนทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบเสมือนเป็นตัวสื่อสารความรู้สึกระหว่างกัน...
ให้ใจและกายได้พักผ่อน
หลังจากผ่านวันแห่งความเหนื่อยยาก
พวกเขาเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคงรออยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม...
ความวุ่นวายทางการเมืองในเกาหลีค่อยๆ
คลี่คลายลงอย่างสงบ บรรยากาศในประเทศกำลังเข้าที่เข้าทาง
อาการประชวรขององค์ราชาแทซันก็ยิ่งดีวันดีคืนขึ้นเช่นกัน ปัญหาต่างๆ
นั้นจบลงได้ด้วยปฏิภาณไหวพริบขององค์รัชทายาทชีวอนและหลายๆ
ฝ่ายที่เข้าร่วมกันหารือกันอย่างทุ่มเท
ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ตีข่าวความรู้สึกของประชาชนต่อองค์รัชทายาทหนุ่มในแง่ดีทั้งสิ้น
อาจกล่าวได้ว่าคนทั้งประเทศกำลังหลงรักองค์ชายหนุ่มรูปหล่อและมากความสามารถอย่างแท้จริง
ทว่า...ว่าที่กษัตริย์กลับทำให้คนทั้งประเทศช็อคโดยการประกาศไม่รับตำแหน่งกษัตริย์องค์ถัดไปจากองค์ราชาแทซัน
ด้วยเหตุนี้...สื่อมวลชนจึงพากันตั้งคำถามต่อการตัดสินใจอันเด็ดขาด
บ้างก็ว่าเป็นเพราะองค์ชายคนโตแห่งชเวทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
บ้างก็ว่าพระองค์ต้องการมีชีวิตดั่งเช่นสามัญชนทั่วไป
หลากหลายข่าวลือแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก...องค์ชายชีวอนจึงจำต้องออกมาเป็นแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ
“ผมไม่ได้ละทิ้งประชาชนครับ
แต่ผมรู้สึกว่าการเป็นกษัตริย์นั่นยิ่งใหญ่เกินไป ผมยังทำงานหนักต่อไปเพียงแค่...อยากใกล้ชิดประชาชนให้มากขึ้น
และการตัดสินใจครั้งนี้องค์ราชาแทซันรับทราบดีครับ
ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าผมยังรักและเคารพแผ่นดินเกิดของผมเสมอ”
เมื่อถูกถามว่าใครคือกษัตริย์องค์ต่อไป
ชายหนุ่มจึงได้แต่ตอบอย่างรักษาท่าทีว่าขอให้รอเวลา และประกาศจากพระราชสำนัก...
ผ่านไปราว 6 เดือน องค์ราชาแทซันได้ประกาศชื่อของกษัตริย์พระองค์ใหม่นั่นคือ
องค์ชายจินฮยอก ผู้เป็นอนุชาในสายกำเนิดเดียวกัน และจะมีพิธีราชภิเษกในอีกไม่นานนี้
ชื่อขององค์ชายจินฮยอกเป็นที่กล่าวถึงไปทั่ว
กระนั้นก็ไร้ซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
องค์ชายจินฮยอกได้ทำหน้าที่แทนองค์ราชาแทซันอยู่หลายต่อหลายเรื่อง หลายปีก่อนชายหนุ่มเคยคิดตั้งใจจะสละยศถาบรรดาศักดิ์
หากเมื่อถึงเวลาต้องทำหน้าที่... เขาจึงไม่อาจปฏิเสธภาระอันยิ่งใหญ่ได้
พร้อมกันนั่นภรรยาขององค์ชาย นั่นคือ ฮวัง มิยองจึงจะขึ้นเป็นองค์ราชินีองค์ใหม่หลังจากตำแหน่งนี้ว่างเว้นมานับ
15 ปี
การปกครองในประเทศเกาหลีเป็นไปอย่างยุติธรรมและสันติ
ประเทศราชไม่ขึ้นกับโซลอีกต่อไป รวมไปถึงการยกเลิกซึ่งการถวายเครื่องบรรณาการ
เมืองต่างๆ สามารถปกครองตนเองได้อย่างอิสระ
ทว่าจะต้องยึดถือในสนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องการไม่รุกล้ำอำนาจแต่กันและกันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
อาจเรียกได้ว่า...เกาหลีในเวลานี้ สงบสุขยิ่งกว่าช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อฤดูกาลเคลื่อนเปลี่ยนไปเกือบ 2 ปี เกาะพยองอันเปิดต้อนรับการกลับมาของชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อีกครั้ง
หากแต่หนนี้...เขาไม่มีตำแหน่งองค์รัชทายาทติดตัวมาด้วย
นอกจากหัวใจอันพองโตซึ่งพร้อมจะเป็น... ลูกเขยของบ้านท่านผู้นำพยองอัน อย่างเป็นทางการในวันนี้
ชุดฮันบกสีน้ำตาลสลับทองดูทรงสง่าเมื่อมันอยู่บนเรือนร่างอันสมส่วนของเขา ชเว
ชีวอนรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งได้ใส่ชุดฮันบกฝีมือคุณนายใหญ่ของบ้านพยองอันเป็นครั้งแรก
แต่เป็นเพราะ...พิธีแต่งงานเล็กๆ ตรงหน้านี้ต่างหาก
บ้านทรงโบราณมีแขกเหรื่อเพียงไม่มาก
นอกจากครอบครัว และคนสนิทแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการเชื้อเชิญใครมาเป็นสักชีพยานร่วมด้วยอีก
น่าเสียดายที่องค์ราชาจินฮยอกและองค์ราชินีมิยองติดภารกิจอยู่ ณ ต่างประเทศ
เขาและเธอจึงทำได้เพียงส่งแขกคนพิเศษมาร่วมด้วย นั่นคือองค์โอรสเฮนรี่
ที่บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัย 4 ขวบช่างจ้อ ทั้งนี้ชเว แทซัน องค์ราชาคนเก่าไม่ได้มาร่วมงานด้วย
เพียงแค่ส่งลูกชาย อย่างองค์ชายเล็กซูโฮมาช่วยงานอีกคน
“ตื่นเต้นละสิ
นี่กลัวพ่อตาหรือครับ เอ๊ะ! หรือกลัวพี่ชายพี่คยูฮยอน
เหงื่องี้แตกพลั่กๆ” คนเป็นน้องแซวพี่ชายพลางกลั้วหัวเราะเบาๆ
ซูโฮเหลือบมองใบหน้าคมดุของอี ดงกันแล้วก็ได้แต่สวดภาวนาให้พี่ชายตัวดีรอดพ้นภัย
เวลานี้ อี
ดงกันก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมันตรีคนใหม่จากการเลือกตั้งของเกาหลีเรียบร้อยแล้ว...
แน่นอนว่าอำนาจย่อมมีมากกว่าชายหนุ่มซึ่งยอมลดศักดิ์ตนเองอย่างชเว ชีวอนเป็นแน่!
“พี่ไม่เคยกลัวหมอนั่นหรอกหน่า...”
เขาตอบขณะที่น้องชายช่วยจัดชุดฮันบกให้เรียบร้อยก่อนพิธีจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า...
ทางด้าน โจ คยูฮยอน
เขาอยู่ในชุดฮันบกที่ตนคุ้นเคย
ต่างไปแค่สีที่ดูสดใสกว่าทุกชุดที่เคยสวม...คุณแม่ของเขาอยู่ข้างๆ
เสมอในขณะที่กำลังแต่งตัว โดยมีพี่สะใภ้สาวเป็นลูกมือ เธอที่เพิ่งจะตกลงปลงใจแต่งงานกับพี่ชายของเขาไปเมื่อสองเดือนก่อน
ซานดาร่าและดงกันจู่ๆ กลับคบหาดูใจกันอย่างรวดเร็วเสียจนไม่น่าเชื่อ
ภาพคู่กัดที่ว่าหายวับไปกับตา บางทีอาจต้องโทษโชคชะตากระมังที่เล่นตลกกันเหลือเกิน
“เรียบร้อยแล้วจ้ะ” โจ
ยอนฮวามองลูกชายของเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ระหว่างนั้นเธอโอบกอดลูกชายอีกครั้ง การเห็นหนุ่มน้อยตรงหน้ามีความสุข...จึงเปรียบเสมือนของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่หล่อนได้เชยชม
“พิธีกำลังจะเริ่มแล้ว...
พวกเราไปกันเถอะค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวจะเสียฤกษ์ แถมเจ้าบ่าวจะรอจนใจขาดเสียก่อน”
ซานดาร่าว่ายิ้มๆ เธอเดินนำสองแม่ลูกออกจากห้องแต่งตัว ก้าวเดินไปตามโถงทางเดิน...ห้องจัดพิธีอยู่ไม่ห่างกันนัก
ทุกคนต่างเฝ้ารอการแต่งงานของพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ
ไม่ต่างจากชายหนุ่มที่มือเย็นเฉียบในทันทีครั้นมองเห็นเจ้าของใบหน้าน่ารักในชุดฮันบกซึ่งขับผิวพรรณเช่นนี้
เขารอจนคยูฮยอนเยื้องก้าวช้าๆ มาอยู่ในตำแหน่งตรงหน้าเขา
โจ คยูฮยอนของเขา
งดงามยิ่งกว่าท้องทะเลแห่งพยองอันเสียอีก
พิธีอันศักดิ์สิทธิ์เริ่มขึ้นท่ามกลางความสุขที่ลอยอบอวลดั่งกลิ่นดอกไม้ที่ประดับตามมุมต่างๆ
ทุกคำพูดสาบานเปรียบได้ดั่งคำสัญญาชั่วชีวิต
ทุกคำอวยพรเปรียบได้เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงชโลมใจ และทุกๆ วินาทีที่ดำเนิน...มันจะเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของคนสองคนให้ระลึกถึงทุกอุปสรรคที่เผชิญ
สายใยความรักที่เริ่มถักทอจากความไม่เข้าใจเกี่ยวโยงยึดมั่นจนไม่อาจพรากจาก
บัดนี้...ความรักกำลังเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...
หากมันไม่ได้มาจากการบังคับเพื่อได้ซึ่งเครื่องบรรณาการถูกใจ
แต่เป็นรักที่เกิดจากการได้มีสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตเพื่อรักษาไว้อย่างมั่นคงด้วยศรัทธาที่เปี่ยมล้น
ขอจงศรัทธาในความรัก เมื่อนั้น...
ความรักจะเข้ามาทักทายคุณ
บทส่งท้าย
“อย่าเพิ่งลืมตา...”
“ผมก็ยังไม่ได้ลืมตาสักหน่อย”
“นับหนึ่งถึงสามในใจแล้วลืมตานะ”
“...ทำไมต้องทำให้ตื่นเต้นอยู่เรื่อยเลย”
“เอาละ หนึ่ง สอง
สาม...เซอร์ไพรส์!!”
แรกเมื่อลืมตา...บ้านไม้ริมชายหาดพยองอันหลังเล็กๆ
ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหลังเกาะคือสิ่งที่คยูฮยอนเห็น
บริเวณนี้เป็นเขตพื้นที่ส่วนตัวของทางครอบครัว
พ่อของคยูฮยอนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ แปลกใจไม่น้อยที่ชีวอนสามารถขอร้องให้ได้ที่ดินที่คุณพ่อหวงแหน
บ้านสีขาวสลับฟ้าสะอาดตากลับไม่ได้สร้างความฉงนใจได้เท่ารูปภาพเหมือนสีน้ำมันซึ่งตั้งโชว์อยู่ภายในหลายต่อหลายรูป
ส่วนมากคือรูปของโจ คยูฮยอนในหลากหลายอิริยาบถ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีภาพวาดปริศนาที่เขาเคยโมโหชเว
ชีวอนจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อครั้งเจอมันที่แกลอรี่ภายในพระราชวัง...
...ภาพนกพิราบสีขาวเกาะอยู่บนกิ่งไม้
นกเจ้ากรรมเหม่อมองไปยังท้องทะเลสีคราม...
คยูฮยอนเคยสงสัยว่านกพิราบอาจหมายถึงตัวเขา
ทว่า...เมื่อลองพิจารณาภาพนี้อีกครั้ง เจ้าของร่างโปร่งกลับพบว่า
นกพิราบตัวนี้อาจเป็นตัวแทนของชเว ชีวอน ที่ต้องการหลุดออกจากยศถาบรรดาศักดิ์
ดั่งเช่นนกพิราบซึ่งโหยหาการบินออกสู่ทะเลอันกว้างขวางเพื่อค้นหาความสุขในชีวิตที่แท้จริง
“ยังมีอีกรูปนะคยูฮยอนนา...”
ไม่ทันจะได้ทักท้วงภาพเจ้าพิราบให้หายข้องใจ คยูฮยอนกลับถูกอดีตองค์รัชทายาทดึงตัวมาอยู่เบื้องหน้ารูปวาดอีกภาพ
มันมีผ้าสีขาวปกคลุมไว้ราวกับรอให้เขาเป็นผู้เผยโฉมมันเป็นคนแรก สายตาพยักพเยิดของชายหนุ่มเร่งเร้าให้เขาเอื้อมมือไปกระตุกผ้านั่นลงจนพบว่าเบื้องหลังมันคือภาพสีน้ำมัน...ภาพของเขาในชุดฮันบกสีน้ำตาลสุภาพนั่งอยู่ปลายเตียงภายในเรือนรับรอง
ผ้าม่านประดับเตียงบิดพลิ้ว แสงแดดในยามเย็น
ทุกองค์ประกอบคือภาพความทรงจำที่ถูกบันทึกอยู่ในหัวสมอง
วันแรกสู่การเป็นเครื่องบรรณาการ ทว่ามันคือวันแรกที่คยูฮยอนได้พบว่า ดวงตาของชเว
ชีวอนทำให้หัวใจดวงนี้เต้นระส่ำอย่างไม่ทราบสาเหตุ...
“ภาพแรกที่พบเธอในเรือนรับรอง
มันติดอยู่ในความทรงจำของฉัน แถมมันทำให้ฉันงุ่นง่านจนต้องวาดมันออกมาในคืนนั้น
ในทุกๆ วันฉันจะกลับมาพิจารณารูปนี้...ค้นหาคำตอบว่าทำไม... ฉันถึงสนใจในตัวเธอ
กระทั่ง...ทุกๆ อย่างมันชัดเจนว่า หัวใจมันสั่งให้ทำออกไปแบบนั้น...
เธอทำให้ฉันรู้ว่า รักแรกพบ มันมีอยู่จริง”
คยูฮยอนไม่ทราบว่าตนควรพูดอะไรออกไป
นอกจากขยับตัวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มพร้อมกับวาดแขนโอบกอดร่างอบอุ่นเป็นคำขอบคุณ
บางที...หากชีวิตเขาไม่ได้พบเจอกับผู้ชายคนนี้
ความรักสำหรับเขามันคงเป็นสิ่งน่าเบื่อ และวนเวียนซ้ำจนจบลงที่ความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียก
ขอบคุณพระเจ้าและโชคชะตาเหลือเกินที่ดลบัลดาลเส้นทางชีวิตอันแสนพิศวง
“คุณเองก็ทำให้ผมรู้ว่า...
คู่ชีวิต มันคืออะไรเหมือนกันครับ... ผมรักคุณนะ ความรักของผม”
The End
Talk*
ใจหายจังเลย... แต่ต้องบอกว่า โล่งอกมากๆ ที่เข็นเรื่องนี้มาจนจบสักที
ขอบคุณมากๆ ที่ผู้อ่านทุกคนอ่านมาจนถึงบรรทัดจบของฟิคเรื่องนี้ ขอบคุณที่ยังรอจะอ่านตอนจบอยู่
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ฮรือ TwT ความพยายามอันยาวนานจบลงที่คำว่า
the end แล้วจริงๆ #ร้องไห้แปบบบ ในตอนจบนี้จะยินดีมากๆ
หากผู้อ่านคอมเม้นท์ส่งท้ายองค์รัชและบรรณาการคยูสักหน่อย 5555 ไม่มีอะไรจะพูดแล้วค่ะ... นอกจากคำว่า ขอบคุณค่ะ ^^
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น