Rose Addict
- 4 -
เป็นวันที่ว่างแสนว่าง
และมันก็น่าเบื่อเกินว่าจะนอนอยู่เฉยๆ
กระนั้นเด็กหนุ่มก็ทำได้เพียงนั่งรอเวลาให้มันผ่านไปอย่างช้าๆ
ทั้งที่ในใจอยากจะภาวนาให้เวลาเดินเร็วขึ้นสักร้อยเท่า เกือบสามชั่วโมงแล้วที่ ชเว
ชีวอนออกไปคุยงานตามกำหนดการ และมันก็สามชั่วโมงแล้วเหมือนกันที่คยูฮยอนยังรู้สึกถึงความอุ่นซ่านที่ยังทิ้งความละมุนไว้ที่ริมฝีปาก
ยิ่งคิดภาพใบหน้าคมคายที่เคลื่อนเข้ามาใกล้จนชิดติดกันก็ยิ่งตอกย้ำส่วนหนึ่งในความทรงจำว่าเขากำลังเผลอไผลไปกับความสัมพันธ์ที่ยังคลุมเครือเหลือเกิน
ร่างโปร่งทิ้งกายลงบนเตียงกว้างขวางอีกครั้ง
กายขาวตะแคงหันหน้าไปยังฝั่งระเบียงพลางปล่อยให้โทรทัศน์ในห้องยังคงทำงานต่อไปทั้งที่ดวงตาคู่โตทอดมองวิวนอกระเบียง
...ความชัดเจนของคนคนนั้นที่มีต่อเขามันจะเป็นเพียงภาพลวงชั่วขณะให้เด็กไม่ประสีประสาหลงระเริงในสิทธิพิเศษหรือมันอาจเป็นหมอกที่เมื่อจางหายเขาทั้งคู่ก็ต้องกลับไปอยู่ในที่ของตนเองกันนะ...
ชเว ชีวอนแค่คิดว่าการคุยงานครั้งนี้มันยาวนานกว่าปกติเพราะธุรกิจครั้งนี้ต้องรอบคอบกว่าทุกครั้งหรือเพราะด้านหนึ่งของจิตใจเป็นห่วงเจ้าลูกแมวที่ต้องนอนเหงาตามลำพัง...บางทีอาจเป็นอย่างหลัง
ไม่สมกับเป็นท่านประธานชเวเลยสักนิด...
ชายหนุ่มนึกขันตัวเองอยู่ในใจ
“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคาสิโนแห่งนี้จะประสบความสำเร็จ”
“แน่นอนคุณชเว...ขอบคุณที่ร่วมลงทุนกับเรา
รับรองว่าคาสิโนที่กำลังจะเปิดใหม่ที่ไต้หวันและฮ่องกงภายใต้การดูแลของกลุ่มฮันและกลุ่มชเวจะต้องราบรื่นไปได้ด้วยดี”
“การก่อสร้างจะเตรียมการในทันทีหลังจากนี้”
“ครับคุณชเว ทุกอย่างไปได้สวยอย่างแน่นอน...”
ฝั่งกลุ่มฮันที่ส่งประธานฮันเกิงมาคุยธุรกิจสำคัญกล่าวปิดท้ายการเจรจาด้วยท่าทีสุขุมแต่ใบหน้าที่มีรอยยิ้มนิดหน่อยก็เป็นการเครื่องการันตีถึงความยินดีในการจับมือทำธุรกิจที่ใครต่างก็จับตามอง
คาสิโนที่วางรูปแบบการก่อสร้างไว้ถึงสองสาขา
รูปแบบทันสมัยและดึงดูดนักลงทุนกระเป๋าหนัก ชายหนุ่มชาวจีนก้มหัวแสดงความเคารพคู่ธุรกิจ
แม้จะทำธุรกิจมาด้วยกันก็หลายครั้งแต่ฮันเกิงมีนิสัยพ่อค้าที่น้อมนอบถ่อมตนจนได้ชื่อว่าเป็นท่านประธานที่ใครต่างก็ชื่นชม
เป็นคนอ่อนนอกแข็งในตามอัตลักษณ์ของชายชาวจีน พวกเขาพูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยคจากนั้นจึงเป็นฝ่ายหนุ่มเกาหลีเช่น
ชเว ชีวอนเองที่ขอตัวกลับห้องพักและปฏิเสธมื้ออาหารค่ำตามคำเชื้อเชิญด้วยเพราะมีกำหนดการรออยู่ก่อนแล้ว
“นายท่านรอท่านประธานอยู่ที่บ้านพักแล้วครับ...แต่เวลาที่ทางเรานัดไว้อีกประมาณ
1 ชั่วโมง 30 นาที”
“ฉันรู้แล้วและท่านก็ไม่ใช่คนเคร่งครัดเรื่องเวลาเท่าไหร่”
ชายหนุ่มตอบพลางนึกถึงใบหน้าติดจะถมึงทึงผิดกับนิสัยใจเย็นราวน้ำไหลเอื้อยของคุณปู่ที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก...เป็นท่านประธานของกลุ่มชเวคนก่อนที่สามารถควบคุมดูแลกิจการได้อย่างดีเยี่ยมและยุติธรรมเฉกเช่นผู้นำที่น่านับถือก่อนท่านจะส่งมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่เขา
“ครับ...ผมทราบดี ส่วนคุณคยูฮยอน
ผมแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ตอนนี้คุณคยูฮยอนเธออาจยังพักผ่อน.....”
“เดี๋ยวฉันเข้าไปบอกให้เขาเตรียมตัวเอง”
“ครับท่านประธาน”
โจวมี่ไม่อาจแสดงสีหน้านึกขบขันในตัวท่านประธานชเวซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขาได้
ชายหนุ่มในวัยสามสิบต้นเช่นชเว ชีวอน
ไม่ได้มีท่าทีร้อนรนแบบนี้กับคู่นอนหรือแม้กระทั่งคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเลยสักครั้ง
การพูดตัดบททั้งที่เขาเองยังไม่ทันจะกล่าวจบดี ถือเป็นการบ่งบอกว่าชเว ชีวอนในตอนนี้ไม่ต้องการต่อบทสนทนาให้ยืดยาวอีกต่อไป
คนสนิทเช่นเขาได้แต่ประหลาดใจในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของผู้เป็นนาย
ห้องพักมีเพียงเสียงโทรทัศน์เปิดค้างไว้
ชายหนุ่มเดินตรงไปยังส่วนของห้องนอนก็พบเพียงเตียงนอนว่างเปล่า
แว่วเสียงน้ำไหลจากอีกฝั่งของห้อง บางทีคนในปกครองของเขาอาจกำลังสบายตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำซึ่งเขาสั่งให้แม่บ้านเข้ามาเตรียมไว้เมื่อถึงเวลา
ร่างสูงสง่าไม่คิดจะเร่งเร้าเพราะยังไงเสียคุณปู่ก็ไม่ได้เข้มงวดเรื่องเวลาหากเข้าไปเยี่ยมท่านอยู่แล้ว
เขาจึงสืบเท้าไปยังระเบียงห้องพัก ทอดสายตามองวิวเกาะไต้หวันที่เต็มไปด้วยตึกสูงราวศิลปะ
แสงไฟจากตัวตึกตัดกับภาพท้องฟ้ามืดสนิทยิ่งเข้ากันได้ดี
สวยงามทว่าวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด...
การถูกสะกิดด้วยปลายนิ้วเบาๆ ที่หัวไหล่ทำให้ชเว
ชีวอนหันกลับไปมองเจ้าของการกระทำที่ว่า โจ
คยูฮยอนอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำทั้งยังมีสีหน้าราวกับคิดอะไรแต่ไม่ยอมพูดออกมาจนเป็นฝ่ายชายหนุ่มเองที่ต้องเอ่ยถาม
“มีอะไรรึเปล่า
ทำไมไม่ไปแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนล่ะ”
เขาว่าพลางใช้เรียวนิ้วเกี่ยวเส้นผมที่ยังดูชื้นจากการอาบน้ำให้พ้นกรอบหน้าขาวจัด เรียวปากอิ่มเม้มแน่นพลางตอบคำถามกันจนได้
“คุณโจวมี่บอกว่าผมต้องออกไปพบนายท่าน...กับคุณ
ผมเลยไม่รู้ว่าควรจะแต่งตัวยังไงให้เหมาะกาลเทศะ”
ใบหน้าของชายหนุ่มระบายยิ้มบางเมื่อฟังประโยคนั้นจบ
เขาจัดการดึงมือของเด็กหนุ่มให้กลับเข้ามาในส่วนของห้องพัก ไม่พูดอะไรไปมากกว่าการเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าและเลือกชุดที่เจ้าตัวเป็นคนเตรียมมาเอง
“ใส่อะไรก็ได้...เธอดูดีและน่ารักเพราะการกระทำอยู่แล้ว
คุณปู่ท่านไม่ชอบอะไรที่เป็นทางการ”
“คุณปู่? นายท่านที่ว่าคือ...คุณปู่ของคุณอย่างนั้นหรอกหรอ”
สีหน้าช่างสงสัยเป็นที่น่าเอ็นดูนักล่ะ
เปรียบเทียบกับก่อนหน้านั้นที่มักอาละวาดไม่เชื่อฟังเขา โจ คยูฮยอนในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากลูกแมวหลงทางสักเท่าไหร่
ไม่กล้าอยู่ใกล้เขา แต่กลับอยากเข้าคลอเคลียเจ้าของง่ายๆ อาจเพราะโดนทิ้งให้เหงา
กระนั้นเขาก็มองออกว่าตัวตนที่แท้จริงของเด็กคนนี้มีสิ่งอื่นที่น่าค้นหาอีกมากเชียวล่ะ
“ใช่ คุณปู่ของฉันเอง...แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าเธอควรแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า”
ใบหน้าขาวจู่ๆ กลับระเรื่อแดงคล้ายดอกกุหลาบแรกแย้มที่กำลังผลิบาน ชเว ชีวอนแตะเรียวปากลงบนหน้าผากมนก่อนจะปล่อยให้ใครอีกคนยืนเหวอไม่ยอมขยับตัวอยู่พักใหญ่
พ้นสายตาของชเว ชีวอน โจ คยูฮยอนก้มมองเสื้อผ้าที่คนคนนั้นเป็นคนเลือกมันออกมาให้เขา
ทั้งที่มันเป็นชุดโปรดที่คุ้นชินเป็นอย่างดี
เสื้อโปโลลายขวางสีขาวน้ำเงินกับกางเกงยีนส์สีเข้มพอดีตัว
แต่กับวันนี้แล้ว...ทำไมถึงได้รู้สึกประหม่าที่จะต้องใส่มัน สำหรับในตอนนี้แล้วเด็กหนุ่มคิดเสมอว่าการเป็นคนของชเวก็ไม่ได้แย่เสมอไป
เพียงแค่ไม่ต่อต้านในสิ่งที่ชเว ชีวอนมอบให้ซึ่งในบางครั้งมันก็ยากสักหน่อยที่จะไม่ต่อต้านคำสั่งห้วนๆ
ของคนคนนี้ แต่เหตุการณ์เฉียดตายที่เขาเผชิญมาทั้งสองครั้งหากไม่มีใครคนนั้นเอื้อมมือเข้ามาช่วย
บางทีลมหายใจของโจ คยูฮยอนอาจกลายเป็นของยมทูตไปแล้วอย่างแน่นอน
ไม่นานเท่าไหร่ที่เขาใช้เวลาแต่งตัว
เมื่อเด็กหนุ่มเดินออกมาจากห้องนอนก็พบร่างสูงนั่งรออยู่ที่โซฟากลางห้อง ในมือถือสมาร์ทโฟนเครื่องประจำ
ท่าทีใจเย็นไม่รีบร้อนทำให้คยูฮยอนมั่นใจว่าตนอาจไม่ได้ทำให้ชเว ชีวอนเสียเวลาหรืออาจต้องสายไปกว่ากำหนดการถึงแม้ชีวอนเองจะยืนยันว่าคุณปู่ไม่ใช่คนซีเรียสเรื่องเวลาแต่ในฐานะที่เป็นเด็กก็ไม่ควรจะให้ผู้ใหญ่รอนาน
เขาเดินไปยืนตรงหน้าคนที่ชอบตีหน้านิ่งเสียแทบจะทุกครั้งที่สบตาพลางกระแอมไอเบาๆ
เป็นสัญญาณว่าตนเรียบร้อยดีแล้ว
“คุณชีวอน ผมเรียบร้อยแล้วครับ เราจะไปกันได้หรือยัง?”
ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือพลางอมยิ้มในแบบที่คยูฮยอนไม่ค่อยจะได้เห็นนัก
“เหลือเวลาอีกมาก แต่ถ้าเธอร้อนใจ
เราจะไปกันเลยก็ได้...”
“คุณเข้าใจผิดนะ ผมไม่ได้ร้อนใจสักหน่อย
แค่ประหม่าน่ะครับ” เด็กหนุ่มว่าน้ำเสียงกระเง้ากระงอดพลางมองเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่หยัดตัวลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง
ฝ่ามือใหญ่วางแปะลงบนศีรษะของเขาพลางลูบแผ่วเบาอย่างเช่นทุกครั้ง
“ไม่ต้องกังวลหรอก
คุณปู่ใจดีผิดกับหน้าตาที่ดูดุไปหน่อยเท่านั้น” คนตรงหน้าว่าจบพลางจูงมือเขาออกจากห้องพักโดยที่หน้าประตูมีโจวมี่รออารักขาอยู่ก่อนแล้ว
และเมื่อลงมาถึงล็อบบี้ของโรงแรมก็มีคนของกลุ่มชเวตามมาดูแลสมทบอีกขั้น นับว่าการดูแลรักษาความปลอดภัยระดับนี้อาจเทียบได้กับผู้นำประเทศเลยก็ว่าได้
การที่โจ คยูฮยอนหลุดมาอยู่ในโลกของคนคนนี้มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ
เขาทั้งคู่เข้ามานั่งในตัวรถ ไม่นานยานพาหนะสีขาวนวลก็เคลื่อนตัวไปยังจุดหมาย...
สิ่งหนึ่งที่ชเว ชีวอนลืมบอกโจ
คยูฮยอนไปอีกประการเกี่ยวกับคุณปู่ชเว...
นั่นคือท่านยังดูหนุ่มมากทีเดียวหากเทียบกับชายในวัย 60 ปลายๆ ทั่วไป
ร่างกายที่ยังดูสง่าผ่าเผย สุขภาพไม่ได้ร่วงโรยไปตามวัยเลยสักนิด
ใบหน้าคมคายที่ดูยังไงก็ยังคงมีเค้าโครงที่บ่งบอกถึงการเป็นผู้สืบเชื้อสายแก่ประธานชเวคนปัจจุบัน
ชเว แทซอง
ยิ้มบางมองหลานชายคนโปรดที่มาพร้อมกับเด็กหนุ่มซึ่งมีหน้าตาจัดว่าน่าเอ็นดู
ภายในห้องรับแขกสไตล์จีนประยุกต์ ผสมผสานความลงตัวระหว่างศิลปะจีนกับความเป็นตะวันตกได้อย่างเหมาะเจาะ
มีการใช้สีดำเป็นหลักทว่าก็มีสีครีมสว่างและสีทองกลืนกันไปมองดูเข้ากับลายจีนตามผนังและเพดาน
ทั้งชีวอนและคยูฮยอนนั่งลงบนโซฟาตามคำเชื้อเชิญ คุณปู่ชเวมองผู้มาใหม่อย่างไม่คลาดสายตา
สักพักท่านก็เอ่ยปาก
“ว่าอย่างไร
เรื่องคาสิโนน่ะ”
“คาดว่าไปได้สวยแน่นอนครับ...การร่วมลงทุนกับกลุ่มฮันที่มีพร้อมด้วยความซื่อสัตย์และความมั่นคงนับเป็นใบเบิกทางสำหรับธุรกิจที่ยอดเยี่ยม”
“กลุ่มฮันผิดแผกไปจากกลุ่มๆ
อื่นในจีนและในไต้หวันมากนัก...ไม่ทำตัวเป็นอีแร้งอีกาหรือพวกจิ้งจอกเก้าหาง”
“นิสัยแบบนั้นก็คงจะมีแต่พวกกลุ่มคิม!” ดวงตาที่จู่ๆ กลับวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างฉับพลันของชเว
ชีวอนอดไม่ได้ที่ผู้เป็นปู่จะนึกขำ ความใจร้อนขี้เอาแต่ใจจากหลานคนนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
มองปราดเดียวก็ทราบว่ากลุ่มคิมคงสร้างความรำคาญใจให้แก่หลานชายได้หนักหนาเอาการ แทซองถ่ายทอดนิสัยเฉกเช่นผู้นำให้แก่ชายหนุ่มตั้งแต่เป็นเด็ก...
อาจเพราะชีวอนขาดพ่อแม่ไปตั้งแต่เจ้าตัวยังไม่รู้ความ ความคิดความอ่าน นิสัยใจคอ
เสมือนทอดแบบจากชเว แทซองราวจับวาง
“เอาเถอะ...คุยกันเรื่องธุรกิจมากๆ
ประเดี๋ยวเด็กหนุ่มข้างๆ หลานจะเบื่อไปเสียก่อน” คยูฮยอนสะดุ้งตัวในตอนที่เขาถูกจับจ้องโดยสายตาจากคุณปู่ชเวทั้งที่ตนกำลังเพลิดเพลินกับการมองศิลปะการตกแต่งภายในห้องรับแขกแท้ๆ
ดวงตาคู่โตกระพริบมองใบหน้าของคนเป็นปู่ทีเป็นหลานทีก่อนจะจบท้ายลงด้วยการเผยยิ้มอ่อนน้อม
“ตามสบายเถอะครับ
คือผม...”
“ชื่ออะไรล่ะ?”
คุณปู่ชเวดูจะชอบใจในท่าทีคล้ายลูกแมวหลงทาง คยูฮยอนเหลือบสายตามองคนข้างๆ
ซึ่งกำลังทอดสายตามองเขาด้วยดวงตาที่ฉายแววเอ็นดูอยู่ในที
“โจ คยูฮยอนครับ” ชเว
แทซองพินิจมองใบหน้าจิ้มลิ้มอยู่เป็นพักจึงได้คำตอบอยู่ในใจว่าเด็กคนนี้คงยังไม่ทันจะเรียนจบมัธยมปลายเป็นแน่
ทั้งการที่ชีวอนพาคยูฮยอนมาหาเขาเช่นนี้เป็นการบอกเป็นกลายๆ ว่าเด็กคนนี้มีสิทธิพิเศษ
ดวงตาหมายมาดที่ไม่ได้พร่าเลือนไปตามวัยตวัดมองใบหน้าหล่อเหลาของหลานคนโปรดในทันที
“นี่อย่าบอกนะว่าหลานพรากผู้เยาว์มา...”
“จะว่าอย่างนั้น ...ก็คงไม่ผิดหรอกมั้งครับคุณปู่”
คนเป็นหลานตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อนแฝงอารมณ์ติดตลก
“ปุโถ่! พ่อแม่เขาจะได้ลากหัวหลานเข้าตะรางน่ะสิ!” เสียงหัวเราะของคุณปู่ชเวท้ายประโยคเมื่อครู่ทำให้คยูฮยอนวางสีหน้าไม่ถูกได้ก้มหน้างุดไม่กล้าแม้กระทั่งจะสบตากับชเว
ชีวอนเอง เขาทราบดีว่าคุณปู่ต้องการจะสื่ออะไร
และนั่นก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเกินกว่าทำเป็นไม่ได้ยินบทสนทนาที่เชื่อมโยงมายังเขา
ไอ้เรื่องแบบนี้เขาควรจะยิ้มรับอยู่หรือ ในตอนนี้เขาไม่กล้าพอจะทำแบบนั้นหรอก
“อันที่จริงเพราะมันมีสาเหตุมาจากหลายๆ
อย่างน่ะครับ คุณปู่อาจได้ฟังผมเล่าเรื่องนี้หลังจากมื้อเย็น...”
“ก็เอางั้นสิ...ไปเถอะ
ไปทานมื้อเย็นกันได้แล้ว”
ชเว
แทซองเลือกที่จะวางมือจากธุรกิจและปลีกตัวออกจากประเทศบ้านเกิดเช่นเกาหลีใต้
การลงหลักปักฐานที่ไต้หวันในช่วงบั้นปลายชีวิตเป็นสิ่งที่เขาวางแผนมันมาในครั้นที่ต้องเสียลูกชายและลูกสะใภ้คนเล็กไป
บวกกับภรรยาที่รักต้องการหลีกหนีความทรงจำในที่เดิมๆ
คุณปู่ชเวจึงไม่รั้งรอที่จะทำตามคำขอของเธอ อิม นาบีหรืออดีตนายหญิงของกลุ่มชเวเดินนำหน้าสาวใช้ซึ่งยกอาหารกวางตุ้งมากมายมาเสิร์ฟบนโต๊ะ
เกือบจะทั้งหมดล้วนเป็นอาหารจานโปรดของทั้งประธานชเวคนก่อนและคนปัจจุบัน
“อาหารกวางตุ้งเน้นความสดใหม่
รสชาตินุ่มนวล สองปู่หลานชอบนักล่ะ เธอเองก็ท่านเยอะๆ นะ”
คยูฮยอนยิ้มตอบคำพูดเชื้อเชิญของหญิงที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคุณย่าใครได้
เธอยังดูสวยสง่าสมกับที่เคยเป็นนายหญิงของกลุ่มชเว
ใบหน้าสะคราญแฝงไปด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่น่าเชื่ออีกนั่นแหละว่าหญิงร่างบางคนนี้จะดูมีอำนาจไม่ต่างไปจากคุณปู่ชเว
เด็กหนุ่มมองอาหารจีนตรงหน้า...ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่เขาไม่เคยได้รับประทาน
อันที่จริงมันไม่ได้ดูหรูหรามากอย่างในภัตตาคาร แต่ทุกอย่างก็ดูลงตัว
น่าอร่อยทั้งที่ไม่ได้ทันจะได้ลิ้มรส
“ทานสิ...”
หมูเปรี้ยวหวานถูกคีบมาวางบนจานของเขาโดยฝีมือของชเว ชีวอน
ใบหน้าคมแย้มยิ้มนิดหน่อยอาจกำลังขำเขาที่ไม่เริ่มทานอะไรเสียทีราวกับลังเลเลือกอาหารไม่ถูก
แหงสิ... จานอาหารเรียงรายแถมยังไม่เป็นเมนูที่ไม่ค่อยจะคุ้นชิน เด็กหนุ่มก้มหัวขอบคุณเพียงนิดก่อนจะละเมียดทานอาหารโดยไม่รีบร้อน...บางทีคยูฮยอนรู้สึกว่าเขาประหม่ามากเหลือเกิน
นอกจากไม่ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้ากับการพบท่านทั้งสองแล้ว...การมาพบท่านครั้งนี้จะด้วยฐานะอะไร
คนอย่างเขาไม่กล้าคิดเองเออเองหรอก...
หลังมือเย็น
ชเว ชีวอนหายไปพร้อมกับคุณปู่
อาจไปคุยกันเรื่องธุระส่วนตัวและอาจมีเรื่องของเขานิดหน่อยอย่างที่ชายหนุ่มเกริ่นไว้ก่อนหน้า
คยูฮยอนยังคงนั่งพูดคุยอยู่กับคุณย่านาบี
สิ่งที่ผิดคาดไปอย่างมากเกี่ยวกับตระกูลชเวคือ...พวกท่านไม่หัวโบราณติดจะทันสมัยเสียด้วยซ้ำที่สำคัญไม่มีทีท่ารังเกียจเขาเลยสักนิด
ตามความรู้สึกของคยูฮยอนแล้ว ท่านออกจะให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษด้วยซ้ำ
นานเป็นชั่วโมงเชียวล่ะกว่าชีวอนจะเดินออกมาจากห้องหนังสือพร้อมคุณปู่
หลังจากพูดคุยร่ำลาพวกเขาก็ต้องขอตัวกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม
ระหว่างทาง...ภายในตัวรถเงียบจนได้ยินเสียงถอดถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าของเด็กตัวขาวข้างกาย
ชเว ชีวอนปรายตามองเจ้าของร่างโปร่งที่นั่งห่างจากเขามากกว่าปกติเสียตัวเกือบชิดประตูรถ
ใบหน้าเบือนหนีเขาราวกับสนใจวิวนอกตัวรถมากกว่าสิ่งใด ชายหนุ่มไม่กล่าวอะไรเพียงแค่ปล่อยให้อีกคนได้อยู่กับตัวเอง
พลางในหัวก็นึกถึงบทสนทนาระหว่างเขาและคุณปู่ที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นาน
“กลุ่มคิมมุ่งมาดทำร้ายหลานหนักหน่วงกว่าทุกครั้ง
มันเป็นสัญญาณการแตกหักอย่างแท้จริง
ไม่สิ...มันอาจเป็นจุดจบของปัญหาคาราคาซังระหว่างกลุ่มเสียที”
“ผมก็คิดเช่นนั้นครับ...ส่วนคยูฮยอนเองถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยบังเอิญ
แล้วผมก็ไม่สามารถปล่อยให้เขาต้องเผชิญอันตรายแบบนั้น”
“ถึงได้มอบสิทธิพิเศษให้แก่เด็กคนนั้นสินะ
การเป็นคนของชเวจะทำให้คยูฮยอนปลอดภัยได้มากที่สุด”
“แต่...เขายังคงต่อต้านผมนิดหน่อยอาจเพราะกำลังกลัว”
“ไม่หรอก...เด็กนั่นแค่สับสน
เป็นใครใครก็ต้องรู้สึกอย่างนี้ทั้งนั้น จากเด็กที่ใช้ชีวิตธรรมดา
แต่วันหนึ่ง...เขากลับถูกหลานควบคุมดูแล อยู่ท่ามกลางโลกสีดำและโลกสีขาว
เวลาและความมั่นคงจากหลานจะทำให้คยูฮยอนสามารถเชื่อมั่นในการเป็นคนของชเวมากขึ้น...”
“คุณชีวอน...”
เสียงนั่นปลุกให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์
เขาทอดสายตามองใบหน้ากลมขาว อาการอยากจะพูดแต่เม้มปากไว้อดไม่ได้ที่ชีวอนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคล้ายกำลังตะล่อมหาความจริงที่ถูกปิดซ่อน
ผลคือเป็นคนอ่อนประสบการณ์กว่าที่ยอมจำนนไปเอง
“มีอะไรก็ว่ามาสิ...เธอเอาแต่เงียบ
ฉันไม่สามารถอ่านความคิดเธอได้ทุกความคิดหรอกนะ” เขาว่าไปแบบนั้น
แอบเห็นคยูฮยอนเหลือบมองโจวมี่ที่กำลังขับรถให้
บางทีเด็กนี่อาจตะขิดตะขวงใจที่ต้องพูดอะไรบางอย่างโดยที่มีคนอื่นอยู่ด้วยงั้นหรือ?
“ผมแค่อยากรู้...คุณย่านาบีบอกว่าการเป็นคนของชเว...คือก้าวแรกสู่การเป็น.........นายหญิงของกลุ่มชเว
ผมไม่เข้าใจ คือ...” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาลงทุกที
มันเบาจนชายหนุ่มต้องโน้มตัวลงไปเงี่ยหูฟังใกล้ๆ
สุดท้ายประโยคที่เบาแสนเบาจึงดังอยู่ข้างหู “ระหว่างเรามันคืออะไร”
ชเว ชีวอนระบายยิ้มเอ็นดู
เขากดริมฝีปากลงบนผิวแก้มขาวและมันก็เปลี่ยนเป็นสีระเรื่อในชั่ววินาที นิ่งมองปฏิกิริยาน่าชังของอีกฝ่าย
เฝ้ามองดวงตาคู่โตที่กระพริบมองเขาอยู่เช่นนั้น
ดวงตาที่สะท้อนภาพเขาแต่เพียงผู้เดียว...
ปัง!!! เอี้ยด!!!!
เสียงปืนหนึ่งนัดพร้อมด้วยการเบรกกะทันหันทำให้ชเว
ชีวอนตวัดแขนโอบรอบร่างของเด็กหนุ่มสู่อ้อมอกในทันที
ดวงตาคมวาวมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไวราวพายุ
ชายหนุ่มเดาว่าผู้ประสงค์ร้ายคงมีความแม่นยำในการใช้ปืนไม่น้อยถึงได้ยิงยางรถยนต์ที่พวกเขานั่งอยู่จนแตกได้ด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว
และนั่นก็ทำให้โจวมี่จำต้องหยุดการเคลื่อนตัวของยานพาหนะอย่างเสียไม่ได้!
“ท่านประธานครับ
ปลอดภัยดีใช่ไหมครับ!” เสียงของโจวมี่เอ่ยถามพร้อมกับการคว้าปืนที่เหน็บไว้หลังเอวขึ้นมาเตรียมพร้อม
ชเว ชีวอนก็ไม่ต่างกัน เขาคว้าเอากระบอกปืนสีดำสนิทคู่กายขึ้นลำ
แม้จะอยู่ในตัวรถแต่ดวงตาของเขาก็ยังกวาดมองไปรอบบริเวณ...ท้องถนนไร้การสัญจร
ร้านร่วงหรือแม้แต่บ้านเรือนแถวนั้นปิดเงียบ การจู่โจมเช่นนี้มันอันตรายยิ่งกว่าการจู่โจมต่อหน้าเสียอีก
วันนี้เขาอาจพลาดไปเองที่สั่งให้ลูกน้องคนอื่นๆ ตามอารักขาแค่พอเป็นพิธี แม้ตอนอยู่ที่โรงแรมคนของเขาจะมากจนเหมือนดูแลความปลอดภัยผู้นำประเทศ
หากเมื่อมาถึงบ้านของคุณปู่แล้วเขาสั่งให้มีคนสนิทอยู่ด้วยไม่กี่คนก็พอ ...กลุ่มคิมไม่เคยลอบกัดกันนอกประเทศแบบนี้
ท่าทางครั้งนี้จะกัดไม่ยอมปล่อยจริงๆ
รถสปอร์ตของกลุ่มชเวอีกคันแล่นมาจอดเทียบข้างๆ
ก่อนคนของเขาจะรีบลงมาคุ้มกัน ในขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูลงจากรถ แน่นอนการอยู่ในรถที่ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปไหนได้เท่ากับเป็นเป้านิ่งให้คนพวกนั้นได้ใจ
จังหวะที่กำลังจะส่งตัวคยูฮยอนให้เข้าไปในตัวรถ
เขารู้สึกโดยสัญชาตญาณว่ามีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่เคลื่อนตัวอยู่ไม่ห่าง
และในตอนนั้น!
ปัง!
ชเว ชีวอนหันกระบอกปืนไปยังชายที่กำลังจะเล็งเป้าหมายมายังลูกน้องคนสนิท
เสียงลั่นไกดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ล้มลง ชายหนุ่มคุมสติที่กำลังเดือดจัดได้เป็นอย่างดี
ทักษะแม่นปืนของเขาไม่ขาดตกบกพร่อง เสียงปืนอีกสามนัดดังขึ้นตามด้วยคนของกลุ่มคิมที่ร่วงลงบนพื้นถนนตามจำนวนกระสุน
“คยูฮยอนเข้าไปในรถก่อน! ไปในที่ปลอดภัย!!” ชีวอนกำชับเจ้าของร่างโปร่งที่ยังคงรั้งมือเขาไว้ ทั้งที่โจวมี่เปิดประตูรถรอและคนของกลุ่มชเวคนอื่นก็พร้อมที่อารักขา
แต่ทว่าดวงตาคู่โตเว้าวอนชายหนุ่มอยู่นานกระทั่งเจ้าตัวยอมพูดอะไรออกมา
“แต่...ผมทิ้งคุณไว้ตรงนี้ไม่ได้นะ!!”
“ฉันดูแลตัวเองได้ พวกมันอยากเอาชีวิตฉัน
ไม่ใช่เธอ! และฉันก็จะไม่ยอมให้เธอได้รับอันตรายจากเหตุการณ์บ้าๆ
นี่!!!” ชเว ชีวอนคิดว่าเสียงของเขามันคล้ายกับกำลังตะคอก
ถึงอย่างนั้นเด็กคนนี้ก็ยังดื้อได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ไม่ยอมขยับตัวไปไหนย้ำชัดในจุดประสงค์ว่าไม่ต้องการห่างจากเขา
จวบจนการโจมตีที่หนักขึ้น พวกเขาจำต้องหมอบลงโดยใช้ตัวรถยนต์เป็นเกราะกำบัง
โต้ตอบกลับเท่าที่กำลังจะสู้ได้ ทว่า...อาจเพราะพวกมันใช้วิธีเฉกเช่นหมาลอบกัด
โจวมี่ที่ไม่ได้ระวังตัวในจังหวะดังกล่าวถึงได้ถูกลูกกระสุนฝังลงที่หน้าท้อง
ใบหน้าคมคายกัดฟันทนบาดแผลหากก็ไม่ปล่อยให้มือที่จับปืนต้องหมดแรงลงไปตามความเจ็บปวด
สัญชาตญาณการเป็นบอดี้การ์ดส่งให้เขาต้องคุ้มกันผู้เป็นนายอย่างสุดความสามารถ
“ท่านประธานครับ เห็นทีเราต้องล่าถอย” เสียงลูกน้องคนหนึ่งตะโกนบอก
ชเว ชีวอนพยักหน้าให้คนของเขาเตรียมล่าถอยอย่างที่ว่า
คนสนิทเกือบจะทั้งหมดพาตัวเองเข้าไปในตัวรถรถพร้อมๆ
กับที่ร่างสูงใหญ่รวบเอาร่างของเด็กในปกครองดันเข้าไปในตัวรถก่อนเขา แต่โชคกลับไม่เข้าข้าง
ชีวอนรู้สึกร้าวที่ต้นแขนขวา เขาถูกยิง! มันเป็นกระสุนที่เขาหาที่มาที่ไปไม่ได้
คยูฮยอนเผลอร้องอุทานในตอนที่สีของเลือดค่อยๆ อาบเสื้อเชิ้ตสีอ่อนจนน่ากลัว
เขาไม่มีเวลาจัดการอะไรให้มาก นอกจากยิงสวนกลับไปอีกนัด
ในหัวสมองของเขาประมวลผลอะไรบางอย่าง...ท้ายที่สุด ร่างสูงกลับเลือกที่เผชิญหน้ากับคนของกลุ่มคิมที่จู่โจมประชิดตัวอย่างรวดเร็ว
คยูฮยอนมองภาพโกลาหลตรงหน้าแม้คนของกลุ่มคิมจะเหลือเพียงไม่กี่คนแต่กับ
ชเว ชีวอนแค่คนเดียวจะรับมือไหวได้อย่างไร เด็กหนุ่มเกาะกระจกภายในตัวรถโดยมีลูกน้องของชีวอนอีกคนรั้งเขาไม่ให้ลงจากรถไปได้
หากไม่มีคำสั่งใดๆ นั่นแสดงว่าท่านประธานของกลุ่มรับมือทุกอย่างได้ นี่คือสิ่งที่คนของกลุ่มชเวย้ำคิดแม้ภายในใจจะร้อนรนมากขนาดไหนก็ตาม
“ทำไมพวกคุณไม่ลงไปช่วยคุณชีวอนล่ะ
เขาเป็นเจ้านายพวกคุณ หรือถ้าพวกคุณไม่ลงไป ผมลงไปเองก็ได้!” เด็กหนุ่มร้องตะโกนด้วยความสุดจะทน
เขาออกแรงดิ้นให้หลุดจากการรั้งตัว
ส่วนดวงตาก็ได้แต่ทอดสายตามองเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ตอนนี้ไม่มีปืนอยู่ในมือเสียแล้ว
แต่กลับกำลังสู้แบบมือเปล่ากับคนพวกนั้น...แปลกที่มันไม่เพ่งเล็งคนที่นั่งอยู่ในตัวรถ...อาจจริงอย่างที่ชีวอนว่า
คนพวกนั้นต้องการแค่ชีวิตของ ชเว ชีวอนเท่านั้น!
“ไม่ได้ครับคุณคยูฮยอน
หากท่านประธานไม่ได้สั่ง...เราจะทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น” คยูฮยอนตวัดตามองคนเจ็บที่นั่งอยู่เบาะหน้า
โจวมี่ใช้มือกุมท้องที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงคล้ำ ใบหน้าผุดไปด้วยเหงื่อ
ถึงอย่างนั้นเด็กเช่นเขาก็ยังไม่เข้าใจในการกระทำของคนที่เป็นลูกน้องเช่นโจวมี่และคนอื่นๆ
อยู่ดี... ทำไมล่ะ ทำไม ทำไมไม่ออกไปช่วยชีวอน
แทนที่จะมานั่งอยู่ภายในตัวรถเช่นนี้...ต้องนั่งมองเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ เลยหรือ!
“จะนั่งรอความตายหรือไง!!!” คำพูดของคยูฮยอนทำให้โจวมี่และลูกน้องทั้งสองเงียบกริบ...กระนั้นเสียงถอนหายใจของชายที่รั้งแขนเขาไว้ก็เอ่ยขึ้น
“พวกเราไม่ได้นั่งรอความตาย
แต่พวกเรารอให้ท่านประธานกลับไปด้วยกัน พวกเขาเชื่อมั่นในตัวของท่านประธานครับ”
“คุณคยูฮยอนต้องเชื่อมั่นในตัวท่านประธานสิครับ...เชื่อว่าท่านประธานสามารถเอาชนะพวกคนชั่วพวกนั้นได้...”
“...........”
แค่เชื่อมั่นอย่างนั้นใช่ไหม... เด็กหนุ่มหลับตาภาวนาขอพรจากพระเจ้า...ขอท่านจงคุ้มครองผู้ชายคนนั้น...คนที่ก้าวเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขา
...เขายอมแล้ว...
ยอมแพ้หัวใจที่มีเหตุผลในตัวของมันเองซึ่งสมองไม่มีวันจะเข้าใจ...
โจ คยูฮยอนกำลังมอบชีวิตให้แก่คนที่พร้อมจะปกป้องเขาแล้วจริงๆ
ชีวิตนี้มอบให้ ชเว ชีวอน...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น