วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

[Fic WK] Rose Addict : Chapter 1

Rose Addict



-1-

            เขาไม่เคยคิดว่าการดื่มเป็นเรื่องดีเลยสักครั้ง...กับครั้งนี้ก็เช่นกัน!!
            โจ คยูฮยอนนั่งแหมะอยู่ริมกำแพงสีหม่นข้างตัวร้านคาราโอเกะที่เพื่อนในกลุ่มชักชวนมาฉลองเนื่องในโอกาสการสอบมิดเทอมผ่านไปได้ด้วยดี เด็กหนุ่มคิดมาเสมอว่าตัวเองมีความสามารถมากพอในการกระดกน้ำเมาดังกล่าวได้โดยไม่มีปัญหาหากมีการสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูงบ้าง แต่วันนี้เขารู้แล้วล่ะ! ว่าสิ่งที่เขาควรหลีกเลี่ยงมันให้มากที่สุดพอๆ กับการวิ่งหนีครูฝ่ายปกครองเวลาเขามาโรงเรียนสายนั่นก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด!
            สายลมเย็นๆ ทำให้เขาหายใจได้สะดวกขึ้น รู้สึกหายมึนแม้จะเพียงนิดก็ยังดี ร่างโปร่งภายใต้ชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนรัฐชื่อดังในสภาพกึ่งมึนกึ่งเมา คยูฮยอนไม่อยากจะนึกว่าถ้าคุณพ่อที่ติดจะเข้มงวดเกินไปหน่อยมาเห็นเขาในสภาพนี้จะเป็นเช่นไร แต่ถ้าเป็นคุณแม่จอมเฮี้ยวหล่อนคงจะหัวเราะนิดๆ แล้วแซวไปตามประสาเสียมากกว่า ในวินาทีที่เขากำลังนึกอะไรเพลินๆ และทันใดนั้น...หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามจากร้านคาราโอเกะมีบางอย่างผิดแปลกไป ตรงซอกมุมของตึกที่ยากจะมองเห็นแต่ทว่า...เจ้าของใบหน้าขาวจัดกลับสังเกตเห็นตรงนั้นมีเงาตะคุ่ม...เขามองไม่เห็นหน้าใครคนนั้นแต่แปลกที่เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความน่ากลัว ดวงตาคู่กลมเหลือกขึ้นเล็กน้อย เงาสะท้อนจากแสงไฟถนนทอแสงวิบวับจากกระบอกปืนสีเงินวาวที่เหน็บซ่อนอยู่หลังเอว...
            เขาสั่งตัวเองให้รีบหลบสายตา ปัดความอยากรู้อยากเห็นทิ้งไปเสีย! แต่ดูเหมือนมันจะช้าไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มยกมือปิดปากอุดเสียงร้องของตัวเองเมื่อพบว่าปืนกระบอกดังกล่าวปลิดชีวิตใครสักคนที่ยกมือไหว้ร้องขอชีวิตจากเจ้าของปืนที่ว่า...
            เขาทำเป็นไม่เห็นเหตุการณ์ เขาต้องหนีไปจากตรงนี้ก่อนจะมีใครเห็นเข้า!!
            คิดได้ดังนั้นความมึนจากน้ำเมาก็แทบสร่างเลยทีเดียว คยูฮยอนหยัดตัวลุกขึ้นพลางสาวเท้ากลับเข้าไปในร้านคาราโอเกะอย่างรวดเร็ว เขาก็แค่หวังว่าชายคนนั้นจะไม่เห็นว่ามีพยานเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ...แค่หวังว่าจะทำตัวเป็นปกติราวกับไม่เห็นอะไร ทั้งที่หนึ่งชีวิตถูกปลิดไปต่อหน้า หัวใจของเขาเต้นระส่ำไปหมด...กลัว...กลัวว่าถ้าถูกจับได้และกลายเป็นร่างไร้วิญญาณแบบคนคนนั้น!
            เขาไม่อาจเป็นพลเมืองดีในย่านที่เต็มไปด้วย...อันธพาลอย่างตระกูลต้องห้ามที่ใครก็ไม่อาจเอ่ยชื่อ
            แต่เด็กหนุ่มอาจไม่ทราบว่าตนได้ทิ้งร่องรอยอะไรบางอย่างเอาไว้
                       

            “คยูฮยอน! เหม่อไรมึง”
            “หะห๊ะ!!” ร่างโปร่งสะดุ้งโหยงท่ามกลางสายตาของเพื่อนสนิทในกลุ่มสองสามคน คยูฮยอนกระพริบตาปริบมองหน้าเพื่อนๆ คนอื่นและได้แต่ยิ้มแหย่ๆ ตอบกลับไป ดวงตาตวัดมองไปรอบห้องเรียนก็พบว่านี่เป็นเวลาเลิกเรียนเสียแล้ว ทุกคนกำลังทยอยออกจากห้องด้วยเหตุนี้เด็กหนุ่มจึงจำต้องกุลีกุจอเก็บข้าวของลงเป้พลางลุกเดินตามเพื่อนสนิทออกจากห้องเรียน เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองเอาแต่เหม่อ ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นซึ่งมันก็ผ่านมาได้เกือบหนึ่งอาทิตย์ มันเป็นหนึ่งอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เหมือนประสาทจะเสียเอาให้ได้ ข่าวที่ว่ามีชายปริศนาถูกฆ่าภายในซอกมุมตึกได้เป็นข่าวอยู่สักพักในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ก็เงียบหายไป...ภาวนาให้ทุกอย่างเงียบหายไปจริงๆ...
            คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่อีกแล้ว...
            คยูฮยอนถอนหายใจ...ถึงคุณพ่อจะเจ้าระเบียบแต่นิสัยตามใจคุณแม่น่ะที่หนึ่ง และคุณแม่เขานั่นแหละที่ชอบทำตัวเหมือนคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันกับคุณพ่อเสมอ นี่ก็คงไปฮันนีมูนรอบที่ร้อย โชคดีที่อย่างน้อยคุณแม่ก็รู้ใจที่ซื้ออาหารสำเร็จรูปตุนไว้ในตู้เย็น เด็กหนุ่มหยิบกล่องอาหารไปอุ่นอย่างที่เคยชิน นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ครัวรอเวลาอาหารสุก ฉับพลันกับที่มีเสียงออดหน้าบ้าน...
            ใคร...
            คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ...
            ความอยากรู้อยากเห็นมักทำอะไรไปก่อนความคิดอยู่เรื่อย เด็กหนุ่มเดินไปที่ประตูบ้านชั่งใจที่จะเปิดมันออกไป ทว่า...
            “ฉันเอาของมาคืน...โจ คยูฮยอน...”
            เสียงนั่นลอดผ่านประตูเข้ามาราวกับรู้ใจว่าเขายืนอยู่เบื้องหลังตรงนี้ ใครที่ว่าถือวิสาสะเปิดประตูรั้วเข้ามาซ้ำยังอาจยืนอยู่หน้าประตูบานไม้ ณ ขณะนี้ และที่เขามั่นใจ...นั่นไม่ใช่เสียงของคนที่เขารู้จักเป็นแน่...หัวสมองของเด็กหนุ่มตีรวนและมันก็สับสนเสียจนว้าวุ่น ชั่วขณะที่เขาตกอยู่ในห้วงแห่งความสับสน เสียงนั่นก็เอ่ยขึ้นมาอีกราวกับเสียงของยมทูตก็ไม่ปาน
            “เอาขาก้าวเข้ามาหนึ่งข้าง แล้วคิดจะเดินหนีไปเสียดื้อๆ นั่นไม่ใช่ทางรอดที่ดี...”
            “.....”
            “เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ โจ คยูฮยอน เรื่องความเป็นความตายเชียวล่ะ”
            “ไม่! ผมไม่รู้จักคุณ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!!” เด็กหนุ่มตะโกนกลับไปทั้งที่เสียงสั่นเครือด้วยความกลัว เขาเหมือนกับหนูตัวเล็กๆ ที่กำลังจะถูกราชสีห์ตะปบ สู้อะไรไม่ได้เลยสักนิด สมองของเขาสั่งการว่าคนที่เขากำลังเผชิญหน้าแม้ผ่านประตูกั้นมุ่งร้ายต่อเขาเป็นแน่
            “งั้นหรือ?”
            “อย่ามายุ่งกับผม ขอร้องล่ะ ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!!
            “ได้...ตามใจ...” นั่นไม่ใช่คำตอบที่ทำให้โล่งอก...แต่มันคือคำตอบที่ทำให้คยูฮยอนประสาทเสียยิ่งกว่า! เด็กหนุ่มตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด เขาเวียนหัวขึ้นมาเสียดื้อๆ ทุกอย่างเงียบไป และเขาก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนตัวของรถยนต์ คนคนนั้นกลับไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม?... แล้วจะไม่กลับมายุ่งย่ามกับเขาจริงๆ อีกแล้วงั้นหรือ? สองมือยกขึ้นลูบใบหน้าที่มีเม็ดเหงื่อผุดตามไรผม ซองจดหมายสีขาวถูกสอดเข้ามาผ่านช่องประตูตรงพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ เรียวมือหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับเปิดซองทั้งที่มือสั่นเต็มที
            รูปถ่ายของเขาเอง...ที่หน้าโรงเรียนเมื่อเช้า สีหน้าอมทุกข์เหมือนแบกโลกแบบนั้นน่ะมันเขาเอง!...ในซองมีอะไรบางอย่างที่แนบมาด้วยอีก...
            กระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่มีลายมือตวัดเขียนอย่างเป็นระเบียบ...หากเนื้อหา...

            ป้ายชื่อที่ติดบนชุดนักเรียนทำไมถึงทำตกได้ล่ะเด็กน้อย... ขอบคุณที่ทำให้รู้ชื่อเสียงเรียงนามกันได้ง่ายดายแบบนี้ คาดว่า...เธอคงเป็นนกในกรงที่หาอิสรภาพไม่ได้เสียแล้วล่ะ

            ไม่นะ...
            เขาคิดว่าป้ายชื่อบนชุดนักเรียนหายไปที่ร้านคาราโอเกะวันนั้น แต่ก็ไม่ได้เอะใจว่ามันจะเป็นสิ่งที่สามารถสาวมาถึงตัวแถมป้ายชื่อแผ่นเล็กๆ แบบนั่นเขาก็มีสำรองเสียจนคิดว่าหายไปสักอันก็คงไม่เป็นไร คยูฮยอนคิดไม่ตก...ในซองจดหมายไม่มีอะไรอีกแล้ว ไม่มีป้ายชื่อของเขาที่ทำหาย ซองสีขาวธรรมดาๆ แต่กลับซ่อนนัยยะการข่มขู่ได้อย่างแยบยล รูปถ่ายของเขาที่แสดงให้เห็นถึงคำว่า... การถูกเพ่งเล็งทุกฝีก้าว ข้อความที่กล่าวแฝงว่า...ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โจ คยูฮยอนได้ถูกใครสักคนกักขังทั้งที่ยังไม่ทันได้เจอหน้ากันเสียด้วยซ้ำ!

           
            เขาปวดหัวเกินกว่าจะนอนหลับสนิท...ในวันที่พ่อกับแม่ไม่อยู่และเขาก็ไม่ต้องการโทร.ไปรบกวนช่วงเวลาการพักผ่อนของพวกท่านเท่าใดนัก คยูฮยอนนอนขดตัวอยู่บนเตียงนอนฟังเสียงนาฬิกาฝาผนังที่เดินไปตามเวลาที่ล่วงเลย นี่น่ะ...อาจจะเกือบเช้าแล้วล่ะมั้ง เด็กหนุ่มข่มตาไม่ได้ เพราะเพียงแค่ข่มตาหัวสมองของเขากลับสร้างมโนภาพอันน่าสะพรึงกลัว...เขาจะถูกคนคนนั้นฆ่าทิ้งจริงๆ อย่างนั้นสินะ...
            ทว่า...
            “...?” คยูฮยอนไม่อาจทราบว่าเขารู้สึกไปเองหรือไม่...แต่เขารู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือด และมันมาจากหว่างขาของเขาเอง ชั่ววินาที...เด็กหนุ่มลุกพรวดพลางกระชากผ้านวมผืนหนาออกจากร่างกาย ดวงตาเหลือกโตเมื่อพบว่าเลือดมากมายมันซึบผ่านเนื้อผ้ากางเกงนอน หว่างขาของเขามีแต่เลือด เลือดเต็มไปหมด!!
            “เกิดอะไรขึ้น!! ไม่!!!

            เฮือก!!

            เสียงนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือปลุกเขาให้ตื่นจากภาพฝันร้าย คยูฮยอนรีบกระโดดลงจากเตียงพลางสำรวจกางเกงนอนของตัวเองว่าไม่ได้มีเลือดเปรอะเปื้อนอย่างในฝัน...ให้ตายสิ...เลือดแบบนั่น อย่างกับประจำเดือนของผู้หญิง... เด็กหนุ่มนึกสบถในใจ เป็นฝันที่บ้าบอเกินจินตนาการชะมัด!
            แน่นอนว่ามันจะเป็นเพียงภาพความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงเท่านั้น!!

            กระจกสะท้อนเงาของเด็กหนุ่มตัวขาวในชุดยูนิฟอร์ม คยูฮยอนพยายามยิ้มปลอบให้ตัวเองในกระจกที่สภาพดูไม่จืดสักเท่าไหร่ ร่างโปร่งหันไปคว้ากระเป๋าเป้บนเตียงพลางสืบเท้าออกจากห้องนอน มันเป็นปกติที่เขาจะหยิบเพียงนมในตู้เย็นหนึ่งกล่องและดื่มมันระหว่างนั่งรถประจำทางเป็นกิจวัตร จังหวะเดียวกับที่เขากำลังจะก้าวพ้นรั้วบ้าน รถยนต์ที่ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ก็แล่นเข้ามาจอด เสียงของตัวเครื่องมันกระหึ่มและก็สร้างความน่าหวั่นเกรงไปในตัว สัญชาตญาณสั่งให้คยูฮยอนก้าวถอยหลัง ไม่มีใครเดินลงมาจากตัวรถนอกจากกระจกอัตโนมัติที่เลื่อนลง
            “ขึ้นรถ...” เสียงทุ้มกังวานคล้ายออกคำสั่ง คยูฮยอนเพ่งสายตามองใบหน้าเจ้าของรถหรูที่จอดเทียบท่า และมากไปกว่านั้นเด็กหนุ่มไม่จำเป็นต้องมองใบหน้านั้นอีกต่อไปเมื่อสิ่งที่ว่ากล่าวย้ำเป็นครั้งที่สอง “ฉันบอกให้ขึ้นรถมา โจ คยูฮยอน”
            นี่สินะ...ที่เรียกความเรื่องจริงมันน่ากลัวกว่าความฝันเป็นร้อยเท่า!
            “ไม่!! เรื่องอะไรผมต้องขึ้นรถไปกับคุณล่ะ” หางเสียงแผ่วเบาในลำคอด้วยเพราะตื่นตกใจกับดวงตาคู่คมที่ตวัดมองเขาราวกับจะสาปให้กลายเป็นก้อนหิน
            “ขึ้นมา...”
            “....”
            “บอกแล้วใช่ไหม ว่าถ้ายื่นขาข้างหนึ่งเข้ามาแล้ว แต่คิดจะหนีไปดื้อๆ มันไม่ใช่การเอาตัวรอดที่ดี เรามีเรื่องต้องสะสาง...”
            สุดท้าย...ราชสีห์ก็ย่อมมีชัยต่อเหล่าสัตว์ตัวเล็กๆ ไร้ทางสู้...

            เด็กหนุ่มนิ่งเงียบมาตลอดทาง...เขาไม่ได้ไปโรงเรียนอย่างที่ตั้งใจ และในมือก็ยังมีกล่องนมที่ยังไม่ทันจะได้พร่องลงสักนิด ริมฝีปากเม้มแน่นเมื่อตัวรถจอดสนิทลง ณ ตึกระฟ้าแห่งหนึ่ง คยูฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองถูกพามาที่ไหน แต่เมื่อมองไปรอบๆ เขาก็พบกับชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำจำนวนไม่น้อยที่กระจายตัวอยู่รอบบริเวณ ชายหนุ่มซึ่งออกคำสั่งให้เขาขึ้นรถมาด้วยเดินนำออกไป ไม่ต้องพูดอะไร เขาก็รู้ว่าคนอย่างโจ คยูฮยอนก็คงมีหน้าที่เดินตามราชสีห์หนุ่มที่แผ่รังสีอำมหิตได้น่ากลัวเป็นบ้า ในขณะที่หยุดอยู่หน้าลิฟท์ ชายที่คาดว่าเป็นบอดี้การ์ดก็เดินเข้ามากระซิบอะไรบางอย่างกับร่างสูงใหญ่ ก่อนจะทำความเคารพและเดินจากไป 
            ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในตัวลิฟท์ในขณะที่เด็กหนุ่มชั่งใจ...ทว่าเมื่อถูกสายตาคล้ายเหยี่ยวจ้องตรงมาซ้ำยังไม่พูดจาเพียงแค่มองหน้ากันนิ่งๆ ขาสองข้างถึงได้ก้าวเข้าไปยืนอีกฟากของลิฟท์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาเห็นการปรายตาของหมอนั่นพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ยากจะอ่านความหมายออก มันเป็นการขึ้นลิฟท์ที่ทรมานที่สุดในชีวิต...คยูฮยอนสาบาน!!
            ภายในห้องซึ่งคาดว่าเป็นห้องทำงานของผู้ชายที่วางอำนาจใส่เขาไม่หยุดหย่อน คยูฮยอนยืนเก้ๆ กังๆ ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะอยู่ส่วนไหนของห้องที่กว้างขวางเสียขนาดนี้ แถมเจ้าของห้องราวกับไม่สนใจเสียแล้วว่ามีเขาอยู่อีกคน คนคนนั้นเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานพร้อมตรวจงานเอกสารไปโดยไม่พูดจา และเมื่อเด็กตัวขาวไม่ยอมขยับตัวออกจากหน้าประตู ชายหนุ่มที่อุตส่าห์เดินไปนั่งถึงเก้าอี้พนักหนังสีดำแล้วจึงจำต้องเงยหน้าจากเอกสารกองพะเนินพลางสาดสายตาดุๆ อยู่ร่ำไป
            “จะยืนบิดอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม?”
            “ก็คุณไม่สนใจผมเองหนิ ผมจะรู้หรอว่าควรทำยังไงต่อไป ควรพูดอะไร เริ่มจากตรงไหน อีกอย่างคุณก็เอาแต่เงียบ!” เขากลั้นใจพูดประโยคยาวๆ และตรงประเด็นออกไปในคราวเดียว ดวงตาคมหรี่มองเด็กหนุ่มเล็กน้อยพร้อมหัวเราะในลำคอ ...ให้ตายสิ ทำไมถึงชอบทำตัวเหมือนมีอำนาจเหนือคนอื่นขนาดนั้น คยูฮยอนเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิว่าที่เขายืนกำหมัดอยู่อย่างนี้เพราะกลัวหรือเพราะหมั่นไส้คนคนนี้กันแน่!
            “โอเคเด็กน้อย...เรามาพูดเรื่องสำคัญกันดีกว่า”
            “....”
            “อาทิตย์ที่แล้ว...เธอคงเห็นเหตุการณ์นั้นสินะ...” นี่ใช่ไหม...คือประเด็นสำคัญ เขารู้อยู่แล้ว และค่อนข้างมั่นใจเลยทีเดียวว่าคนตรงหน้าคือคนที่ลั่นไกปลิดชีวิตชายปริศนาคนนั้น!
            “ผมเห็น...ทุกอย่าง”
            “มันเป็นเพียงการกำจัดพวกหนอนบ่อนไส้...ที่เป็นอันตรายต่อชนหมู่มาก” เสียงราบเรียบเอ่ยตอบอย่างไม่ยี่หระนั่นทำให้เด็กหนุ่มไม่ยากจะเชื่อ
            “แต่คุณฆ่าคนตาย!
            “มันเป็นเรื่องปกติ...สำหรับ...ที่ๆ เธอยืนอยู่ตรงนี้”
            “.......”
            “ธุรกิจมืด...ใครก็จ้องจะทำลายเมื่อมีโอกาส ฉันก็ต้องปกป้องตัวเองและคนของฉันในฐานะผู้กุมอำนาจทั้งหมด และ...การที่เธอมีส่วนรู้เห็นเหตุการณ์...คิดว่าฉันควรจะจัดการอย่างไรดีล่ะ”
            “จะฆ่าผมหรือไง...ถ้าจะฆ่าก็ทำเลย เรื่องจะได้จบๆ ถ้าคุณกลัวเรื่องทุกอย่างมันแดงออกมาแล้วมันอาจจะทำให้คุณเดือดร้อน! เหอะ...คนไร้อำนาจเขาจะสู้อะไรกับคุณได้ ในเมื่อทุกคนต่างก็พร้อมศิโรราบคุณกันทั้งนั้น คุณมีอำนาจอยู่ในมือถึงขนาดที่จะสั่งฆ่าใครก็ได้ แปลกดีหนิครับที่คุณกลัวความจะแตกว่าไปฆ่าใครเข้าเพียงเพราะเด็กคนเดียว!!” เด็กหนุ่มประชดประชันคนตรงหน้าอยู่ในที คยูฮยอนไม่รู้หรอกว่าชื่อเสียงเรียงนามของผู้ชายคนนี้คือใคร แต่ที่แน่ๆ เขาเกลียดคนประเภทแบบนี้ชะมัด ...เห็นแก่ตัว... ใบหน้าขาวจัดเบือนหน้าไปทางอื่นเมื่อเขารู้สึกร้อนผ่าวที่เบ้าตา โมโหจนอยากร้องไห้ทั้งที่อีกคนยังคงวางตัวดั่งพระเจ้า ไม่สิ...ซาตานตัวร้ายที่จ้องจะดึงวิญญาณลงสู่หลุมลึกของนรกต่างหาก!
            “ไม่หรอก โจ คยูฮยอน ฉันจะไม่ฆ่าเธอ....อีกประการฉันมีอำนาจมากพอในการจัดการเรื่องคดีให้เงียบไป...และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัวพยานอย่างเธอเลยสักนิด” รอยยิ้มเฉกเช่นผู้กำชัยชนะในมือไม่อาจทำให้คยูฮยอนทำอะไรไปได้มากกว่ายืนสะกดกลั้นอารมณ์ที่พาลอยากจะชกหน้าหมอนั่นสักที หากไม่ติดที่ตนเป็นรอง หนุ่มน้อยถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่เข้าใจโชคชะตาเอาเสียเลยที่ทำให้เขาต้องเอาชีวิตตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องบ้าๆ นี่
            “...ต้องการอะไรก็ว่ามาเถอะครับ” ตัดใจถามออกไปเสียงแผ่ว
            “คนของชเวไม่เคยกลัวใคร...แต่คนของชเวจะต้องจัดการอำนาจทุกอย่างให้อยู่ในอุ้งมือ เธอก้าวเข้ามาเอง...และฉันจะไม่ปล่อยเธอไป”
            “เพราะอะไร!!!
            “เชื่อเถอะว่าจากวันนี้ต่อไปความปลอดภัยของเธอมันจะลดน้อยลงเรื่อยๆ โลกด้านมืดมันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดว่าจะก้าวออกไปง่ายๆ ...แต่ฉันจะให้เธอได้รับสิทธิพิเศษ...แม้ในตอนนี้ เธออาจจะไม่ต้องการก็ตาม”
            “....”

            “มาเป็นคนของชเว...ชเว ชีวอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น