Rose Addict
- 3 -
“พ่อกับแม่ของเธอกลับมาวันนี้อย่างนั้นสินะ”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นในจังหวะที่คยูฮยอนกำลังจะก้าวขาขึ้นรถเมอร์ซิเดส
เด็กหนุ่มหันกลับมาสบตาชายหนุ่มที่มอบสิทธิพิเศษให้เขาโดยการเป็นคนของชเว โจ
คยูฮยอนใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดฯส่วนตัวของคนคนนี้มาสองวัน
เขารู้สึกราวกับตัวเองไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์เลี้ยงที่ต้องถูกกักอยู่ในพื้นที่จำกัด
มีอาหารให้ทานตามเวลาโดยฝีมือของแม่บ้าน เสื้อผ้าที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้
คนคนนั้นจะมาหาเขาในตอนเย็นหลังเลิกงาน ถามไถ่เล็กๆ น้อยๆ แล้วก็กลับไป...กำชับว่าห้ามหนีไปไหน...ก็แปลกที่ยอมเชื่อฟัง...เหตุผลที่เขาต้องทนอยู่เพราะพ่อแม่ยังไม่กลับมาจากต่างจังหวัด
ชเว ชีวอนเอาแต่พูดว่าไม่ควรปล่อยเขาไว้คนเดียวในเวลาที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน
แต่วันนี้คุณแม่คนดีโทร.มาบอกว่าจะกลับมาถึงประมาณช่วงบ่ายของวัน ฉะนั้นเขาคงมีข้ออ้างที่จะออกไปจากที่แห่งนี้เสียที
ที่ๆ เต็มไปด้วยความอึดอัดและคำถามมากมายที่เด็กตัวขาวไม่อาจเข้าใจได้ในตอนนี้
“ครับ...ผมไม่จำเป็นต้องโกหกคุณหรอก”
“อืม...” หมอนั่นตอบสั้นๆ
ก่อนจะปล่อยให้เขาก้าวขึ้นตัวรถ ชเว ชีวอนไม่ไปส่งเขาที่บ้านแต่ออกคำสั่งให้ลูกน้องคนสนิทเป็นคนจัดการ
คยูฮยอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ในขณะที่พาตัวเองมานั่งที่เบาะรถด้านหลังจนได้
ดวงตาคู่โตเหลือบมองไปนอกกระจกรถเขาก็พบว่าเจ้าของร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปในตัวตึกระฟ้าเสียแล้วแถมยังมีกลุ่มลูกน้องติดตามเข้าไปติดๆ
แผ่นหลังกว้างที่ดูมั่นคงแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาแบบนั้น...เขาไม่อยากเอาชีวิตของตัวเองไปผูกติดกับคนแบบนี้...มันดู
หนาวเหน็บมากกกว่าอบอุ่น
เรียวปากอิ่มเผลอเม้มแน่นในขณะที่ในหัวสมองประมวลเหตุการณ์ตลอดช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วดีเป็นบ้า คยูฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่จุดไหน
การเป็นคนของชเวคือการที่ถูกคนคนนั้นควบคุมตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย
หรือเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ บนกระดานหมากของผู้ใหญ่กันแน่ นั่นคือสิ่งที่เขาสงสัยและไม่กล้าคาดเดา...
คยูฮยอนมารู้เอาทีหลังว่าคนสนิทที่คอยอารักขาความปลอดภัยของเขาอย่างใกล้ชิดที่ชเว
ชีวอนส่งมาเป็นหนุ่มชาวจีนที่ชื่อ โจวมี่ ด้วยรูปร่างสูงโปร่ง
ไหนจะบุคลิกเงียบสุขุมทำให้เด็กหนุ่มอดจะแปลกใจไม่น้อยว่างานเฉกเช่นบอดี้การ์ดเหมาะกับคนคนนี้ได้อย่างไร
คยูฮยอนพยายามถามในสิ่งที่ตนสงสัยกับบอดี้การ์ดหนุ่มแต่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ความเงียบก็มักเป็นคำตอบที่แสนน่าเบื่อทั้งยังน่าหงุดหงิดอยู่ในที
รถเมอร์ซิเดสจอดเทียบท่าที่ประตูรั้วหน้าบ้านของเขา
คยูฮยอนก้มหัวขอบคุณสารถีจำเป็นอย่างโจวมี่และจังหวะที่ก้าวลงจากรถ
เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น
เบอร์โทร.ไม่คุ้นตาเลย
แต่เสียง...
“ถึงบ้านแล้วใช่ไหม” เสียงของชเว ชีวอน...
“ครับ เพิ่งถึงเมื่อกี้ กำลังจะเดินเข้าบ้าน”
“โจวมี่คำนวณเวลาได้ตรงเป๊ะทีเดียวว่าเธอจะต้องถึงบ้านเวลานี้
ยังไงก็เข้าบ้านไปเถอะ ฉันแค่อยากโทร.มาเช็คให้แน่ใจว่าเธอถึงที่หมายแล้ว...และนี่
เบอร์ของฉัน...อย่าลืมบันทึกไว้ล่ะ”
“ครับ...” ชเว ชีวอนตัดสายไปพร้อมๆ
กับการเคลื่อนตัวของยานพาหนะสีดำสนิท
คยูฮยอนหันกลับไปมองรถหรูที่มาส่งเขาถึงหน้าบ้าน...นั่นอาจเป็นเพราะ
สิทธิของการเป็นคนชเวอย่างนั้นน่ะหรือ? เด็กตัวขาวหันกลับมาเปิดประตูรั้วพลางสืบเท้าเดินเข้าไปยังตัวบ้าน
เขารับรู้ได้ถึงการกลับมาของพ่อแม่
เพราะสองเสียงของสามีภรรยาที่เอาแต่พูดคุยเกี่ยวกับทริปการเดินทางอย่างสนุกปาก
“คยูฮยอนนา...กลับมาแล้วสินะ นี่จ้ะของฝาก”
คุณแม่ที่กำลังง่วนอยู่กับถุงข้าวของมากมายกลางห้องนั่งเล่น ควานมือไปตามถุงกระดาษต่างๆ
ก่อนจะคว้าเอาถุงขนมบวกกับกล่องของขวัญที่ห่อเป็นอย่างดีอีกกล่องยื่นให้แก่เขา ร่างโปร่งนั่งคุกเข่าเคียงข้างเธอ
รับของฝากจากมือนิ่มพร้อมรอยยิ้ม แต่เหนือสิ่งอื่นใด...ในตอนนี้ ช่วงเวลาแบบนี้
เขาคิดถึงผู้ให้กำเนิดเสียยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เด็กหนุ่มโผกอดคนเป็นแม่เต็มรักพลางซุกหน้าลงบนไหล่ของเธออย่างออดอ้อน
“ขอบคุณครับ...”
“จะว่าไป...เมื่อกี้แม่เห็นใครมาส่งลูกน่ะ”
“คิดถึงแม่จังเลย...คุณพ่อด้วย” เขาทำเป็นเมินประโยคคำถามของผู้เป็นแม่
เปลี่ยนเรื่องไปเสียดื้อๆ ดวงตาคู่กลมเหลือบมองชายวัยกลางคนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟาไม่ไกลจากกัน
พ่อของเขาก็อย่างนี้...ถึงจะดูแสดงออกไม่ค่อยเก่ง แต่ดวงตาทอดมองอย่างอ่อนโยน
ทั้งฝ่ามืออุ่นๆ ที่เอื้อมลงมาลูบศีรษะของเขา
มันก็ทำให้ความหวาดกลัวในช่วงหลายวันมานี้มลายหายไปในพริบตา...
“กอดแม่ซะแน่นเลยน๊า”
“ก็คิดถึงจริงๆ หนิครับ...”
“จ้าๆ
รู้แล้ว...ไหนดูสิคยูฮยอนของแม่ยังน่ารักเหมือนเดิมเลยสินะ...”
ว่าแล้วเธอก็หอมแก้มเขาฟอดใหญ่ ตามด้วยการที่เธอเล่าประสบการณ์ทริปครั้งนี้ให้ลูกชายได้ฟัง...
คิม มีซอน รับรู้ถึงแววตาของเด็กตัวขาวในอ้อมกอดของเธอ มันมีบางอย่างซ่อนอยู่
บางอย่างที่แสดงถึงความสับสน เธอไม่รู้แน่ชัดว่าภายในใจของลูกชายคนเดียวคิดอย่างไร
หรือไปเจอเรื่องอะไรมา แต่หน้าที่ที่ดีของคนเป็นแม่
นั่นก็คือ...การเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุด...อบอุ่นที่สุด และปลอดภัยที่สุด...
หลายวันที่ผ่านมา...เขาแทบจะไม่ได้ติดต่อกับชเว
ชีวอน หรือตัวชเว ชีวอนก็ไม่ได้ติดต่อกลับมา
แต่คยูฮยอนรับรู้ได้ถึงบางอย่างรอบกายที่เปลี่ยนไป... เขารู้สึกได้รับการคุ้มกันโดยคนจากกลุ่มชเวเป็นแน่
ไม่ใช่ทุกครั้งที่เดินเข้าห้างสรรพสินค้าไปกับเพื่อนๆ แล้วจู่ๆ
ห้างก็ดูไม่พลุกพล่านขึ้นมาหลังจากพวกเขาย่างกายเข้าไปไม่ถึงสิบนาที
ไม่ใช่ทุกครั้งที่ร้านเกมส์เซ็นเตอร์เจ้าประจำที่มักมีพวกนักเลงมาเรี่ยรายเงินเด็กๆ
จะหายไปทั้งที่พวกมันจะปักหลักไม่ไปไหน
กลุ่มเพื่อนของเขาแปลกใจแต่ก็ไม่พูดอะไรมากไปกว่าการยินดีที่ไม่ต้องโดนไถ่เงินอย่างเคยๆ
คยูฮยอนรู้ว่าสาเหตุทุกอย่างมันย่อมมีมาที่ไป
เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองมีอันตรายรายล้อมรอบตัวมากถึงขนาดที่ต้องถูกคุ้มกันเชียวหรือ?
มากถึงขนาดคลาดสายตาจากคนคนนั้นไม่ได้... เขาไม่เข้าใจ และหากเขาไม่สามารถไขข้อข้องใจนี้ได้
เขาจะคืนสิทธิที่ชเว ชีวอนมอบให้!
ในวันนี้ โจ คยูฮยอนเผอิญสบตาเข้ากับโจวมี่ยืนหลบอยู่มุมถนน
แสร้งทำเป็นยืนสูบบุหรี่ทั้งที่สายตาทอดมองพวกเขาอยู่เป็นพักๆ
ถัดไปคือรถเมอร์ซิเดส...คราวนี้มีชเว ชีวอนนั่งอยู่...
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาภูมิฐานนั่งกอดอกด้วยท่าทีวางมาดเสียจนน่าหมั่นไส้
แน่นอนว่าคยูฮยอนเลือกที่จะหลบสายตาคมดุที่มองมาพลางอาศัยความวุ่นวายของฝูงชนในช่วงเลิกเรียนของถนนคนเดินย่านการค้าเพื่อหวังจะหลบหลีกจากการถูกควบคุมไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงเสียบ้าง...
นับวันก็ยิ่งดื้อเสียจริงเชียว!
ชเว ชีวอนนึกสบถกับตัวเอง...เด็กคนนั้นหายไปจากสายตาของเขาท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คน
บอดี้การ์ดคนสนิทเดินกลับมาที่รถพร้อมรายงานในสิ่งที่ไม่ผิดไปจากการคาดเดาของเขาเลยแม้แต่น้อย...
“ท่านประธานครับ...งานนี้ไม่ผิดแน่...”
“....”
“พวกกลุ่มคิมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่
นับว่าครั้งนี้มันกล้ามากที่เข้ามาเหยียบในอาณาเขตของกลุ่มชเว เผลอๆ
มันอาจแฝงตัวอยู่ครับ”
มือเรียวกระชับสายเป้แน่นพร้อมๆ
กับหัวใจที่เต้นโครมครามเพราะความเหนื่อยจากการสาวเท้าจนอาจเรียกว่าวิ่งหนี...โจ
คยูฮยอนอยากจะหนีให้พ้นสายตาของชเว ชีวอน เวลานี้เขาถึงได้ผลัดหลงกับเพื่อนในกลุ่ม
เด็กหนุ่มนึกย้อนขำและสมเพชตัวเองด้วยความโง่เขลาหรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้เขาอยู่ท่ามกลางฝูงคนที่ไม่รู้จักบนถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา
ตอนนี้เด็กหนุ่มไม่อาจรู้สึกถึงความปลอดภัยหรืออย่างใด หัวสมองของเขาว่างเปล่าพอๆ
กับหนทางที่จะเดินต่อ ร่างโปร่งทรุดนั่งลงบนพื้นไม่สนใจสายตาของใครที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมา
ทว่า...
ปัง!!!
เสียงปืนปริศนาจากที่ไหนสักที่ฉุดให้ความคิดของคยูฮยอนหยุดนิ่งพร้อมๆ
กับภาพของชายคนหนึ่งที่ล้มลงจมกองเลือดต่อหน้าเขา...
เด็กหนุ่มเบิกตาโพลงมองดวงตาที่ยังไม่ทันได้ปิดสนิทของร่างชุ่มเลือดตรงหน้าพร้อมด้วยสติที่จวนเจียนจะควบคุมไม่อยู่...
ความวุ่นวายก่อขึ้นรอบตัว เสียงกรีดร้อง
เสียงของใครต่อใครที่พากันวิ่งหนีกันอลหม่านเพราะเสียงปืนอีกนัดและอีกนัด
เขาจะต้องเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาอีกสักกี่ครั้ง...
แค่จะวิ่งยังก้าวไม่ออก...สำหรับในเวลานี้แบบนี้
เขาไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น...และสิ่งที่โจ คยูฮยอนไม่เข้าใจยิ่งกว่าคือ...ทำไมเรื่องบ้าๆ
นี่ต้องมาเกิดกับเขากัน!!!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
แม้มันจะไม่ได้เรียกสติของคยูฮยอนคืนกลับมาได้เต็มร้อย
แต่แปลกที่ชื่อซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ทำให้คยูฮยอนกดรับมันโดยไม่ต้องไตร่ตรอง
“อยู่ที่ไหน...ฉันตามหาเธอไม่เจอ โจ
คยูฮยอน!!”
“......คุณชีวอน”
“ฉันถามว่าเธออยู่ที่ไหน!!!”
ทำไมถึงตัดสาย!!!
ชเว ชีวอนหัวเสียยิ่งกว่าเก่าเป็นล้านเท่า
เขามองหน้าจอโทรศัพท์ที่ขึ้นแสดงข้อความจบการสนทนาทั้งที่เขายังไม่ทันจะได้รู้เลยด้วยซ้ำว่าโจ
คยูฮยอนอยู่ส่วนไหนของถนนสายนี้ ทั้งที่เป็นย่านในเขตการดูแลของกลุ่มชเวแท้ๆ
เขากลับไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นตามหาเด็กนั่นอย่างไร เขาสั่งให้โจวมี่เรียกลูกน้องคนอื่นๆ
ให้ตามมาสมทบส่วนเขาก็ต้องตามหาเด็กคนนั่นทั้งที่บริเวณที่เขายืนอยู่ตรงนี้เกิดความโกลาหลเพราะเกิดเหตุเสียงปืนปริศนาดังขึ้นท่ามกลางฝูงชนและคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึงสามราย
ชเว ชีวอนทราบดีว่าวิธีการแบบนี้เป็นวิธีของกลุ่มคิมที่มักทำตัวไม่ต่างจากพวกเดรัจฉานไร้หัวใจ...
คนพวกนั้นมันก่อความวุ่นวายได้ด้วยวิธีเลวๆ เช่นนี้เสมอ ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังโกรธเกินกว่าจะควบคุมอารมณ์ทั้งยังร้อนใจที่คนในปกครองคลาดสายตาไป
มากไปกว่านั่นไม่กี่วินาทีต่อมา...ข้อความบางอย่างก็ถูกส่งเข้ามาผ่านโทรศัพท์ซึ่งชายหนุ่มกำมันไว้จนแน่น...
...ขอบคุณจริงๆ ที่ดึงเด็กนี้เข้ามาเอี่ยวอีกคน...
เกมส์กำลังสนุกแล้ว จริงไหม?...
ไม่นานอีกข้อความก็ส่งตามมาติดๆ
...แต่ เด็กนี้ยังไม่มีประโยชน์กับพวกเราในตอนนี้...ประธานแห่งชเวผู้ยิ่งใหญ่
เห็นจะเดี้ยงก็เพียงเพราะเด็กคนเดียว...
เจ็บ...
ความรู้สึกแรกเมื่อเปิดเปลือกตา...คยูฮยอนรู้สึกว่าต้นคอของเขามันปวดหนึบๆ
ราวกับโดนกระแทกด้วยของแข็งอย่างแรง... เด็กหนุ่มกระพริบตามองเพดานห้องที่เขาจำได้คราวๆ
ว่าคุ้นตามันจากเหตุการณ์อาทิตย์ก่อน
และเมื่อร่างโปร่งยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงพลางกวาดสายไปรอบๆ ก็พบกับเจ้าของห้องที่นั่งกอดอกอยู่ที่เก้าอี้ริมประตูกระจกกั้นระเบียง
ดวงตาทอดมองไปภายนอกคอนโดฯ ไม่น่าเชื่อว่าท้องฟ้าจะมืดสนิทไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มรู้โดยสัญชาตญาณว่าคนคนนี้กำลังอารมณ์ไม่ดีเป็นแน่
“เธอโดนคนของกลุ่มคิมใช้ปืนกระแทกต้นคอเพื่อให้สลบไป...ดีที่พวกมันไม่ใช้ปืนทำอย่างอื่นแทน” อย่างอื่นที่ว่าคือใช้ปืนยิงเขาให้ไปเฝ้ายมบาลสินะ...
“เธอโดนคนของกลุ่มคิมใช้ปืนกระแทกต้นคอเพื่อให้สลบไป...ดีที่พวกมันไม่ใช้ปืนทำอย่างอื่นแทน” อย่างอื่นที่ว่าคือใช้ปืนยิงเขาให้ไปเฝ้ายมบาลสินะ...
“.....” คยูฮยอนควานหาเสียงของตนเองไม่เจอเมื่อชเว
ชีวอนเอาแต่พูดเสียงเรียบคล้ายคนกำลังข่มความโกรธ เขาพอจะจำได้ลางๆ
ว่าก่อนจะสลบไปเขาเห็นความวุ่นวายอย่างไรบ้าง...และกองเลือดจากคนตายมากเพียงใด
เขาแค่คิดว่าทำไม...ตัวเองถึงรอด...
“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก...อย่าอยู่นอกเหนือการดูแลของฉัน”
คำกล่าวนั่นเหมือนคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้
คยูฮยอนก้มหน้างุดมองมือทั้งสองข้างของตัวเองที่กุมกันแน่น เขารู้สึกไม่ชอบ
ทั้งยังรู้ผิดปนเปกันไป เขาไม่ชอบที่ตัวเองถูกควบคุมโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง
และเขาก็รู้ผิดที่ทำให้คนคนนั้นต้องวุ่นวายเพราะตัวเขาเอง...
“อย่างน้อย...ก็ช่วยบอกผมได้ไหมครับว่าทำไม...ผมถึงต้องฝากชีวิตไว้กับคุณ”
เขาเม้มริมฝีปากในทันทีที่ว่าจบ เด็กหนุ่มคิดว่ามันเป็นคำถามที่เหมาะสมที่สุดแล้ว...มันอาจเป็นความหวังดี
นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาเดาได้ แต่...เหตุผลอื่นล่ะ ขอเพียงแค่ตอบมาโจ คยูฮยอนจะไม่เซ้าซี้ชเว
ชีวอนให้มากเรื่องเลย
อ้อมแขนที่รั้งร่างของเด็กหนุ่มเข้าไปกอดเสียจนใบหน้าซุกอยู่ที่แผงอก
ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมของเขา ไหนจะเสียงถอนหายใจจากชเว ชีวอนยิ่งทำให้คยูฮยอนประหลาดใจ
ถึงอย่างนั้นก็อดจะหงุดหงิดไม่ได้...ทำไมคนคนนี้ถึงชอบความอบอุ่นซึ่งเคลือบแฝงอยู่บนความเย็นชาทำให้เขารู้สึกว่าตนเองไม่ควรปฏิเสธความหวังดีของผู้ชายคนนี้กัน
“จำไว้ว่า คนของชเวก็คือคนของชเว
ชีวอน คนที่ชเว ชีวอนจะรักษาไว้ด้วยชีวิต”
“......”
“นอนเถอะ พรุ่งนี้เราจะต้องเดินทางกันแต่เช้า...”
เสียงทุ้มกล่าวกระซิบในตอนที่ค่อยๆ
ดันร่างของเขาในนอนลงพร้อมห่มผ้าให้เสร็จสรรพทั้งที่ในหัวสมองของเด็กหนุ่มลอยเคว้งไปด้วยคำพูดของเมื่อครู่แท้ๆ
เด็กตัวขาวไม่อาจโต้ตอบใดๆ ได้ ไม่แม้จะถามว่าการเดินทางที่ว่าจะไปที่ไหน คยูฮยอนรับคำสั่งจากชายหนุ่มอย่างว่าง่ายอาจบวกกับความอ่อนเพลียถึงได้เผลอหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัวโดยมีสายตาคมคู่คมที่อ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดทอดมองอยู่ไม่ห่าง
คยูฮยอนไม่อยากจะโกหกพ่อแม่ที่ต้องบอกว่าต้องเดินทางไปต่างจังหวัดกับชมรมค่ายอาสาพัฒนากะทันหันทั้งที่แท้จริงแล้วเขาเดินทางไปไต้หวันกับชเว
ชีวอนต่างหาก! มันอาจเป็นความผิดพลาดของเขาเองที่ไม่ปฏิเสธไปตั้งแต่ทีแรก
แต่จะทำอย่างไรได้...เขาก็ไม่เคยจะขัดคำสั่งของชเว ชีวอนได้อยู่แล้วหนิ...การเป็นคนของชเวก็คือการอยู่ในสายตาของชเว
ชีวอนเสมอ(เขาก็เพิ่งจะรู้น่ะนะ!!!) คนที่ชอบทำตาดุอ้างว่าตนต้องมาเจรจาเรื่องธุรกิจคาสิโนที่นี่
และไม่ไว้ใจที่จะปล่อยให้เขาอยู่เกาหลีเพียงลำพังจากสิ่งที่ชีวอนบอกว่า ไม่ปลอดภัยจากพวกหมาลอบกัด
เขาเริ่มเรียนรู้ได้ทีละนิดโดยการฟังประสบการณ์จากปากชีวอนว่าวงการธุรกิจมืดมีการขัดแข้งขัดขากันเสมอเมื่อมีโอกาส...มีการแบ่งเขตธุรกิจและการปกครองไม่ต่างจากยากุซ่า
เรื่องฆ่าตัดตอนเป็นเรื่องปกติของนักเลงระดับล่าง ส่วนผู้กุมอำนาจอย่างชเว ชีวอน
มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปของพื้นที่ตนเองให้อยู่ในความสงบ และไม่รุกล้ำไปในเขตของใคร
ศัตรูคู่อาฆาตของกลุ่มชเวก็คือกลุ่มคิม...
ตลอดช่วงเวลานั่งเครื่องบิน...นี่เป็นเพียงเรื่องราวเล็กๆ
น้อยๆ ที่ชีวอนจะสามารถเล่าให้เขาฟังได้ โลกของคนคนนี้มันเต็มไปด้วยอันตรายทั้งนั้น...ถึงว่า...บุคลิกของผู้ชายอย่างหมอนี่ถึงมองดูมีอำนาจทั้งที่แค่นั่งอยู่เฉยๆ
หรือแค่ใช้ดวงตาคล้ายเหยี่ยวจดจ้องไปยังเป้าหมาย ดูน่ากลัว น่าเกรงขาม
แต่ก็...ดูอบอุ่นและรักลูกน้องในเวลาเดียวกัน
“ท่านประธานครับ กำหนดการวันนี้คือประชุมเรื่องการเปิดคาสิโนแห่งใหม่กับตัวแทนจากกลุ่มฮันตอนบ่ายครับ
ส่วนหัวค่ำผมแจ้งคนของนายท่านไปแล้วว่าท่านประธานมีความประสงค์จะเข้าพบ”
“ขอบคุณมาก”
เสียงทุ้มว่านิ่งๆ หลังฟังโจวมี่บอกกำหนดการอย่างละเอียดถี่ถ้วนในช่วงที่เครื่องบินใกล้จะลงจอด
คยูฮยอนมองบอดี้การ์ดมาดสะอาดสะอ้านอย่างชื่นชม
คนอย่างโจวมี่นอกจากจะสงบเยือกเย็นเก็บอารมณ์เก่งแล้วยังกระฉับกระเฉงสมกับที่มีรูปร่างสูงโปร่ง
ไม่นานนักเครื่องก็ลงจอดอย่างปลอดภัย มีคนของชเว ชีวอนห้อมล้อมและคอยอารักขามากทีเดียว
มือข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มถูกฝ่ามืออุ่นยื่นมากอบกุม
เพียงเท่านั้นแก้มก็ร้อนเห่อขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ การเดินตามหลังของใครสักคนเพียงหนึ่งก้าวเล็กๆ
ทำให้เขารู้สึกว่าอย่างน้อยช่องว่างระหว่างเขาและอีกคนไม่ได้มากจนยากจะเอื้อมถึง เขาสามารถอยู่ในโลกของชเว
ชีวอนได้ ตราบที่...มีมือของผู้ชายคนนี้จูงนำทางต่อไปอย่างมั่นคง...
เด็กหนุ่มเชื่อเช่นนั้น...
ห้องพักในโรงแรมกว้างขวางและมันก็หรูเกินกว่าที่เด็กหนุ่มในวัยมัธยมปลายเช่นเขาจะเคยสัมผัส
คยูฮยอนตาโตมองศิลปะการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นที่ผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัว
วิวจากห้องพักเห็นตัวเมืองไต้หวันจนสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศดีเสียจนนึกอยากให้พ่อกับแม่ของเขาที่ชอบเที่ยวนักเที่ยวหนาอยู่ด้วยกันเสียเลย
คนที่ชอบทำตัวเหมือนลูกแมวโดยที่ไม่รู้ตัวทิ้งกายกลิ้งไปมาบนเตียงขนาดใหญ่
ก่อนจะนอนตะแคงมองแผ่นหลังกว้างของใครอีกคนที่เดินไปหยุดอยู่ริมระเบียง
เขารู้ว่าเขากำลังเผลอใจ...เขากำลังหลงในสิทธิของความเป็นคนของชเว...
แต่สิ่งที่คยูฮยอนไม่เคยได้จากใครนั่นคือ
ความอบอุ่นที่อุ่นร้อนมากกว่าความรักที่พ่อแม่มีให้...
เรียวมือยกขึ้นคล้ายจะคว้าแผ่นหลังกำยำก่อนจะต้องรีบเก็บมือลงอย่างรวดเร็วเมื่อเจ้าขางร่างสูงหันหลังกลับมาจ้องใบหน้าที่กำลังระเรื่อสี...
“รู้อะไรไหมว่าดวงตาของเธอมันแสดงออกทุกสิ่งที่เธอคิด...”
เจ้าของเสียงทุ้มว่าขึ้นในตอนที่นั่งลงบนเตียงข้างๆ
กันก่อนจะเอื้อมมือมาลูบศีรษะเขาตามเคย
คยูฮยอนหลบสายตาที่มองมาราวกับจะอ่านใจเสียจนทะลุปรุโปร่ง จะว่าไปนี่สายตาของเขามันแสดงอะไรออกไปกันแน่ล่ะ?
“ปะ...เปล่าสักหน่อย...”
เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธเสียงเบา
แต่ใครจะรู้ว่ามันช่างน่าหมั่นเขี้ยวนักในสายตาของชายหนุ่มผู้มากประสบการณ์และผ่านโลกมามากยิ่งกว่า
“ความปรารถนา...”
“....”
“เธอในตอนนี้...อาจไม่ต้องการใครนอกจากฉัน...”
รสจูบละมุนถูกป้อนลงมาราวกับเป็นการมัดจำ แตะเรียวปากชั่วครู่ก่อนจะผละออกมา
ทว่าความอุ่นผ่านแผ่ไปทั่วริมฝีปาก
ดวงตาที่หรี่หลับพร้อมกับเรียวปากที่แนบตามลงมาอีกครั้งทำให้หัวใจของเด็กไม่ประสีประสาเต้นระส่ำก่อนทุกอย่างหยุดลง
ไม่มีการล่วงเกินใดๆ ไปมากกว่านี้...
หากนี่เป็นการตีตราจอง... การเป็นคนของชเวก็คงใกล้จะสมบูรณ์แบบเข้าทุกที...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น